สิงหาคม 20, 2569

ความทุกข์มีไว้สอนใจ


 
หลายครั้งที่ตลอดชีวิตคนเราต้องพบเจอสิ่งที่ไม่พึงประสงค์กันทุกคน กว่าจะเติบโตมาจนป่านนี้ มองย้อนหลังกลับไป ก็พบว่าทุกข์ที่เคยเป็นเรื่องใหญ่ กลายเป็นว่ายิ่งเติบโต เราก็ยิ่งมองว่าเรื่องที่เคยผ่านพ้นมาได้ ก็กลายเป็นทุกข์ที่ไม่ได้ใหญ่โตเกินจะรับไหว

ยิ่งดำเนินชีวิตต่อไป ก็เหมือนว่าความทุกข์ที่สดใหม่ หรือเพิ่งเกิด ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ เพียงเพราะมันอยู่ใกล้ตัวนี่เอง 

เดี๋ยวพอมันคล้อยผ่านเราไปอีกครั้ง ความหนักหนาก็จะค่อยจางคลายลงไปเอง เป็นเช่นนี้เสมอใช่ไหม

มองดูไปแล้ว กว่าจะผ่านความทุกข์ไปได้ในแต่ละครั้ง เราก็ต้องทำอะไรหลายอย่าง ตั้งแต่หยุดคิด หยุดใคร่ครวญ ว่าทำไมมันจึงเกิดแบบนั้น-แบบนี้  แล้วทำยังไงจะไม่ต้องเจอแบบนี้อีก

นั่นแหละค่ะ เรียกว่าความทุกข์มักจะสอนอะไรเราทุกครั้ง

ผู้เขียนรู้สึกว่าความทุกข์ได้ "ให้" อะไรมากกว่า ความสุขด้วยซ้ำไป

ความสุขทำให้เราเบิกบาน ใจฟูฟ่อง แล้วมันก็โบกบินจากเราไปในที่สุดไม่ต่างกัน

แล้วเราก็ได้แต่กลับมานั่งรอ...ให้ความสุขมันพัดผ่านกลับมาอีก

ชีวิตหลังเกษียณของผู้เขียนล้มลุกคลุกคลาน ในที่สุดแล้วก็เหมือนจะไม่ได้เข้าไปใกล้เป้าหมายเสียที 

บ่อยครั้งก็นั่งปลอบใจตัวเองไปวันๆ ว่าไม่ต้องถึงเป้าหมายก็คงไม่เป็นไรหรอก เป้าหมายเราเป็นคนกำหนดเอง จะเขียนใหม่ให้มันเป็นยังไงก็ได้ตามใจเรา แค่มองเป้าหมายไว้พอเป็นเข็มทิศก็พอ ไม่ต้องวิ่งจ้ำไล่ตามเหมือนเมื่อตอนอายุยังน้อยๆก็ได้

แต่ละช่วงวัยเราก็ได้ทำหน้าที่เต็มที่มาหมดแล้ว  ตอนนี้เป็นช่วงท้ายของชีวิต หน้าที่ของเราคงมีแค่มีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความหมาย 

เป้าหมายทางการเงินเป็นอะไรที่ทำให้เครียดมากที่สุดค่ะ

สมัยยังทำงานรู้สึกมีความมั่นคงในชีวิตมากๆ ก็แน่ล่ะ ที่เรามีรายได้แน่นอนทุกเดือน มีอนาคต แต่ก็หาเวลาทำในสิ่งที่อยากทำไม่ได้   แถมสุขภาพถูกบั่นทอน

พอมาตอนนี้เป็นเหมือนพวกหาเดือนชนเดือน วันชนวัน เริ่มจะชินแล้วล่ะค่ะ แต่ก็อยากให้มัน stable กว่านี้อีกสักหน่อยคงดี 

ค่อนข้างจะมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ มีอิสระเต็มที่ แต่ก็อดจะกลัวอนาคตไม่ได้ค่ะ

ความทุกข์ที่ผ่านๆมาสอนอะไรเอาไว้หลายอย่าง โดยเฉพาะ "อย่าประมาท" 

กระนั้นคนเราก็คงจะมีแผนสำรองไว้รองรับไม่ได้ทุกอย่างไปหรอกค่ะ  ยิ่งตอนนี้ทรัพยากรน้อยลงไป คิดอยากจะทำอะไรก็ค่อนข้างติดขัด  เลยได้แต่แอบกังวลโน่นนี่ไปเรื่อยตามประสา

สุดท้ายก็ลงเอยแค่ว่า  ทำให้ดีที่สุด อะไรไหวไม่ไหวก็ช่างมันแล้วค่ะ  สุดความสามารถแล้วก็จบ เพราะมันได้แค่นี้จริงๆ  ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ก็ต้องหาทางอยู่ให้ได้ค่ะ

ชีวิตคุณผู้อ่านเป็นยังไงกันบ้างคะ 555 ถามไปอย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะมีใครอยากพูดอะไรบ้างไหม เพราะไม่เคยมีใครเขียนความเห็นส่งเสียงกันมาบ้างเลย ผู้เขียนเหมือนจะบ่นอะไรอยู่คนเดียวมาตลอดหลายปี

วันนี้เขียนเหมือนจะออกโทนหม่นๆตามฟ้าฝน ท้องฟ้าแดดไม่ค่อยมี ทำให้รู้สึกเหนื่อยหรือไม่นะเรา

พูดเรื่องทุกข์มายาวเหยียด มีอีกเรื่องที่ทุกข์กำลังสอนอยู่ตอนนี้เหมือนกันค่ะ...

ตั้งใจไว้ว่าปีนี้จะเขียนนิยายพร้อมกันสองเรื่อง ก็ยังไม่ได้เริ่มเลยค่ะ แต่โครงเรื่องก็พัฒนาไปได้ไกลแล้ว อาจจะใกล้เวลาได้เริ่มตอนที่ 1 ซะที

ความอยากเขียนยังมี แต่ก็ติดต้องไปทำมาหากินค่ะ หวังว่าคงจะเข้าใจเพราะงานเขียนใช้ร่างกายและหัวใจล้วนๆ นี่สุดท้ายเราก็ต้องแคร์ว่าทำอะไรแล้วพอจะมีกินบ้าง 

เลิกคิดไปแล้ว หรือเลิกตั้งคำถามไปแล้วว่าทำไมบางคนเขาบอกว่าเขียนนิยายแล้วรวยอย่างนั้นอย่างนี้

เพราะว่าคงไม่ได้เกิดกับคนอย่างเรา หรือแนวนิยายที่เราเขียน

เอาเป็นว่าถ้ารักจะทำก็ทำต่อไปค่ะ ก็ทำได้แค่นี้ ดีที่สุดที่ทำได้แล้ว...นี่ก็คงเป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ทุกข์สอนไว้เหมือนกัน คือทำเต็มที่แล้วปล่อยวางที่เหลือ

เฮ้อ...(ถอนใจดังไปไหม)


ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ เจอกันใหม่ Post หน้าค่ะ



สิงหาคม 13, 2569

มายาทางความคิด

 


หลายวันก่อนมีเพื่อนโทรมาปรีกษาว่าจะตัดสินใจยังไงดี กับการทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกเครียดจนอยากจะลาออก  แต่ก็ไม่กล้าลาออก...เพราะกลัวเรื่องปัญหาทางรายได้ที่จะขาดหายไป

หนึ่งเดือนต่อมาเขาโทรมาใหม่ คราวนี้บอกว่ายื่นจดหมายลาออกไปแล้ว และจะมีผลในอีกหนึ่ง-สองเดือนข้างหน้า หลังจากลาออกแล้วเขาจะไปบวชเพื่อตั้งสติสักเดือนนึง

ฉันมานั่งคิดว่าการทำงานในที่ใดที่หนึ่งมันทำให้คนเราเป็นทุกข์ได้ซะขนาดนั้น...ก็ลาออกเหอะ

ลืมบอกไปว่าเรื่องความเครียดที่เพื่อนบอกนั้น  มีเรื่องเล่ามากมายที่อธิบายได้ว่ามันไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบที่เกิดขึ้น แล้วก็หายไป แต่เป็นความเครียดแบบสะสมต่อเนื่อง  เขาเล่าว่าบางทีนอนไม่หลับติดกันหลายคืน สุขภาพแย่ ทางกายและใจ...ถูกโทรตามงานแทบจะทั้งวันทั้งคืน ไม่เว้นวันหยุด สั่งงานมาทาง Line และทางโทรศัพท์ สั่งแล้วเปลี่ยนใจ แล้วสั่งใหม่ เป็นแบบนี้มาตลอดที่ทำงานที่นั่น 

คนส่วนมากก็คงกังวลเรื่องรายได้แทบทั้งนั้นแหละค่ะ ถึงต้องทนอยู่ให้ได้  ความอดทนของแต่ละคนก็ต่างกัน และระดับที่ร่างกายของแต่ละคนจะทนได้ ก็ต่างกันไปด้วย

ผู้เขียนบอกก่อนเลยว่า  ความอดทนทางกาย กับความอดทนทางใจ มันต่างกันนะคะ บางทีเรานึกว่าตัวเองไหว แต่ร่างกายไม่ไหว  ส่งสัญญานให้หยุดพักเท่าไหร่ เราก็หลงลืมไป มองเห็นแต่เรื่องนอกตัวต่างๆนานา

เอาเข้าจริงไม่มีใครอยากสลบคาโต๊ะ หรือขับรถแล้วหลับใน เพราะทำงานหนัก หรือเครียดจนเกินไป เพราะตื่นขึ้นมาจากการสลบ อาจพบตัวเองนอนอยู่โรงพยาบาล หรือขับรถแล้วหลับใน อาจเกิดอุบัติเหตุ  คราวนี้คนข้างหลังจะทำยังไงกันต่อไป เดือดร้อนต้องมารับบทดูแลกันไปอีก

แต่บริษัท เขาก็ต้องหาคนมาทำงานแทนเราจนได้  เป็นความจริงที่ว่า...บริษัทต้องอยู่ต่อไป แต่คนอย่างเราๆ พ่อแม่จะหาใครมาแทนเราคงไม่มี หรือถ้าเราเป็นพ่อแม่คน ลูกเราจะหาใครมาแทนเราได้

ผู้เขียนเองก็เคยฟังมายาทางความคิดของตัวเองมาก่อนค่ะ

ตอนช่วงก่อนมีเหตุ Early Retire ผู้เขียนก็เครียดจนอยากลาออกจะแย่  ช่วงนั้นดิ้นรนหางานใหม่ พอเหมือนจะได้งาน ก็กลับกลัวอีกว่าที่ทำงานใหม่จะงานหนักกว่าเดิมไหม หรือที่คิดว่าตอนนี้ที่มันแย่  ไปที่ใหม่ช่วงปรับตัวจะแย่กว่าเก่าไหม(วะ) สรุปเลยไม่ได้ลาออกซะงั้น  แต่ก็ทำงานต่อไป ด้วยความอดทน5555...และสิ้นหวัง ว่าเราต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปจนอายุ 60 เลยเหรอเนี่ย

คือพนักงานทั่วไปเขาดีใจวันเงินเดือนออก วันจ่ายโบนัส วันขึ้นเงินเดือน แต่ผู้เขียนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงานเหล่านี้ ตั้งแต่ประมวลผลคะแนนการทำงานของคนทั้งบริษัท ทำงบประมาณ ทำ Policy ว่าจะขึ้นเท่าไหร่ และอย่างไร โอ๊ย...สารพัดทุกสิ่งอย่างค่ะ

ผู้เขียนจะเครียดตั้งแต่ประชุมทีมตั้ง Timeline การทำงานว่าจะต้องทำข้อมูลอะไรยังไง ส่งถึงเบื้องบน และทุกหน่วยงานวันไหนเมื่อใด รอรับข้อมูลกลับมาแล้วต้อง screen ข้อมูล+ตรวจสอบอีก กลับบ้านก็จะนอนไม่หลับ  เพราะกว่าผู้บริหารระดับสูงจะตัดสินใจบอกตัวเลขมา ก็จวนตัวทุกครั้ง ทำแทบจะไม่ทัน ถ้าจะให้ทันก็ต้องนอนค้างบริษัท แถมเราจะไปบอกให้ช่วยประชุมกันเร็วๆก็ไม่ได้อีก555

เครียดค่ะ  กลัวว่าจะทำจ่ายไม่ทัน  กลัวว่าจะทำจ่ายผิดพลาด แม้มันไม่เคยพลาดเลยตลอดชีวิตการทำงาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเรื่องตัวเลขนี่มันจะพลาดกันไม่ได้สักวัน ก็กลัวแบบจับใจ  นอนไม่หลับ มันหลอนอยู่ในความคิด  แล้วเรื่องขึ้นเงินเดือน จ่ายโบนัสมันก็มีทุกปี  ปีละสองครั้ง สามครั้ง ไม่นับงานด้านอื่นที่ต้องดูแลด้วยอีก ไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียว 

เมื่อผ่านจุดเหล่านั้นมาแล้ว คือพอต้อง Early retire ออกมาโดยไม่ได้วางแผน ก็มองย้อนกลับไปค่ะ

เรานี่มันคงยึดมั่นกับความสำเร็จอยู่พอตัว  คือไม่ยอมพลาด (แต่มันก็พลาดไม่ได้ค่ะ เรื่องเงินๆของพนักงาน) ถึงต้องใช้พลังงานมหาศาลเพื่อเอาชนะอุปสรรคทุกอย่างให้จงได้

ดีที่รอดชีวิตมาได้...ถึงตอนนี้ 

บอกเพื่อนไปว่า บ่อยครั้งเราก็กลัวจนเกินไป ไม่กล้าตัดสินใจ  ทั้งที่สัญญานทางร่างกายเริ่มไม่ดีแล้ว และอายุเราก็มากขึ้นกว่าตอนเรียนจบมาใหม่ๆ แบกรับอะไรมามากมายตลอดเวลาอันยาวนาน  ออกมาตั้งต้นชีวิตใหม่ก็ยังดีกว่าสลบคาโต๊ะ...

ปล่อยให้คนที่ไหวเขาทำไปเถอะค่ะ  ยังไงบริษัทก็หาคนมาแทนเราได้อยู่แล้ว  

เหมือนการ  Early retire จะผลักผู้เขียนให้ออกมาจากวงจรแห่งความเหนื่อยได้ถูกจังหวะค่ะ แม้จะงงๆเล็กน้อย แต่ไม่เคยเสียน้ำตาสักหยด  ไม่เคยเสียใจที่ต้องออกมา(ซะที)

แม้วันนี้ชีวิตจะดูเคว้งๆยังไงพิกล เหมือนเรือที่มองหาฝั่ง ผ่านมาหลายปี...ก็พอจะมองเห็นฝั่งล่ะค่ะ แต่มันยังดูไกลๆ ซึ่งก็ยังดีกว่าช่วงแรกๆ ที่คิดว่าตัวเองเหมือนตัวละครในหนังเรื่อง Cast Away ที่ติดเกาะร้าง คือไม่มีอะไรเลย...ทุกอย่างต้องหาเอง สร้างเอง

มีบันทึกส่วนตัวที่ผู้เขียนเคยเขียนระบายความรู้สึกในช่วงที่เครียดงานอยู่ชิ้นหนึ่ง  กลับไปอ่านทีไรก็รู้สึก...โห...เรารู้สึกแย่ขนาดนั้นเลยนะเนี่ย

มายาทางความคิด...ต้องสำเร็จ ต้อง Perfect สิ่งเหล่านี้ทำให้มีความทุกข์  สุดท้ายพอออกจากงานมา เขาก็หาคนใหม่มาทำแทนได้  ทำดีหรือไม่ดีกว่าเรา ก็ไม่ใช่เรื่องของเราอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ  ผู้เขียนก็ทำอย่างสุดความสามารถแล้วสำหรับตอนที่ยังอยู่ในความรับผิดชอบ

เพียงเท่านี้ก็พอใจแล้ว  สุดแล้วจริงๆ 

ดีใจที่เพื่อนตัดสินใจด้วยตัวเขาเองได้ค่ะ ขอแอบอนุโมทนาด้วยที่เขาจะไปบวช  เชื่อว่าหลังจากสึกออกมาเขาคงจะคิดอะไรออกได้อีกเยอะค่ะ 

โลกนี้มันกว้างใหญ่ และทุกวันนี้ก็เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ปัญหาของโลกก็ยังวนๆอยู่เรื่องเดิมๆ เพราะมนุษย์นี่ล่ะค่ะ 5555 ในเมื่อปัญหาไม่มีวันหมด แต่ความรู้สึกที่มีต่อปัญหา...กลับเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นในแต่ละยุคสมัย หรือห้วงเวลา  

ทั้งหมดนี่มันก็เหมือนเรื่องมายาทางความคิด ทุกข์ที่แท้จริง หรือสุขที่แท้จริง มันก็คงไม่มีน่ะสิเนี่ย 

อนิจจังไม่เที่ยง...เฮ้อ


ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ



สิงหาคม 06, 2569

กลับสู่ตัวตน

 


ว่ากันว่ายิ่งพอแก่ตัวลง คนเราจะชอบพูดเรื่องเก่าๆ หรือเรื่องอดีตนั่นละค่ะ

ผู้เขียนก็มักได้ยินประโยคทำนองนี้มาเหมือนกัน ได้ยินมานานตั้งแต่โลกนี้ยังไม่มีอินเตอร์เนต ยังไม่มีโลกแห่งการยัดเยียด content ให้กับชาวโลกมากเท่าตอนนี้มาก่อนเลยจริงๆ

โลกสมัยผู้เขียนยังเรียนหนังสือ ดูราวกับเป็นโลกที่มีแต่ความสงบขึ้นมาเสียอย่างนั้น อาจเป็นเพราะการสื่อสารไม่ได้ฉับพลันว่องไว การจะรับรู้เรื่องอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องดี-เรื่องร้าย ดูมันจะรับรู้แบบ delay ไปพอสมควร

ข่าวสารที่ว่าเร็วสุดขีดในยุคนั้น ก็คือ "โทรเลข" คือจะส่งข้อความหาใครสักคนไปยังอีกสถานที่ หรือต่างจังหวัด ก็ต้องไปที่สำนักงานไปรษณีย์ที่ใกล้บ้าน แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ว่าจะมาส่งโทรเลข 

จดหมายโทรเลขผู้เขียนจำได้ลางๆว่ามาในซองขนาดเล็ก ข้างในมีกระดาษที่คล้ายๆจะพิมพ์ข้อความมาด้วยพิมพ์ดีด เป็นข้อความสั้นๆแต่ได้ใจความ  มากกว่าจะเป็นจดหมายพรรณาอะไรยาวยืด 

โทรเลขที่ผู้เขียนจำได้จนถึงทุกวันนี้เกี่ยวกับเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่ต่างจังหวัด  พี่สาวของเพื่อนส่งโทรเลขมาบอกผู้เขียนว่าเพื่อนคนนี้เสียชีวิตแล้ว  ทำเอาผู้เขียนกลับเพื่อนอีกคน (เป็นเพื่อนในกลุ่มแก๊งค์เดียวกัน)ร้องห่มร้องไห้กันอยู่หลายวัน

ฮ่าาาาา ขำค่ะ  คงจะสงสัยล่ะสิว่าเพื่อนเสียชีวิต ทำไมถึงขำ (หลังจากร้องไห้กันไปและหายเศร้าไปแล้ว)

ต่อมาจากนั้นประมาณเดือนหรือสองเดือนจำไม่ได้ มารู้ภายหลังว่าเพื่อนคนนั้นยังไม่ตาย แค่เขาส่งโทรเลขมาแบบนั้นเฉยๆ ซึ่งจนถึงวันนี้ผู้เขียนกับเพื่อนที่ร้องไห้ด้วยกัน ก็ยังไม่รู้ว่าเขาแบบนั้นทำไม เพราะว่าพอมาเจอเพื่อนหลังจากเหตุการณ์นั้นแล้วก็คงจะไปต่อว่าเพื่อนเสียยกใหญ่  ตอนนี้จำไม่ได้ซะแล้วว่าเรื่องราวเป็นยังไงแน่

เหลือแค่ความทรงจำเกี่ยวกับโทรเลขบอกว่ามันตายเท่านี้ล่ะค่ะ  ขอเรียกมัน เพราะว่าเล่นอะไรไม่รู้ แบบนี้ไม่สนุกหรอกค่ะ5555

ทีนี้หลังจากนั้นพวกเราก็ค่อยๆห่างหายกันไปตามประสาชีวิตที่ต้องพัดพา  ผู้เขียนไม่ได้เจอเพื่อนคนนั้นอีกเลย  ถ้าเป็นยุคนี้คงไปตามหากันใน Facebook ก็อาจจะพอเจอ แต่ผู้เขียนก็จำเขาได้แค่ชื่อเล่น คงจะตามกันไม่ได้แล้วล่ะค่ะ

เมื่อข่าวสารพัดพา+ถาโถมเข้าใส่คนเราไม่ยั้งอย่างทุกวันนี้ ผู้เขียนจึงว่าคนเราอยู่ยากขึ้นกว่าสมัยก่อน เวลามีเหตุการณ์ร้ายๆเกิดขึ้นกับสังคม ก็มักจะถูกขยายข่าวให้มีแง่มุมหลากหลาย ไหนจะพวกความเห็นต่างนานาจากผู้คนในโลกโซเชียล  กลายเป็นว่าทำให้สังคมค่อนข้างจะเครียด เพราะถูกกระตุ้นให้ต้อง "รู้สึก" อยู่ตลอดเวลา

ไหนจะการหลอกลวงออนไลน์จะมาด้วยเทคนิคใหม่ๆ  ไหนจะข่าวสารทางการตลาดที่มาในรูปแบบเนียนๆที่ทำให้เราอยากซื้อของ  อยากได้นั่นนี่โดยไม่รู้ตัว ทั้งหมดนี่ก็ปลุกเร้าให้เราวิ่งออกไปจากจุดที่เรายืน

ยี่สิบสี่ชั่วโมงที่เราใช้ชีวิต...มีแค่ช่วงนอนหลับหรือเปล่า ที่เราหยุดการรับสารจากภายนอก 

เดี๋ยวนี้มีคำใหม่ คือคำว่า digital detox 

คือการล้างพิษตัวเองจากข่าวสารที่มาทางโทรศัพท์มือถือ ทางโลกออนไลน์  คือน่าสนใจดีนะคะ...ลองทำดูแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตสงบดีเหมือนกัน

พอนั่งเงียบๆซะบ้าง หยุดการดูจอ ไม่ว่าจะจอโทรศัพท์มือถือ หรือจอคอมพิวเตอร์ 

ทีนี้จะให้นั่งเฉยๆไม่ทำอะไรเลยผู้เขียนก็ทำไม่ได้หรอกค่ะ5555  

ช่วงนี้เลยหยิบพวกอุปกรณ์ปักผ้า กับพวกไหมพรม และเข็มโครเชท์มานั่งถักไหมพรมไปเรื่อยๆ ลายอะไรก็ได้ที่มันซ้ำๆกันค่ะ  จะได้ไม่ต้องคิด หยุดตรรกะทุกอย่างชั่วคราว ถือว่าพักสมอง

ปรากฏว่าได้ผลดีนะคะ  นี่แสดงว่าสมองคนเราสามารถโปรแกรมได้เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์

โลกเราทุกวันนี้อาจไม่ได้โหดร้ายกว่าแต่ก่อน แต่เป็นเพราะขอบเขตการรับรู้ถูกทำให้เร็วขึ้นด้วยอำนาจของเทคโนโลยี

โลกก็ยังเหมือนเดิม แต่สมัยก่อนเราแค่รู้บ้าง-ไม่รู้บ้าง

บางทีการหยุดพักใจด้วยการกลับเข้าสู่ตัวตนของเราเองก็ดีนะคะ ถึงยังไงเราก็ไม่มีทางจะหนีข่าวสารพ้นหรอกค่ะ  เดี๋ยวสักพักพอเรามีแรงก็ค่อยกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้

วันนี้มาเล่าเรื่องโทรเลขของเพื่อนให้ฟังไว้ขำๆ

แต่ตอนนั้นก็ขำไม่ออกหรอกค่ะ  นึกว่าเพื่อนมันตายจริง

แถมในโทรเลขก็ไม่ได้บอกว่าเป็นอะไรตาย  ด้วยความต้องสั้นกระชับประสาโทรเลขไงคะ  จะเหมือนสมัยนี้ได้ยังไง ที่มีทั้ง Chat มีทั้ง Social Media 

เอาเป็นว่าขอกลับไปถักไหมพรมต่อ

แล้วนี้ก็ว่าจะไปหาผ้ามานั่งปักแก้เครียดด้วยค่ะ...5555



ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ  พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ




กรกฎาคม 30, 2569

ความปกติ คือความสุข

 


ช่วงนี้อยู่ๆผู้เขียนก็เกิดปวดหัวไหล่ข้างขวาขึ้นมา บางทีก็ปวดระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ถึงนิ้วกลางมือขวา ทำให้ใช้งานเม้าส์คอมพิวเตอร์ไม่ค่อยสะดวก คือพอใช้ไปสักพักก็จะรู้สึกปวด เลยต้องหยุดทำงานเป็นช่วงๆ ค่ะ กลายเป็นว่าวันหนึ่งๆเหมือนแทบจะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

รูปที่เอามาแปะข้างบนก็เป็นงานวาดของผู้เขียนที่วาดเล่นๆเอาไว้เมื่อวาน แล้วเอามาสงสีวันนี้ค่ะ คือมาลองหัดใช้โปรแกรม Clip Studio สำหรับวาดบน iPad หมายว่าใช้มือจับดินสอ apple pencil แทนใช้เม้าส์อาจจะทำให้ปวดมือน้อยลง

แรงบันดาลใจของภาพสาวน้อยตาโตข้างบนคือแนวการ์ตูนญี่ปุ่นผู้หญิงสมัยผู้เขียนยังเด็กนั่นเองค่ะ สมัยนั้นเค้าฮิตผู้หญิงตาเท่าไข่ห่านกัน  ในตาเจ้าหล่อนจะมีประกายวิบวับ พริบพราย ส่งแสงแวววาว แต่รูปนี้ก็ไม่ได้จะขนาดนั้นหรอกค่ะ ฝีมือผู้เขียนยังไม่โปร แถมยังงงอยู่กับโปรแกรม Clip Studio อยู่ด้วย ก็วาดได้เท่านี้ละค่ะ

ต้องบอกก่อนว่าส่วนที่ผู้เขียนวาดเองคือตัว Character หลักของภาพ หมายถึงสาวน้อยผมทอง แต่ว่าฉากหลังนั้นไม่ได้วาดเองนะคะ เอาภาพอื่นมาแปะแทนไว้ให้มันไม่โล่งเกินไปค่ะ ส่วนดอกไม้ด้านล่างที่ไม่ได้ลงสีก็เอามาแปะจากในโปรแกรมที่เขามีของเล่น ของตกแต่งเอาไว้ให้ใช้ฟรี  ไม่งั้นต้องวาดหมดทุกอย่างก็คงลำบากค่ะ  อย่างผู้เขียนวาดดอกไม้ไม่สวย วาดฉากก็ไม่เป็นค่ะ 

หลังจากวาดและระบายสีเสร็จก็นั่งมองงานตัวเองสักพัก  รู้สึกว่าเส้นขอบภาพจะหนาและแข็งไปสักหน่อย เหมือนพวกภาพวาดระบายสีทั่วๆไป ที่จริงเส้นควรต้องบางกว่านี้ แถมลงสีผิวหน้าก็ออกชมพูไปทั้งหน้า ดูออกมาแบนๆยังไงชอบกล  คือไม่แม่นเรื่องแสงเงาเท่าไหร่ เลยไม่กล้าลงเงา กลัวหน้าน้องจะดำ555

แต่ว่าจะให้แก้ ก็คงจะต้องใส่สีคู่ตรงข้ามลงไปบ้างกระมัง ไม่ให้มันดู monotone เหมือนในภาพ  คงไปฝึกต่ออีกเยอะค่ะ อันนี้วาดเล่นเพราะคิดถึงเรื่องราวเก่าๆตอนยังเด็ก  วาดไปเรื่อยไม่ได้คาดหวังอะไร  มันคงจะคาดหวังอะไรไม่ได้แล้ว อยากจะวาดให้สวยดั่งใจคิดก็คงต้องปลงค่ะ  เพราะว่าพอวาดเสร็จไม่แค่ปวดตา  ยังปวดคอและปวดหลังหน่อยๆด้วย คือต้องจ้องจอไอแพดอยู่เป็นชั่วโมง กว่าจะวาดเสร็จ ความแก่ทำให้เราไม่ถึกเหมือนเดิมน่ะสิคะ

อยากจะวาดให้เก่งกว่านี้ สวยกว่านี้...แต่พอเหอะ5555 ต้องไปทำมาหากินต่อน่ะสิคะ

ผู้เขียนกำลังนึกถึงวันเวลาในชีวิต ที่ไม่มีโอกาสได้อยู่บนเส้นทางการวาดภาพ ซึ่งที่จริงมันอาจจะดีก็ได้ เพราะเป็นนักวาดภาพในสมัยก่อนนั้น...ยิ่งกว่ากินเกลือแน่  และทางบ้านไม่สนับสนุนใดๆทั้งสิ้น  ขีดเส้นให้ผู้เขียนเดินเข้าสู่คณะอะไรก็ได้ในมหาวิทยาลัย ที่ไม่ใช่...ศิลปะ

ชีวิตเดินทางมาไกลโข บนเส้นทางสายมนุษย์เงินเดือน

แม้ว่าจะเกษียณก่อนวัยไปสักนิด แต่ต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง กลายเป็นว่าจะมานั่งวาดรูปจริงจังก็ไม่คงไม่รอดอีกอย่างเดิม  ฝีมือผู้เขียนแค่วาดให้ตัวเองพอใจ จะไปเทียบกับคนที่เขามีโอกาสได้เรียนมาทางสายนี้ไม่ได้แน่นอน

ลึกๆก็ยังฝันจะวาดให้ได้สวยกว่านี้

พอคิดอีกที   ก็ไม่อยากจะฝันอะไรไปให้มากค่ะ  ยิ่งฝันก็ยิ่งต้องไล่ล่าให้ได้มา ไม่ว่ายามหลับ-ยามตื่น รู้สึกว่าเหนื่อย กระหืดกระหอบกับการต้องพยายามอยู่ตลอด  ตกลงว่าความสุขมันรออยู่ตรงปลายทาง ตรงที่สำเร็จดั่งฝันใช่ไหม...

ที่จริงได้ตื่นขึ้นมาทุกวัน เห็นแสงแดด รับรู้ถึงสายลม หูได้ยินเสียงนกร้อง มีข้าวกิน มีกาแฟปรุงสำเร็จกินก็ยังดีกว่าไม่มี  มีน้ำ มีไฟฟ้า มีอินเตอร์เนตให้ใช้ทำงาน ร้อนก็เปิดพัดลมได้ อยากจะไปไหนก็ยังมีรถเก่าๆที่ยังใช้งานได้ดีไว้ขับไปทำธุระโน่นนี่บ้าง

แล้วแค่นี้ไม่เรียกความสุขงั้นหรือ ความปกติของชีวิตนี่ไง คือความสุขแล้วล่ะค่ะ

ไม่ต้องไปมองหาให้ไกลตัว หรือหวังในสิ่งที่เราไม่มี 

ตอนนี้แค่สุขภาพปกติ คนรอบข้างก็อยู่กันปกติ ไม่มีใครเจ็บป่วย  เหมือนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา ทว่า...วันใดหากมีอะไรไม่เหมือนเดิม  คงจะไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นใช่ไหมคะ

แล้วจะคิดถึงวันที่ชีวิตเราเดินไปอย่างปกติ วันที่อะไรมันเดินไปซ้ำเดิม ไม่ได้น่าตื่นเต้น...แต่ช่างเป็นวันที่มีค่า

มาเข้าใจคำว่า "ปกติสุข" ก็วันนี้แหละค่ะ บางทีเหมือนเป็นคำที่เราพูดกันติดปาก ไม่ได้คิดถึงความหมายอันลึกซึ้ง ที่จริงมันเต็มไปด้วยสัจธรรมในคำนี้


ขอจบแบบห้วนไปนิด เพราะได้เวลาที่ควรเข้านอนล่ะค่ะ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ