จำไว้เลยนะคะ...ถ้าเจอน้ำท่วมสูงจนน่าเป็นห่วง ให้จอดรถ ถอดท่ออากาศ แล้วค่อยๆ ขับไปเข้าศูนย์ ดีกว่าเสี่ยงขับลุยแบบที่ผู้เขียนเคยทำมาเยอะเลยค่ะ
จำไว้เลยนะคะ...ถ้าเจอน้ำท่วมสูงจนน่าเป็นห่วง ให้จอดรถ ถอดท่ออากาศ แล้วค่อยๆ ขับไปเข้าศูนย์ ดีกว่าเสี่ยงขับลุยแบบที่ผู้เขียนเคยทำมาเยอะเลยค่ะ
ยิ่งดำเนินชีวิตต่อไป ก็เหมือนว่าความทุกข์ที่สดใหม่ หรือเพิ่งเกิด ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ เพียงเพราะมันอยู่ใกล้ตัวนี่เอง
เดี๋ยวพอมันคล้อยผ่านเราไปอีกครั้ง ความหนักหนาก็จะค่อยจางคลายลงไปเอง เป็นเช่นนี้เสมอใช่ไหม
มองดูไปแล้ว กว่าจะผ่านความทุกข์ไปได้ในแต่ละครั้ง เราก็ต้องทำอะไรหลายอย่าง ตั้งแต่หยุดคิด หยุดใคร่ครวญ ว่าทำไมมันจึงเกิดแบบนั้น-แบบนี้ แล้วทำยังไงจะไม่ต้องเจอแบบนี้อีก
นั่นแหละค่ะ เรียกว่าความทุกข์มักจะสอนอะไรเราทุกครั้ง
ผู้เขียนรู้สึกว่าความทุกข์ได้ "ให้" อะไรมากกว่า ความสุขด้วยซ้ำไป
ความสุขทำให้เราเบิกบาน ใจฟูฟ่อง แล้วมันก็โบกบินจากเราไปในที่สุดไม่ต่างกัน
แล้วเราก็ได้แต่กลับมานั่งรอ...ให้ความสุขมันพัดผ่านกลับมาอีก
ชีวิตหลังเกษียณของผู้เขียนล้มลุกคลุกคลาน ในที่สุดแล้วก็เหมือนจะไม่ได้เข้าไปใกล้เป้าหมายเสียที
บ่อยครั้งก็นั่งปลอบใจตัวเองไปวันๆ ว่าไม่ต้องถึงเป้าหมายก็คงไม่เป็นไรหรอก เป้าหมายเราเป็นคนกำหนดเอง จะเขียนใหม่ให้มันเป็นยังไงก็ได้ตามใจเรา แค่มองเป้าหมายไว้พอเป็นเข็มทิศก็พอ ไม่ต้องวิ่งจ้ำไล่ตามเหมือนเมื่อตอนอายุยังน้อยๆก็ได้
แต่ละช่วงวัยเราก็ได้ทำหน้าที่เต็มที่มาหมดแล้ว ตอนนี้เป็นช่วงท้ายของชีวิต หน้าที่ของเราคงมีแค่มีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความหมาย
เป้าหมายทางการเงินเป็นอะไรที่ทำให้เครียดมากที่สุดค่ะ
สมัยยังทำงานรู้สึกมีความมั่นคงในชีวิตมากๆ ก็แน่ล่ะ ที่เรามีรายได้แน่นอนทุกเดือน มีอนาคต แต่ก็หาเวลาทำในสิ่งที่อยากทำไม่ได้ แถมสุขภาพถูกบั่นทอน
พอมาตอนนี้เป็นเหมือนพวกหาเดือนชนเดือน วันชนวัน เริ่มจะชินแล้วล่ะค่ะ แต่ก็อยากให้มัน stable กว่านี้อีกสักหน่อยคงดี
ค่อนข้างจะมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ มีอิสระเต็มที่ แต่ก็อดจะกลัวอนาคตไม่ได้ค่ะ
ความทุกข์ที่ผ่านๆมาสอนอะไรเอาไว้หลายอย่าง โดยเฉพาะ "อย่าประมาท"
กระนั้นคนเราก็คงจะมีแผนสำรองไว้รองรับไม่ได้ทุกอย่างไปหรอกค่ะ ยิ่งตอนนี้ทรัพยากรน้อยลงไป คิดอยากจะทำอะไรก็ค่อนข้างติดขัด เลยได้แต่แอบกังวลโน่นนี่ไปเรื่อยตามประสา
สุดท้ายก็ลงเอยแค่ว่า ทำให้ดีที่สุด อะไรไหวไม่ไหวก็ช่างมันแล้วค่ะ สุดความสามารถแล้วก็จบ เพราะมันได้แค่นี้จริงๆ ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ก็ต้องหาทางอยู่ให้ได้ค่ะ
ชีวิตคุณผู้อ่านเป็นยังไงกันบ้างคะ 555 ถามไปอย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะมีใครอยากพูดอะไรบ้างไหม เพราะไม่เคยมีใครเขียนความเห็นส่งเสียงกันมาบ้างเลย ผู้เขียนเหมือนจะบ่นอะไรอยู่คนเดียวมาตลอดหลายปี
วันนี้เขียนเหมือนจะออกโทนหม่นๆตามฟ้าฝน ท้องฟ้าแดดไม่ค่อยมี ทำให้รู้สึกเหนื่อยหรือไม่นะเรา
พูดเรื่องทุกข์มายาวเหยียด มีอีกเรื่องที่ทุกข์กำลังสอนอยู่ตอนนี้เหมือนกันค่ะ...
ตั้งใจไว้ว่าปีนี้จะเขียนนิยายพร้อมกันสองเรื่อง ก็ยังไม่ได้เริ่มเลยค่ะ แต่โครงเรื่องก็พัฒนาไปได้ไกลแล้ว อาจจะใกล้เวลาได้เริ่มตอนที่ 1 ซะที
ความอยากเขียนยังมี แต่ก็ติดต้องไปทำมาหากินค่ะ หวังว่าคงจะเข้าใจเพราะงานเขียนใช้ร่างกายและหัวใจล้วนๆ นี่สุดท้ายเราก็ต้องแคร์ว่าทำอะไรแล้วพอจะมีกินบ้าง
เลิกคิดไปแล้ว หรือเลิกตั้งคำถามไปแล้วว่าทำไมบางคนเขาบอกว่าเขียนนิยายแล้วรวยอย่างนั้นอย่างนี้
เพราะว่าคงไม่ได้เกิดกับคนอย่างเรา หรือแนวนิยายที่เราเขียน
เอาเป็นว่าถ้ารักจะทำก็ทำต่อไปค่ะ ก็ทำได้แค่นี้ ดีที่สุดที่ทำได้แล้ว...นี่ก็คงเป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ทุกข์สอนไว้เหมือนกัน คือทำเต็มที่แล้วปล่อยวางที่เหลือ
เฮ้อ...(ถอนใจดังไปไหม)
ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ เจอกันใหม่ Post หน้าค่ะ
ว่ากันว่ายิ่งพอแก่ตัวลง คนเราจะชอบพูดเรื่องเก่าๆ หรือเรื่องอดีตนั่นละค่ะ
ผู้เขียนก็มักได้ยินประโยคทำนองนี้มาเหมือนกัน ได้ยินมานานตั้งแต่โลกนี้ยังไม่มีอินเตอร์เนต ยังไม่มีโลกแห่งการยัดเยียด content ให้กับชาวโลกมากเท่าตอนนี้มาก่อนเลยจริงๆ
โลกสมัยผู้เขียนยังเรียนหนังสือ ดูราวกับเป็นโลกที่มีแต่ความสงบขึ้นมาเสียอย่างนั้น อาจเป็นเพราะการสื่อสารไม่ได้ฉับพลันว่องไว การจะรับรู้เรื่องอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องดี-เรื่องร้าย ดูมันจะรับรู้แบบ delay ไปพอสมควร
ข่าวสารที่ว่าเร็วสุดขีดในยุคนั้น ก็คือ "โทรเลข" คือจะส่งข้อความหาใครสักคนไปยังอีกสถานที่ หรือต่างจังหวัด ก็ต้องไปที่สำนักงานไปรษณีย์ที่ใกล้บ้าน แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ว่าจะมาส่งโทรเลข
จดหมายโทรเลขผู้เขียนจำได้ลางๆว่ามาในซองขนาดเล็ก ข้างในมีกระดาษที่คล้ายๆจะพิมพ์ข้อความมาด้วยพิมพ์ดีด เป็นข้อความสั้นๆแต่ได้ใจความ มากกว่าจะเป็นจดหมายพรรณาอะไรยาวยืด
โทรเลขที่ผู้เขียนจำได้จนถึงทุกวันนี้เกี่ยวกับเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่ต่างจังหวัด พี่สาวของเพื่อนส่งโทรเลขมาบอกผู้เขียนว่าเพื่อนคนนี้เสียชีวิตแล้ว ทำเอาผู้เขียนกลับเพื่อนอีกคน (เป็นเพื่อนในกลุ่มแก๊งค์เดียวกัน)ร้องห่มร้องไห้กันอยู่หลายวัน
ฮ่าาาาา ขำค่ะ คงจะสงสัยล่ะสิว่าเพื่อนเสียชีวิต ทำไมถึงขำ (หลังจากร้องไห้กันไปและหายเศร้าไปแล้ว)
ต่อมาจากนั้นประมาณเดือนหรือสองเดือนจำไม่ได้ มารู้ภายหลังว่าเพื่อนคนนั้นยังไม่ตาย แค่เขาส่งโทรเลขมาแบบนั้นเฉยๆ ซึ่งจนถึงวันนี้ผู้เขียนกับเพื่อนที่ร้องไห้ด้วยกัน ก็ยังไม่รู้ว่าเขาแบบนั้นทำไม เพราะว่าพอมาเจอเพื่อนหลังจากเหตุการณ์นั้นแล้วก็คงจะไปต่อว่าเพื่อนเสียยกใหญ่ ตอนนี้จำไม่ได้ซะแล้วว่าเรื่องราวเป็นยังไงแน่
เหลือแค่ความทรงจำเกี่ยวกับโทรเลขบอกว่ามันตายเท่านี้ล่ะค่ะ ขอเรียกมัน เพราะว่าเล่นอะไรไม่รู้ แบบนี้ไม่สนุกหรอกค่ะ5555
ทีนี้หลังจากนั้นพวกเราก็ค่อยๆห่างหายกันไปตามประสาชีวิตที่ต้องพัดพา ผู้เขียนไม่ได้เจอเพื่อนคนนั้นอีกเลย ถ้าเป็นยุคนี้คงไปตามหากันใน Facebook ก็อาจจะพอเจอ แต่ผู้เขียนก็จำเขาได้แค่ชื่อเล่น คงจะตามกันไม่ได้แล้วล่ะค่ะ
เมื่อข่าวสารพัดพา+ถาโถมเข้าใส่คนเราไม่ยั้งอย่างทุกวันนี้ ผู้เขียนจึงว่าคนเราอยู่ยากขึ้นกว่าสมัยก่อน เวลามีเหตุการณ์ร้ายๆเกิดขึ้นกับสังคม ก็มักจะถูกขยายข่าวให้มีแง่มุมหลากหลาย ไหนจะพวกความเห็นต่างนานาจากผู้คนในโลกโซเชียล กลายเป็นว่าทำให้สังคมค่อนข้างจะเครียด เพราะถูกกระตุ้นให้ต้อง "รู้สึก" อยู่ตลอดเวลา
ไหนจะการหลอกลวงออนไลน์จะมาด้วยเทคนิคใหม่ๆ ไหนจะข่าวสารทางการตลาดที่มาในรูปแบบเนียนๆที่ทำให้เราอยากซื้อของ อยากได้นั่นนี่โดยไม่รู้ตัว ทั้งหมดนี่ก็ปลุกเร้าให้เราวิ่งออกไปจากจุดที่เรายืน
ยี่สิบสี่ชั่วโมงที่เราใช้ชีวิต...มีแค่ช่วงนอนหลับหรือเปล่า ที่เราหยุดการรับสารจากภายนอก
เดี๋ยวนี้มีคำใหม่ คือคำว่า digital detox
คือการล้างพิษตัวเองจากข่าวสารที่มาทางโทรศัพท์มือถือ ทางโลกออนไลน์ คือน่าสนใจดีนะคะ...ลองทำดูแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตสงบดีเหมือนกัน
พอนั่งเงียบๆซะบ้าง หยุดการดูจอ ไม่ว่าจะจอโทรศัพท์มือถือ หรือจอคอมพิวเตอร์
ทีนี้จะให้นั่งเฉยๆไม่ทำอะไรเลยผู้เขียนก็ทำไม่ได้หรอกค่ะ5555
ช่วงนี้เลยหยิบพวกอุปกรณ์ปักผ้า กับพวกไหมพรม และเข็มโครเชท์มานั่งถักไหมพรมไปเรื่อยๆ ลายอะไรก็ได้ที่มันซ้ำๆกันค่ะ จะได้ไม่ต้องคิด หยุดตรรกะทุกอย่างชั่วคราว ถือว่าพักสมอง
ปรากฏว่าได้ผลดีนะคะ นี่แสดงว่าสมองคนเราสามารถโปรแกรมได้เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์
โลกเราทุกวันนี้อาจไม่ได้โหดร้ายกว่าแต่ก่อน แต่เป็นเพราะขอบเขตการรับรู้ถูกทำให้เร็วขึ้นด้วยอำนาจของเทคโนโลยี
โลกก็ยังเหมือนเดิม แต่สมัยก่อนเราแค่รู้บ้าง-ไม่รู้บ้าง
บางทีการหยุดพักใจด้วยการกลับเข้าสู่ตัวตนของเราเองก็ดีนะคะ ถึงยังไงเราก็ไม่มีทางจะหนีข่าวสารพ้นหรอกค่ะ เดี๋ยวสักพักพอเรามีแรงก็ค่อยกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้
วันนี้มาเล่าเรื่องโทรเลขของเพื่อนให้ฟังไว้ขำๆ
แต่ตอนนั้นก็ขำไม่ออกหรอกค่ะ นึกว่าเพื่อนมันตายจริง
แถมในโทรเลขก็ไม่ได้บอกว่าเป็นอะไรตาย ด้วยความต้องสั้นกระชับประสาโทรเลขไงคะ จะเหมือนสมัยนี้ได้ยังไง ที่มีทั้ง Chat มีทั้ง Social Media
เอาเป็นว่าขอกลับไปถักไหมพรมต่อ
แล้วนี้ก็ว่าจะไปหาผ้ามานั่งปักแก้เครียดด้วยค่ะ...5555
ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ