ช่วงนี้อยู่ๆผู้เขียนก็เกิดปวดหัวไหล่ข้างขวาขึ้นมา บางทีก็ปวดระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ถึงนิ้วกลางมือขวา ทำให้ใช้งานเม้าส์คอมพิวเตอร์ไม่ค่อยสะดวก คือพอใช้ไปสักพักก็จะรู้สึกปวด เลยต้องหยุดทำงานเป็นช่วงๆ ค่ะ กลายเป็นว่าวันหนึ่งๆเหมือนแทบจะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
รูปที่เอามาแปะข้างบนก็เป็นงานวาดของผู้เขียนที่วาดเล่นๆเอาไว้เมื่อวาน แล้วเอามาสงสีวันนี้ค่ะ คือมาลองหัดใช้โปรแกรม Clip Studio สำหรับวาดบน iPad หมายว่าใช้มือจับดินสอ apple pencil แทนใช้เม้าส์อาจจะทำให้ปวดมือน้อยลง
แรงบันดาลใจของภาพสาวน้อยตาโตข้างบนคือแนวการ์ตูนญี่ปุ่นผู้หญิงสมัยผู้เขียนยังเด็กนั่นเองค่ะ สมัยนั้นเค้าฮิตผู้หญิงตาเท่าไข่ห่านกัน ในตาเจ้าหล่อนจะมีประกายวิบวับ พริบพราย ส่งแสงแวววาว แต่รูปนี้ก็ไม่ได้จะขนาดนั้นหรอกค่ะ ฝีมือผู้เขียนยังไม่โปร แถมยังงงอยู่กับโปรแกรม Clip Studio อยู่ด้วย ก็วาดได้เท่านี้ละค่ะ
ต้องบอกก่อนว่าส่วนที่ผู้เขียนวาดเองคือตัว Character หลักของภาพ หมายถึงสาวน้อยผมทอง แต่ว่าฉากหลังนั้นไม่ได้วาดเองนะคะ เอาภาพอื่นมาแปะแทนไว้ให้มันไม่โล่งเกินไปค่ะ ส่วนดอกไม้ด้านล่างที่ไม่ได้ลงสีก็เอามาแปะจากในโปรแกรมที่เขามีของเล่น ของตกแต่งเอาไว้ให้ใช้ฟรี ไม่งั้นต้องวาดหมดทุกอย่างก็คงลำบากค่ะ อย่างผู้เขียนวาดดอกไม้ไม่สวย วาดฉากก็ไม่เป็นค่ะ
หลังจากวาดและระบายสีเสร็จก็นั่งมองงานตัวเองสักพัก รู้สึกว่าเส้นขอบภาพจะหนาและแข็งไปสักหน่อย เหมือนพวกภาพวาดระบายสีทั่วๆไป ที่จริงเส้นควรต้องบางกว่านี้ แถมลงสีผิวหน้าก็ออกชมพูไปทั้งหน้า ดูออกมาแบนๆยังไงชอบกล คือไม่แม่นเรื่องแสงเงาเท่าไหร่ เลยไม่กล้าลงเงา กลัวหน้าน้องจะดำ555
แต่ว่าจะให้แก้ ก็คงจะต้องใส่สีคู่ตรงข้ามลงไปบ้างกระมัง ไม่ให้มันดู monotone เหมือนในภาพ คงไปฝึกต่ออีกเยอะค่ะ อันนี้วาดเล่นเพราะคิดถึงเรื่องราวเก่าๆตอนยังเด็ก วาดไปเรื่อยไม่ได้คาดหวังอะไร มันคงจะคาดหวังอะไรไม่ได้แล้ว อยากจะวาดให้สวยดั่งใจคิดก็คงต้องปลงค่ะ เพราะว่าพอวาดเสร็จไม่แค่ปวดตา ยังปวดคอและปวดหลังหน่อยๆด้วย คือต้องจ้องจอไอแพดอยู่เป็นชั่วโมง กว่าจะวาดเสร็จ ความแก่ทำให้เราไม่ถึกเหมือนเดิมน่ะสิคะ
อยากจะวาดให้เก่งกว่านี้ สวยกว่านี้...แต่พอเหอะ5555 ต้องไปทำมาหากินต่อน่ะสิคะ
ผู้เขียนกำลังนึกถึงวันเวลาในชีวิต ที่ไม่มีโอกาสได้อยู่บนเส้นทางการวาดภาพ ซึ่งที่จริงมันอาจจะดีก็ได้ เพราะเป็นนักวาดภาพในสมัยก่อนนั้น...ยิ่งกว่ากินเกลือแน่ และทางบ้านไม่สนับสนุนใดๆทั้งสิ้น ขีดเส้นให้ผู้เขียนเดินเข้าสู่คณะอะไรก็ได้ในมหาวิทยาลัย ที่ไม่ใช่...ศิลปะ
ชีวิตเดินทางมาไกลโข บนเส้นทางสายมนุษย์เงินเดือน
แม้ว่าจะเกษียณก่อนวัยไปสักนิด แต่ต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง กลายเป็นว่าจะมานั่งวาดรูปจริงจังก็ไม่คงไม่รอดอีกอย่างเดิม ฝีมือผู้เขียนแค่วาดให้ตัวเองพอใจ จะไปเทียบกับคนที่เขามีโอกาสได้เรียนมาทางสายนี้ไม่ได้แน่นอน
ลึกๆก็ยังฝันจะวาดให้ได้สวยกว่านี้
พอคิดอีกที ก็ไม่อยากจะฝันอะไรไปให้มากค่ะ ยิ่งฝันก็ยิ่งต้องไล่ล่าให้ได้มา ไม่ว่ายามหลับ-ยามตื่น รู้สึกว่าเหนื่อย กระหืดกระหอบกับการต้องพยายามอยู่ตลอด ตกลงว่าความสุขมันรออยู่ตรงปลายทาง ตรงที่สำเร็จดั่งฝันใช่ไหม...
ที่จริงได้ตื่นขึ้นมาทุกวัน เห็นแสงแดด รับรู้ถึงสายลม หูได้ยินเสียงนกร้อง มีข้าวกิน มีกาแฟปรุงสำเร็จกินก็ยังดีกว่าไม่มี มีน้ำ มีไฟฟ้า มีอินเตอร์เนตให้ใช้ทำงาน ร้อนก็เปิดพัดลมได้ อยากจะไปไหนก็ยังมีรถเก่าๆที่ยังใช้งานได้ดีไว้ขับไปทำธุระโน่นนี่บ้าง
แล้วแค่นี้ไม่เรียกความสุขงั้นหรือ ความปกติของชีวิตนี่ไง คือความสุขแล้วล่ะค่ะ
ไม่ต้องไปมองหาให้ไกลตัว หรือหวังในสิ่งที่เราไม่มี
ตอนนี้แค่สุขภาพปกติ คนรอบข้างก็อยู่กันปกติ ไม่มีใครเจ็บป่วย เหมือนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา ทว่า...วันใดหากมีอะไรไม่เหมือนเดิม คงจะไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นใช่ไหมคะ
แล้วจะคิดถึงวันที่ชีวิตเราเดินไปอย่างปกติ วันที่อะไรมันเดินไปซ้ำเดิม ไม่ได้น่าตื่นเต้น...แต่ช่างเป็นวันที่มีค่า
มาเข้าใจคำว่า "ปกติสุข" ก็วันนี้แหละค่ะ บางทีเหมือนเป็นคำที่เราพูดกันติดปาก ไม่ได้คิดถึงความหมายอันลึกซึ้ง ที่จริงมันเต็มไปด้วยสัจธรรมในคำนี้
ขอจบแบบห้วนไปนิด เพราะได้เวลาที่ควรเข้านอนล่ะค่ะ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ




