กันยายน 17, 2569

ฝันร้ายในวันฝนตก (ที่ไม่เคยลืม)

 



ช่วงนี้ผู้เขียนเหมือนจะดวงตก(อีกหรือเปล่า) เพราะความเจ็บป่วยเล็กน้อยๆที่มาเป็นชุดทำให้ร่างกายไม่ค่อยคล่องตัวเอาเสียเลยค่ะ

เริ่มตั้งแต่อยู่ดีๆในเช้าวันหนึ่งเพิ่งตื่นนอนใหม่ๆ ยังนอนอยู่บนเตียงแท้ๆ แค่เอื้อมมือไปจับหมอน แต่คงจะเอื้อมสุดแรงไปหน่อย เลยทำให้หลังจากนั้นเหมือนกล้ามเนื้อไหล่จะตึงๆแปลกๆ แล้วพาลเจ็บลงมาถึงแขนและมือขวา  นี่ก็ยังปวดๆมาเป็นสัปดาห์ คือผู้เขียนทำโน่นนี่ทั้งวัน และฝั่งที่เจ็บเป็นด้านถนัดพอดี เรียกได้ว่าไม่มีโอกาสพักแขน หรือมือหรอกค่ะ คือใช้งานปกติ นี่ก็เลยทำให้หายปวดช้ามาก

ถัดมาก็โดนขวดน้ำดื่มที่มีน้ำอยู่เต็มขวดตกใส่เท้า เล่นเอาตอนโดนใหม่ๆปวดจี๊ดจนน้ำตาจะไหล ต่อมาเท้าตรงที่โดนก็ปูดบวมนูนขึ้นมาเป็นลูก  คงเหมือนคนหัวโนอะไรประมาณนั้น โชคดีที่ยังเดินได้ค่อนข้างปกติ แต่จะเจ็บมาก เวลาใส่รองเท้าแบบที่มันมีสายพาดไปบริเวณที่เจ็บพอดีค่ะ 

ถ้ายังเดินได้ปกติเหมือนไม่น่าจะมีอะไร  ทว่าคืนแรกนั่นเล่นเอาเหมือนจับไข้เลยค่ะ คือมันปวดตุบๆ ตลอด  ผู้เขียนเอาครีมเรพาริลที่ใส่ไว้ในตู้เย็นตลอดเวลา  หยิบออกมาทานวดเป็นระยะ  ทำให้ตรงที่ปูดบวมยุบค่อนข้างเร็ว และไม่มีอาการเขียวช้ำ  ถึงวันนี้ผ่านมาเกือบสัปดาห์ก็ยังบวมอยู่นะคะ แต่ค่อยๆลดบวมลงไป และยังเจ็บอยู่ค่ะ

เจ็บแขน เจ็บหัวไหล่ เจ็บมือก็เลยทำให้ใช้คอมพิวเตอร์ได้ไม่นานค่ะ คือขยับเม้าส์ไปได้สักระยะก็จะปวดแล้ว 

อยากจะเล่าเรื่องฝันร้ายในวันฝนตก ก็เลยไม่สะดวก ปวดทั้งแขนทั้งมือ แต่ตอนนี้พอจะพิมพ์ไหวแล้ว เอาเป็นว่ามาเล่าให้ฟังเลยดีกว่าค่ะ

เรื่องของเรื่อง...มันคือ...

ช่วงเวลาหน้าฝนโดยเฉพาะเข้าเดือนกันยายน  จะเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก คนทำงานตามออฟฟิศจะรู้เลยว่าฝนตกเช้าวันจันทร์ กับเย็นวันศุกร์  มันโหดร้ายเหลือค่ะ เพราะรถจะติดมาก

เอาเป็นว่าฝนชอบตกช่วงใกล้เลิกงาน บางทีก็ตกช่วงเช้าตรู่รับอรุณ  ทำให้รถติดช่วงเช้า  ก็โหดพอกัน

เลยรู้สึกว่ามีประสบการณ์ที่อยากเขียนเล่าให้อ่านกัน  ซึ่งผู้เขียนโดนมากับตัวเมื่อหลายปีมาแล้ว  (ตั้งแต่ในยุคที่ยังทำงานบริษัท) 

เอาละค่ะ...เหมือนที่ฝนกำลังตกกระหน่ำใส่ชาวกรุงเทพในช่วงเดือนกันยายนนี้...  ถ้าจะดูในภาพข้างบนจะเห็นว่าเป็นภาพรถจอดอยู่ท่ามกลางน้ำรอระบายในที่แห่งหนึ่ง  ซึ่งผู้เขียนเป็นผู้ประสบภัยเองแหละค่ะ !! 

ซอยนั้นเป็นซอยทางลัดออกไปสู่ถนนใหญ่  ที่เป็นเส้นทางประจำที่ผู้เขียนใช้ขับรถไปทำงาน เท่าที่เคยขับผ่านไปมาอยู่หลายปีแล้ว ก็ไม่เคยเห็นว่าน้ำจะท่วมตรงนั้นสูงจนเกิดเรื่องวุ่นวายกับชีวิต  คืออย่างเก่งก็น่าจะท่วมประมาณ 10-20 เซนติเมตรค่ะ

วันนั้นก็ออกจากบ้านตามปกติ ขับไปในเส้นทางเดิม  พอเข้าเขตน้ำเริ่มท่วม ก็ยังเอ๊ะ...หรือมันจะท่วมแค่นี้ คงจะขับลุยต่อไปไหวหรอกน่า  55555

ไม่รู้ตัวหรอกว่ากำลังคิดผิดถนัด คนมันซวย ก็ช่วยไม่ได้ (ใช่ไหม)

สมัยนั้นไม่มี App ให้คนรู้ว่าตรงไหนน้ำกำลังท่วมแบบ realtime นะคะ ถ้ารู้ก่อนคงจะหนีทันแหละค่ะ

ผู้เขียนก็ขับลุยๆๆไปเรื่อยค่ะ  ยิ่งขับไปไหงน้ำยิ่งลึกหว่า  แต่ว่ามันกลับลำไม่ทันแล้ว ถ้ากลับรถกลางถนนตอนนี้ คันอื่นเขาต้องหยุดรอกันหมด แล้วดูจากสถานการณ์รอบๆ ทุกคนก็มองหน้ากันแบบงงๆ ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาลุยรับชะตากรรมเหมือนๆกัน น้ำก็สูงมากค่ะ

นึกไปถึงรถคันแรกของผู้เขียนที่สมัยนั้นยังเป็นเกียร์ธรรมดา  และเครื่องยนตร์แบบคาร์บูเรเตอร์ เคยขับลุยน้ำสูงประมาณนี้ได้  อย่างเก่งตอนนั้นเครื่องก็ดับค่ะ 5555 แต่ทว่าตอนนั้นมีคนช่วยเข็นมาเข้าโซนแห้งกว่า แล้วรอเวลาสักระยะ  รถก็สามารถสตาร์ทติดใหม่แล้วขับต่อได้ ....เจ๋งเนอะ

มาถึงคันนี้ ที่กำลังสู้กับระดับน้ำสูงเกิน 30 เซนติเมตร เป็นเกียร์ออโต้ เครื่องยนตร์หัวฉีด ....555 ยังไงดีวะเนี่ย ถ้าเกิดดับขึ้นมา ฉันจะต้องทำไงต่อ  น้ำเข้าเครื่องยนตร์แล้วจะเกิดไรขึ้น  3-4-5-6-โอ๊ย คิดไปไกลเลยค่ะ

ผู้เขียนพยายามประคองรถให้อยู่ตรงกลางถนนเข้าไว้ค่ะ เพราะว่าเป็นส่วนที่สูงกว่าขอบถนน สังเกตระดับน้ำของรถที่วิ่งตรงกลางจะเหมือนพอสู้ไหวนะคะ  แถมปิดแอร์ในรถด้วย  นั่นละ...ฮึบๆๆๆ ใจเต้นมาก

จังหวะซวยมาพอดี คือซอยนั้นเป็นอู่รถทัวร์  มีรถบัสขนาดใหญ่กำลังมาเข้าอู่  ขณะที่รถบัสกำลังเคลื่อนตัว จึงทำให้เกิดคลื่นน้ำขนาดใหญ่ซัดออกมา  ซัดตูมเดียวค่ะ จะเหลือไหม...น้ำน่าจะเข้าแล้ว  เสียงเครื่องยนตร์รถผู้เขียนสะอึกและกระตุกเล็กน้อย ก่อนมันจะเงียบสนิท  โอ้วววว ดับแล้วค่าาาา

รถสุดที่รักค่อยๆกลายสภาพเป็นเรือค่ะ  คือน้องลอยแล้วทำท่าจะไปขวางรถคนอื่นอีก  ผู้เขียนควบคุมรถไม่ได้แล้วค่ะ พวงมาลัยไม่ทำงาน แล้วตอนนี้ก็อยากเข้าห้องน้ำซะด้วย5555 รถเริ่มลอยไปลอยมา ผู้เขียนแง้มกระจกก่อนค่ะ คือจะหายใจไม่ออก เพราะปิดแอร์อยู่ จะเปิดกระจกเยอะไม่ได้  น้ำจากคันอื่นจะกระเซ็นเข้ามาในรถอีกต่างหาก โอ๊ย อะไรมันจะแย่ขนาดนี้

ผู้เขียนนั่งตาปรอย ทำหน้าน่าสงสารเข้าไว้  มีรถกระบะใจดีขับสวนมา แล้วมองสบตาผู้เขียน  เขาคงอ่านสถานการณ์ออก  ดูเขาอยากจะลงมาช่วยแน่ๆ แต่ก็ขับผ่านไปค่ะ เฮ้อ...

คนจากอู่รถทัวร์ออกมาช่วยดันรถผู้เขียนให้เข้าข้างทางค่ะ  รถจะได้ไม่ลอยไปขวางคนอื่น แต่ตรงนั้นน้ำก็ยังสูงอยู่ดี  นาทีนั้น...ผู้เขียนคิดว่าอยากจะเข้าห้องน้ำคงต้องปีนออกทางหน้าต่างแน่นอน  เปิดประตูรถไม่ได้ น้ำสูงกว่าประตูรถน่ะสิคะ แล้วนึกภาพตัวเอง ใส่กระโปรงอยู่ แล้วปีนออกมายังไงดี ท่าไหนดี 5555

คิดไปคิดมา จะปีนออกไปเข้าห้องน้ำก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน กระเป๋าก็ต้องรวบไปด้วย จะทิ้งกระจกเปิดอ้าไว้ก็กลัวน้ำกระเซ็นจากรถคันอื่นเข้ามาอีก แถมรถอาจลอยเยื้องออกจากตำแหน่งเดิมตอนที่เราไม่อยู่ในรถ ยิ่งคิดยิ่งกลัว เพราะเคยได้ยินเพื่อนเล่าว่าเจอน้ำท่วมแบบนี้ ถ้าน้ำเข้าไปในห้องโดยสารได้  พวกพรมบุพื้นรถจะแฉะจนเหม็นอับเป็นปีเลย นึกภาพแล้วสยอง สู้ทนไปก่อนดีกว่า

จากนั้นกลั้นการอยากเข้าห้องน้ำไว้ก่อนดีกว่า  นั่งคิดว่าเอาไงต่อดี  ไม่กล้าสตาร์ทรถแน่นอน ด้วยสัญชาตญาณว่ามันเป็นรถหัวฉีด ดูมันซับซ้อน ไฮเทคโนโลยีกว่าเครื่องยนต์รุ่นใช้หัวเทียนแน่  ทีนี้ก็เลยโทรไปหาศูนย์ฯรถค่ะ ถามเขาว่าต้องทำไง...

เขารีบบอกว่าคุณลูกค้าห้ามสตาร์ทรถเด็ดขาด  ไม่งั้นเสื้อสูบพัง เสื้อสูบพังแล้วยุ่งมาก ต้องไปแจ้งขนส่งใหม่ (คงหมายถึงกรมการขนส่งทางบก) ที่เหลือคือ บลา...ๆ..ๆ

ผู้เขียนไม่รู้หรอกค่ะ ว่าเสื้อสูบคือส่วนไหนของรถ เอาเป็นว่าต้องรีบหารถมาลากไปเข้าศูนย์ฯ และห้ามสตาร์ทรถ  

รวบรัดตัดความมาที่กว่าจะได้เบอร์คนที่รับลากรถ  รอรถลากมารับอีก 2 ชั่วโมง...คุณพระช่วย  สองชั่วโมงได้ค่ะ ที่นั่งรอในรถ ลงไปไหนไม่ได้ คือวันนั้นน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง ท่วมไปจนถึงที่ที่รถลากจะมาหาเรา กว่าจะมาถึงผู้เขียนได้ก็ฝ่าน้ำท่วมมาเหมือนกัน 

ระหว่างนั้นก็โทรไปลางานสิคะ  หัวหน้าคะ ลาครึ่งวันค่ะ รถจมน้ำค่าาาา  หัวหน้าบอกวันนี้คนมาสายกันเพียบ เจอน้ำท่วมกันทั่วหน้า

เมื่อรถลากมาถึงตอนประมาณสิบโมง กว่าจะลากไปถึงศูนย์รถก็เกือบเที่ยง5555 ทั้งที่ระยะทางไม่ได้ไกล  ใช้เวลาพอๆกับจากบ้านไปหัวหินเลยค่ะ  

บอกคนขับรถลากว่า ได้โปรดเถอะ ช่วยแวะปั๊มน้ำมันกลางทางหน่อยนะ อยากเข้าห้องน้ำ ฮ่าาา  คือผู้เขียนก็ต้องนั่งในรถตัวเองระหว่างที่รถลากยกช่วงล้อหน้าขึ้นสูงนะคะ  คือระหว่างขับผ่านท้องถนน รถคันอื่นก็มองเข้ามา คงจะคิดในใจกันไปต่างๆนานา  เฮ้อ...ใครมันจะอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้วะ

ถึงศูนย์บริการก็โล่งอก เขายังย้ำว่าลูกค้าไม่ได้สตาร์ทรถใช่ไหม  ใช่ค่ะ...แล้วไงต่อ ต้องซ่อมยังไงคะ (อยากรู้) ใช้เวลาเท่าไหร่  ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ อันนี้ละ....สำคัญสุด  




ศูนย์บริการบอกว่าค่าใช้จ่ายรวมๆแล้วสูงอยู่ แต่พอดีผู้เขียนมีประกันชั้นหนึ่ง ก็เลยเคลมได้ ลดไปได้ครึ่งหนึ่งค่ะ  แต่อีกครึ่งที่ต้องจ่ายก็ไม่เบานะคะ  เหตุการณ์นี้หลายปีมาแล้ว อาจจะเกือบสิบปีที่แล้ว แต่ตอนนั้นก็จ่ายไปน่าจะหลายหมื่น ที่ร้ายพอๆกันคือใช้เวลาซ่อมประมาณ...หนึ่งเดือน...คือ นานนนนมาก

ราคานี้คือยังโชคดีที่...ถ้าเสื้อสูบของรถไม่ได้บิดเบี้ยว คือช่างต้องแกะดูทั้งหมดว่าน้ำเข้าไปถึงระบบไหนบ้าง ระบบไฟฟ้า ระบบแอร์ ระบบนี่นั่นโน่น แต่ถ้าหลังจากจมน้ำมา หรือขณะจมน้ำแล้วมีการสตาร์ทรถละก้อ...เสื้อสูบพังแน่นอนครับผม  ราคานี้ไม่รวมเรื่องเสื้อสูบ5555 

โปรดทราบนะทุกคน  รถจมน้ำอยู่ห้ามสตาร์ทซ้ำเด็ดขาด

ทีนี้ปัญหาเรื่องระหว่างรถที่ต้องขับไปทำงานทุกวัน  ต้องซ่อมเป็นเดือนนั้นก็นับว่าหนักหนาค่ะ  คือแถวบ้านผู้เขียนแทบไม่มีรถประจำทาง (เหมือนจะมี 1-2 สายเท่านั้น) หรือว่าต้องตื่นมาเรียกแท็กซี่ทุกวันทั้งขาไปทำงานและขากลับบ้านก็น่าจะไม่โอเคเลยค่ะ  ยิ่งหน้าฝนแบบนี้แย่งกันเรียกแท๊กซี่โดยเฉพาะขากลับบ้านนั้นแทบจะเป็นไปได้ลำบาก อีกอย่างผู้เขียนก็มักจะต้องอยู่ทำงานจนค่ำมืดเพื่อเลี่ยงรถติด ไหนจะต้องหามื้อเย็นทานนอกบ้านด้วย คิดแล้วก็มาลงเอยที่การเช่ารถมาขับน่าจะคุ้มกว่า อาจแพงกว่าเล็กน้อย แต่ได้รับความคล่องตัวในการใช้ชีวิตมากกว่าแน่นอน

รวมๆ แล้วการต้องจ่ายค่าซ่อมกับค่าเช่ารถก็คงจะราวๆสี่ห้าหมื่นได้มั้ง แต่อย่างว่า...เป็นมนุษย์เงินเดือนมีรายได้อยู่ก็คงจะไม่หนักหนา จ่ายๆไปเหอะ 

ถามทางศูนย์บริการว่าซ่อมอะไร (วะ) ทำไมนานเป็นเดือน เนี่ย...ต้องเดือดร้อนไปเช่ารถอีก มีค่าใช้จ่ายตามมา 

ช่างบอกว่าต้องแกะทุกชิ้นส่วนออกมาตากแดด 5555 เอาจริงดิ  อย่างนั้นเลยค่ะ เสร็จแล้วประกอบกลับเข้าไปใหม่  แค่นั้นยังไม่เสร็จค่ะ ต้อง Overhaul  คือผู้เขียนไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร  ช่างบอกว่าคือการ reset ตั้งค่าเครื่องยนตร์ใหม่หมด คือหลังจากซ่อมเสร็จรถจะนับรอบการใช้งานใหม่ ราวกับเพิ่งประกอบออกจากโรงงาน...ประมาณนั้นเลย  ลูกค้าจะใช้ต่อไปได้อีกหลายปีโดยไม่ต้องห่วงว่าจะมีปัญหารถพังจากเคยรถเคยจมน้ำระดับนี้มาก่อน

ได้ยินดังนั้น ผู้เขียนก็ Wow ในใจค่ะ...จะขนาดนั้นเลยเหรอ คือซ่อมศูนย์ฯ จ่ายแพงแต่ไม่ต้องปวดหัวในภายหลังมันดีอย่างนี้จริงเหรอ 

รถคันนึงก็แพงอยู่นะคะ แล้วมาจมน้ำแบบนี้  ซ่อมแล้วกลับไปเหมือนเดิมได้หายห่วง อย่างนี้ก็เป็นเรื่องดีมากเลยค่ะ ไม่ใช่ว่าซ่อมแล้วขับอีกสักพัก แล้วต้องกลับมาซ่อมเพิ่ม จุกจิก และเสียอารมณ์ จนต้องขายทิ้ง แล้วรถมีประวัติน้ำเข้าเครื่องยนต์ราคาก็ตกสิ อย่างนี้คงไม่ไหวใช่ไหมคะ

ตัดกลับมาปัจจุบันเล็กน้อย (หลังจากผ่านเหตุการณ์มาได้ ประมาณ 10 ปี) ผู้เขียนยังใช้รถคันนี้อยู่ ซึ่งอายุรถน่าจะ 14 ปี แต่รถยังใช้งานได้ดีไม่มีปัญหาค่ะ  จะมีปัญหาก็คือผู้เขียนนี่แหละ.... คือจะเข็ดมากกับหน้าฝน คือ ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ขับรถออกไปในสถานที่ที่ไม่แน่ใจว่าน้ำจะท่วมไหม

สรุปว่าที่ศูนย์บริการบอกนั้นก็เป็นความจริงที่พิสูจน์แล้วค่าาาา  เย้ๆๆๆตบมือๆๆ

อ้อ...แล้วมีเกร็ดหนึ่งที่ช่างเล่าให้ฟังตอนไปรับรถคืน ว่าถ้าเจอน้ำท่วมสูงแบบนี้อีกในอนาคต ให้จอดรถ เปิดฝากระโปรง แล้วถอดท่ออากาศเข้าเครื่องยนต์ออกก่อน (เพื่อบายพาสไม่ให้น้ำถูกดูดเข้าไปในเครื่อง) แล้วค่อยขับรถต่อแบบช้าๆ ไปเข้าศูนย์...ทำงี้ได้ด้วยแฮะ ถ้ารู้ก่อนก็คงดีสิคะ

ระหว่างทางไฟเตือนระบบเครื่องยนต์ (Check Engine) อาจจะขึ้นก็ไม่ต้องตกใจนะคะ เพราะเป็นแค่ระบบแจ้งเตือนว่าค่าที่วัดได้ผิดไปจากปกติ (เนื่องจากท่อไม่ได้ต่ออยู่ในตำแหน่งเดิม) ไม่ได้แปลว่าเครื่องพัง ยังขับต่อไปเข้าศูนย์ได้ตามปกติค่ะ

จำไว้เลยนะคะ...ถ้าเจอน้ำท่วมสูงจนน่าเป็นห่วง ให้จอดรถ ถอดท่ออากาศ แล้วค่อยๆ ขับไปเข้าศูนย์ ดีกว่าเสี่ยงขับลุยแบบที่ผู้เขียนเคยทำมาเยอะเลยค่ะ


ไงก็ขอเอาใจช่วยมนุษย์ออฟฟิศทุกท่าน  ที่ยังต้องเผชิญชีวิตโหดในช่วงหน้าฝนของกรุงเทพมหานคร  เปิดดูข่าวทีไรเห็นตรงนั้นตรงนี้น้ำท่วมสูง  รถราจอดตายเป็นแถวๆแล้วก็นึกถึงเรื่องของตัวเองขึ้นมาทุกทีค่ะ

เอามาเล่ายาวให้ฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์  อย่างน้อยถ้าใครเจอแบบนี้ก็จะได้จัดการชีวิตได้ถูก หรืออย่างน้อยก็รู้ว่าต้องเจอกับอะไรบ้างนะคะ 

สิบปีผ่านไปมาเล่าเหมือนเป็นเรื่องสนุกไปได้  แต่ตอนนั้นก็เครียดละค่ะ 

ขอให้ทุกคนผ่านพ้นหน้าฝนไปได้ด้วยดีนะคะ  สำหรับผู้เขียนก็ภาวนาว่าอย่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกเลยค่ะ  ตอนนี้เป็นมนุษย์เกษียณแล้ว  หากเกิดอีกก็คงจะร้องไห้แน่ ถ้าต้องจ่ายเงินมากขนาดนั้น

ยังไงผู้เขียนก็คงต้องใช้รถคันเดิมต่อไปอีกนานค่ะ  



หวังว่าจะสนุกไปกับสิ่งที่ผู้เขียนเล่านะคะ...แล้วพบกันใหม่ วันนี้เขียนยาวมั่กๆ








สิงหาคม 20, 2569

ความทุกข์มีไว้สอนใจ


 
หลายครั้งที่ตลอดชีวิตคนเราต้องพบเจอสิ่งที่ไม่พึงประสงค์กันทุกคน กว่าจะเติบโตมาจนป่านนี้ มองย้อนหลังกลับไป ก็พบว่าทุกข์ที่เคยเป็นเรื่องใหญ่ กลายเป็นว่ายิ่งเติบโต เราก็ยิ่งมองว่าเรื่องที่เคยผ่านพ้นมาได้ ก็กลายเป็นทุกข์ที่ไม่ได้ใหญ่โตเกินจะรับไหว

ยิ่งดำเนินชีวิตต่อไป ก็เหมือนว่าความทุกข์ที่สดใหม่ หรือเพิ่งเกิด ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ เพียงเพราะมันอยู่ใกล้ตัวนี่เอง 

เดี๋ยวพอมันคล้อยผ่านเราไปอีกครั้ง ความหนักหนาก็จะค่อยจางคลายลงไปเอง เป็นเช่นนี้เสมอใช่ไหม

มองดูไปแล้ว กว่าจะผ่านความทุกข์ไปได้ในแต่ละครั้ง เราก็ต้องทำอะไรหลายอย่าง ตั้งแต่หยุดคิด หยุดใคร่ครวญ ว่าทำไมมันจึงเกิดแบบนั้น-แบบนี้  แล้วทำยังไงจะไม่ต้องเจอแบบนี้อีก

นั่นแหละค่ะ เรียกว่าความทุกข์มักจะสอนอะไรเราทุกครั้ง

ผู้เขียนรู้สึกว่าความทุกข์ได้ "ให้" อะไรมากกว่า ความสุขด้วยซ้ำไป

ความสุขทำให้เราเบิกบาน ใจฟูฟ่อง แล้วมันก็โบกบินจากเราไปในที่สุดไม่ต่างกัน

แล้วเราก็ได้แต่กลับมานั่งรอ...ให้ความสุขมันพัดผ่านกลับมาอีก

ชีวิตหลังเกษียณของผู้เขียนล้มลุกคลุกคลาน ในที่สุดแล้วก็เหมือนจะไม่ได้เข้าไปใกล้เป้าหมายเสียที 

บ่อยครั้งก็นั่งปลอบใจตัวเองไปวันๆ ว่าไม่ต้องถึงเป้าหมายก็คงไม่เป็นไรหรอก เป้าหมายเราเป็นคนกำหนดเอง จะเขียนใหม่ให้มันเป็นยังไงก็ได้ตามใจเรา แค่มองเป้าหมายไว้พอเป็นเข็มทิศก็พอ ไม่ต้องวิ่งจ้ำไล่ตามเหมือนเมื่อตอนอายุยังน้อยๆก็ได้

แต่ละช่วงวัยเราก็ได้ทำหน้าที่เต็มที่มาหมดแล้ว  ตอนนี้เป็นช่วงท้ายของชีวิต หน้าที่ของเราคงมีแค่มีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความหมาย 

เป้าหมายทางการเงินเป็นอะไรที่ทำให้เครียดมากที่สุดค่ะ

สมัยยังทำงานรู้สึกมีความมั่นคงในชีวิตมากๆ ก็แน่ล่ะ ที่เรามีรายได้แน่นอนทุกเดือน มีอนาคต แต่ก็หาเวลาทำในสิ่งที่อยากทำไม่ได้   แถมสุขภาพถูกบั่นทอน

พอมาตอนนี้เป็นเหมือนพวกหาเดือนชนเดือน วันชนวัน เริ่มจะชินแล้วล่ะค่ะ แต่ก็อยากให้มัน stable กว่านี้อีกสักหน่อยคงดี 

ค่อนข้างจะมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ มีอิสระเต็มที่ แต่ก็อดจะกลัวอนาคตไม่ได้ค่ะ

ความทุกข์ที่ผ่านๆมาสอนอะไรเอาไว้หลายอย่าง โดยเฉพาะ "อย่าประมาท" 

กระนั้นคนเราก็คงจะมีแผนสำรองไว้รองรับไม่ได้ทุกอย่างไปหรอกค่ะ  ยิ่งตอนนี้ทรัพยากรน้อยลงไป คิดอยากจะทำอะไรก็ค่อนข้างติดขัด  เลยได้แต่แอบกังวลโน่นนี่ไปเรื่อยตามประสา

สุดท้ายก็ลงเอยแค่ว่า  ทำให้ดีที่สุด อะไรไหวไม่ไหวก็ช่างมันแล้วค่ะ  สุดความสามารถแล้วก็จบ เพราะมันได้แค่นี้จริงๆ  ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ก็ต้องหาทางอยู่ให้ได้ค่ะ

ชีวิตคุณผู้อ่านเป็นยังไงกันบ้างคะ 555 ถามไปอย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะมีใครอยากพูดอะไรบ้างไหม เพราะไม่เคยมีใครเขียนความเห็นส่งเสียงกันมาบ้างเลย ผู้เขียนเหมือนจะบ่นอะไรอยู่คนเดียวมาตลอดหลายปี

วันนี้เขียนเหมือนจะออกโทนหม่นๆตามฟ้าฝน ท้องฟ้าแดดไม่ค่อยมี ทำให้รู้สึกเหนื่อยหรือไม่นะเรา

พูดเรื่องทุกข์มายาวเหยียด มีอีกเรื่องที่ทุกข์กำลังสอนอยู่ตอนนี้เหมือนกันค่ะ...

ตั้งใจไว้ว่าปีนี้จะเขียนนิยายพร้อมกันสองเรื่อง ก็ยังไม่ได้เริ่มเลยค่ะ แต่โครงเรื่องก็พัฒนาไปได้ไกลแล้ว อาจจะใกล้เวลาได้เริ่มตอนที่ 1 ซะที

ความอยากเขียนยังมี แต่ก็ติดต้องไปทำมาหากินค่ะ หวังว่าคงจะเข้าใจเพราะงานเขียนใช้ร่างกายและหัวใจล้วนๆ นี่สุดท้ายเราก็ต้องแคร์ว่าทำอะไรแล้วพอจะมีกินบ้าง 

เลิกคิดไปแล้ว หรือเลิกตั้งคำถามไปแล้วว่าทำไมบางคนเขาบอกว่าเขียนนิยายแล้วรวยอย่างนั้นอย่างนี้

เพราะว่าคงไม่ได้เกิดกับคนอย่างเรา หรือแนวนิยายที่เราเขียน

เอาเป็นว่าถ้ารักจะทำก็ทำต่อไปค่ะ ก็ทำได้แค่นี้ ดีที่สุดที่ทำได้แล้ว...นี่ก็คงเป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ทุกข์สอนไว้เหมือนกัน คือทำเต็มที่แล้วปล่อยวางที่เหลือ

เฮ้อ...(ถอนใจดังไปไหม)


ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ เจอกันใหม่ Post หน้าค่ะ



สิงหาคม 13, 2569

มายาทางความคิด

 


หลายวันก่อนมีเพื่อนโทรมาปรีกษาว่าจะตัดสินใจยังไงดี กับการทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกเครียดจนอยากจะลาออก  แต่ก็ไม่กล้าลาออก...เพราะกลัวเรื่องปัญหาทางรายได้ที่จะขาดหายไป

หนึ่งเดือนต่อมาเขาโทรมาใหม่ คราวนี้บอกว่ายื่นจดหมายลาออกไปแล้ว และจะมีผลในอีกหนึ่ง-สองเดือนข้างหน้า หลังจากลาออกแล้วเขาจะไปบวชเพื่อตั้งสติสักเดือนนึง

ฉันมานั่งคิดว่าการทำงานในที่ใดที่หนึ่งมันทำให้คนเราเป็นทุกข์ได้ซะขนาดนั้น...ก็ลาออกเหอะ

ลืมบอกไปว่าเรื่องความเครียดที่เพื่อนบอกนั้น  มีเรื่องเล่ามากมายที่อธิบายได้ว่ามันไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบที่เกิดขึ้น แล้วก็หายไป แต่เป็นความเครียดแบบสะสมต่อเนื่อง  เขาเล่าว่าบางทีนอนไม่หลับติดกันหลายคืน สุขภาพแย่ ทางกายและใจ...ถูกโทรตามงานแทบจะทั้งวันทั้งคืน ไม่เว้นวันหยุด สั่งงานมาทาง Line และทางโทรศัพท์ สั่งแล้วเปลี่ยนใจ แล้วสั่งใหม่ เป็นแบบนี้มาตลอดที่ทำงานที่นั่น 

คนส่วนมากก็คงกังวลเรื่องรายได้แทบทั้งนั้นแหละค่ะ ถึงต้องทนอยู่ให้ได้  ความอดทนของแต่ละคนก็ต่างกัน และระดับที่ร่างกายของแต่ละคนจะทนได้ ก็ต่างกันไปด้วย

ผู้เขียนบอกก่อนเลยว่า  ความอดทนทางกาย กับความอดทนทางใจ มันต่างกันนะคะ บางทีเรานึกว่าตัวเองไหว แต่ร่างกายไม่ไหว  ส่งสัญญานให้หยุดพักเท่าไหร่ เราก็หลงลืมไป มองเห็นแต่เรื่องนอกตัวต่างๆนานา

เอาเข้าจริงไม่มีใครอยากสลบคาโต๊ะ หรือขับรถแล้วหลับใน เพราะทำงานหนัก หรือเครียดจนเกินไป เพราะตื่นขึ้นมาจากการสลบ อาจพบตัวเองนอนอยู่โรงพยาบาล หรือขับรถแล้วหลับใน อาจเกิดอุบัติเหตุ  คราวนี้คนข้างหลังจะทำยังไงกันต่อไป เดือดร้อนต้องมารับบทดูแลกันไปอีก

แต่บริษัท เขาก็ต้องหาคนมาทำงานแทนเราจนได้  เป็นความจริงที่ว่า...บริษัทต้องอยู่ต่อไป แต่คนอย่างเราๆ พ่อแม่จะหาใครมาแทนเราคงไม่มี หรือถ้าเราเป็นพ่อแม่คน ลูกเราจะหาใครมาแทนเราได้

ผู้เขียนเองก็เคยฟังมายาทางความคิดของตัวเองมาก่อนค่ะ

ตอนช่วงก่อนมีเหตุ Early Retire ผู้เขียนก็เครียดจนอยากลาออกจะแย่  ช่วงนั้นดิ้นรนหางานใหม่ พอเหมือนจะได้งาน ก็กลับกลัวอีกว่าที่ทำงานใหม่จะงานหนักกว่าเดิมไหม หรือที่คิดว่าตอนนี้ที่มันแย่  ไปที่ใหม่ช่วงปรับตัวจะแย่กว่าเก่าไหม(วะ) สรุปเลยไม่ได้ลาออกซะงั้น  แต่ก็ทำงานต่อไป ด้วยความอดทน5555...และสิ้นหวัง ว่าเราต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปจนอายุ 60 เลยเหรอเนี่ย

คือพนักงานทั่วไปเขาดีใจวันเงินเดือนออก วันจ่ายโบนัส วันขึ้นเงินเดือน แต่ผู้เขียนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงานเหล่านี้ ตั้งแต่ประมวลผลคะแนนการทำงานของคนทั้งบริษัท ทำงบประมาณ ทำ Policy ว่าจะขึ้นเท่าไหร่ และอย่างไร โอ๊ย...สารพัดทุกสิ่งอย่างค่ะ

ผู้เขียนจะเครียดตั้งแต่ประชุมทีมตั้ง Timeline การทำงานว่าจะต้องทำข้อมูลอะไรยังไง ส่งถึงเบื้องบน และทุกหน่วยงานวันไหนเมื่อใด รอรับข้อมูลกลับมาแล้วต้อง screen ข้อมูล+ตรวจสอบอีก กลับบ้านก็จะนอนไม่หลับ  เพราะกว่าผู้บริหารระดับสูงจะตัดสินใจบอกตัวเลขมา ก็จวนตัวทุกครั้ง ทำแทบจะไม่ทัน ถ้าจะให้ทันก็ต้องนอนค้างบริษัท แถมเราจะไปบอกให้ช่วยประชุมกันเร็วๆก็ไม่ได้อีก555

เครียดค่ะ  กลัวว่าจะทำจ่ายไม่ทัน  กลัวว่าจะทำจ่ายผิดพลาด แม้มันไม่เคยพลาดเลยตลอดชีวิตการทำงาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเรื่องตัวเลขนี่มันจะพลาดกันไม่ได้สักวัน ก็กลัวแบบจับใจ  นอนไม่หลับ มันหลอนอยู่ในความคิด  แล้วเรื่องขึ้นเงินเดือน จ่ายโบนัสมันก็มีทุกปี  ปีละสองครั้ง สามครั้ง ไม่นับงานด้านอื่นที่ต้องดูแลด้วยอีก ไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียว 

เมื่อผ่านจุดเหล่านั้นมาแล้ว คือพอต้อง Early retire ออกมาโดยไม่ได้วางแผน ก็มองย้อนกลับไปค่ะ

เรานี่มันคงยึดมั่นกับความสำเร็จอยู่พอตัว  คือไม่ยอมพลาด (แต่มันก็พลาดไม่ได้ค่ะ เรื่องเงินๆของพนักงาน) ถึงต้องใช้พลังงานมหาศาลเพื่อเอาชนะอุปสรรคทุกอย่างให้จงได้

ดีที่รอดชีวิตมาได้...ถึงตอนนี้ 

บอกเพื่อนไปว่า บ่อยครั้งเราก็กลัวจนเกินไป ไม่กล้าตัดสินใจ  ทั้งที่สัญญานทางร่างกายเริ่มไม่ดีแล้ว และอายุเราก็มากขึ้นกว่าตอนเรียนจบมาใหม่ๆ แบกรับอะไรมามากมายตลอดเวลาอันยาวนาน  ออกมาตั้งต้นชีวิตใหม่ก็ยังดีกว่าสลบคาโต๊ะ...

ปล่อยให้คนที่ไหวเขาทำไปเถอะค่ะ  ยังไงบริษัทก็หาคนมาแทนเราได้อยู่แล้ว  

เหมือนการ  Early retire จะผลักผู้เขียนให้ออกมาจากวงจรแห่งความเหนื่อยได้ถูกจังหวะค่ะ แม้จะงงๆเล็กน้อย แต่ไม่เคยเสียน้ำตาสักหยด  ไม่เคยเสียใจที่ต้องออกมา(ซะที)

แม้วันนี้ชีวิตจะดูเคว้งๆยังไงพิกล เหมือนเรือที่มองหาฝั่ง ผ่านมาหลายปี...ก็พอจะมองเห็นฝั่งล่ะค่ะ แต่มันยังดูไกลๆ ซึ่งก็ยังดีกว่าช่วงแรกๆ ที่คิดว่าตัวเองเหมือนตัวละครในหนังเรื่อง Cast Away ที่ติดเกาะร้าง คือไม่มีอะไรเลย...ทุกอย่างต้องหาเอง สร้างเอง

มีบันทึกส่วนตัวที่ผู้เขียนเคยเขียนระบายความรู้สึกในช่วงที่เครียดงานอยู่ชิ้นหนึ่ง  กลับไปอ่านทีไรก็รู้สึก...โห...เรารู้สึกแย่ขนาดนั้นเลยนะเนี่ย

มายาทางความคิด...ต้องสำเร็จ ต้อง Perfect สิ่งเหล่านี้ทำให้มีความทุกข์  สุดท้ายพอออกจากงานมา เขาก็หาคนใหม่มาทำแทนได้  ทำดีหรือไม่ดีกว่าเรา ก็ไม่ใช่เรื่องของเราอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ  ผู้เขียนก็ทำอย่างสุดความสามารถแล้วสำหรับตอนที่ยังอยู่ในความรับผิดชอบ

เพียงเท่านี้ก็พอใจแล้ว  สุดแล้วจริงๆ 

ดีใจที่เพื่อนตัดสินใจด้วยตัวเขาเองได้ค่ะ ขอแอบอนุโมทนาด้วยที่เขาจะไปบวช  เชื่อว่าหลังจากสึกออกมาเขาคงจะคิดอะไรออกได้อีกเยอะค่ะ 

โลกนี้มันกว้างใหญ่ และทุกวันนี้ก็เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ปัญหาของโลกก็ยังวนๆอยู่เรื่องเดิมๆ เพราะมนุษย์นี่ล่ะค่ะ 5555 ในเมื่อปัญหาไม่มีวันหมด แต่ความรู้สึกที่มีต่อปัญหา...กลับเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นในแต่ละยุคสมัย หรือห้วงเวลา  

ทั้งหมดนี่มันก็เหมือนเรื่องมายาทางความคิด ทุกข์ที่แท้จริง หรือสุขที่แท้จริง มันก็คงไม่มีน่ะสิเนี่ย 

อนิจจังไม่เที่ยง...เฮ้อ


ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ



สิงหาคม 06, 2569

กลับสู่ตัวตน

 


ว่ากันว่ายิ่งพอแก่ตัวลง คนเราจะชอบพูดเรื่องเก่าๆ หรือเรื่องอดีตนั่นละค่ะ

ผู้เขียนก็มักได้ยินประโยคทำนองนี้มาเหมือนกัน ได้ยินมานานตั้งแต่โลกนี้ยังไม่มีอินเตอร์เนต ยังไม่มีโลกแห่งการยัดเยียด content ให้กับชาวโลกมากเท่าตอนนี้มาก่อนเลยจริงๆ

โลกสมัยผู้เขียนยังเรียนหนังสือ ดูราวกับเป็นโลกที่มีแต่ความสงบขึ้นมาเสียอย่างนั้น อาจเป็นเพราะการสื่อสารไม่ได้ฉับพลันว่องไว การจะรับรู้เรื่องอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องดี-เรื่องร้าย ดูมันจะรับรู้แบบ delay ไปพอสมควร

ข่าวสารที่ว่าเร็วสุดขีดในยุคนั้น ก็คือ "โทรเลข" คือจะส่งข้อความหาใครสักคนไปยังอีกสถานที่ หรือต่างจังหวัด ก็ต้องไปที่สำนักงานไปรษณีย์ที่ใกล้บ้าน แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ว่าจะมาส่งโทรเลข 

จดหมายโทรเลขผู้เขียนจำได้ลางๆว่ามาในซองขนาดเล็ก ข้างในมีกระดาษที่คล้ายๆจะพิมพ์ข้อความมาด้วยพิมพ์ดีด เป็นข้อความสั้นๆแต่ได้ใจความ  มากกว่าจะเป็นจดหมายพรรณาอะไรยาวยืด 

โทรเลขที่ผู้เขียนจำได้จนถึงทุกวันนี้เกี่ยวกับเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่ต่างจังหวัด  พี่สาวของเพื่อนส่งโทรเลขมาบอกผู้เขียนว่าเพื่อนคนนี้เสียชีวิตแล้ว  ทำเอาผู้เขียนกลับเพื่อนอีกคน (เป็นเพื่อนในกลุ่มแก๊งค์เดียวกัน)ร้องห่มร้องไห้กันอยู่หลายวัน

ฮ่าาาาา ขำค่ะ  คงจะสงสัยล่ะสิว่าเพื่อนเสียชีวิต ทำไมถึงขำ (หลังจากร้องไห้กันไปและหายเศร้าไปแล้ว)

ต่อมาจากนั้นประมาณเดือนหรือสองเดือนจำไม่ได้ มารู้ภายหลังว่าเพื่อนคนนั้นยังไม่ตาย แค่เขาส่งโทรเลขมาแบบนั้นเฉยๆ ซึ่งจนถึงวันนี้ผู้เขียนกับเพื่อนที่ร้องไห้ด้วยกัน ก็ยังไม่รู้ว่าเขาแบบนั้นทำไม เพราะว่าพอมาเจอเพื่อนหลังจากเหตุการณ์นั้นแล้วก็คงจะไปต่อว่าเพื่อนเสียยกใหญ่  ตอนนี้จำไม่ได้ซะแล้วว่าเรื่องราวเป็นยังไงแน่

เหลือแค่ความทรงจำเกี่ยวกับโทรเลขบอกว่ามันตายเท่านี้ล่ะค่ะ  ขอเรียกมัน เพราะว่าเล่นอะไรไม่รู้ แบบนี้ไม่สนุกหรอกค่ะ5555

ทีนี้หลังจากนั้นพวกเราก็ค่อยๆห่างหายกันไปตามประสาชีวิตที่ต้องพัดพา  ผู้เขียนไม่ได้เจอเพื่อนคนนั้นอีกเลย  ถ้าเป็นยุคนี้คงไปตามหากันใน Facebook ก็อาจจะพอเจอ แต่ผู้เขียนก็จำเขาได้แค่ชื่อเล่น คงจะตามกันไม่ได้แล้วล่ะค่ะ

เมื่อข่าวสารพัดพา+ถาโถมเข้าใส่คนเราไม่ยั้งอย่างทุกวันนี้ ผู้เขียนจึงว่าคนเราอยู่ยากขึ้นกว่าสมัยก่อน เวลามีเหตุการณ์ร้ายๆเกิดขึ้นกับสังคม ก็มักจะถูกขยายข่าวให้มีแง่มุมหลากหลาย ไหนจะพวกความเห็นต่างนานาจากผู้คนในโลกโซเชียล  กลายเป็นว่าทำให้สังคมค่อนข้างจะเครียด เพราะถูกกระตุ้นให้ต้อง "รู้สึก" อยู่ตลอดเวลา

ไหนจะการหลอกลวงออนไลน์จะมาด้วยเทคนิคใหม่ๆ  ไหนจะข่าวสารทางการตลาดที่มาในรูปแบบเนียนๆที่ทำให้เราอยากซื้อของ  อยากได้นั่นนี่โดยไม่รู้ตัว ทั้งหมดนี่ก็ปลุกเร้าให้เราวิ่งออกไปจากจุดที่เรายืน

ยี่สิบสี่ชั่วโมงที่เราใช้ชีวิต...มีแค่ช่วงนอนหลับหรือเปล่า ที่เราหยุดการรับสารจากภายนอก 

เดี๋ยวนี้มีคำใหม่ คือคำว่า digital detox 

คือการล้างพิษตัวเองจากข่าวสารที่มาทางโทรศัพท์มือถือ ทางโลกออนไลน์  คือน่าสนใจดีนะคะ...ลองทำดูแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตสงบดีเหมือนกัน

พอนั่งเงียบๆซะบ้าง หยุดการดูจอ ไม่ว่าจะจอโทรศัพท์มือถือ หรือจอคอมพิวเตอร์ 

ทีนี้จะให้นั่งเฉยๆไม่ทำอะไรเลยผู้เขียนก็ทำไม่ได้หรอกค่ะ5555  

ช่วงนี้เลยหยิบพวกอุปกรณ์ปักผ้า กับพวกไหมพรม และเข็มโครเชท์มานั่งถักไหมพรมไปเรื่อยๆ ลายอะไรก็ได้ที่มันซ้ำๆกันค่ะ  จะได้ไม่ต้องคิด หยุดตรรกะทุกอย่างชั่วคราว ถือว่าพักสมอง

ปรากฏว่าได้ผลดีนะคะ  นี่แสดงว่าสมองคนเราสามารถโปรแกรมได้เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์

โลกเราทุกวันนี้อาจไม่ได้โหดร้ายกว่าแต่ก่อน แต่เป็นเพราะขอบเขตการรับรู้ถูกทำให้เร็วขึ้นด้วยอำนาจของเทคโนโลยี

โลกก็ยังเหมือนเดิม แต่สมัยก่อนเราแค่รู้บ้าง-ไม่รู้บ้าง

บางทีการหยุดพักใจด้วยการกลับเข้าสู่ตัวตนของเราเองก็ดีนะคะ ถึงยังไงเราก็ไม่มีทางจะหนีข่าวสารพ้นหรอกค่ะ  เดี๋ยวสักพักพอเรามีแรงก็ค่อยกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้

วันนี้มาเล่าเรื่องโทรเลขของเพื่อนให้ฟังไว้ขำๆ

แต่ตอนนั้นก็ขำไม่ออกหรอกค่ะ  นึกว่าเพื่อนมันตายจริง

แถมในโทรเลขก็ไม่ได้บอกว่าเป็นอะไรตาย  ด้วยความต้องสั้นกระชับประสาโทรเลขไงคะ  จะเหมือนสมัยนี้ได้ยังไง ที่มีทั้ง Chat มีทั้ง Social Media 

เอาเป็นว่าขอกลับไปถักไหมพรมต่อ

แล้วนี้ก็ว่าจะไปหาผ้ามานั่งปักแก้เครียดด้วยค่ะ...5555



ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ  พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ