กรกฎาคม 09, 2569

ชีวิตไม่เคยง่าย

 


ในความเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ยอมรับว่ามีบางทีที่รู้สึกอิจฉาคนที่ได้เกษียณตอนอายุครบ 60 ปี ค่ะ

เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ๆหลายคนเริ่มทะยอยเกษียณออกจากบริษัทอย่างสวยงาม แม้ว่าผู้เขียนจะ early retire ออกมาก่อนหลายปี ก็ยังได้ติดต่อพูดคุยกับพี่ๆหลายคนที่เคยทำงานร่วมกัน  บางคนเกษียณออกมาแล้วประมาณ 5 ปี ก็ยังได้พบปะนัดทานข้าวกันบ้าง

บางคนเป็นรุ่นน้อง ก็ลาออกไปเติบโตยังองค์กรใหม่ ตำแหน่งงานใหญ่โตกว่าเดิมก็มีค่ะ

คนที่เกษียณตามรอบปกติดูจะมีความสุขกันพอดู กับจำนวนเงินที่เก็บออมมาทั้งชีวิตการทำงาน ไหนจะพวกเงินกองทุนต่างๆที่รอจ่ายให้ตอนเกษียณ ยอดเงินพอเอามากองรวมๆกันแล้วก็คงจะมีชีวิตที่ดีกันล่ะค่ะ

ส่วนผู้เขียนเองเกษียณเร็วไปหน่อย ตั้งแต่อายุ 48 ซึ่งก็เร็วจนพี่ๆหลายคนบ่นว่า เธอไม่น่าออกมาเลย

แต่เหตุผลหลายข้อ ที่บังคับให้ผู้เขียนต้องตัดสินใจอย่างนั้น  มันมีน้ำหนักที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆค่ะ 

และจนถึงทุกวันนี้ เหตุผลเหล่านั้นก็ไม่ได้เสื่อมสิ้นพลัง  แปลว่าการตัดสินใจตอนนั้นถูกต้องแล้ว ไม่ได้ตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบอย่างแน่นอน

ที่จริงจะไปอิจฉาคนที่เขาอุตส่าห์เหนื่อยจนถึงอายุ 60 ก็คงจะไม่ถูก เรามันดันออกมาใช้ชีวิตเองเร็ว เครียดน้อยกว่าคนที่เขายังต้องทำงาน  พอมาก้มมองดูเงินในกระเป๋าก็ใจหาย เพราะการใช้ชีวิตตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราต้องพึ่งตัวเองโดยสมบูรณ์  เอาเป็นว่าไม่ไ้ด้ป่วยเป็นอะไรร้ายแรงก็นับว่าบุญแล้ว

ได้เงิน กับ เสียเงิน มันเป็นของคู่กัน

คนที่เขาต้องอดทนและต่อสู้กับทั้งเรื่องงาน และการเมืองต่างๆในองค์กรก็คงต้องสมควรได้รับรางวัลไม่ใช่เหรอ  นี่มันก็ถูกต้องแล้วนะ

ถึงผู้เขียนจะกลุ้มเรื่องต้องทำมาหากินซะจนเห็นเรื่องอื่นเป็นเรื่องเล็กไปหมดก็ตาม ...

เชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าจะเป็นคนที่รวยที่สุด ชีวิตดูน่าอิจฉาแค่ไหน แต่เชื่อไหม...ไม่ได้มีใครมีความสุขตลอดเวลา  ธรรมดามนุษย์...ที่ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีไงคะ

คนมีเงิน ก็อาจจะทุกข์เรื่องอื่น  ส่วนคนมีเงินน้อยๆก็คงจะทุกข์เพราะเรื่องเงินทอง การทำมาหากิน หรือไม่ก็เรื่องอื่นพ่วงด้วย ไม่ว่าจะโรคภัยของตัวเองหรือคนใกล้ชิด  เรื่องทุกข์มันมีร้อยแปดพันเก้า 

ถึงบอกว่าชีวิตไม่เคยง่าย...โดยเฉพาะกับชีวิตผู้เขียน  

เคยนั่งมองชีวิตตัวเองย้อนหลังไปถึงวัยเด็ก ก็ไม่ได้ลำบากขนาดไม่มีกิน หรือไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ แต่ก็พบกับปัญหาเรื่องอื่นๆอยู่ดี ทว่า...ก็ต้องเต็มไปด้วยการต่อสู้ และใช้ความพยายามของตัวเอง เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้นให้จงได้

แต่แล้วช่วงชีวิตที่สวยงาม  เราก็ตะครุปมันเอาไว้ให้อยู่กับเราตลอดไปไม่ได้

หลุดมือไปแล้ว...พร้อมกับการตัดสินใจ Early Retire ออกมา แล้วทุกวันนี้ได้แต่นั่งมองความเฟื่องฟูในอดีต  อย่างน้อยสุขภาพยังปกติ5555  มีบ้านอยู่  มี passion ที่ทำให้ทุกวันมีความหมาย 

แม้จะโดดเดี่ยวบ้าง มีเหงานานๆครั้ง ที่เหลือในหัวสมองมีแต่การทำงาน ไม่ว่าจะเขียนนิยาย กับงานอีกหลายโปรเจคที่พอจะมีรายได้นิดๆหน่อยๆ  สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เขียนแทบจะไม่ได้มีเวลาคิดเรื่องอื่นเลยค่ะ

พอไม่ได้คิดเรื่องที่มันเป็นแค่สิ่งจุกจิก  เหมือนเรามีสมาธิแน่วแน่  จดจ่อ ความเว้าวอนหาเรื่องทุกข์ใส่หัวสมองตัวเองมันก็น้อยลงไป แต่ไม่ได้บอกว่าไม่มีความทุกข์นะคะ  มีน่ะมีแน่...ก็บ่นอยู่ทุกวันว่าเมื่อไหร่ชีวิตฉันจะไปรอดซะทีนะ....

มันผ่านมาหลายปีมากแล้ว นี่มันโอกาสสุดท้าย เพราะมีแต่จะแก่ตัวลงไปทุกวัน เรี่ยวแรงถดถอย แล้วนี่จะมีชีวิตอยู่ยังไงหากสักวันแย่ขนาดว่าอาจจะไม่มีกินขึ้นมา

นี่ล่ะค่ะ  ไม่มีใครทำให้เรากลัวได้เท่าความคิดตัวเราเองนี่ละ  แต่ทั้งที่รู้...มันห้ามไม่ให้กลัวก็ยากใช่ไหม

ยิ่งกลัว ก็ต้องขยันให้มากขึ้นไปอีก (ตกลงว่ามีแต่เหนื่อย กับเหนื่อยค่ะ)

ตอนนี้ผู้เขียนกำลังเขียนนิยายตอนพิเศษอยู่ค่ะ  เป็นตอนพิเศษของ เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ คือเขียนทั้งตอนพิเศษ และกำลังรวมเล่มคือเอาทุกตอน 80 ตอน มาเรียบเรียงใหม่เป็น e-book ด้วย

ใช้เวลามากกว่าที่คิด เพราะกลายเป็นว่าช่วง บทที่ 1-4 เขียนเพิ่มเข้าไปอีกเยอะ เพื่อให้เนื้อเรื่องมันแน่น และเข้มข้น ไม่งั้นมันจะมาหนักท้ายๆเรื่อง เรียกได้ว่าปรับ balanced ของเรื่องใหม่ แล้วยังไม่รู้ว่าจะแก้อีกนานแค่ไหน555  เอาเป็นว่าอยากให้ออกมาดีที่สุด 

พอยิ่งอ่านไปมันยิ่งคันไม้คันมือ อยากแก้ตรงนั้นตรงนี้ เพราะว่าพอเขียนจบแล้วจะเห็นช่องโหว่ค่ะ ว่าตรงไหนเราเขียนหลวมไป หรือบางไป

ปีนี้ผ่านมาเกินครึ่งปีแล้วสินะ  นิยายเรื่องที่สามและสี่ยังไม่ได้เริ่มซะทีเลยค่ะ  ตั้งใจว่าปี 2569 จะเขียนสองเรื่องพร้อมกัน แต่นี่ยังนั่งแก้เรื่องเก่าอยู่เลย เฮ้อ...

แต่เรื่องที่สามกับเรื่องที่สี่ก็มีโครงเรื่องที่ชัดเจนมากพอจะเริ่มเขียนได้บ้างล่ะค่ะ

....

ว่าแล้วก็ต้องฮึดสู้กันต่อไป

....

ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ 


 

มิถุนายน 18, 2569

ร้าวแล้ว-ร้าวได้อีก

 


นี่มันก็กลางปีแล้วสินะคะ รู้สึกว่าปีนี้ผู้เขียนยังเจออะไรหนักๆแบบเข้ามาเรื่อยๆ จนต้องขึ้น caption ข้างบนเอาไว้ตามนั้น คือ ร้าวแล้ว-ร้าวได้อีก

อะไรจะรุนแรงต่อใจได้เท่ากับพายุค่าใช้จ่าย  ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เริ่มด้วยเครื่อง Printer เสีย, กล้องถ่ายรูปเสีย, แมวป่วยไปสองรอบ ตอนนี้กล้องที่พึ่งซ่อมไป หมดระยะประกันการซ่อมไปแล้ว ดันมาออกอาการรวนๆอีก แถมซอฟแวร์ที่ต้องใช้งานเกี่ยวกับตัวกล้องก็ออกอาการใช้ได้ประมาณชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็ดับไปเองซะงั้น

คราวก่อนที่ส่งศูนย์ของแบรนด์กล้อง ก็ต้องจ่ายค่าเปลี่ยนเมนบอร์ดกล้องเลยทีเดียว หมดไปเยอะค่ะ นึกว่าซ่อมศูนย์อะไหล่แท้แน่นอนจะเสถียร  กลายเป็นว่าดวงชะตาของเรามันอาจไม่ดีซะเอง ดันมาทำท่าจะเสียอีกรอบ

ผู้เขียนนั่งถามตัวเองว่า แล้วคราวนี้จะเอาไงต่อ... 

ก็คิดว่าทนใช้ไปทั้งสภาพนั้นก่อน ปรับตัวนิดหน่อยใน work flow การทำงานของตัวเอง ก็พอจะแก้ปัญหาไปได้ อะไรที่มันไม่สมบูรณ์แบบก็มองข้ามมันไปเสียบ้าง

ที่ผ่านมาความที่ตัวเองชอบทำอะไรให้มันดีที่สุดเสมอๆนั้น เป็นตัวที่ทำให้เกิดความทุกข์ล่ะค่ะ

ในแง่การทำงานในองค์กรเราอาจจะขึ้นมายืนแถวหน้าๆได้ เพราะต้องอึดถึกเข้าไว้  เพื่อให้ได้คุณภาพงานอันยอดเยี่ยม แล้วก็ได้รับการมองเห็นจากคนระดับบนๆว่าคนนี้ใช้ได้  เราถึงได้ level up ตัวเอง ได้เงินเดือนขึ้นตัวเลขดีๆ ได้โบนัส ฯลฯ

แต่พอกลับมาในโลกใหม่ โลกนอกองค์กร...แม้เราจะทำเท่าไหร่  ก็เหมือนไม่ได้รับการมองเห็นจากใครเลยค่ะ

ตอนนี้เริ่มจะคิดแล้วล่ะค่ะ...อีกไม่ช้าไม่นานหรอก ฉันคงจะต้องเลิกทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำอยู่นี้  

ทุกอย่างมันมีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะโปรแกรม หรือ Knowledge ผู้เขียนนั่งคำนวณๆดู อีกหน่อย Microsoft word ก็คงต้องเลิกใช้ มาใช้ Google Docs รวมทั้งพวก Excel ด้วย ส่วนใหญ่หลัง early retire มาก็ใช้แค่สองโปรแกรมนี้ละค่ะ ที่ช่วยทำงานพวกเขียนนิยาย กับงานคำนวณทั่วๆไป ส่วน Power Point เขามีมาใน Set แต่เราก็ไม่ได้ใช้

ส่วนชุด Creative Cloud ที่ใช้ทำงานอีกด้าน ทุกวันนี้ก็ต้องจ่ายเป็นรายเดือน อีกหน่อยก็ต้องเลิก ถ้าขืนรายได้มันไม่สามารถจะเลี้ยงตัวมันเองได้ โปรแกรมฟรีก็มีให้ใช้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนค่ะ เช่น Affinity เป็นต้น 

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้เขียนจะต้องดิ้นรนในการฝึกฝนโปรแกรมมากมาย เพราะไม่รู้ว่าวันไหนเราอาจไปต่อไม่ไหวกับโปรแกรมมืออาชีพที่แสนจะสุดยอด... เราก็จะพออยู่ได้บ้าง  กับโปรแกรมฟรี 

อย่างน้อยเราใช้โปรแกรมสุดยอดที่เราเคยใช้ก็สอนอะไรให้เรามากมาย มีเทคนิควิธีที่อาจจะเหมือนกันแต่ถูกเรียกชื่อต่างกันในอีกโปรแกรม ทว่าการทำงานพื้นฐานก็เรียกได้ว่าทำได้เหมือนกัน อยู่ที่ user ว่าจะเข้าใจแค่ไหน

การสร้างทักษะให้ตัวเองจึงเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุด...และผู้เขียนก็เชื่อใน "ทักษะ" มาตั้งแต่สมัยยังทำงาน 

ไม่อยากทิ้งงานที่เรารัก แต่ถ้ามันถึงจุดที่บุญเก่าไม่เหลือจริงๆ เราก็ต้องยอมแพ้...กระมัง

ตอนนี้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทุกวัน ก็เริ่มมีเสียง Harddisk ดังคลิกๆๆ เป็นระยะ สัญญานแบบนี้ไม่ค่อยจะดี  เหมือนเขากำลังบอกเราว่า ฉันใกล้จะไปแล้วนะเธอ...เตรียมตัว เอ๊ย...เตรียมเงินไว้หรือยัง5555

กว่าจะคล่องแคล่วชำนาญการในการใช้โปรแกรม เครื่องก็กำลังจะพังพอดี แบบนี้จะไม่ได้บ่น ว่าร้าวแล้ว...ยังร้าวได้อีกได้ยังไงคะ 

คำว่าโอกาสสุดท้าย ผู้เขียนใช้เป็นประจำค่ะ ตั้งแต่ออกจากงานมา มันคือต้องตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง ใช้ชีวิตเหมือนคนหลังพิงฝา  แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็พบว่าโลกนอกบริษัทมันกว้างใหญ่ไพศาลมาก  ต่อให้สู้เต็มที่ยังไงก็เหมือนไม่ค่อยเป็นผลสักเท่าไหร่...

ในขณะที่ต้องเดิมพันด้วยทุนส่วนตัว และเวลาที่ผ่านไป อายุที่ผ่านไป และสภาพร่างกายที่ต้องเป็นไปตามอายุขัย

โลกไม่ได้โหดร้ายหรอกค่ะ  เพราะโลกก็หมุนไปตามแรงเหวี่ยงของเขา เพียงแต่เราต้องยอมรับความจริง...

เมื่อ "มี" ต้องคู่กับ "หมด"... ไม่มีสิ่งใดยั่งยืน

รู้สึกวันนี้จะออกแนวหดหู่ไปสักหน่อย ต้องขออภัยผู้อ่านค่ะ 5555

นี่เป็นความ realistic ของชีวิต ผู้เขียนกำลังพยายามทำตัวนิ่งๆให้มากที่สุด และมองโลกตามความเป็นจริง...ว่าจะอยู่ยังไงต่อไป ให้ยังได้เขียนนิยาย ได้ทำงานศิลปะต่อไป

เว้นวรรคให้กับชีวิตสักเล็กน้อย...เผื่อว่าจะมองอะไรได้ชัดเจนนะคะ




ขอบคุณทุกท่านที่กรุณาติดตามชีวิตผู้เขียนค่ะ





มิถุนายน 11, 2569

แปะรูปกันเถอะ


 นอกจากงานยามว่างที่ผู้เขียนสนใจเรื่อง scrapbooking มาตั้งแต่ราวๆปี 2010 ก็เริ่มจะเห็นว่ามีศาสตร์ใหม่ที่เหมือนจะต่อขยายมาจาก scrapbooking ก็คือการทำ vision board

คำว่า vision board ผู้เขียนว่ามันคล้ายๆกับคำว่า mood board ที่เดี๋ยวนี้ชาว creative ทั้งหลายมักจะใช้กันในการวาง concept งาน art หรือไม่ก็งานโฆษณา ซึ่งถ้าเป็นคำว่า story board ก็จะใช้เรียกภาพสเก็ตช์ที่เป็น block ต่อๆกันเพื่อสื่อสารลำดับภาพ motion หรือภาพยนตร์ ใช้วางแผนการถ่ายและลำดับภาพ ตั้งแต่ก่อนถ่ายจริงไปจนถึงขั้นตัดต่อ

เอาภาษาง่ายๆก็มีไว้ช่วยวางแนวทางการตัดต่อคลิบวีดีโอนั่นละ ว่าเราจะเอาภาพประมาณไหนขึ้นก่อน หรือมาทีหลัง

แต่ vision board ที่อยากพูดถึงในตอนนี้ เห็นใช้กันมากขึ้นในการวางเป้าหมายชีวิตให้กับตัวเอง ที่จริงก็คือเอาภาพที่เราอยากจะเป็น หรือสิ่งของที่เราอยากจะได้ แปะรวมกันไว้สักที่หนึ่ง  บางทีอาจเป็นกระดานเล็กๆ หรือไม่ก็สมุดบันทึก หรือบางคนจะแปะบนประตูตู้เย็นก็คงไม่ผิดหรอกค่ะ

แปะแบบมีสไตล์กันหน่อย คือสไตล์ใครว่าสวยแบบไหนก็ตามใจชอบ เน้นให้ตัวเองดูแล้วเกิดพลังฮึดสู้ นอกจากแปะรูปแล้วอาจจะตกแต่งด้วยวาชิเทป (washi tape) สวยๆ หรือระบายสีนิดนึง เอาเป็นว่าอยากทำอะไรก็ทำเถอะ

คนยุคก่อนๆเขามักจะนำนิตยสารมาตัดภาพสวยๆกันค่ะ แต่พอมาสมัยนี้กลายเป็นว่านิตยสารเป็นของหายาก ก็อาจจะหยิบพวก Newsletter ที่เขาพิมพ์แจกฟรีตามสถานีรถไฟฟ้า หรือที่สาธารณะก็ได้  แบบนี้ก็ไม่ผิด แต่บางทีมันก็อาจจะหารูปที่สวยถูกใจกันยากหน่อย

สมมุติว่าถ้าจะทำเกี่ยวกับเรื่องความสำเร็จ  คุณกำลังอยากจะหาคำว่า Winner คุณก็ต้องหาตัวอักษรภาษาอังกฤษให้ครบทุกตัวอักษรมาแปะต่อกัน กว่าจะครบทุกตัวคงจะเลิกแปะดีกว่า หรือไม่ก็เขียนเอาเองก็ได้นะคะ

หรือถ้าบ้านไหนมีเครื่อง printer ก็ยังต้องหาไฟล์ภาพที่ตัวเองอยากได้มาพิมพ์เองอยู่ดี สรุปแล้วถ้าอยากจะลองทำ vision board ไว้ดูเล่นเป็นแรงบันดาลใจก็ต้องออกแรงพยายามกันหน่อย  

เลยคิดว่า...ถ้างั้นทำเองเลยดีกว่า...

นี่ผู้เขียนว่าจะทำหนังสือรวมภาพสำหรับทำ vision board สักเล่ม ตอนแรกว่าจะทำไว้ใช้เอง ทีนี้สั่งพิมพ์ออกมาเล่มเดียวคงไม่คุ้ม อาจจะพิมพ์ขั้นต่ำแค่ 10 เล่ม เผื่อมีใครอยากเอาไปลองเล่นทำ vision board ด้วยกัน

เพราะท้ายที่สุด vision board มันไม่ได้แค่สวยงามค่ะ...

สำหรับใครที่อ่าน blog ของผู้เขียนก็รับไปก่อน 4 แผ่น 5555(หัวเราะอีกแล้ว) คือคนมันอยากแจกค่ะ5555

คือรูปมันล้นเครื่องคอมพิวเตอร์ คิดว่าทำแจกซะบ้างเถอะ 

แจกกันทีเดียว 4 แผ่น (รูปภาพ+พื้นหลัง+คำคม+ตัวอักษร) ก็ช่วยรับไปแบบ PDF ไฟล์นะคะ


นอกจากจะแจกรูปแล้วยังมี Layout ให้ไปดูเป็น idea อีกต่างหากว่าจะแปะตรงไหนกันได้บ้าง ถึงจะสวย ที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องทำตาม Layout หรอกค่ะ อยากแปะยังไงก็แปะไปเถอะ ว่าชีวิตแบบที่เราอยากได้นั้นมันเป็นยังไง เผื่อจะทำให้ตัวเราเห็นภาพในหัวชัดเจนมากขึ้น และนี่จะเป็นพลังให้เราขับเคลื่อนชีวิตไปต่อได้ค่ะ อย่างน้อยดู vision board ก็จะมีกำลังใจ มีความหวังเล็กๆน้อยๆบ้างแหละค่ะ

ขอออกตัวก่อนว่าภาพที่แจกเป็นภาพที่ Generated by Ai นะคะ หลายภาพอาจไม่ได้ตรงตามความต้องการของทุกคน รับไฟล์ไปแล้วก็ถือซะว่าเป็น sample ให้เอาไปลองตัดแปะสมุดดูเล่นๆก่อนค่ะ

ผู้เขียนจะทำไว้ให้หลาย theme สำหรับวันนี้เอาไปแค่ 1 Theme ก่อนนะคะ

  • Theme A : ชีวิตหรูหราที่ฟ้าประทานให้ (Luxury Girl Boss)
  • Theme B (รอติดตามใน post ถัดๆไปค่าาาา)
  • Theme C (รอติดตามใน post ถัดๆไปค่าาาา)


ขอขอบคุณสำหรับทุกการเข้ามาอ่านค่ะ ขอให้สนุกกับการทำ vision board จ้า

พฤษภาคม 28, 2569

ทางผ่าน...ไม่ใช่ทางแยก

 


หลังจากเขียนนิยายเรื่องล่าสุด เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ จบลงไปแล้ว ผู้เขียนก็พักใจได้เพียงแค่สัปดาห์หรือสองสัปดาห์ เพราะในหัวเริ่มคิดต่อว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป...เขียนเรื่องใหม่ หรือ...พักก่อน

จากที่ก่อนหน้าบ่นกับตัวเองว่าเหนื่อยมากกับการเขียนนิยายให้จบสักเรื่อง เรียกได้ว่าบนตั้งแต่เริ่มเขียนสักพักในช่วงตอนต้น  สำหรับคนเขียนจะรู้สึกมาก  ว่าเรื่องและตัวละครมันลอยๆยังไงชอบกล  อาจจะเหมือนละคร EP. แรกๆที่นักแสดงกับบท หรือด้วยเงื่อนไขอื่น ที่ทำให้ทุกคนยังไม่เข้าขากัน หรือยังไม่เข้าถึงบทบาท

สำหรับนักเขียนที่ต้องหยิบยกแง่มุมต่างๆมาเขียนเพื่อปูพื้นให้เรื่องมันดำเนินต่อไปได้อย่างมีเหตุผล  พบว่านักอ่านบางท่านก็อาจหายไปตั้งแต่สองสามบทแรก5555 เพราะว่าเหมือนเรื่องมันไม่เดิน  อาจจะน่าเบื่อ และไม่มีลุ้นอะไรให้ตื่นเต้น

ผู้เขียนก็ได้แต่นั่งมองยอดวิวอันต่ำเตี้ยเรี่ยดินตาปริบๆ แบบว่าทำอะไรไม่ได้

Let it go and Let it be

นักอ่านจะโผล่กันมาใหม่ตอนเกือบกลางเรื่อง เหมือนกลับมาเช็คว่าเรื่องนี้ไปถึงไหน และยอดจะเริ่มมากขึ้นหน่อยในช่วงใกล้ปิดปมปัญหาสำคัญ

ที่พูดไปทั้งหมดคือยอดอ่านฟรีนะคะ5555  ไม่ค่อยมียอดเงินค่ะ

ดังนี้แล้วในฐานะคนเขียน  ซึ่งเครียดทั้งสังขาร และแรงใจค่ะ คือแนวงานของเรามันไม่ใช่แนวติดตลาด เช่น นิยายจีน หรือนิยายวาย เกิดมียอดจ่ายเพื่ออ่านขึ้นมาบ้าง ก็เหลือเพียงน้อยนิด จนเรียกได้ว่า ถ้าไม่ได้รักการเขียนจริงๆ ก็ควรไปหาอย่างอื่นทำเถอะ

และยังไม่ทันที่จะหายใจได้เต็มปอด โลกภายนอกก็ไม่ได้รอให้เราเหนื่อยเสร็จก่อน เพราะไหนจะเดี๋ยวนี้มีประเด็นใหม่เข้ามา disrupt...

ก็คือมีบางคนใช้เอไอ generated นิยายออกมาโดยไม่ได้เขียนเอง ทำให้มีนิยายใหม่ๆหลั่งไหลออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว

ในทางอัลกอริทึ่มของ platform ก็จะดันงานใหม่ขึ้นให้นักอ่านได้เห็น งานที่เก่ากว่า(ที่มีทั้งมนุษย์เขียนและเอไอเขียน) จะถูกดันออก เพราะกลายเป็นงานเก่าอย่างรวดเร็ว

ใครมันจะไปเขียนทันเอไอได้ล่ะคะ...

ปรากฎการณ์คล้ายๆกันเกิดขึ้นในหลายวงการที่เกี่ยวกับงาน creative เช่น ภาพประกอบ ภาพถ่าย เพลง น่าจะทำเอาผู้สร้างสรรค์งานเจ็บจุกไปตามๆกัน

แล้วควรจะทำอย่างไรต่อไป...?

ก็คิดว่าไม่ต้องไปทำอะไรหรอกค่ะ  ปล่อยให้เป็นไปแบบนี้แหละ 

เมื่อถึงเวลาผลงานจะออกมาพิสูจน์ตัวเอง

เมื่องานที่คุณภาพไม่ตรงตามต้องการมีมากจนล้น  งานที่ดีจะค่อยๆฉายแสงค่ะ  (อันนี้ไม่ได้พูดถึงงานตัวเองนะคะ)

มนุษย์ก็มีหน้าที่แบบมนุษย์ อย่าหยุดพัฒนาตัวเองเท่านั้นพอค่ะ  แม้ว่าเราไม่ได้พัฒนาได้ก้าวกระโดด แต่ความ dynamic แบบมนุษย์จริงๆมันก็มีเสน่ห์ค่ะ คือ มากไปบ้าง น้อยไปบ้าง ที่แน่ๆคือถ้าเราหยุดพัฒนาเมื่อไหร่ เราคงจะยิ่งตามโลกไม่ทันไปกันใหญ่

เอไอก็มีส่วนดีมากมายค่ะ  มองเขาเป็นเครื่องมือ เครื่องทุ่นแรง  เหมือนเดี๋ยวนี้ใครจะไปหาเบอร์โทรศัพท์จากสมุดหน้าเหลืองหรือ yellow pages กันล่ะ เขาก็ search google กันทั้งนั้น  คนไหนอยากหาอะไรที่คำตอบมันกว้างขวางกว่าแค่เบอร์โทร  ก็ถามคุณเอไอ จะเหมือนถามเรื่องเดียวแต่ได้คำตอบกว้างขวางกว่าที่ถามไป

เราห้ามความเจริญก้าวหน้าของโลกไม่ได้  เช่นนั้นก็เหมือนสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเหมือนทางผ่านที่เราต้องพบเจอระหว่างทางค่ะ

มองเป็นทางผ่านซะงั้น...ไม่ต้องคิดแบบเลือกข้างเสมอไป ว่าฉันไม่เอาAi  หรือฉันจะมุ่งไปทาง Ai อย่างเดียว

เรียนรู้เอาไว้ก็ไม่เสียหลายสิคะ...

พูดถึงเอไอแล้วก็นึกถึงตัวเองขึ้นมา เพราะช่วงเตรียมนิยายเรื่องใหม่ของผู้เขียนก็ต้องพึ่งเขาเหมือนกันค่ะ

วกมาเรื่องของผู้เขียน  ช่วงเตรียมนิยายเรื่องใหม่ของผู้เขียนก็ต้องหาข้อมูลเยอะมากค่ะ ตั้งใจว่าเป็นนิยายแนวย้อนยุค555 ย้อนไปยุค 80s ที่ไม่มีอินเตอร์เนต ไม่มีโทรศัพท์มือถือ 

อ้าว...นั่นก็เป็นช่วงชีวิตที่ผู้เขียนเพิ่งเรียนจบและเริ่มทำงานใหม่ๆ 555 เรียกได้ว่าย้อนไปโลกสมัยตัวเองยังเป็นวัยทำงานตอนต้นสิคะ  ขนาดว่าใช้ชีวิตร่วมสมัยมาแล้ว  ถึงตอนนี้ยังลืมหลายๆเรื่องไปซะแล้วสิ

ช่วงนั้นมีเพจเจอร์ใช้ก่อนค่ะ  เวลาจะฝากข้อความต้องโทรเข้าพวกโอเปอร์เรเตอร์ แล้วเขาจะยิง text เข้าเครื่อง พอข้อความส่งเข้ามา เพจเจอร์จะสั่นและดังติ๊ดๆๆๆๆ ถ้าข้อความยาวเกินกำหนด จะตัดข้อความเป็น 2 ท่อน ต้องส่งสองครั้ง โดนคิดเงินเพิ่มอีก...😅

ขนาดว่าตัวเองร่วมสมัยด้วยแท้ๆ หลายเรื่องยังจำผิดจำถูก ก็ต้องพึ่งพาคุณเอไอเหมือนกันค่ะ แถมคุณเอไอให้ข้อมูลมาแบบเป็นระบบ แต่ก็ต้องระวังค่ะ...บางเรื่องก็ผิด 5555

ที่เรารู้ว่าผิด ก็เพราะเราอยู่ในยุคนั้นมาจริงๆน่ะสิคะ 

ประสบการณ์ตรงนี้เองที่ย้ำเตือนได้ดีที่สุดว่า... Ai can make mistake...

นิยายเรื่องใหม่ยังอยู่ในระหว่างพัฒนา Plot  และจะเขียนโดยไม่ลง platform นะคะ 

เพราะอย่างที่บอกไปข้างต้น...ว่ามันกดดันมากและเสียสุขภาพ และไม่ได้อะไรขึ้นมาค่ะ

ไว้เขียนใกล้จบ หรือจบเรื่องโดยสมบูรณ์ จะค่อยนำมาลง ซึ่งโดยเฉลี่ยผู้เขียนก็เขียนเป็นปี ฮ่าาาา  แต่จะแอบเอามาปล่อยใน Blog เป็นช่วงๆค่ะ 

เพื่อให้ทราบว่ายังเขียนอยู่นะคะ ยังไม่ได้หายไปไหน

เดี๋ยวนี้แม้แต่ Plot ก็ยังมี Case ว่ามีการขโมยได้ ไหนจะชื่อเรื่อง ชื่อตัวละคร โอ๊ยยยย อะไรมันจะขนาดนั้นล่ะวงการนี้ เอาเป็นว่าเขียนจบทีเดียวค่อยปล่อยดีกว่าค่ะ



ทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ค่ะ  Ai can make mistake...และ คนใช้ Ai ต้องมีภูมิคุ้มกันว่าสิ่งใดที่เอไอบอกมามันใช่หรือไม่ใช่


ขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านนะคะ เจอกัน Post หน้าค่ะ


พฤษภาคม 07, 2569

และแล้ว...นิยายก็จบ

 


เขียนนิยายจบไปอีกหนึ่งเรื่องแล้ว...ไชโย้

อยากจะร้องตะโกนดังๆเลยค่ะ แต่คงได้แค่คิด เพราะขืนทำอย่างนั้นออกมาก็จะอาจรับตัวเองไม่ได้5555  ปกติเป็นคนไม่ยอมแสดงออก ไม่ใช่ไม่กล้า หรือไม่มั่นใจในตัวเอง แต่เป็นเพราะพอแก่ตัวลง ก็รู้ว่า ดีใจไปก็เดี๋ยวเดียว แล้วมันก็จะผ่านไปอีก

เคยไหมคะ เวลาดีใจมากๆ พอสักพัก กลายเป็นหดหู่ อ้าว... เลยต้องนั่งมองความดีใจ 

กว่าจะจบได้  ก็เขียนมาปีเศษ ตั้งใจว่าจะเขียนให้เร็วขึ้นกว่าเดิม กลายเป็นช้ากว่าเดิมเล็กน้อย เพราะมีเหตุอันเข้ามาขัดจังหวะ  ก็ต้องฝ่าด่านอรหันต์ (สำนวนหนังจีนในยุค 80s หมายถึงด่านอุปสรรค์ที่จอมยุทธต้องแก้ปัญหาและฝ่าฟันเข้าไปในสำนักวัดเส้าหลิน)

และแล้วจอมยุทธหญิงคนนี้ก็ฝ่าด่านเข้าไปสำเร็จ ได้นิยายมาเป็นของตัวเองอีก 1 เล่ม (เดี๋ยวค่อยพิมพ์เล่ม)

ใครไปแอบส่องร้าน BooksCottage ก็คงจะพบว่าร้านนี้ยังเงียบ no change 5555 คือนิยายเรื่องปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว ยังตรวจพิสูจน์อักษรไม่เสร็จ คือ เกรงใจคนจ่ายเงินซื้อ และสงสารตัวเองที่ไม่มีทุนขนาดไปจ้างเขาตรวจให้ เพราะได้ข่าวว่าเขาคิดกันหน้าละ 5 บาท คิดดูว่านิยายหนาเกือบ 400 หน้าจะเป็นค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ สำหรับคนเกษียณไร้บำนาญ ก็นับว่าเอาเรื่องนะคะ 

หรือว่าจะทำรุ่น limited คือขออนุญาตมีคำผิดนิดหน่อยนะคะ เพราะว่าคนเขียนตรวจเอง ดีไหม อิอิ มีน้องๆที่เคยทำงานด้วยกันติดต่อขอซื้อเป็นคนแรกแล้ว 

เออ...จะขายได้แค่คนรู้จักหรือเปล่านะ แบบว่าน้องๆอยากสนับสนุนพี่ และอยากได้เป็นที่ระลึก เผื่อคนขายเกิดดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมา5555

สำหรับคนเขียนมีผลงานขึ้นมาอีกเล่มก็ดีใจมากแล้วค่ะ  พอประกาศปิดเรื่อง เปิดเครื่องหมายว่า "จบ" เท่านั้นแหละ คนเข้ามาอ่านถล่มทลาย ชนิดที่ว่าเขียนให้อ่านฟรีมาตั้งปีนึง ใยจึงไม่มาอ่านกันเน้อ

อาจเป็นเพราะนักอ่านทั้งหลายคงโดนทำให้ผิดหวังบ่อยๆ หลายเรื่องเขียนยังไม่จบ  ติดเหรียญไปด้วยระหว่างการเขียน  และน่าจะส่วนมากที่เป็นวิธีนี้  พอสุดท้ายเกิดเขียนไม่จบขึ้นมา แปลว่าเงินที่นักอ่านจ่ายไปตอนต้นเรื่อง ก็เป็นอันเก้อ แล้วอย่างที่เคยบอกค่ะ การเขียนให้จบไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเปิดเรื่องใหม่เวลาอารมณ์กำลังพุ่งปรี๊ดว่าอยากเขียนนั้นมันง่าย

หลายคนพอเขียนเรื่องหนึ่งไม่จบ ก็หนีไปเปิดเรื่องใหม่ต่อ 

ความโชคร้ายกลับไปอยู่ที่คนอ่านแทน  ดังนั้นแล้วใครประกาศว่าเรื่องนี้เขียนจบได้  นักอ่านก็เลยแห่กันมาค่ะ

โธ่ มีคนเข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ว...

ผ่านไปไม่ทันไร หลังจากเพิ่งดีใจ ความอยากเขียนเรื่องใหม่มันก็มาในทันที5555

คือเริ่มวางโครงสร้างเอาไว้บ้างแล้วค่ะ แต่ยังไม่ครบ และยังไม่รู้จะเริ่มเขียนเมื่อไหร่ และที่สำคัญคือคราวนี้จะไม่ยอมกดดันชีวิตด้วยการเขียนไปด้วย ลงรายตอนไปด้วยแล้วนะคะ (ทำเสียงจริงจังค่ะ)

คือมันไม่คุ้มกับการเสียสุขภาพ/สังขาร 

ที่สำคัญคือ ไม่ได้เป็นนักเขียนปากกาทองที่เขียนแล้วคนอ่านหลักล้านวิว และ pay ให้กันกระหน่ำจนมีกินมีใช้ มีบ้าน มีรถ


ตอนที่ 79 ของพันธนาการรัก ขอสลักเอาไว้แนบใจ (2568) ทำเอาผู้เขียนป่วยไปสองสัปดาห์ ระบบย่อยอาหารรวนค่ะ ถ้าใครติดตามไปอ่านจะเห็นว่า update ห่างกันเป็นเดือน คือช่วงนั้นทานอะไรก็ปวดท้อง เวียนหัว ผู้เขียนก็เลยเข็ด

อีกทั้งตอนเขียนเรื่อง ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว (2567) ก็ทำให้ผู้เขียนปวดหลัง ปวดคอ และไมเกรนขึ้นเป็นระยะ

เดี๋ยวนี้เห็นชุมชนนักเขียนใน tiktok เขาบ่นกันมาก เรื่องมีนักเขียนบางคนให้ Ai ช่วยเขียนให้ สำนวนภาษาประหลาด และเนื้อเรื่องมีความวกวน จนนักอ่านบางคนเริ่มจับได้5555 ว่ามันดีเกินจริง และขาดความเป็นมนุษย์ คือมันดีจนแข็งทื่อ ชวนให้สงสัย

เดี๋ยวนี้ Ai ก็เข้ามามีบทบาทแทบทุกวงการ เราก็ต้องอยู่ร่วมกับเขาแหละค่ะ เขาก็มีข้อดีมากมาย และถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยมนุษย์ เราคงต้องหนีไปอยู่ดาวอังคาร (ซึ่งตอนนี้ยังไม่พร้อมให้อยู่) ถ้าจะไม่อยากให้ Ai เข้ามาอยู่ใกล้ๆ

สำหรับ ปี 2569 ผู้เขียนคงจะยังอยากมีนิยายของตัวเองไว้อีกสักเรื่อง เป็นเรื่องที่ 3 ค่ะ

และจะนำมาเล่าสู่กันฟังใน Blog นี้ไปก่อนจะลงตอนจริงใน Platform นิยายออนไลน์นะคะ คือจะได้ไม่ต้องกดดันตัวเองเกินไป จริงๆก็ทำ Facebook Fanpage เอาไว้ แต่ไม่ค่อยจะไป post อะไร (อ้าว) เพราะยังเริ่มต้นไม่ถูก5555 กับไม่ค่อยได้เข้า Facebook อันนี้เรื่องจริง

ความอยากเริ่มตอนที่ 1 ของเรื่องใหม่มันก็มีมากอยู่นะคะ แบบไฟแรง (ต้องแรงไว้ก่อน)

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร และเกี่ยวกับอะไรนั้นจะทะยอยมาหยอดให้ฟังนะคะ


ท้ายนี้ก็ขอขอบคุณที่มาอ่าน Blog เล็กๆอันนี้ค่ะ









เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ

เมษายน 22, 2569

หลบความร้อนไปหาที่เย็น

 


อากาศกรุงเทพช่วงนี้มันช่างร้อนเเหลือเกินสิคะ ผู้เขียนต้องทนนั่งในห้องทำงานซึ่งอากาศอบอ้าวมาก

เพราะห้องนี้เเป็นส่วนต่อเติมจากตัวบ้านหลักอีกที คือเอาพื้นที่เดิมที่เป็นใต้ระเบียงมาทำเป็นห้องนั่นหละค่ะ  ก้อเห็นว่าหลายบ้านก็ต่อเติมประมาณนี้ พอดีมีส่วนพื้นที่ยื่นออกไปด้านหลังอีกหน่อย จะได้กว้างขวางมากขึ้น แล้วส่วนนั้นก็ต้องมุงหลังคาด้วยแผ่นเมทัลชีท  พอดีงบจำกัด และตอนนั้นยังไม่มีเรื่องการ early retire เข้ามาในชีวิต ผู้เขียนก็เลยคิดว่าเอาแค่นี้ไปก่อน ฝ้าก็ยังไม่ต้องมีก็ได้ เพราะว่าห้องนี้เหมือนห้องที่ต้องเดินผ่านออกจากบ้านไปสู่ที่จอดรถของบ้านอีกที  คือประมาณว่าฉันแค่เดินผ่านเพราะต้องไปทำงานทุกวัน ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรกับห้องนี้เท่าไหร่ เสาร์อาทิตย์ก็ยังออกนอกบ้านอยู่ดี  กลายเเป็นว่าห้องนี้ในตอนนั้นก็ใช้วางข้าวของที่ล้นออกมาจากห้องนอน

ทว่า...โชคดีที่ผู้เเขียนยังติดแอร์ระดับ heavy duty เอาไว้ด้วย ช่างที่มาปรับปรุงพื้นที่ถามว่าไม่ทำฝ้าเหรอ เดี๋ยวจะร้อนหน่อยนะ ผู้เขียนก็บอกว่า เอาไว้ทีหลังก่อน ห้องนี้ไม่ค่อยได้ใช้ทำอะไรเท่าไหร่ ไม่ค่อยได้อยู่ ว่างั้นเถอะ 

ตอนนี้ได้แค่นึก...ไม่น่าเลย

กลายเป็นว่าชีวิต 90 เปอร์เซนต์ของหลังเกษียณผู้เขียนนั่งทำงานในห้องนี้

คือห้องมันกว้างกว่าห้องเดิมที่เป็นห้องนอน พอให้วางโต๊ะวางทีวี วางอะไรได้เยอะอยู่ค่ะ คิดดูว่าผู้เขียนสามารถมีเตาอบขนมเตาใหญ่ได้ มีโต๊ะสำหรับทำเบเกอรี่ได้ นอกจากนี้ยังมีโต๊ะคอมพิวเตอร์ โอ๊ย...แต่ว่ามันไม่พอสำหรับคนสร้างสรรค์อย่างผู้เขียนหรอกค่ะ 5555 อย่าให้บอกเชียวว่าผู้เขียนทำอะไรบ้าง

อากาศร้อนจนทำอะไรแทบไม่ได้ จะเปิดแอร์ช่วงกลางวันก็กลัวค่าไฟแพง สรุปว่าวันๆแทบจะไม่ได้ทำอะไร บางทีต้องหนีกลับเข้าไปห้องนอน เพราะเย็นกว่า

ค่อยมาเปิดแอร์ช่วงเย็นๆค่ะ หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าจะหมดไปอีกวัน เครียด...จะออกไปตากแอร์ตามห้างสรรพสินค้าเหมือนแต่ก่อนก็ไม่อยากไป  ไหนจะเปลืองค่าน้ำมัน ไหนแมวจะต้องกินข้าว สุดท้ายก็นั่งทนร้อน เอาพวกรูปมาตัดแปะสมุดคลายเครียดค่ะ

ทั้งแปะ ทั้งระบายทับ ขนสีไม้ที่ซื้อเอาไว้สมัยยังอู้ฟู่มาใช้  โอ้โห ซื้อมาเยอะมาก ยังเคยแซวกันเเองระหว่างพี่ที่ทำงานคนหนึ่งค่ะ ว่าเราสองคนซื้ออุปกรณ์มาเรียกว่าตายไปก็ใช้ไม่หมด5555

ทุกวันนี้เห็นพี่เขาใน facebook ว่าแข็งแรงดี เห็นออกงานวิ่งมาราธอนอยู่เเรื่อยๆ 

ส่วนตัวผู้เขียนเก็บตัวเงียบเชียบ วันๆต้องคิดแต่เรื่องทำมาหากิน นี่ละ ชีวิตหลัง early retire ของคนที่ต้องเลี้ยงตัวเอง (แล้วยังจะมีแมวอีก)

ภาพตัดแปะ theme วินเทจเป็นของชอบของผู้เขียนเลยค่ะ เผื่อใครชอบเหมือนกันคอยติดตามนะคะ จะทำ collage sheet แจกฟรี  ให้มา download กันไปตัดปะสมุด




เดี๋ยวนี้เเห็นใน tiktok ก็มีคนเเริ่มมาทำพวกนี้กันมากขึ้น แต่บางทีก็เเรียก junk journal บ้าง ส่วนมากก็เอาพวกกระดาษนิตยสารบ้าง กล่องขนมบ้าง จริงๆแล้วก็กระดาษทุกชนืดแหละค่ะ แล้วแต่ใครชอบแบบไหน

พอได้ตัดกระดาษด้วยกรรไกร  จิตใจเราจะค่อยๆสงบ เลิกยุ่งกับเทคโนโลยีชั่วคราว

โลกยุคนี้มันสะดวกสบายเกินไปแล้ว ข้าวของหลายอย่างก็ถูกลงมาก โดยเฉพาะของที่มาจากประเทศจีนค่ะ

ผู้เขียนมาเริ่มทำพวกงาน scrapbook จริงจังก็ประมาณปี 2009 เป็นต้นมา ช่วงนั้นมีแต่ของจากฝั่งอเมริกา  ผู้เขียนก็ยังอุตส่าห์ดั้นด้นซื้อมาจาก ebay ราคาก็ไม่เบานะคะ  แพงอยู่  แต่ขอบอกเลยว่าคุณภาพดีมาก  คือผ่านมาปีนี้ 2026 พวกกระดาษลายสวยๆที่ซื้อเก็บเอาไว้สียังสดใหม่เหมือนเดิม  

พวก tools ต่างๆ ไม่ว่าจะกรรไกร หรือพวก paper punch นี่ก็ทนทานมาก ถ้ามาซื้อตอนนี้คงไม่มีปัญญาซื้อ ก็นับว่าตัวเองคิดถูกที่ซื้อซะเต็มที่เลยค่ะ ประมาณว่ากลัวต่อไปจะไม่ได้ซื้อ หรือซื้อไม่ได้ ยังกับมีลางสังหรณ์

เวลาไปรื้อกล่องดู ตัวผู้เขียนยังตกใจเอง ว่าทำไมมันเยอะอะไรไปหมด555  แต่ก็อุทานกับตัวเองอย่างมีความสุขนะคะ เพราะฉันชอบของพวกนี้

ฉันไม่สนใจพวกกระเป๋าแบรนด์ หรือของหรูหรา แต่ชอบเครื่องเขียน อุปกรณ์ประดิดประดอยนี่ละ



Link Free Download : JPG

https://drive.google.com/file/d/16s3yu4yZrrcHdB83-NzsN4cdklH-si1d/view?usp=sharing

ส่วนใครขี้เกียจตัดกระดาษแปะด้วยกาวแล้วกาวเลอะมือ หรือกลัวทากาวไม่ทั่วก็แนะนำให้ print ลงบนกระดาษสติ๊กเกอร์ inkjet ได้นะคะ สะดวกมาก ผู้เขียนแนะนำซื้อตาม Link ด้านล่าง เป็นเกรดปกติ ใช้แล้วสีสดและกันน้ำได้ในระดับหนึ่ง (แบบ 10 แผ่นต่อกล่องก็มีนะคะ เดี๋ยววันหลังหา link มาให้ อีกที)

https://s.shopee.co.th/BQQUjoP30

แบบพรีเมี่ยมกว่า print ออกมาสีสดกว่าก็มีค่ะ


ว่าแล้วก็ขอตัวไปตัดรูปไว้แปะสมุดต่อนะคะ...ไว้เจอกันใหม่ post หน้า


เมษายน 09, 2569

ฝึกกันต่อไป Digital Painting


 

นี่เป็นผลงานล่าสุดของผู้เขียน ที่วาดและ painting หนุ่มหน้าหวานที่เข้าใจว่าหน้าตาแบบนี้คงจะ in trend ในยุคปัจจุบัน

(แต่ไม่ใช่รสนิยมสวนตัวของผู้เขียนหรอกค่ะ)

เวลาดูซีรีส์จีนแล้วผู้เขียนออกจะตกใจเล็กน้อย(ถึงมากที่สุด)555 ว่าผู้ชายสมัยนี้ทำไมคางแหลม และแต่งหน้าจนเนียนพอๆกับนางเอก แบบแทบไม่เเห็นรูขุมขน

แถมดูไปดูมาโครงหน้าก็ละม้ายกับพระเอกในหนังสือการ์ตูน หรือ webtoon ด้วยซ้ำไป คือหน้าจะแหลมเรียว ตาก็เรียวยาวซะด้วย

แทบไม่ต้องไปดูพวกตระกูลสายนิยายวาย หรือ boy love เพราะสายนั้นผู้ชายหน้าหวานมาก คล้ายๆที่ผู้เขียนวาดออกมาข้างบนนั่นแหละค่ะ

รูปนี้รู้สึกภูมิใจมากกับการเหลาจมูกออกมาได้ดี  คือใส่เงาแล้วดูนุ่มนวล 

นี่หละค่ะ  สงสัยอีกหน่อยต้องวาดปกนิยายเอง เพราะ platform ตั้งท่ากีดกันภาพจาก Ai แล้วนี่ทำไมฉันจะต้องทำเองทุกอย่างด้วย(วะ) มันเหนื่อยนะเนี่ย

ไม่ต้องแปลกใจนะคะ รูปข้างบนยังวาดไม่เสร็จค่ะ  เอามาให้ดูตามนี้ไปก่อน แถมไม่รู้จะเสร็จเมื่อไหร่  มีอะไรต้องทำเยอะไปหมด 😅

อีกอย่างคือต้องทิ้งไว้ให้ลืมสักพัก เดี๋ยวกลับมาระบายต่อจะเห็นข้อบกพร่องที่ตอนนี้มักจะไม่เห็นค่ะ

ตอนนี้อารมณ์เห่อ ดูยังไงก็คิดว่าตัวเองวาดและระบายโอเคแล้ว 5555

หัวเราะทั้งน้ำตา เพราะค่าจ้างนักวาดแสนจะแพง แล้วนักเขียนส่วนใหญ่เขาไม่ได้เขียนนิยายแล้วได้เงินเยอะกันทุกคน  ที่เห็นว่าได้เยอะ จนผ่อนบ้าน ผ่อนรถกันได้นั้น คงมีจำนวนไม่เยอะหรอกค่ะ

อย่าให้บอกเชียวว่าที่เขียนมาสองเรื่อง ใช้เวลาเรื่องละ 1 ปี นั้น ได้เงินกี่บาท 

ใครรู้เข้าคงจะบอกว่า "ไปทำอย่างอื่นเถอะ"

เฮ้อ อากาศหน้าร้อนมันก็ต้องร้อน เมษายนจะให้เย็นได้ยังไง อากาศไม่ร้อนเปล่า  เหตุการณ์รอบประเทศก็ระอุ  น้ำมันแพง ข้าวของแพง คนอย่างเราก็ลำบากมากขึ้นไปอีก มีความสามารถอะไรก็หยิบมาใช้จนหมดสิ้น ไม่มีใครช่วยเรา เราก็ต้องพึ่งตัวเองสินะ

บ่นเรื่องอากาศสักหน่อยค่ะ ก่อนจะบ่นต่อว่านิยายวายเขาขายดีกันจริงๆ แต่ผู้เขียนคงจะได้แต่มองค่ะ ในยุคที่เติบโตมาเรื่องเหล่านี้มันช่างไกลตัวมากๆ แล้วจะขยับไปเขียนนิยายตามกระแสจะไหวเหรอ (ถามตัวเอง)

สรุป อีโรติก ก็ไม่เขียน

นิยายวาย ก็ไม่เขียน


ผู้เขียนได้แต่แหงนหน้ามองฟ้าแล้วล่ะค่ะ เบื้องบนโน้นมีเทพเทวาใช่ไหม 

รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรเยอะแยะ แต่ก็ดูจะยังไม่เป็นผลเท่าไหร่ ไหนจะต้องสู้กับโลกภายนอกที่ช่างโหมกระหน่ำลงมาใส่ 


เฮ้อ

ขอถอนหายใจค่ะ... ไว้เจอกัน Post หน้านะคะ




มีนาคม 26, 2569

ทักษะการรับฟังข่าวร้าย

 


ชีวิตก็คือชีวิตค่ะ ผู้เขียนคิดว่าอยากจะเล่าเรื่องทักษะที่ควรมีเอาไว้ติดตัว ยามเมื่อต้องพบเจอกับสิ่งที่ไม่ได้พึงปรารถนา แต่มันก็โถมเข้าหาเรา...อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับระลอกสึนามิ

เรื่องเจ้าแมวไข่เจียวเพิ่งหายจากติดเชื้อบาดทะยักได้เพียง 1 เดือน  คราวนี้สร้างเรื่องใหม่ให้ผู้เขียนต้องทำใจอีกแล้ว

อันว่าการอุปการะลูกแมวจรโดยที่โครงสร้างพื้นฐานตัวเองไม่พอนี่ก็เป็นบทเรียนสำคัญ

หมายความว่าไม่ได้คิดไกลไปว่าเวลาแมวป่วย เกิดต้องแยกขัง แล้วไม่มีที่ให้ขัง จะทำอย่างไรต่อไป

แต่ก่อนเลี้ยงสุนัข  ทางบ้านเลี้ยงเพื่อกันขโมยโดยให้อยู่นอกบ้าน ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนรับรู้ และสมัยก่อนผู้เขียนยังทำงานประจำมีรายได้  วันๆก็อยู่แต่ที่ทำงาน เสาร์อาทิตย์ก็อยู่นอกบ้าน ไปโน่นนี่ ไม่เคยได้ใกล้ชิดสัตว์เลี้ยงเท่าไหร่ เพียงแค่เห็นเขามานั่งรอหน้าประตูตอนค่ำทุกวัน กับตอนเช้าวิ่งไปส่ง แค่นี้ก็ทำให้รู้สึกว่าการมีสัตว์เลี้ยงนั้นมันดี  และเมื่อมาถึงระยะเวลาหนึ่ง เขาก็แก่ชราและจากไปตามวาระ ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรดราม่าเท่ากับการเลี้ยงแมวเลยค่ะ

วีรกรรมเด็ดของสุนัขก็มี ใช่ว่าจะราบรื่น น้องเงิน (อ่านต่อเรื่องน้องเงิน) สุนัขตัวสุดท้ายที่ทางบ้านคิดจะเลี้ยง บางทีเขาก็ออกไปกัดคนที่คิดว่าไม่น่าไว้ใจ5555 เช่น คนแต่งตัวเหมือนคนทำงานก่อสร้าง อะไรประมาณนี้ ทางบ้านต้องตามไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าทำขวัญให้อยู่หลายครั้ง

ใหญ่สุดคือไปกัดสุนัขพันธุ์เล็กที่เจ้าของอาจไม่รู้ว่ามีหมาใหญ่อยู่แถวนั้น กัดจนน้องหมาเขากลับดาว  ผู้เขียนเองก็เข้าใจว่าน้องเงินเคยนอนเล่นกับตุ๊กตาหมาน้อยตอนเขายังเด็ก  อาจจะคิดว่าเป็นตุ๊กตาไหม เข้าไปงับดู แล้วงานนั้นก็ถูกเรียกค่าชีวิตหมาพันธุ์เล็กหลักหมื่น  ผู้เขียนต้องรีบไปรับผิดชอบ เพราะทางบ้านโกรธมากบอกว่าจะไล่น้องเงินออกจากบ้าน หรือไม่ก็เอาไปปล่อย

หมาก็คือหมาค่ะ  เขาก็คงไม่รู้เรื่อง

ความธรรมดาสามัญข้างต้นที่เล่าไป ทำให้ผู้เขียนทำใจลำบากตั้งแต่น้องไข่เจียว(แมว) อยู่ดีๆติดเชื้อบาดทะยัก (Felish Tetanus) อันเกิดได้ยากยิ่งกับแมว หมดค่ารักษาไปเกินหลักหมื่น และไม่มีใครยอมรับปากว่ารักษาแล้วจะหายไหม

ใครอยากอ่านเรื่องไข่เจียวเป็นบาดทะยักรออ่านได้นะคะ

คราวนี้พอจบเรื่องบาดทะยัก เพราะในที่สุดน้องก็รอด และกลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงแมวปกติได้เพียง 1 เดือน

คือยังไม่ทันจะพาไปทำหมันเลยนะคะ  ตั้งแต่เขาเกือบหายดี เขาก็แหกกรงออกไปเที่ยวนอกบ้าน แถมกลับบ้านวันเว้นวัน  เว้นสองวัน  กลับมาก็หิวโซ  กินไม่ยั้ง  กินแล้วนอน พอหัวค่ำก็ออกไปอีกค่ะ

โครงสร้างพื้นฐานไม่เหมาะกับการเลี้ยงแมวเริ่มแสดงปัญหา คือ ไม่สามารถถถเลี้ยงแบบปิด คือให้อยู่ในห้อง หรือในบ้าน  ก็บ้านไม่มีห้องเหลือสำหรับแมวอยู่ค่ะ นอกจากต้องทำกรงใหญ่ให้อยู่นอกบ้าน ซึ่งต้องใช้เงินอีกจำนวนพอสมควรเลย แถมเราเป็นผู้อาศัยพ่อแม่อยู่  บางทีเราก็ไม่ได้มีสิทธิจะทำอะไรก็ได้ใช่ไหม

ในเมื่อออกไปนอกบ้านได้ คาดว่าคงไปเปิดศึกแย่งตัวเมียตามสัญชาตญานแหละค่ะ รอบนี้กลับมาบ้านมีแผลหลายที่ ผู้เขียนก็พยามสังเกตแผล แต่สายตาคนอย่างเราที่ไม่ใช่หมอ ก็เห็นแค่ว่าบวมไหม  น้องซึมไหม อะไรอย่างนี้แค่นั้น

เหมือนมีลางสังหรณ์ไม่ดี ก็เลยโทรไปนัดทำหมัน และพาไปหาหมอเพื่อทำมันซะเถอะ กะว่าเจอหมอก็ได้ฝากดูแผลไปด้วย

เหตุการณ์ก็ประมาณว่าแผลที่ได้มาเป็นแผลโพรง  (Pocket woundต้องรักษากันอย่างหนัก สรุปต้อง admit อีก ไหนจะตรวจเลือดเพิ่ม ไหนจะค่าทำหมันอีก  โอ๊ย...ผู้เขียนนั่งฟังการประเมินค่ารักษาแล้วยอมรับว่า...ทรุด

ของเดิมเมื่อคราวโรคบาดทะยักยังไม่ทันหารายได้มาเติมเลย   ต้องมาจ่ายเรื่องใหม่อีก แค่นี้ก็เครียดแล้ว

การไม่สามารถขังเขาไว้ได้มันเป็นอย่างนี้นี่เอง 

คือน้องสีส้มเขาก็มีหนีเที่ยวแบบนี้ แต่ไม่เคยต้องพาไปทำแผลหมดเป็นหมื่นๆแบบนี้เลยค่ะ ส่วนใหญ่เห็นเป็นแผลเล็กเท่านั้น

แล้วแค่นี้ยังไม่พอ ผลเลือดออกมาอีกว่าน้องไข่เจียวไปติดเชื้อลูคิเมีย มาจากแมวตัวอื่นที่กัดกันอีก

อะไรกันเนี่ย...ผู้เขียนได้แต่ยืนนิ่งอึ้งค่ะ อาจทำหน้าเฉยๆตอนได้รับฟัง แต่ข้างในใจรู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงบนหัว 

เป็นวันที่ช่างสาหัสเหลือเกินค่ะ...

        ฉันจะอยู่กับสิ่งเหล่านี้อย่างไรดี  รู้แต่ว่าฉันทำทุกอย่างเต็มที่หมดแล้ว นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนบอกตัวเองค่ะ  ยอมรับมันว่าเกิดขึ้นแล้ว มันเกิดขึ้นได้ใช่ไหมล่ะคะ เพราะปัจจัยต่างๆเราก็รู้ดี


ผู้เขียนกลับมาบ้าน นั่งบนโต๊ะทำงาน แล้วก็นั่งคิดค่ะ  ลูคิเมียทำให้แมวอายุสั้น อาจเเหลือเวลาอยู่กับเจ้าของเพียงแค่เต็มที่ 5 ปี หมอบอกอย่างนั้นนะคะ

โธ่...นิยายพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ ตอนจบ คือตอนที่ 80 ยังไม่เสร็จซักทีล่ะค่ะ  

พายุและมรสุมชีวิตยังพัดเข้าใส่ไม่หยุด  คนเราเวลาต้องฟังข่าวร้ายควรต้องรับมือกับมันอย่างไรดีคะ...



ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ




กุมภาพันธ์ 24, 2569

ปัดฝุ่นทักษะ drawing


 

จำได้ว่าเคยเรียน drawing กับอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงทางด้านวาดภาพเหมือน อาจารย์ท่านนี้เขียนหนังสือสอนการวาดภาพอยู่หลายเล่มเหมือนกัน ปัจจุบันทราบมาว่าท่านไปเป็นช่างสิบหมู่ หรือช่างเขียนสังกัดกรมศิลปากร แอบเข้าไปส่องดูงานของอาจารย์แล้วฝีมือยังเทพเหมือนเดิม

ภาพวาดแบบ drawing เพื่อศึกษาแสงเงาในช่วงนั้นก็มีอยู่หลายภาพ ที่ผู้เขียนกำลังร้อนวิชาก็เลยวาดได้หลายรูปอยู่ รวมทั้งวาดภาพคุณพ่อเอาไว้  น่าภูมิใจที่ปัจจุบันรูปนั้นใส่กรอบแขวนไว้ในห้องนอนของคุณพ่อ เวลาขึ้นไปดูรูปนี้ทีไรก็นึกภูมิใจ ว่าฝีมือเราพอไหวนะเนี่ย5555

เรื่องโครงสร้างใบหน้าคนที่อาจารย์เคยสอนเอาไว้ตอนนี้ลืมหมดแล้วนะคะ ฮ่าาาา ที่วาดข้างบนนี้ออกแนวมั่วค่ะ แต่วาดไปวาดมา พอเอาไปกลับด้านดูใน photoshop ก็ต้องร้องว๊าวเลย เพราะหน้าไม่เบี้ยวเลยจ้าาา อะไรกันนี่ ไม่ได้วาดมาตั้งหลายปี (อาจจะถึง 10 ปีขึ้นไป) ฝีมือยังพอจะปัดฝุ่นได้อยู่นะ

ว่าแล้วก็ภูมิใจ ขอเอามาแปะโชว์ไว้ในนี้ ให้เป็น milestone ค่ะ

ตั้งแต่เกษียณมาก็ตั้งตาเอาแต่คิดเรื่องหาเงินค่ะ ไม่คิดเรื่องหาเงินแล้วจะให้คิดเรื่องอื่นหรือคะ คราวนี้ก็เลยคร่ำเครียดอยู่กับการทำมาหากิน ซึ่งที่จริงมันก็ใช้ทักษะทางศิลปะอันกระท่อนกระแท่นไปก่อน  ทว่าก็ได้เงินจากการทำพวกงานกราฟฟิกดีไซน์มาบ้างนะคะ  มันก็เครือๆหรือจักรวาลเดียวกันกับการวาดภาพแหละค่ะ

แต่เรื่องเขียนนิยายนี่ หลุดออกนอกไปอีกโลกเลย

แต่สุดท้ายก็ต้องมาจัดหน้าเอง ทำภาพประกอบเอง ทำปกเอง โอ๊ยทำอะไรเยอะแยะไปหมด ทำเองทั้งนั้นก็เลยไม่ต้องไปเสียเงินจ้างคนอื่นไงคะ  เป็นการประหยัดต้นทุนสูงสุดค่ะ

ที่จริงก็อยากจะวาดภาพปกนิยายของตัวเอง แต่ฝีมือยังต้องพัฒนาต่อค่ะ แต่จะไปจ้างนักวาดก็ไม่มีงบประมาณ เราไม่ได้มียอดขายขนาดจะไปทำอย่างนั้นได้ ขืนไปจ้างวาดมีหวังผิดหลักการทำการค้า เพราะตัวเลขติดลบแน่นอน

เดี๋ยวนี้บาง platform ให้ declare ว่าใช้ภาพประกอบจาก Ai Generative ไหม ทราบว่านักอ่านบางกลุ่มถึงขนาดต่อต้านภาพจาก Ai ประมาณว่านักเขียนคนไหนใช้ภาพเอไอจะโดนปิดกั้นการมองเห็นไหม อันนี้ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจค่ะ คือในบาง platform ที่ผู้เขียนเอางานไปลง ลงแบบสม่ำเสมอมาเป็นปีๆ แต่ยอดอ่านแทบไม่มี คือบางที 1 วิว หรือศูนย์เลยออกจะบ่อยมากค่ะ  ทำเอาท้อใจมาก แต่ไม่รู้จะทำไงค่ะ แต่ในบาง platform ก็มีนักอ่านแวะเวียนเข้ามาทุกวัน มากบ้าง น้อยบ้าง อันนี้ค่อยยังชั่วหน่อย

คือสุดท้ายที่ไม่ค่อยมียอดวิว เป็นเพราะแนวนิยายไม่ตรงจริตใน platform นั้น หรือว่าเป็นเพราะภาพที่ใช้ไม่ได้จ้างนักวาดกันแน่

เอาเป็นว่าเราสวนกระแสไม่ได้ แต่เราก็ไม่มีทุนจะไปจ้างวาดหรอกค่ะ

บางทีเห็นงาดวาดที่ขายราคาย่อมเยาหน่อย แต่ความที่ตัวเองเป็นกราฟฟิกดีไซน์ ก็พอจะมองออกว่านักวาดบางคนยังเป็น beginner แต่อาจจะใจรักการวาด คือวาดจมูกเบี้ยวจากแนว เส้นแนวสายตาผิดที่ผิดทางไปหน่อย เงาก็ดูแปลกๆอะไรยังงี้  เลยขออนุญาติบอกผ่านไปก่อนดีกว่านะคะ

สุดท้ายเราก็หนีไม่พ้นรอยเท้าเดิมของตัวเองค่ะ จุดเริ่มต้นทั้งหมดในความเป็นตัวเองคือการวาดรูป ยังไงก็ต้องกลับไปที่นั่น

ชีวิตจะดีจะร้ายก็ยังจะกลับไปค่ะ ยิ่งช่วงที่ผ่านมารู้สึกว่าโดนอะไรโหดๆฟาดเข้ามาเยอะ แต่พอได้ sketch ภาพเพียงแค่ 15-20 นาที  ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกโล่ง สงบ และเป็นสุขขึ้นมาบ้างทันทีเลยค่ะ

อย่างน้อยศิลปะก็ช่วยรักษาจิตใจของผู้เขียนได้

หวังว่าชีวิตข้างหน้าจะไม่โหดร้ายก็คงไม่ได้  ทุกอย่างยังต้องดำเนินต่อไป

แวะหยุดพัก หากำลังใจให้ตัวเอง 

และเป็นกำลังใจให้ทุกคนด้วยนะคะ


ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ


 

กุมภาพันธ์ 18, 2569

เขียนนิยายตอนจบ (2)

 


ว่าด้วย post เขียนนิยายตอนจบ (2) เกิดจะมีภาคต่อขึ้นมาอย่างงงๆค่ะ ไม่ใช่ภาคต่อของนิยายนะคะ เพราะนิยายยังคืบคลานไปสู่ตอนจบอย่างละมุนละม่อมสุดๆ

กระนั้นแล้วรู้ไหมว่าระหว่างการเดินทางไปสู่ตอนจบที่แสนชื่นมื่นของพระเอกนางเอกนั้น ชีวิตของผู้เขียนมีแต่คราบน้ำตา โฮๆๆๆ 5555 อันนี้เป็นตลกร้ายในชีวิตที่ได้พบเจอกับช่วงดิ่งอีกแล้ว (แค่นี้ยังดำดิ่งไม่พอใช่ไหม)

ทำไงดีที่ชีวิตคนเขียนกำลังเศร้า แต่ดันต้องรีดเอาความหวานและความฉ่ำให้สุดจากหัวใจออกมาให้คนอ่านได้อ่าน

ช่างเป็นงานที่ตรงกันข้ามเสียจริงๆค่ะ 

ความเศร้าก็ต้องเก็บเอาไว้  งานต้องมาก่อน5555 ชีวิตคนเราสวมหมวกหลายใบพร้อมๆกัน คนหนึ่งคนเป็นทั้งเจ้านาย  เป็นลูกน้อง เป็นครอบครัว และเป็นอีกหลายอย่าง เหมือนผู้เขียนที่กำลังเป็นนักเขียน พร้อมกับเป็นเจ้าของแมว5555

เรื่องแมวป่วยติดเชื้อบาดทะยัก (Feline Tetanus) ยังไม่จบสิ้นความวุ่นวาย ผ่านมาแล้ว 20 กว่าวัน น้องแมวอาการดีขึ้น ขาเริ่มจะงอได้ ผู้เขียนพาไปพบแพทย์ระบบประสาทโดยตรง  พอหมอจับขาน้องให้งอ แล้วขาก็งอได้จริง  เท่านั้นแหละค่ะ  ผู้เขียนน้ำตาซึม คิดในใจว่า แมวฉันไม่ต้องเป็นอัมพาตแล้ว ดีใจจัง

คือถ้าน้องเป็นอัมพาตนี่เรื่องจะยาวและแย่กว่านี้มากค่ะ เอาแค่ว่าเป็นทุพพลภาพชั่วคราว ไม่ใช่การทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรก็ถือว่าเป็นโชคของเจ้าของและแมว เหมือนเคยทำบุญ (หรือกรรม) มาร่วมกัน ดันมาเป็นโรคที่พบได้ยากกกกกมาก  

ผู้เขียนบ่นให้เพื่อนฟัง เพื่อนยังบอกว่าแบบนี้เรียกว่า โชคร้าย  แบบว่ากำหนดมาที่ผู้เขียนโดยเฉพาะ เหมือนเป็นผู้ที่สวรรค์เลือกแล้ว ว่าต้องเจอเหตุการณ์นี้5555

เหมือนดีใจที่แมวมีแนวโน้มหายป่วยได้  แต่พอหันมองค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ก็เครียดล่ะค่ะ ทั้งเครียดไปด้วยเศร้าไปด้วยปนๆกัน เอาเป็นว่าช่วงชีวิตมีเคราะห์ก็ต้องอดทน ไหนจะนิยายก็เขียนไม่จบซะที  5555ใกล้เต็มทีแล้วค่าาาคุณนักอ่านทั้งหลาย ปูเสื่อรอเลยยยย

ตอนที่ 77 ผู้เขียนได้ upload ไปเรียบร้อยแล้ว ตอนที่ 78 กำลังบ่มเพาะอยู่ค่าาา

ใครอยากเสพความหวานฉ่ำก็ไปตามลิงค์ด้านล่างเลยนะคะ ปล่อยให้อ่านกันแบบชิลล์ไปจนจบ เมื่ออีบุ๊คทำเสร็จก็คิดว่าคงจะปิดอ่านฟรีตามธรรมเนียมค่ะ (ก็เดี๊ยวไม่มีใครอุดหนุนอีบุ๊คเล่มสมบูรณ์ อิอิ)


เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ


ทั้งนี้ทั้งนั้นกว่าจะเขียนจนจบได้ชีวิตก็ต้องเผชิญกับอะไรมากมายระหว่างทาง เมื่อเริ่มมองเห็นฝั่งแล้ว (ว่าเขียนจบไปได้อีกเรื่องแล้วโว้ยยย) ก็รู้สึกว่าเวลาที่ผ่านไปช่างมีค่าค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ




มกราคม 29, 2569

หวังว่าความกล้าหาญจะนำพาเราไป

 



คำที่ผู้เขียนมักจะท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจเสมอๆตั้งแต่ผันตัวออกมาเป็นคนเกษียณแต่ยังเยาว์ก็คือ คำว่า "อดทน"  

คำว่า อดทน นั้นใช้กับทุกสถานการณ์ที่น่าผิดหวัง หรือไม่ได้อย่างใจคิด 

แต่ดูเหมือนว่าคำเดียวชักจะไม่พอ เลยต้องมีคำว่า กล้าหาญ เอาไว้อีกหนึ่งคำค่ะ

ยิ่งชีวิตช่วงหลังปีใหม่นี้เป็นต้นมาผู้เขียนเจออะไรหนักๆ แบบว่าสงสัยดวงจะตก แบบว่าเจอเรื่องแย่ๆตามกันมาติดๆแบบไม่พัก จนรู้สึกกว่าบางทีจะไม่ไหวแล้วนะ

เปิดไปดูสมุด sketch ของตัวเองก็ไปสะดุดเข้ากับหน้านี้พอดี  เคยทำเอาไว้ตอนไหนไม่รู้ อาจจะสองสามปีมานี่ละ  คือกะว่าจะทดลองเอากระดาษที่ใช้ทั่วไปกับพริ้นเตอร์มาลองพิมพ์สีแล้วตัดแปะดู ทดสอบกาว กับทดสอบสีอะคริลิคไปด้วยพร้อมๆกัน จะเรียกว่างาน mixed media ก็ไม่ผิดนัก

ผลการทดสอบก็คือกระดาษไม่เปื่อยคาที่ไปซะก่อน555 ด้วยตามธรรมชาติกระดาษสำนักงาน เอ4 ทั่วไปที่เราใช้กันหนาประมาณ 90 แกรม เข้าพริ้นเตอร์แล้วไม่ติดในเครื่อง พอเอามาแปะก็จะหนาๆนิดนึง มีรอยต่อให้เห็นเล็กน้อย แต่อาศัยเป็นกระดาษหาง่าย ราคาไม่แพง และเป็นมิตรกับเครื่องพิมพ์

มีกระดาษที่บางกว่าซึ่งอยากลองมาก  คงจะติดเนียนไม่เห็นรอยแน่ แต่พอบางก็เกรงว่าจะเข้าเครื่องพิมพ์ได้ไหม เดี๋ยวจะไปติดในเครื่องพิมพ์อีก เอาเป็นว่าวันไหนลองแล้วจะมาเล่าให้ฟัง

กลับไปที่เรื่องหนักๆที่วิ่งเข้าชนผู้เขียนจนไม่อาจจะเขียนนิยายต่อให้ได้อีกสักตอนสองตอน ทั้งที่ก็เขียนมาจนใกล้จะจบเต็มทีแล้ว ทว่าความวุ่นในชีวิตที่เผชิญอยู่ยังมาอย่างไม่หยุดยั้ง จนอยากจะท้อ

ก็คงต้องมีแค่ความกล้าหาญอีกหนึ่งอย่างที่นำพาชีวิตต่อไป หากเราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องแล้ว  

อันว่าสิ่งที่ดีนั้น กว่าจะทำได้จนตลอดรอดฝั่ง ก็ต้องพบกับ mission ย่อยๆ ให้ต้องเอาชนะ หรือคนยุคที่โตมากับเกมส์ออนไลน์จะเรียกว่า quest ส่วนยุคที่ผู้เขียนโตมาเรียก อุปสรรค 5555 แต่คำว่าอุปสรรคค่อนข้าง negative เขาให้เรียกว่า ความท้าทาย แทนค่ะ

เรื่องของเรื่องคือแมวที่ผู้เขียนเลี้ยงเกิดติดเชื้อบาดทะยัก (Feline Tetanus)  ซึ่งตามข้อมูลวิชาการแล้วพบว่าแมวมีภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติที่โอกาสติดเชื้อได้ยากมาก ถึงยากมากที่สุด และมีภูมิสูงกว่ามนุษย์ถึง 2,400 เท่า พูดง่ายๆคือมนุษย์มีโอกาสติดบาดทะยักได้มากกว่าแมว

ถึงแม้อาการจะเกิดเฉพาะที่ขาหลังหนึ่งข้างของแมว แต่ทำเอาชีวิตผู้เขียนเหมือนถูกสึนามิถล่ม ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายที่ต้องให้แมว admit 7 วัน ค่ายาต่างๆนานา แถมต้องขับรถไปซื้อยาเซรุ่มบาดทะยักที่โรงพยาบาลของคนเพื่อนำมาให้สัตวแพทย์ฉีดให้แมวอีกต่างหาก

ความเป็นห่วงที่มีต่อสัตว์เลี้ยงทำให้ผู้เขียนไปเยี่ยมทุกวัน ทุกครั้งที่ฟังเรื่องตัวเลขค่าใช้จ่ายก็บอกตามตรงว่าเครียดเลยค่ะ แต่ก็ต้องจ่ายใช่ไหมคะ

จนบัดนี้ความโกลาหลในชีวิตยังไม่หมด  เมื่อแมวออกจากโรงพยาบาลต้องนำมาจำกัดพื้นที่ต่อที่บ้านอีกเป็นเดือน ไหนจะค่ากรง ค่าอุปกรณ์จิปาถะ  ที่ร้ายสุดคือการป้อนยาซึ่งผู้เขียนไม่เคยทำมาก่อน และพบกับความเครียดอีกตามเคยคือ ให้ยาไม่ครบ น้องจะเป็นไรไหม

นี่เมื่อเช้าขาข้างที่เจ็บของน้องก็ดันไปติดในซี่กรงอีก เห็นเขาร้องดังสงสัยจะเจ็บ ทำเอาผู้เขียนใจหาย นี่ฉันต้องพาไปให้หมอดูแผลอีกใช่ไหม  นี่ยังไม่นับว่าหมอนัดทำโน่นนี่อีกแทบจะวันเว้นวันจนผู้เขียนต้องร้องขอชีวิต5555  จะจับแมวใส่กรงเล็กเพื่อพาไปหาหมอแต่ละทีก็ต้องมีการหลอกล่อมากมาย  บอกตามตรงว่าผู้เขียนไม่ชินค่ะ  ที่บ้านเคยเลี้ยงสุนัขมาสามรุ่น 3-4 ตัว ก็แก่ตายไปทีละตัว  ไม่ได้เลี้ยงแบบคุณหนู ไม่เห็นจะเคยต้องไปหาหมอกันถี่ขนาดนี้ 

 มีแต่ความกังวลและความกลุ้มใจทั้งนั้น ไหนจะกลัวว่าน้องจะพิการถาวร ก็จะรักษาให้ดีที่สุด แต่ก็ไม่มีใครการันตีกับผู้เขียนเลยว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร บอกแค่ว่าโรคแบบนี้รักษากันนาน ต้องรอระบบประสาทค่อยๆฟื้นฟูตัวเอง

ผู้เขียนยังแวบเข้าไปดูบ้าง  ว่าก็ยังมีคนมาอ่านนิยายที่ค้างไว้อยู่นิดหน่อย คือเขียนถึงเหมือนตอนจบ แต่ที่จริงยังไม่จบนะคะ555  ขอสารภาพว่าผู้เขียนตอนนี้สภาพจิตใจไม่พร้อม...แต่ก็จะพยายามเขียนให้ได้นะคะ รบกวนรอสักหน่อย

ดูเอาเถอะ ความอดทน ก็ยังไม่พอ ยังต้องกล้าหาญที่จะฝ่าฟันไปข้างหน้า ผู้เขียนรู้สึกหมดเรี่ยวแรงและสมองล้าไปเลย  จนต้องหันมานั่งทำงานศิลปะแทน เพื่อจะได้ไม่คิด ไม่กังวล ไม่ทุกข์

ก็ละเลงสีลงไปในสมุดสเก็ตล่ะค่ะ เอาแบบนามธรรม ดูไม่ออกมารูปอะไร เน้นคลายเครียด เพราะเครียดจริงๆ สรุปว่าทำๆไปก็รู้สึกดีขึ้นค่ะ  ไม่คาดหวังอะไร ไม่ต้องสวย ไม่ต้องมีหลักการอะไรทั้งสิ้น  ตัดๆแปะๆป้ายๆ ไปเรื่อยๆ ไม่มีจบ คือ หน้าที่เคยวาดไปแล้ว เอามาซ้ำใหม่ได้อีกนะคะ อยากทำอะไรก็ทำเลยค่ะ


พอก่อนนะคะวันนี้ ไว้เจอกัน post หน้าอีก 




Bye ค่ะ


------------------------------
สมุด sketch ริมลวดแบบที่ผู้เขียนใช้อยู่ ขอแนะนำ  ตามลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ


เนื้อกระดาษ 100 แกรม ราคาเบาๆ ไม่ถึง 1 ใบแดง รองรับการปาด ป้าย แปะ อย่างที่ผู้เขียนทำ ใช้มาหลายเล่มแล้ว เผื่อใครอยากทำตามนะคะ

มกราคม 15, 2569

งานปะติด+ชีวิตปะติด

 


ถ้าคนไหนได้ลองไปอ่าน post หมวดงาน craft DIY ของผู้เขียนก็คงจะรู้ว่าผู้เขียนทำงานศิลปะหลายแขนงมาก ตั้งแต่งานตัดกระดาษ วาดรูป ถ่ายภาพ แถมยังเลยเถิดถึงขนาดไปทำ podcast 

ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงสนุกไปหมดซะทุกอย่าง

งานปะติดก็เป็นส่วนหนึ่งที่ชอบทำค่ะ  ทำมาตั้งแต่ยังทำงานอยู่  อาศัยว่าการวาดรูปกว่าจะเสร็จรูปนึงค่อนข้างใช้เวลานาน กว่าจะได้ชื่นชมภาพที่เสร็จสมบูรณ์ ก็เลยมาทำพวกงาน collage หรืองานปะติคั่นเวลา

ที่จริงก็ได้ผลดีมาก คือ สมใจละ อยากทำอะไรก็ต้องลงมือทำทันที อย่ารอ ดูเหมือนงานปะติจะไม่ยากเท่างานวาดรูป ตัดกระดาษมาปะๆ พอทำไปทำมาก็เลยเข้าใจเรื่อง composition หรือองค์ประกอบศิลป์

พวกคำศัพท์แปลกๆทางศิลปะนี่สมัยเรียนมัธยมปลายผู้เเขียนเจอบ่อยค่ะ  ลืมเล่าให้ฟังว่าตอนสมัยเรียนมัธยมปลาย ผู้เขียนเอกศิลป์ภาษา คือ เน้นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา อะไรประมาณนี้ ส่วนวิชาโทคือศิลปะ (อันนี้ที่บ้านห้ามไม่ได้นะคะ)

วิชาโทศิลปะ ที่โรงเรียนให้เรียนครบเลยค่ะ  มานั่งนึกตอนนี้ว่าเราช่างมีบุญได้เรียนโรงเรียนชั้นนำขนาดนี้ คือพอดีสอบติด ทางบ้านก็กระเสือกกระสนส่งจนจบโดยไม่ให้เปลี่ยนโรงเรียนอีกเลย เรียนตั้งแต่ ป 1 - ม.6 เลยค่ะ

เล่าย้อนไปไกล  โรงเรียนเจ๋งยังไง คือมีโรง Shop ที่มีศูนย์ปฎิบัติการทางงานศิลป์ คือผู้เขียนได้เรียนครบตั้งแต่ศิลปะไทย วาดกนก ปั้นกนก ประวัติศาสตร์ศิลป์  งานไม้  งานปั้นเซรามิค งาน drawing แบบมีหุ่นโครงกระดูกเต็มตัวอาจารย์ใหญ่ให้นั่ง sketch ผู้เขียนได้เรียนเขียนแบบ perspective งานประดิษฐ์ตัวอักษร วาดสีน้ำ สีโปสเตอร์ สีชอล์ค สีเทียน และที่เด็ดสุด ชอบมาก คืองานออกแบบผลิตภัณฑ์ ได้ออกแบบเก้าอี้และได้ทำ Model เก้าอี้ที่ออกแบบไปส่งอาจารย์ด้วย

ช่างเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมากเลย

แต่สุดท้ายตอนเลือกคณะเอนทรานซ์ ทางบ้านห้ามเลือกคณะที่มีมหาวิทยาลัยศิลปากร!!!

ที่จริงทางบ้านก็ไม่สนับสนุนนั่นหละค่ะ  ผู้เขียนเองมานั่งน้อยใจ คือเพื่อนๆที่เค้าสอบคณะจิตรกรรม เค้ามีการไปติว drawing ซึ่งตอนนั้นผู้เขียนก็ไม่ได้เก่ง drawing เลย ไม่เข้าใจแสงและเงา ยิ่งถ้าจะขอทางบ้านไปติววาดรูปละก็ อย่าหวังเลย...ไม่มีทาง ลำพังติววิชาหลักยังไม่ได้เลย เพราะตอนนั้นทางบ้านฐานะทางการเงินไม่พร้อม 

สุดท้ายชีวิตแบบปะๆติดๆ หยิบตรงนั้นที ตรงนี้ทีมารวมร่าง เท่าที่ทรัพยากรจะมี ก็กลายมาเป็นผู้เขียนในวันนี้จนได้ ที่ยังคงรักงาน visual arts อายุปูนนี้แล้วยังนั่งชื่นชม manga ของหลานๆ ยังแอบสนับสนุนและสะสมหนังสือการ์ตูนงานวาดของคนไทย 

ช่างไม่ต่างอะไรไปจากตอนยังเยาว์ เฝ้าเก็บเงินค่าขนมไว้รอซื้อการ์ตูนเรื่องโปรด คำสาปฟาโรห์ นักรักโลกมายา  5555รุ่นนั้นละ 

เวลาเปิดอ่านการ์ตูนสวยๆเหมือนถูกดึงทะลุมิติ แหมนักวาดรุ่นหลานๆนี่เก่งกันจริงๆค่ะ วาดสวยทัดเทียมงานของการ์ตูนญี่ปุ่นเลย

รู้สึกว่าตัวเองฝันเฟื่องเกินไปแล้ว ถ้าจะกลับมาเขียนการ์ตูน อาศัยว่าเขียนนิยายอยู่ การสร้างเรื่องไม่ได้ยาก แต่การสร้างภาพ...คงจะยากเกิน ก็คงฝัน เป็นได้แค่ฝัน

เอานิยายให้รอดก่อน

เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ เขียนจะจบมิจบแหล่  อยากให้จบ แต่รีบจบก็กลัวโดนต่อว่าว่ารวบรัดไปไหมอีก  เฮ้อ เอาเป็นว่าไหนๆก็เเขียนมาเป็นปี  ก็เอาให้ดีที่สุดละกันค่ะ


ฝากให้กำลังใจด้วยนะคะ