กุมภาพันธ์ 24, 2569

ปัดฝุ่นทักษะ drawing


 

จำได้ว่าเคยเรียน drawing กับอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงทางด้านวาดภาพเหมือน อาจารย์ท่านนี้เขียนหนังสือสอนการวาดภาพอยู่หลายเล่มเหมือนกัน ปัจจุบันทราบมาว่าท่านไปเป็นช่างสิบหมู่ หรือช่างเขียนสังกัดกรมศิลปากร แอบเข้าไปส่องดูงานของอาจารย์แล้วฝีมือยังเทพเหมือนเดิม

ภาพวาดแบบ drawing เพื่อศึกษาแสงเงาในช่วงนั้นก็มีอยู่หลายภาพ ที่ผู้เขียนกำลังร้อนวิชาก็เลยวาดได้หลายรูปอยู่ รวมทั้งวาดภาพคุณพ่อเอาไว้  น่าภูมิใจที่ปัจจุบันรูปนั้นใส่กรอบแขวนไว้ในห้องนอนของคุณพ่อ เวลาขึ้นไปดูรูปนี้ทีไรก็นึกภูมิใจ ว่าฝีมือเราพอไหวนะเนี่ย5555

เรื่องโครงสร้างใบหน้าคนที่อาจารย์เคยสอนเอาไว้ตอนนี้ลืมหมดแล้วนะคะ ฮ่าาาา ที่วาดข้างบนนี้ออกแนวมั่วค่ะ แต่วาดไปวาดมา พอเอาไปกลับด้านดูใน photoshop ก็ต้องร้องว๊าวเลย เพราะหน้าไม่เบี้ยวเลยจ้าาา อะไรกันนี่ ไม่ได้วาดมาตั้งหลายปี (อาจจะถึง 10 ปีขึ้นไป) ฝีมือยังพอจะปัดฝุ่นได้อยู่นะ

ว่าแล้วก็ภูมิใจ ขอเอามาแปะโชว์ไว้ในนี้ ให้เป็น milestone ค่ะ

ตั้งแต่เกษียณมาก็ตั้งตาเอาแต่คิดเรื่องหาเงินค่ะ ไม่คิดเรื่องหาเงินแล้วจะให้คิดเรื่องอื่นหรือคะ คราวนี้ก็เลยคร่ำเครียดอยู่กับการทำมาหากิน ซึ่งที่จริงมันก็ใช้ทักษะทางศิลปะอันกระท่อนกระแท่นไปก่อน  ทว่าก็ได้เงินจากการทำพวกงานกราฟฟิกดีไซน์มาบ้างนะคะ  มันก็เครือๆหรือจักรวาลเดียวกันกับการวาดภาพแหละค่ะ

แต่เรื่องเขียนนิยายนี่ หลุดออกนอกไปอีกโลกเลย

แต่สุดท้ายก็ต้องมาจัดหน้าเอง ทำภาพประกอบเอง ทำปกเอง โอ๊ยทำอะไรเยอะแยะไปหมด ทำเองทั้งนั้นก็เลยไม่ต้องไปเสียเงินจ้างคนอื่นไงคะ  เป็นการประหยัดต้นทุนสูงสุดค่ะ

ที่จริงก็อยากจะวาดภาพปกนิยายของตัวเอง แต่ฝีมือยังต้องพัฒนาต่อค่ะ แต่จะไปจ้างนักวาดก็ไม่มีงบประมาณ เราไม่ได้มียอดขายขนาดจะไปทำอย่างนั้นได้ ขืนไปจ้างวาดมีหวังผิดหลักการทำการค้า เพราะตัวเลขติดลบแน่นอน

เดี๋ยวนี้บาง platform ให้ declare ว่าใช้ภาพประกอบจาก Ai Generative ไหม ทราบว่านักอ่านบางกลุ่มถึงขนาดต่อต้านภาพจาก Ai ประมาณว่านักเขียนคนไหนใช้ภาพเอไอจะโดนปิดกั้นการมองเห็นไหม อันนี้ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจค่ะ คือในบาง platform ที่ผู้เขียนเอางานไปลง ลงแบบสม่ำเสมอมาเป็นปีๆ แต่ยอดอ่านแทบไม่มี คือบางที 1 วิว หรือศูนย์เลยออกจะบ่อยมากค่ะ  ทำเอาท้อใจมาก แต่ไม่รู้จะทำไงค่ะ แต่ในบาง platform ก็มีนักอ่านแวะเวียนเข้ามาทุกวัน มากบ้าง น้อยบ้าง อันนี้ค่อยยังชั่วหน่อย

คือสุดท้ายที่ไม่ค่อยมียอดวิว เป็นเพราะแนวนิยายไม่ตรงจริตใน platform นั้น หรือว่าเป็นเพราะภาพที่ใช้ไม่ได้จ้างนักวาดกันแน่

เอาเป็นว่าเราสวนกระแสไม่ได้ แต่เราก็ไม่มีทุนจะไปจ้างวาดหรอกค่ะ

บางทีเห็นงาดวาดที่ขายราคาย่อมเยาหน่อย แต่ความที่ตัวเองเป็นกราฟฟิกดีไซน์ ก็พอจะมองออกว่านักวาดบางคนยังเป็น beginner แต่อาจจะใจรักการวาด คือวาดจมูกเบี้ยวจากแนว เส้นแนวสายตาผิดที่ผิดทางไปหน่อย เงาก็ดูแปลกๆอะไรยังงี้  เลยขออนุญาติบอกผ่านไปก่อนดีกว่านะคะ

สุดท้ายเราก็หนีไม่พ้นรอยเท้าเดิมของตัวเองค่ะ จุดเริ่มต้นทั้งหมดในความเป็นตัวเองคือการวาดรูป ยังไงก็ต้องกลับไปที่นั่น

ชีวิตจะดีจะร้ายก็ยังจะกลับไปค่ะ ยิ่งช่วงที่ผ่านมารู้สึกว่าโดนอะไรโหดๆฟาดเข้ามาเยอะ แต่พอได้ sketch ภาพเพียงแค่ 15-20 นาที  ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกโล่ง สงบ และเป็นสุขขึ้นมาบ้างทันทีเลยค่ะ

อย่างน้อยศิลปะก็ช่วยรักษาจิตใจของผู้เขียนได้

หวังว่าชีวิตข้างหน้าจะไม่โหดร้ายก็คงไม่ได้  ทุกอย่างยังต้องดำเนินต่อไป

แวะหยุดพัก หากำลังใจให้ตัวเอง 

และเป็นกำลังใจให้ทุกคนด้วยนะคะ


ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ


 

กุมภาพันธ์ 18, 2569

เขียนนิยายตอนจบ (2)

 


ว่าด้วย post เขียนนิยายตอนจบ (2) เกิดจะมีภาคต่อขึ้นมาอย่างงงๆค่ะ ไม่ใช่ภาคต่อของนิยายนะคะ เพราะนิยายยังคืบคลานไปสู่ตอนจบอย่างละมุนละม่อมสุดๆ

กระนั้นแล้วรู้ไหมว่าระหว่างการเดินทางไปสู่ตอนจบที่แสนชื่นมื่นของพระเอกนางเอกนั้น ชีวิตของผู้เขียนมีแต่คราบน้ำตา โฮๆๆๆ 5555 อันนี้เป็นตลกร้ายในชีวิตที่ได้พบเจอกับช่วงดิ่งอีกแล้ว (แค่นี้ยังดำดิ่งไม่พอใช่ไหม)

ทำไงดีที่ชีวิตคนเขียนกำลังเศร้า แต่ดันต้องรีดเอาความหวานและความฉ่ำให้สุดจากหัวใจออกมาให้คนอ่านได้อ่าน

ช่างเป็นงานที่ตรงกันข้ามเสียจริงๆค่ะ 

ความเศร้าก็ต้องเก็บเอาไว้  งานต้องมาก่อน5555 ชีวิตคนเราสวมหมวกหลายใบพร้อมๆกัน คนหนึ่งคนเป็นทั้งเจ้านาย  เป็นลูกน้อง เป็นครอบครัว และเป็นอีกหลายอย่าง เหมือนผู้เขียนที่กำลังเป็นนักเขียน พร้อมกับเป็นเจ้าของแมว5555

เรื่องแมวป่วยติดเชื้อบาดทะยัก (Feline Tetanus) ยังไม่จบสิ้นความวุ่นวาย ผ่านมาแล้ว 20 กว่าวัน น้องแมวอาการดีขึ้น ขาเริ่มจะงอได้ ผู้เขียนพาไปพบแพทย์ระบบประสาทโดยตรง  พอหมอจับขาน้องให้งอ แล้วขาก็งอได้จริง  เท่านั้นแหละค่ะ  ผู้เขียนน้ำตาซึม คิดในใจว่า แมวฉันไม่ต้องเป็นอัมพาตแล้ว ดีใจจัง

คือถ้าน้องเป็นอัมพาตนี่เรื่องจะยาวและแย่กว่านี้มากค่ะ เอาแค่ว่าเป็นทุพพลภาพชั่วคราว ไม่ใช่การทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรก็ถือว่าเป็นโชคของเจ้าของและแมว เหมือนเคยทำบุญ (หรือกรรม) มาร่วมกัน ดันมาเป็นโรคที่พบได้ยากกกกกมาก  

ผู้เขียนบ่นให้เพื่อนฟัง เพื่อนยังบอกว่าแบบนี้เรียกว่า โชคร้าย  แบบว่ากำหนดมาที่ผู้เขียนโดยเฉพาะ เหมือนเป็นผู้ที่สวรรค์เลือกแล้ว ว่าต้องเจอเหตุการณ์นี้5555

เหมือนดีใจที่แมวมีแนวโน้มหายป่วยได้  แต่พอหันมองค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ก็เครียดล่ะค่ะ ทั้งเครียดไปด้วยเศร้าไปด้วยปนๆกัน เอาเป็นว่าช่วงชีวิตมีเคราะห์ก็ต้องอดทน ไหนจะนิยายก็เขียนไม่จบซะที  5555ใกล้เต็มทีแล้วค่าาาคุณนักอ่านทั้งหลาย ปูเสื่อรอเลยยยย

ตอนที่ 77 ผู้เขียนได้ upload ไปเรียบร้อยแล้ว ตอนที่ 78 กำลังบ่มเพาะอยู่ค่าาา

ใครอยากเสพความหวานฉ่ำก็ไปตามลิงค์ด้านล่างเลยนะคะ ปล่อยให้อ่านกันแบบชิลล์ไปจนจบ เมื่ออีบุ๊คทำเสร็จก็คิดว่าคงจะปิดอ่านฟรีตามธรรมเนียมค่ะ (ก็เดี๊ยวไม่มีใครอุดหนุนอีบุ๊คเล่มสมบูรณ์ อิอิ)


เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ


ทั้งนี้ทั้งนั้นกว่าจะเขียนจนจบได้ชีวิตก็ต้องเผชิญกับอะไรมากมายระหว่างทาง เมื่อเริ่มมองเห็นฝั่งแล้ว (ว่าเขียนจบไปได้อีกเรื่องแล้วโว้ยยย) ก็รู้สึกว่าเวลาที่ผ่านไปช่างมีค่าค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ




มกราคม 29, 2569

หวังว่าความกล้าหาญจะนำพาเราไป

 



คำที่ผู้เขียนมักจะท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจเสมอๆตั้งแต่ผันตัวออกมาเป็นคนเกษียณแต่ยังเยาว์ก็คือ คำว่า "อดทน"  

คำว่า อดทน นั้นใช้กับทุกสถานการณ์ที่น่าผิดหวัง หรือไม่ได้อย่างใจคิด 

แต่ดูเหมือนว่าคำเดียวชักจะไม่พอ เลยต้องมีคำว่า กล้าหาญ เอาไว้อีกหนึ่งคำค่ะ

ยิ่งชีวิตช่วงหลังปีใหม่นี้เป็นต้นมาผู้เขียนเจออะไรหนักๆ แบบว่าสงสัยดวงจะตก แบบว่าเจอเรื่องแย่ๆตามกันมาติดๆแบบไม่พัก จนรู้สึกกว่าบางทีจะไม่ไหวแล้วนะ

เปิดไปดูสมุด sketch ของตัวเองก็ไปสะดุดเข้ากับหน้านี้พอดี  เคยทำเอาไว้ตอนไหนไม่รู้ อาจจะสองสามปีมานี่ละ  คือกะว่าจะทดลองเอากระดาษที่ใช้ทั่วไปกับพริ้นเตอร์มาลองพิมพ์สีแล้วตัดแปะดู ทดสอบกาว กับทดสอบสีอะคริลิคไปด้วยพร้อมๆกัน จะเรียกว่างาน mixed media ก็ไม่ผิดนัก

ผลการทดสอบก็คือกระดาษไม่เปื่อยคาที่ไปซะก่อน555 ด้วยตามธรรมชาติกระดาษสำนักงาน เอ4 ทั่วไปที่เราใช้กันหนาประมาณ 90 แกรม เข้าพริ้นเตอร์แล้วไม่ติดในเครื่อง พอเอามาแปะก็จะหนาๆนิดนึง มีรอยต่อให้เห็นเล็กน้อย แต่อาศัยเป็นกระดาษหาง่าย ราคาไม่แพง และเป็นมิตรกับเครื่องพิมพ์

มีกระดาษที่บางกว่าซึ่งอยากลองมาก  คงจะติดเนียนไม่เห็นรอยแน่ แต่พอบางก็เกรงว่าจะเข้าเครื่องพิมพ์ได้ไหม เดี๋ยวจะไปติดในเครื่องพิมพ์อีก เอาเป็นว่าวันไหนลองแล้วจะมาเล่าให้ฟัง

กลับไปที่เรื่องหนักๆที่วิ่งเข้าชนผู้เขียนจนไม่อาจจะเขียนนิยายต่อให้ได้อีกสักตอนสองตอน ทั้งที่ก็เขียนมาจนใกล้จะจบเต็มทีแล้ว ทว่าความวุ่นในชีวิตที่เผชิญอยู่ยังมาอย่างไม่หยุดยั้ง จนอยากจะท้อ

ก็คงต้องมีแค่ความกล้าหาญอีกหนึ่งอย่างที่นำพาชีวิตต่อไป หากเราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องแล้ว  

อันว่าสิ่งที่ดีนั้น กว่าจะทำได้จนตลอดรอดฝั่ง ก็ต้องพบกับ mission ย่อยๆ ให้ต้องเอาชนะ หรือคนยุคที่โตมากับเกมส์ออนไลน์จะเรียกว่า quest ส่วนยุคที่ผู้เขียนโตมาเรียก อุปสรรค 5555 แต่คำว่าอุปสรรคค่อนข้าง negative เขาให้เรียกว่า ความท้าทาย แทนค่ะ

เรื่องของเรื่องคือแมวที่ผู้เขียนเลี้ยงเกิดติดเชื้อบาดทะยัก (Feline Tetanus)  ซึ่งตามข้อมูลวิชาการแล้วพบว่าแมวมีภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติที่โอกาสติดเชื้อได้ยากมาก ถึงยากมากที่สุด และมีภูมิสูงกว่ามนุษย์ถึง 2,400 เท่า พูดง่ายๆคือมนุษย์มีโอกาสติดบาดทะยักได้มากกว่าแมว

ถึงแม้อาการจะเกิดเฉพาะที่ขาหลังหนึ่งข้างของแมว แต่ทำเอาชีวิตผู้เขียนเหมือนถูกสึนามิถล่ม ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายที่ต้องให้แมว admit 7 วัน ค่ายาต่างๆนานา แถมต้องขับรถไปซื้อยาเซรุ่มบาดทะยักที่โรงพยาบาลของคนเพื่อนำมาให้สัตวแพทย์ฉีดให้แมวอีกต่างหาก

ความเป็นห่วงที่มีต่อสัตว์เลี้ยงทำให้ผู้เขียนไปเยี่ยมทุกวัน ทุกครั้งที่ฟังเรื่องตัวเลขค่าใช้จ่ายก็บอกตามตรงว่าเครียดเลยค่ะ แต่ก็ต้องจ่ายใช่ไหมคะ

จนบัดนี้ความโกลาหลในชีวิตยังไม่หมด  เมื่อแมวออกจากโรงพยาบาลต้องนำมาจำกัดพื้นที่ต่อที่บ้านอีกเป็นเดือน ไหนจะค่ากรง ค่าอุปกรณ์จิปาถะ  ที่ร้ายสุดคือการป้อนยาซึ่งผู้เขียนไม่เคยทำมาก่อน และพบกับความเครียดอีกตามเคยคือ ให้ยาไม่ครบ น้องจะเป็นไรไหม

นี่เมื่อเช้าขาข้างที่เจ็บของน้องก็ดันไปติดในซี่กรงอีก เห็นเขาร้องดังสงสัยจะเจ็บ ทำเอาผู้เขียนใจหาย นี่ฉันต้องพาไปให้หมอดูแผลอีกใช่ไหม  นี่ยังไม่นับว่าหมอนัดทำโน่นนี่อีกแทบจะวันเว้นวันจนผู้เขียนต้องร้องขอชีวิต5555  จะจับแมวใส่กรงเล็กเพื่อพาไปหาหมอแต่ละทีก็ต้องมีการหลอกล่อมากมาย  บอกตามตรงว่าผู้เขียนไม่ชินค่ะ  ที่บ้านเคยเลี้ยงสุนัขมาสามรุ่น 3-4 ตัว ก็แก่ตายไปทีละตัว  ไม่ได้เลี้ยงแบบคุณหนู ไม่เห็นจะเคยต้องไปหาหมอกันถี่ขนาดนี้ 

 มีแต่ความกังวลและความกลุ้มใจทั้งนั้น ไหนจะกลัวว่าน้องจะพิการถาวร ก็จะรักษาให้ดีที่สุด แต่ก็ไม่มีใครการันตีกับผู้เขียนเลยว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร บอกแค่ว่าโรคแบบนี้รักษากันนาน ต้องรอระบบประสาทค่อยๆฟื้นฟูตัวเอง

ผู้เขียนยังแวบเข้าไปดูบ้าง  ว่าก็ยังมีคนมาอ่านนิยายที่ค้างไว้อยู่นิดหน่อย คือเขียนถึงเหมือนตอนจบ แต่ที่จริงยังไม่จบนะคะ555  ขอสารภาพว่าผู้เขียนตอนนี้สภาพจิตใจไม่พร้อม...แต่ก็จะพยายามเขียนให้ได้นะคะ รบกวนรอสักหน่อย

ดูเอาเถอะ ความอดทน ก็ยังไม่พอ ยังต้องกล้าหาญที่จะฝ่าฟันไปข้างหน้า ผู้เขียนรู้สึกหมดเรี่ยวแรงและสมองล้าไปเลย  จนต้องหันมานั่งทำงานศิลปะแทน เพื่อจะได้ไม่คิด ไม่กังวล ไม่ทุกข์

ก็ละเลงสีลงไปในสมุดสเก็ตล่ะค่ะ เอาแบบนามธรรม ดูไม่ออกมารูปอะไร เน้นคลายเครียด เพราะเครียดจริงๆ สรุปว่าทำๆไปก็รู้สึกดีขึ้นค่ะ  ไม่คาดหวังอะไร ไม่ต้องสวย ไม่ต้องมีหลักการอะไรทั้งสิ้น  ตัดๆแปะๆป้ายๆ ไปเรื่อยๆ ไม่มีจบ คือ หน้าที่เคยวาดไปแล้ว เอามาซ้ำใหม่ได้อีกนะคะ อยากทำอะไรก็ทำเลยค่ะ


พอก่อนนะคะวันนี้ ไว้เจอกัน post หน้าอีก 




Bye ค่ะ


------------------------------
สมุด sketch ริมลวดแบบที่ผู้เขียนใช้อยู่ ขอแนะนำ  ตามลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ


เนื้อกระดาษ 100 แกรม ราคาเบาๆ ไม่ถึง 1 ใบแดง รองรับการปาด ป้าย แปะ อย่างที่ผู้เขียนทำ ใช้มาหลายเล่มแล้ว เผื่อใครอยากทำตามนะคะ

มกราคม 15, 2569

งานปะติด+ชีวิตปะติด

 


ถ้าคนไหนได้ลองไปอ่าน post หมวดงาน craft DIY ของผู้เขียนก็คงจะรู้ว่าผู้เขียนทำงานศิลปะหลายแขนงมาก ตั้งแต่งานตัดกระดาษ วาดรูป ถ่ายภาพ แถมยังเลยเถิดถึงขนาดไปทำ podcast 

ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงสนุกไปหมดซะทุกอย่าง

งานปะติดก็เป็นส่วนหนึ่งที่ชอบทำค่ะ  ทำมาตั้งแต่ยังทำงานอยู่  อาศัยว่าการวาดรูปกว่าจะเสร็จรูปนึงค่อนข้างใช้เวลานาน กว่าจะได้ชื่นชมภาพที่เสร็จสมบูรณ์ ก็เลยมาทำพวกงาน collage หรืองานปะติคั่นเวลา

ที่จริงก็ได้ผลดีมาก คือ สมใจละ อยากทำอะไรก็ต้องลงมือทำทันที อย่ารอ ดูเหมือนงานปะติจะไม่ยากเท่างานวาดรูป ตัดกระดาษมาปะๆ พอทำไปทำมาก็เลยเข้าใจเรื่อง composition หรือองค์ประกอบศิลป์

พวกคำศัพท์แปลกๆทางศิลปะนี่สมัยเรียนมัธยมปลายผู้เเขียนเจอบ่อยค่ะ  ลืมเล่าให้ฟังว่าตอนสมัยเรียนมัธยมปลาย ผู้เขียนเอกศิลป์ภาษา คือ เน้นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา อะไรประมาณนี้ ส่วนวิชาโทคือศิลปะ (อันนี้ที่บ้านห้ามไม่ได้นะคะ)

วิชาโทศิลปะ ที่โรงเรียนให้เรียนครบเลยค่ะ  มานั่งนึกตอนนี้ว่าเราช่างมีบุญได้เรียนโรงเรียนชั้นนำขนาดนี้ คือพอดีสอบติด ทางบ้านก็กระเสือกกระสนส่งจนจบโดยไม่ให้เปลี่ยนโรงเรียนอีกเลย เรียนตั้งแต่ ป 1 - ม.6 เลยค่ะ

เล่าย้อนไปไกล  โรงเรียนเจ๋งยังไง คือมีโรง Shop ที่มีศูนย์ปฎิบัติการทางงานศิลป์ คือผู้เขียนได้เรียนครบตั้งแต่ศิลปะไทย วาดกนก ปั้นกนก ประวัติศาสตร์ศิลป์  งานไม้  งานปั้นเซรามิค งาน drawing แบบมีหุ่นโครงกระดูกเต็มตัวอาจารย์ใหญ่ให้นั่ง sketch ผู้เขียนได้เรียนเขียนแบบ perspective งานประดิษฐ์ตัวอักษร วาดสีน้ำ สีโปสเตอร์ สีชอล์ค สีเทียน และที่เด็ดสุด ชอบมาก คืองานออกแบบผลิตภัณฑ์ ได้ออกแบบเก้าอี้และได้ทำ Model เก้าอี้ที่ออกแบบไปส่งอาจารย์ด้วย

ช่างเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมากเลย

แต่สุดท้ายตอนเลือกคณะเอนทรานซ์ ทางบ้านห้ามเลือกคณะที่มีมหาวิทยาลัยศิลปากร!!!

ที่จริงทางบ้านก็ไม่สนับสนุนนั่นหละค่ะ  ผู้เขียนเองมานั่งน้อยใจ คือเพื่อนๆที่เค้าสอบคณะจิตรกรรม เค้ามีการไปติว drawing ซึ่งตอนนั้นผู้เขียนก็ไม่ได้เก่ง drawing เลย ไม่เข้าใจแสงและเงา ยิ่งถ้าจะขอทางบ้านไปติววาดรูปละก็ อย่าหวังเลย...ไม่มีทาง ลำพังติววิชาหลักยังไม่ได้เลย เพราะตอนนั้นทางบ้านฐานะทางการเงินไม่พร้อม 

สุดท้ายชีวิตแบบปะๆติดๆ หยิบตรงนั้นที ตรงนี้ทีมารวมร่าง เท่าที่ทรัพยากรจะมี ก็กลายมาเป็นผู้เขียนในวันนี้จนได้ ที่ยังคงรักงาน visual arts อายุปูนนี้แล้วยังนั่งชื่นชม manga ของหลานๆ ยังแอบสนับสนุนและสะสมหนังสือการ์ตูนงานวาดของคนไทย 

ช่างไม่ต่างอะไรไปจากตอนยังเยาว์ เฝ้าเก็บเงินค่าขนมไว้รอซื้อการ์ตูนเรื่องโปรด คำสาปฟาโรห์ นักรักโลกมายา  5555รุ่นนั้นละ 

เวลาเปิดอ่านการ์ตูนสวยๆเหมือนถูกดึงทะลุมิติ แหมนักวาดรุ่นหลานๆนี่เก่งกันจริงๆค่ะ วาดสวยทัดเทียมงานของการ์ตูนญี่ปุ่นเลย

รู้สึกว่าตัวเองฝันเฟื่องเกินไปแล้ว ถ้าจะกลับมาเขียนการ์ตูน อาศัยว่าเขียนนิยายอยู่ การสร้างเรื่องไม่ได้ยาก แต่การสร้างภาพ...คงจะยากเกิน ก็คงฝัน เป็นได้แค่ฝัน

เอานิยายให้รอดก่อน

เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ เขียนจะจบมิจบแหล่  อยากให้จบ แต่รีบจบก็กลัวโดนต่อว่าว่ารวบรัดไปไหมอีก  เฮ้อ เอาเป็นว่าไหนๆก็เเขียนมาเป็นปี  ก็เอาให้ดีที่สุดละกันค่ะ


ฝากให้กำลังใจด้วยนะคะ