มกราคม 29, 2569
หวังว่าความกล้าหาญจะนำพาเราไป
มกราคม 15, 2569
งานปะติด+ชีวิตปะติด
ถ้าคนไหนได้ลองไปอ่าน post หมวดงาน craft DIY ของผู้เขียนก็คงจะรู้ว่าผู้เขียนทำงานศิลปะหลายแขนงมาก ตั้งแต่งานตัดกระดาษ วาดรูป ถ่ายภาพ แถมยังเลยเถิดถึงขนาดไปทำ podcast
ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงสนุกไปหมดซะทุกอย่าง
งานปะติดก็เป็นส่วนหนึ่งที่ชอบทำค่ะ ทำมาตั้งแต่ยังทำงานอยู่ อาศัยว่าการวาดรูปกว่าจะเสร็จรูปนึงค่อนข้างใช้เวลานาน กว่าจะได้ชื่นชมภาพที่เสร็จสมบูรณ์ ก็เลยมาทำพวกงาน collage หรืองานปะติคั่นเวลา
ที่จริงก็ได้ผลดีมาก คือ สมใจละ อยากทำอะไรก็ต้องลงมือทำทันที อย่ารอ ดูเหมือนงานปะติจะไม่ยากเท่างานวาดรูป ตัดกระดาษมาปะๆ พอทำไปทำมาก็เลยเข้าใจเรื่อง composition หรือองค์ประกอบศิลป์
พวกคำศัพท์แปลกๆทางศิลปะนี่สมัยเรียนมัธยมปลายผู้เเขียนเจอบ่อยค่ะ ลืมเล่าให้ฟังว่าตอนสมัยเรียนมัธยมปลาย ผู้เขียนเอกศิลป์ภาษา คือ เน้นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา อะไรประมาณนี้ ส่วนวิชาโทคือศิลปะ (อันนี้ที่บ้านห้ามไม่ได้นะคะ)
วิชาโทศิลปะ ที่โรงเรียนให้เรียนครบเลยค่ะ มานั่งนึกตอนนี้ว่าเราช่างมีบุญได้เรียนโรงเรียนชั้นนำขนาดนี้ คือพอดีสอบติด ทางบ้านก็กระเสือกกระสนส่งจนจบโดยไม่ให้เปลี่ยนโรงเรียนอีกเลย เรียนตั้งแต่ ป 1 - ม.6 เลยค่ะ
เล่าย้อนไปไกล โรงเรียนเจ๋งยังไง คือมีโรง Shop ที่มีศูนย์ปฎิบัติการทางงานศิลป์ คือผู้เขียนได้เรียนครบตั้งแต่ศิลปะไทย วาดกนก ปั้นกนก ประวัติศาสตร์ศิลป์ งานไม้ งานปั้นเซรามิค งาน drawing แบบมีหุ่นโครงกระดูกเต็มตัวอาจารย์ใหญ่ให้นั่ง sketch ผู้เขียนได้เรียนเขียนแบบ perspective งานประดิษฐ์ตัวอักษร วาดสีน้ำ สีโปสเตอร์ สีชอล์ค สีเทียน และที่เด็ดสุด ชอบมาก คืองานออกแบบผลิตภัณฑ์ ได้ออกแบบเก้าอี้และได้ทำ Model เก้าอี้ที่ออกแบบไปส่งอาจารย์ด้วย
ช่างเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมากเลย
แต่สุดท้ายตอนเลือกคณะเอนทรานซ์ ทางบ้านห้ามเลือกคณะที่มีมหาวิทยาลัยศิลปากร!!!
ที่จริงทางบ้านก็ไม่สนับสนุนนั่นหละค่ะ ผู้เขียนเองมานั่งน้อยใจ คือเพื่อนๆที่เค้าสอบคณะจิตรกรรม เค้ามีการไปติว drawing ซึ่งตอนนั้นผู้เขียนก็ไม่ได้เก่ง drawing เลย ไม่เข้าใจแสงและเงา ยิ่งถ้าจะขอทางบ้านไปติววาดรูปละก็ อย่าหวังเลย...ไม่มีทาง ลำพังติววิชาหลักยังไม่ได้เลย เพราะตอนนั้นทางบ้านฐานะทางการเงินไม่พร้อม
สุดท้ายชีวิตแบบปะๆติดๆ หยิบตรงนั้นที ตรงนี้ทีมารวมร่าง เท่าที่ทรัพยากรจะมี ก็กลายมาเป็นผู้เขียนในวันนี้จนได้ ที่ยังคงรักงาน visual arts อายุปูนนี้แล้วยังนั่งชื่นชม manga ของหลานๆ ยังแอบสนับสนุนและสะสมหนังสือการ์ตูนงานวาดของคนไทย
ช่างไม่ต่างอะไรไปจากตอนยังเยาว์ เฝ้าเก็บเงินค่าขนมไว้รอซื้อการ์ตูนเรื่องโปรด คำสาปฟาโรห์ นักรักโลกมายา 5555รุ่นนั้นละ
เวลาเปิดอ่านการ์ตูนสวยๆเหมือนถูกดึงทะลุมิติ แหมนักวาดรุ่นหลานๆนี่เก่งกันจริงๆค่ะ วาดสวยทัดเทียมงานของการ์ตูนญี่ปุ่นเลย
รู้สึกว่าตัวเองฝันเฟื่องเกินไปแล้ว ถ้าจะกลับมาเขียนการ์ตูน อาศัยว่าเขียนนิยายอยู่ การสร้างเรื่องไม่ได้ยาก แต่การสร้างภาพ...คงจะยากเกิน ก็คงฝัน เป็นได้แค่ฝัน
เอานิยายให้รอดก่อน
เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ เขียนจะจบมิจบแหล่ อยากให้จบ แต่รีบจบก็กลัวโดนต่อว่าว่ารวบรัดไปไหมอีก เฮ้อ เอาเป็นว่าไหนๆก็เเขียนมาเป็นปี ก็เอาให้ดีที่สุดละกันค่ะ
ฝากให้กำลังใจด้วยนะคะ
ธันวาคม 18, 2568
เมื่อเขียนนิยายตอน(ใกล้)จบ
เมื่อเรื่องราวใกล้ปิดฉาก
ทุกครั้งที่นิยายเรื่องหนึ่งใกล้จะจบลง ความรู้สึกของผู้เขียนกับตัวละครที่สร้างสรรค์มาด้วยกันมักจะกลายเป็นความเศร้าเล็กๆ เสมอ
จากหน้ากระดาษเปล่าที่ค่อยๆ ถูกเติมเต็มด้วยเรื่องราว ความรู้สึก และเหตุการณ์ที่ร้อยเรียงกัน ผู้เขียนต้องต่อสู้กับอารมณ์หลากหลายตลอดการเดินทาง—ทั้งความเครียดยามคิดไม่ออก และความท้อแท้เมื่อเห็นยอดอ่านที่ไม่ค่อยสูงเท่านักเขียนท่านอื่น หรือแม้แต่เมื่อเทียบกับเรื่อง "ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว" ของตัวเอง
นี่คือธรรมชาติของคนที่พยายามสร้างสรรค์งานอย่างประณีต—การเปรียบเทียบเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เกือบหนึ่งปีเต็มที่ตัวละครแต่ละตัวได้แสดงบทบาทอย่างเต็มที่ จนผู้เขียนชักจะสนิทสนม และอดคิดถึงไม่ได้เมื่อถึงเวลาต้องจากลา เรื่องนี้มีตัวละครเกือบยี่สิบตัว—ไม่รู้ว่าเยอะหรือน้อย แต่พอมานั่งเรียบเรียงข้อมูลเบื้องหลังการเขียนก็พบว่ามีมากจนรวมเล่มได้อีกเล่มเลย ทั้งเรื่องกิจการผลิตภัณฑ์การเกษตรแปรรูป เรื่องบริษัทของพระเอก และอื่นๆ อีกมากมาย
ใช้เวลาเยอะทั้งการค้นคว้า ประมวลจินตนาการให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และคุมทิศทางเรื่อง
สิ่งที่วางไว้ตอนแรกมักเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสมระหว่างทาง ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งต้องปรับ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว
เมื่อเข็นจนจบได้ก็รู้สึกโล่งใจ—ได้ทำหน้าที่เสร็จสมบูรณ์
ผู้เขียนเตรียมปกนิยายสำหรับ E-book และฉบับพิมพ์เสร็จก่อนเขียนจบเสียอีก เมื่อเขียนจบแล้วก็ต้องมาเรียบเรียงและ re-write บางส่วน แก้ไขปรับเพิ่มให้สมบูรณ์ ดังนั้นฉบับรายตอนอาจไม่เหมือน E-book ทีเดียว แต่ก็ถอดมาประมาณ 90%
📱 อ่านบนมือถือ ใน ReadAWrite: คลิกที่นี่
📱 อ่านบนมือถือ ใน Dek-D: คลิกที่นี่
📱 อ่านบนมือถือ ใน ธัญวลัย: คลิกที่นี่
เรื่องต่อไปจะเป็นแบบไหนก็ยัง...งงอยู่ค่ะ อยากเขียนเรื่องผี เรื่องลึกลับ เรื่องบู๊ เรื่องรบ จะเอายังไงดีให้ได้ทุกอย่างในเรื่องเดียววะ 😄
คราวหน้าให้มีผีเป็นตัวละครสักตัวดีไหมหว่า ... คิดๆๆๆ...คิดกันต่อไปค่ะ
ธันวาคม 07, 2568
ปรากฏการณ์ รู้งี้
หลายคนคงเคยได้ยิน คำบ่น คำอุทาน ทำนองว่า...รู้งี้...(ไม่...ดีกว่า) หรือ รู้งี้...(ทำไปแล้ว)
ใช่ค่ะ คำว่า รู้งี้ เรามักจะใช้เวลาเสียดายโอกาส หรือ รู้สึกว่ากำลังพลาดอะไรบางอย่างไป เป็นคำที่ออกแนว negative มากกว่าจะบอกเล่าอารมณ์เชิงบวก
ผู้เขียนกำลังนั่งนึกถึงประสบการณ์ช่วงก่อร่างสร้างตัวรอบสองของตัวเอง หมายถึงช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิต จากคนมีเงินเดือนประจำ เป็นคนที่ไม่มีเงินเดือน หรือไม่มีรายได้ประจำอีกต่อไป
หลายปีที่ผ่านมานั้นก็รู้สึกว่าเป็นช่วงยากลำบากของชีวิตเลยละค่ะ
ตอนนี้ก็เข้าสู่ภาวะ "เข้าที่" อาจจะหมายถึง "ชินชา" ก็ว่าได้5555 ไม่ได้หมายความว่าเรื่องรายได้มันจะดีขึ้นมาเหมือนตอนมีงานประจำหรอกค่ะ อันนั้นเหมือนฝันที่ผ่านพ้นไป คราใดที่ได้ย้อนคิด ก็มีทั้งความภูมิใจ และสร้างความเชื่อมั่นเล็กๆให้กับตนเองว่า...
ฉันเคยก้าวจากความไม่มีอะไร นอกจากความสามารถและความรู้ที่มี ไปสู่จุดที่ดีกว่าเดิมได้ครั้งหนึ่ง
แม้ว่าจะกลับไปเกือบจุดเริ่มต้น คือ หมดอาชีพ ต้องเริ่มอาชีพใหม่ ฉันก็น่าจะสามารถต่อสู้ เพื่อลุกชึ้นยืนได้อีกครั้ง
แม้ว่าจะบอกใคร หรือบอกตัวเองไม่ได้ ว่าต้องใช้เวลากี่เดือน-กี่ปี
ช่วงทำงานเป็นเจ้าหน้าตัวเล็กๆคนหนึ่งขององค์กร จวบจนก้าวหน้าเติบโต ที่จริงก็ใช้เวลาเป็นสิบปีอยู่นะคะ ได้สั่งสมประสบการณ์ทั้งในเรื่องเนื้องานและการบริหารทีม ได้ดูแลน้องๆที่ร่วมงานกันมา เรียกได้ว่าก็ครบสูตรละค่ะ ทำมาหมดแล้ว
นี่เรากำลังจะกระโดด Jump Up ภายในเวลาไม่กี่ปี แล้วคิดว่าจะสำเร็จง่ายๆงั้นหรือ สงสัยจะยากน่ะสิคะ
แม้ว่าหากใช้เวลาเท่าเดิม สงสัยผู้เขียนอาจจะอายุ 70 ปี 5555 ซึ่งแก่เกินไป หรือไม่ก็อาจไม่ได้อยู่ในโลกแล้วหรือเปล่า
สุดท้ายก็มาคิดว่า อ้อ ที่ฉันคิดว่าต้องสำเร็จให้ได้เร็วๆ เพราะอาจจะกดดันตัวเองมากเกินไป เพราะใช้อายุที่เพิ่มมากขึ้นมาเป็นตัวเกณฑ์นั่นเอง
ผู้เขียนไม่ได้แค่เปลี่ยนอาชีพ จากมนุษย์ออฟฟิศ แต่ยังเปลี่ยนโลกทั้งใบของตัวเอง เพราะโลกการทำงานในองค์กรก็มีสิ่งแวดล้อมและบริบทความเติบโต ที่ต่างไปจากโลกของ Freelance โดยสิ้นเชิงสิคะ
เขียนนิยาย...ไม่ต้องเจอผู้คน ไม่มีเพื่อนร่วมงาน ไม่มีหัวหน้า ไม่มีกรอบการทำงาน นั่นอาจจะทำให้ต้องแสวงหาทิศทางเองทั้งหมด แม้แต่เป้าหมายที่เราอยากจะไป ต้องเขียนแผนที่ด้วยตนเอง ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าจะไปทางไหน ! และทะเล หรือน่านน้ำที่เราอยู่ คลื่นลม เป็นอย่างไร !
รู้งี้... คือรู้ว่าหลายอย่างทำพลาดไป
แต่พอได้ "เรียนรู้" ว่าเราพลาดตรงไหน ก็เลยได้มีโอกาสปรับปรุงไงคะ แก้เกมส์ใหม่ นี่ละ คือ learning curve ที่ยากจะซื้อหาได้
ล้ม แล้วลุกขึ้นใหม่ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น เพราะมันคือรสชาติชีวิต
ปี 2569 กำลังจะมา แล้วปี 2568 ก็กำลังจะโบกมือลา คงมีแต่จะต้องมองไปข้างหน้าละค่ะ เก็บทุกอย่างที่ผ่านไปเป็นบทเรียน...
ขอบคุณที่ติดตามค่ะ




