พฤษภาคม 28, 2569

ทางผ่าน...ไม่ใช่ทางแยก

 


หลังจากเขียนนิยายเรื่องล่าสุด เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ จบลงไปแล้ว ผู้เขียนก็พักใจได้เพียงแค่สัปดาห์หรือสองสัปดาห์ เพราะในหัวเริ่มคิดต่อว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป...เขียนเรื่องใหม่ หรือ...พักก่อน

จากที่ก่อนหน้าบ่นกับตัวเองว่าเหนื่อยมากกับการเขียนนิยายให้จบสักเรื่อง เรียกได้ว่าบนตั้งแต่เริ่มเขียนสักพักในช่วงตอนต้น  สำหรับคนเขียนจะรู้สึกมาก  ว่าเรื่องและตัวละครมันลอยๆยังไงชอบกล  อาจจะเหมือนละคร EP. แรกๆที่นักแสดงกับบท หรือด้วยเงื่อนไขอื่น ที่ทำให้ทุกคนยังไม่เข้าขากัน หรือยังไม่เข้าถึงบทบาท

สำหรับนักเขียนที่ต้องหยิบยกแง่มุมต่างๆมาเขียนเพื่อปูพื้นให้เรื่องมันดำเนินต่อไปได้อย่างมีเหตุผล  พบว่านักอ่านบางท่านก็อาจหายไปตั้งแต่สองสามบทแรก5555 เพราะว่าเหมือนเรื่องมันไม่เดิน  อาจจะน่าเบื่อ และไม่มีลุ้นอะไรให้ตื่นเต้น

ผู้เขียนก็ได้แต่นั่งมองยอดวิวอันต่ำเตี้ยเรี่ยดินตาปริบๆ แบบว่าทำอะไรไม่ได้

Let it go and Let it be

นักอ่านจะโผล่กันมาใหม่ตอนเกือบกลางเรื่อง เหมือนกลับมาเช็คว่าเรื่องนี้ไปถึงไหน และยอดจะเริ่มมากขึ้นหน่อยในช่วงใกล้ปิดปมปัญหาสำคัญ

ที่พูดไปทั้งหมดคือยอดอ่านฟรีนะคะ5555  ไม่ค่อยมียอดเงินค่ะ

ดังนี้แล้วในฐานะคนเขียน  ซึ่งเครียดทั้งสังขาร และแรงใจค่ะ คือแนวงานของเรามันไม่ใช่แนวติดตลาด เช่น นิยายจีน หรือนิยายวาย เกิดมียอดจ่ายเพื่ออ่านขึ้นมาบ้าง ก็เหลือเพียงน้อยนิด จนเรียกได้ว่า ถ้าไม่ได้รักการเขียนจริงๆ ก็ควรไปหาอย่างอื่นทำเถอะ

และยังไม่ทันที่จะหายใจได้เต็มปอด โลกภายนอกก็ไม่ได้รอให้เราเหนื่อยเสร็จก่อน เพราะไหนจะเดี๋ยวนี้มีประเด็นใหม่เข้ามา disrupt...

ก็คือมีบางคนใช้เอไอ generated นิยายออกมาโดยไม่ได้เขียนเอง ทำให้มีนิยายใหม่ๆหลั่งไหลออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว

ในทางอัลกอริทึ่มของ platform ก็จะดันงานใหม่ขึ้นให้นักอ่านได้เห็น งานที่เก่ากว่า(ที่มีทั้งมนุษย์เขียนและเอไอเขียน) จะถูกดันออก เพราะกลายเป็นงานเก่าอย่างรวดเร็ว

ใครมันจะไปเขียนทันเอไอได้ล่ะคะ...

ปรากฎการณ์คล้ายๆกันเกิดขึ้นในหลายวงการที่เกี่ยวกับงาน creative เช่น ภาพประกอบ ภาพถ่าย เพลง น่าจะทำเองผู้สร้างสรรค์งานเจ็บจุกไปตามๆกัน

แล้วควรจะทำอย่างไรต่อไป...?

ก็คิดว่าไม่ต้องไปทำอะไรหรอกค่ะ  ปล่อยให้เป็นไปแบบนี้แหละ 

เมื่อถึงเวลาผลงานจะออกมาพิสูจน์ตัวเอง

เมื่องานที่คุณภาพไม่ตรงตามต้องการมีมากจนล้น  งานที่ดีจะค่อยๆฉายแสงค่ะ  (อันนี้ไม่ได้พูดถึงงานตัวเองนะคะ)

มนุษย์ก็มีหน้าที่แบบมนุษย์ อย่าหยุดพัฒนาตัวเองเท่านั้นพอค่ะ  แม้ว่าเราไม่ได้พัฒนาได้ก้าวกระโดด แต่ความ dynamic แบบมนุษย์จริงๆมันก็มีเสน่ห์ค่ะ คือ มากไปบ้าง น้อยไปบ้าง ที่แน่ๆคือถ้าเราหยุดพัฒนาเมื่อไหร่ เราคงจะยิ่งตามโลกไม่ทันไปกันใหญ่

เอไอก็มีส่วนดีมากมายค่ะ  มองเขาเป็นเครื่องมือ เครื่องทุ่นแรง  เหมือนเดี๋ยวนี้ใครจะไปหาเบอร์โทรศัพท์จากสมุดหน้าเหลืองหรือ yellow pages กันล่ะ เขาก็ search google กันทั้งนั้น  คนไหนอยากหาอะไรที่คำตอบมันกว้างขวางกว่าแค่เบอร์โทร  ก็ถามคุณเอไอ จะเหมือนถามเรื่องเดียวแต่ได้คำตอบกว้างขวางกว่าที่ถามไป

เราห้ามความเจริญก้าวหน้าของโลกไม่ได้  เช่นนั้นก็เหมือนสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเหมือนทางผ่านที่เราต้องพบเจอระหว่างทางค่ะ

มองเป็นทางผ่านซะงั้น...ไม่ต้องคิดแบบเลือกข้างเสมอไป ว่าฉันไม่เอาAi  หรือฉันจะมุ่งไปทาง Ai อย่างเดียว

เรียนรู้เอาไว้ก็ไม่เสียหลายสิคะ...

พูดถึงเอไอแล้วก็นึกถึงตัวเองขึ้นมา เพราะช่วงเตรียมนิยายเรื่องใหม่ของผู้เขียนก็ต้องพึ่งมันเหมือนกันค่ะ

วกมาเรื่องของผู้เขียน  ช่วงเตรียมนิยายเรื่องใหม่ของผู้เขียนก็ต้องหาข้อมูลเยอะมากค่ะ ตั้งใจว่าเป็นนิยายแนวย้อนยุค555 ย้อนไปยุค 80s ที่ไม่มีอินเตอร์เนต ไม่มีโทรศัพท์มือถือ 

อ้าว...นั่นก็เป็นช่วงชีวิตที่ผู้เขียนเพิ่งเรียนจบและเริ่มทำงานใหม่ๆ 555 เรียกได้ว่าย้อนไปโลกสมัยตัวเองยังเป็นวัยทำงานตอนต้นสิคะ  ขนาดว่าใช้ชีวิตร่วมสมัยมาแล้ว  ถึงตอนนี้ยังลืมหลายๆเรื่องไปซะแล้วสิ

ช่วงนั้นมีเพจเจอร์ใช้ก่อนค่ะ  เวลาจะฝากข้อความต้องโทรเข้าพวกโอเปอร์เรเตอร์ แล้วเขาจะยิง text เข้าเครื่อง พอข้อความส่งเข้ามา เพจเจอร์จะสั่นและดังติ๊ดๆๆๆๆ ถ้าข้อความยาวเกินกำหนด จะตัดข้อความเป็น 2 ท่อน ต้องส่งสองครั้ง โดนคิดเงินเพิ่มอีก...😅

ขนาดว่าตัวเองร่วมสมัยด้วยแท้ๆ หลายเรื่องยังจำผิดจำถูก ก็ต้องพึ่งพาคุณเอไอเหมือนกันค่ะ แถมคุณเอไอให้ข้อมูลมาแบบเป็นระบบ แต่ก็ต้องระวังค่ะ...บางเรื่องก็ผิด 5555

ที่เรารู้ว่าผิด ก็เพราะเราอยู่ในยุคนั้นมาจริงๆน่ะสิคะ 

ประสบการณ์ตรงนี้เองที่ย้ำเตือนได้ดีที่สุดว่า...

นิยายเรื่องใหม่ยังอยู่ในระหว่างพัฒนา Plot  และจะเขียนโดยไม่ลง platform นะคะ 

เพราะอย่างที่บอกไปข้างต้น...ว่ามันกดดันมากและเสียสุขภาพ และไม่ได้อะไรขึ้นมาค่ะ

ไว้เขียนใกล้จบ หรือจบเรื่องโดยสมบูรณ์ จะค่อยนำมาลง ซึ่งโดยเฉลี่ยผู้เขียนก็เขียนเป็นปี ฮ่าาาา  แต่จะแอบเอามาปล่อยใน Blog เป็นช่วงๆค่ะ 

เพื่อให้ทราบว่ายังเขียนอยู่นะคะ ยังไม่ได้หายไปไหน

เดี๋ยวนี้แม้แต่ Plot ก็ยังมี Case ว่ามีการขโมยได้ ไหนจะชื่อเรื่อง ชื่อตัวละคร โอ๊ยยยย อะไรมันจะขนาดนั้นล่ะวงการนี้ เอาเป็นว่าเขียนจบทีเดียวค่อยปล่อยดีกว่าค่ะ



ทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ค่ะ  Ai can make mistake...และ คนใช้ Ai ต้องมีภูมิคุ้มกันว่าสิ่งใดที่เอไอบอกมามันใช่หรือไม่ใช่


ขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านนะคะ เจอกัน Post หน้าค่ะ


พฤษภาคม 07, 2569

และแล้ว...นิยายก็จบ

 


เขียนนิยายจบไปอีกหนึ่งเรื่องแล้ว...ไชโย้

อยากจะร้องตะโกนดังๆเลยค่ะ แต่คงได้แค่คิด เพราะขืนทำอย่างนั้นออกมาก็จะอาจรับตัวเองไม่ได้5555  ปกติเป็นคนไม่ยอมแสดงออก ไม่ใช่ไม่กล้า หรือไม่มั่นใจในตัวเอง แต่เป็นเพราะพอแก่ตัวลง ก็รู้ว่า ดีใจไปก็เดี๋ยวเดียว แล้วมันก็จะผ่านไปอีก

เคยไหมคะ เวลาดีใจมากๆ พอสักพัก กลายเป็นหดหู่ อ้าว... เลยต้องนั่งมองความดีใจ 

กว่าจะจบได้  ก็เขียนมาปีเศษ ตั้งใจว่าจะเขียนให้เร็วขึ้นกว่าเดิม กลายเป็นช้ากว่าเดิมเล็กน้อย เพราะมีเหตุอันเข้ามาขัดจังหวะ  ก็ต้องฝ่าด่านอรหันต์ (สำนวนหนังจีนในยุค 80s หมายถึงด่านอุปสรรค์ที่จอมยุทธต้องแก้ปัญหาและฝ่าฟันเข้าไปในสำนักวัดเส้าหลิน)

และแล้วจอมยุทธหญิงคนนี้ก็ฝ่าด่านเข้าไปสำเร็จ ได้นิยายมาเป็นของตัวเองอีก 1 เล่ม (เดี๋ยวค่อยพิมพ์เล่ม)

ใครไปแอบส่องร้าน BooksCottage ก็คงจะพบว่าร้านนี้ยังเงียบ no change 5555 คือนิยายเรื่องปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว ยังตรวจพิสูจน์อักษรไม่เสร็จ คือ เกรงใจคนจ่ายเงินซื้อ และสงสารตัวเองที่ไม่มีทุนขนาดไปจ้างเขาตรวจให้ เพราะได้ข่าวว่าเขาคิดกันหน้าละ 5 บาท คิดดูว่านิยายหนาเกือบ 400 หน้าจะเป็นค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ สำหรับคนเกษียณไร้บำนาญ ก็นับว่าเอาเรื่องนะคะ 

หรือว่าจะทำรุ่น limited คือขออนุญาตมีคำผิดนิดหน่อยนะคะ เพราะว่าคนเขียนตรวจเอง ดีไหม อิอิ มีน้องๆที่เคยทำงานด้วยกันติดต่อขอซื้อเป็นคนแรกแล้ว 

เออ...จะขายได้แค่คนรู้จักหรือเปล่านะ แบบว่าน้องๆอยากสนับสนุนพี่ และอยากได้เป็นที่ระลึก เผื่อคนขายเกิดดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมา5555

สำหรับคนเขียนมีผลงานขึ้นมาอีกเล่มก็ดีใจมากแล้วค่ะ  พอประกาศปิดเรื่อง เปิดเครื่องหมายว่า "จบ" เท่านั้นแหละ คนเข้ามาอ่านถล่มทลาย ชนิดที่ว่าเขียนให้อ่านฟรีมาตั้งปีนึง ใยจึงไม่มาอ่านกันเน้อ

อาจเป็นเพราะนักอ่านทั้งหลายคงโดนทำให้ผิดหวังบ่อยๆ หลายเรื่องเขียนยังไม่จบ  ติดเหรียญไปด้วยระหว่างการเขียน  และน่าจะส่วนมากที่เป็นวิธีนี้  พอสุดท้ายเกิดเขียนไม่จบขึ้นมา แปลว่าเงินที่นักอ่านจ่ายไปตอนต้นเรื่อง ก็เป็นอันเก้อ แล้วอย่างที่เคยบอกค่ะ การเขียนให้จบไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเปิดเรื่องใหม่เวลาอารมณ์กำลังพุ่งปรี๊ดว่าอยากเขียนนั้นมันง่าย

หลายคนพอเขียนเรื่องหนึ่งไม่จบ ก็หนีไปเปิดเรื่องใหม่ต่อ 

ความโชคร้ายกลับไปอยู่ที่คนอ่านแทน  ดังนั้นแล้วใครประกาศว่าเรื่องนี้เขียนจบได้  นักอ่านก็เลยแห่กันมาค่ะ

โธ่ มีคนเข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ว...

ผ่านไปไม่ทันไร หลังจากเพิ่งดีใจ ความอยากเขียนเรื่องใหม่มันก็มาในทันที5555

คือเริ่มวางโครงสร้างเอาไว้บ้างแล้วค่ะ แต่ยังไม่ครบ และยังไม่รู้จะเริ่มเขียนเมื่อไหร่ และที่สำคัญคือคราวนี้จะไม่ยอมกดดันชีวิตด้วยการเขียนไปด้วย ลงรายตอนไปด้วยแล้วนะคะ (ทำเสียงจริงจังค่ะ)

คือมันไม่คุ้มกับการเสียสุขภาพ/สังขาร 

ที่สำคัญคือ ไม่ได้เป็นนักเขียนปากกาทองที่เขียนแล้วคนอ่านหลักล้านวิว และ pay ให้กันกระหน่ำจนมีกินมีใช้ มีบ้าน มีรถ


ตอนที่ 79 ของพันธนาการรัก ขอสลักเอาไว้แนบใจ (2568) ทำเอาผู้เขียนป่วยไปสองสัปดาห์ ระบบย่อยอาหารรวนค่ะ ถ้าใครติดตามไปอ่านจะเห็นว่า update ห่างกันเป็นเดือน คือช่วงนั้นทานอะไรก็ปวดท้อง เวียนหัว ผู้เขียนก็เลยเข็ด

อีกทั้งตอนเขียนเรื่อง ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว (2567) ก็ทำให้ผู้เขียนปวดหลัง ปวดคอ และไมเกรนขึ้นเป็นระยะ

เดี๋ยวนี้เห็นชุมชนนักเขียนใน tiktok เขาบ่นกันมาก เรื่องมีนักเขียนบางคนให้ Ai ช่วยเขียนให้ สำนวนภาษาประหลาด และเนื้อเรื่องมีความวกวน จนนักอ่านบางคนเริ่มจับได้5555 ว่ามันดีเกินจริง และขาดความเป็นมนุษย์ คือมันดีจนแข็งทื่อ ชวนให้สงสัย

เดี๋ยวนี้ Ai ก็เข้ามามีบทบาทแทบทุกวงการ เราก็ต้องอยู่ร่วมกับเขาแหละค่ะ เขาก็มีข้อดีมากมาย และถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยมนุษย์ เราคงต้องหนีไปอยู่ดาวอังคาร (ซึ่งตอนนี้ยังไม่พร้อมให้อยู่) ถ้าจะไม่อยากให้ Ai เข้ามาอยู่ใกล้ๆ

สำหรับ ปี 2569 ผู้เขียนคงจะยังอยากมีนิยายของตัวเองไว้อีกสักเรื่อง เป็นเรื่องที่ 3 ค่ะ

และจะนำมาเล่าสู่กันฟังใน Blog นี้ไปก่อนจะลงตอนจริงใน Platform นิยายออนไลน์นะคะ คือจะได้ไม่ต้องกดดันตัวเองเกินไป จริงๆก็ทำ Facebook Fanpage เอาไว้ แต่ไม่ค่อยจะไป post อะไร (อ้าว) เพราะยังเริ่มต้นไม่ถูก5555 กับไม่ค่อยได้เข้า Facebook อันนี้เรื่องจริง

ความอยากเริ่มตอนที่ 1 ของเรื่องใหม่มันก็มีมากอยู่นะคะ แบบไฟแรง (ต้องแรงไว้ก่อน)

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร และเกี่ยวกับอะไรนั้นจะทะยอยมาหยอดให้ฟังนะคะ


ท้ายนี้ก็ขอขอบคุณที่มาอ่าน Blog เล็กๆอันนี้ค่ะ









เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ

เมษายน 22, 2569

หลบความร้อนไปหาที่เย็น

 


อากาศกรุงเทพช่วงนี้มันช่างร้อนเเหลือเกินสิคะ ผู้เขียนต้องทนนั่งในห้องทำงานซึ่งอากาศอบอ้าวมาก

เพราะห้องนี้เเป็นส่วนต่อเติมจากตัวบ้านหลักอีกที คือเอาพื้นที่เดิมที่เป็นใต้ระเบียงมาทำเป็นห้องนั่นหละค่ะ  ก้อเห็นว่าหลายบ้านก็ต่อเติมประมาณนี้ พอดีมีส่วนพื้นที่ยื่นออกไปด้านหลังอีกหน่อย จะได้กว้างขวางมากขึ้น แล้วส่วนนั้นก็ต้องมุงหลังคาด้วยแผ่นเมทัลชีท  พอดีงบจำกัด และตอนนั้นยังไม่มีเรื่องการ early retire เข้ามาในชีวิต ผู้เขียนก็เลยคิดว่าเอาแค่นี้ไปก่อน ฝ้าก็ยังไม่ต้องมีก็ได้ เพราะว่าห้องนี้เหมือนห้องที่ต้องเดินผ่านออกจากบ้านไปสู่ที่จอดรถของบ้านอีกที  คือประมาณว่าฉันแค่เดินผ่านเพราะต้องไปทำงานทุกวัน ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรกับห้องนี้เท่าไหร่ เสาร์อาทิตย์ก็ยังออกนอกบ้านอยู่ดี  กลายเเป็นว่าห้องนี้ในตอนนั้นก็ใช้วางข้าวของที่ล้นออกมาจากห้องนอน

ทว่า...โชคดีที่ผู้เเขียนยังติดแอร์ระดับ heavy duty เอาไว้ด้วย ช่างที่มาปรับปรุงพื้นที่ถามว่าไม่ทำฝ้าเหรอ เดี๋ยวจะร้อนหน่อยนะ ผู้เขียนก็บอกว่า เอาไว้ทีหลังก่อน ห้องนี้ไม่ค่อยได้ใช้ทำอะไรเท่าไหร่ ไม่ค่อยได้อยู่ ว่างั้นเถอะ 

ตอนนี้ได้แค่นึก...ไม่น่าเลย

กลายเป็นว่าชีวิต 90 เปอร์เซนต์ของหลังเกษียณผู้เขียนนั่งทำงานในห้องนี้

คือห้องมันกว้างกว่าห้องเดิมที่เป็นห้องนอน พอให้วางโต๊ะวางทีวี วางอะไรได้เยอะอยู่ค่ะ คิดดูว่าผู้เขียนสามารถมีเตาอบขนมเตาใหญ่ได้ มีโต๊ะสำหรับทำเบเกอรี่ได้ นอกจากนี้ยังมีโต๊ะคอมพิวเตอร์ โอ๊ย...แต่ว่ามันไม่พอสำหรับคนสร้างสรรค์อย่างผู้เขียนหรอกค่ะ 5555 อย่าให้บอกเชียวว่าผู้เขียนทำอะไรบ้าง

อากาศร้อนจนทำอะไรแทบไม่ได้ จะเปิดแอร์ช่วงกลางวันก็กลัวค่าไฟแพง สรุปว่าวันๆแทบจะไม่ได้ทำอะไร บางทีต้องหนีกลับเข้าไปห้องนอน เพราะเย็นกว่า

ค่อยมาเปิดแอร์ช่วงเย็นๆค่ะ หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าจะหมดไปอีกวัน เครียด...จะออกไปตากแอร์ตามห้างสรรพสินค้าเหมือนแต่ก่อนก็ไม่อยากไป  ไหนจะเปลืองค่าน้ำมัน ไหนแมวจะต้องกินข้าว สุดท้ายก็นั่งทนร้อน เอาพวกรูปมาตัดแปะสมุดคลายเครียดค่ะ

ทั้งแปะ ทั้งระบายทับ ขนสีไม้ที่ซื้อเอาไว้สมัยยังอู้ฟู่มาใช้  โอ้โห ซื้อมาเยอะมาก ยังเคยแซวกันเเองระหว่างพี่ที่ทำงานคนหนึ่งค่ะ ว่าเราสองคนซื้ออุปกรณ์มาเรียกว่าตายไปก็ใช้ไม่หมด5555

ทุกวันนี้เห็นพี่เขาใน facebook ว่าแข็งแรงดี เห็นออกงานวิ่งมาราธอนอยู่เเรื่อยๆ 

ส่วนตัวผู้เขียนเก็บตัวเงียบเชียบ วันๆต้องคิดแต่เรื่องทำมาหากิน นี่ละ ชีวิตหลัง early retire ของคนที่ต้องเลี้ยงตัวเอง (แล้วยังจะมีแมวอีก)

ภาพตัดแปะ theme วินเทจเป็นของชอบของผู้เขียนเลยค่ะ เผื่อใครชอบเหมือนกันคอยติดตามนะคะ จะทำ collage sheet แจกฟรี  ให้มา download กันไปตัดปะสมุด




เดี๋ยวนี้เเห็นใน tiktok ก็มีคนเเริ่มมาทำพวกนี้กันมากขึ้น แต่บางทีก็เเรียก junk journal บ้าง ส่วนมากก็เอาพวกกระดาษนิตยสารบ้าง กล่องขนมบ้าง จริงๆแล้วก็กระดาษทุกชนืดแหละค่ะ แล้วแต่ใครชอบแบบไหน

พอได้ตัดกระดาษด้วยกรรไกร  จิตใจเราจะค่อยๆสงบ เลิกยุ่งกับเทคโนโลยีชั่วคราว

โลกยุคนี้มันสะดวกสบายเกินไปแล้ว ข้าวของหลายอย่างก็ถูกลงมาก โดยเฉพาะของที่มาจากประเทศจีนค่ะ

ผู้เขียนมาเริ่มทำพวกงาน scrapbook จริงจังก็ประมาณปี 2009 เป็นต้นมา ช่วงนั้นมีแต่ของจากฝั่งอเมริกา  ผู้เขียนก็ยังอุตส่าห์ดั้นด้นซื้อมาจาก ebay ราคาก็ไม่เบานะคะ  แพงอยู่  แต่ขอบอกเลยว่าคุณภาพดีมาก  คือผ่านมาปีนี้ 2026 พวกกระดาษลายสวยๆที่ซื้อเก็บเอาไว้สียังสดใหม่เหมือนเดิม  

พวก tools ต่างๆ ไม่ว่าจะกรรไกร หรือพวก paper punch นี่ก็ทนทานมาก ถ้ามาซื้อตอนนี้คงไม่มีปัญญาซื้อ ก็นับว่าตัวเองคิดถูกที่ซื้อซะเต็มที่เลยค่ะ ประมาณว่ากลัวต่อไปจะไม่ได้ซื้อ หรือซื้อไม่ได้ ยังกับมีลางสังหรณ์

เวลาไปรื้อกล่องดู ตัวผู้เขียนยังตกใจเอง ว่าทำไมมันเยอะอะไรไปหมด555  แต่ก็อุทานกับตัวเองอย่างมีความสุขนะคะ เพราะฉันชอบของพวกนี้

ฉันไม่สนใจพวกกระเป๋าแบรนด์ หรือของหรูหรา แต่ชอบเครื่องเขียน อุปกรณ์ประดิดประดอยนี่ละ



Link Free Download : JPG

https://drive.google.com/file/d/16s3yu4yZrrcHdB83-NzsN4cdklH-si1d/view?usp=sharing

ส่วนใครขี้เกียจตัดกระดาษแปะด้วยกาวแล้วกาวเลอะมือ หรือกลัวทากาวไม่ทั่วก็แนะนำให้ print ลงบนกระดาษสติ๊กเกอร์ inkjet ได้นะคะ สะดวกมาก ผู้เขียนแนะนำซื้อตาม Link ด้านล่าง เป็นเกรดปกติ ใช้แล้วสีสดและกันน้ำได้ในระดับหนึ่ง (แบบ 10 แผ่นต่อกล่องก็มีนะคะ เดี๋ยววันหลังหา link มาให้ อีกที)

https://s.shopee.co.th/BQQUjoP30

แบบพรีเมี่ยมกว่า print ออกมาสีสดกว่าก็มีค่ะ


ว่าแล้วก็ขอตัวไปตัดรูปไว้แปะสมุดต่อนะคะ...ไว้เจอกันใหม่ post หน้า


เมษายน 09, 2569

ฝึกกันต่อไป Digital Painting


 

นี่เป็นผลงานล่าสุดของผู้เขียน ที่วาดและ painting หนุ่มหน้าหวานที่เข้าใจว่าหน้าตาแบบนี้คงจะ in trend ในยุคปัจจุบัน

(แต่ไม่ใช่รสนิยมสวนตัวของผู้เขียนหรอกค่ะ)

เวลาดูซีรีส์จีนแล้วผู้เขียนออกจะตกใจเล็กน้อย(ถึงมากที่สุด)555 ว่าผู้ชายสมัยนี้ทำไมคางแหลม และแต่งหน้าจนเนียนพอๆกับนางเอก แบบแทบไม่เเห็นรูขุมขน

แถมดูไปดูมาโครงหน้าก็ละม้ายกับพระเอกในหนังสือการ์ตูน หรือ webtoon ด้วยซ้ำไป คือหน้าจะแหลมเรียว ตาก็เรียวยาวซะด้วย

แทบไม่ต้องไปดูพวกตระกูลสายนิยายวาย หรือ boy love เพราะสายนั้นผู้ชายหน้าหวานมาก คล้ายๆที่ผู้เขียนวาดออกมาข้างบนนั่นแหละค่ะ

รูปนี้รู้สึกภูมิใจมากกับการเหลาจมูกออกมาได้ดี  คือใส่เงาแล้วดูนุ่มนวล 

นี่หละค่ะ  สงสัยอีกหน่อยต้องวาดปกนิยายเอง เพราะ platform ตั้งท่ากีดกันภาพจาก Ai แล้วนี่ทำไมฉันจะต้องทำเองทุกอย่างด้วย(วะ) มันเหนื่อยนะเนี่ย

ไม่ต้องแปลกใจนะคะ รูปข้างบนยังวาดไม่เสร็จค่ะ  เอามาให้ดูตามนี้ไปก่อน แถมไม่รู้จะเสร็จเมื่อไหร่  มีอะไรต้องทำเยอะไปหมด 😅

อีกอย่างคือต้องทิ้งไว้ให้ลืมสักพัก เดี๋ยวกลับมาระบายต่อจะเห็นข้อบกพร่องที่ตอนนี้มักจะไม่เห็นค่ะ

ตอนนี้อารมณ์เห่อ ดูยังไงก็คิดว่าตัวเองวาดและระบายโอเคแล้ว 5555

หัวเราะทั้งน้ำตา เพราะค่าจ้างนักวาดแสนจะแพง แล้วนักเขียนส่วนใหญ่เขาไม่ได้เขียนนิยายแล้วได้เงินเยอะกันทุกคน  ที่เห็นว่าได้เยอะ จนผ่อนบ้าน ผ่อนรถกันได้นั้น คงมีจำนวนไม่เยอะหรอกค่ะ

อย่าให้บอกเชียวว่าที่เขียนมาสองเรื่อง ใช้เวลาเรื่องละ 1 ปี นั้น ได้เงินกี่บาท 

ใครรู้เข้าคงจะบอกว่า "ไปทำอย่างอื่นเถอะ"

เฮ้อ อากาศหน้าร้อนมันก็ต้องร้อน เมษายนจะให้เย็นได้ยังไง อากาศไม่ร้อนเปล่า  เหตุการณ์รอบประเทศก็ระอุ  น้ำมันแพง ข้าวของแพง คนอย่างเราก็ลำบากมากขึ้นไปอีก มีความสามารถอะไรก็หยิบมาใช้จนหมดสิ้น ไม่มีใครช่วยเรา เราก็ต้องพึ่งตัวเองสินะ

บ่นเรื่องอากาศสักหน่อยค่ะ ก่อนจะบ่นต่อว่านิยายวายเขาขายดีกันจริงๆ แต่ผู้เขียนคงจะได้แต่มองค่ะ ในยุคที่เติบโตมาเรื่องเหล่านี้มันช่างไกลตัวมากๆ แล้วจะขยับไปเขียนนิยายตามกระแสจะไหวเหรอ (ถามตัวเอง)

สรุป อีโรติก ก็ไม่เขียน

นิยายวาย ก็ไม่เขียน


ผู้เขียนได้แต่แหงนหน้ามองฟ้าแล้วล่ะค่ะ เบื้องบนโน้นมีเทพเทวาใช่ไหม 

รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรเยอะแยะ แต่ก็ดูจะยังไม่เป็นผลเท่าไหร่ ไหนจะต้องสู้กับโลกภายนอกที่ช่างโหมกระหน่ำลงมาใส่ 


เฮ้อ

ขอถอนหายใจค่ะ... ไว้เจอกัน Post หน้านะคะ