พฤษภาคม 07, 2569

และแล้ว...นิยายก็จบ

 


เขียนนิยายจบไปอีกหนึ่งเรื่องแล้ว...ไชโย้

อยากจะร้องตะโกนดังๆเลยค่ะ แต่คงได้แค่คิด เพราะขืนทำอย่างนั้นออกมาก็จะอาจรับตัวเองไม่ได้5555  ปกติเป็นคนไม่ยอมแสดงออก ไม่ใช่ไม่กล้า หรือไม่มั่นใจในตัวเอง แต่เป็นเพราะพอแก่ตัวลง ก็รู้ว่า ดีใจไปก็เดี๋ยวเดียว แล้วมันก็จะผ่านไปอีก

เคยไหมคะ เวลาดีใจมากๆ พอสักพัก กลายเป็นหดหู่ อ้าว... เลยต้องนั่งมองความดีใจ 

กว่าจะจบได้  ก็เขียนมาปีเศษ ตั้งใจว่าจะเขียนให้เร็วขึ้นกว่าเดิม กลายเป็นช้ากว่าเดิมเล็กน้อย เพราะมีเหตุอันเข้ามาขัดจังหวะ  ก็ต้องฝ่าด่านอรหันต์ (สำนวนหนังจีนในยุค 80s หมายถึงด่านอุปสรรค์ที่จอมยุทธต้องแก้ปัญหาและฝ่าฟันเข้าไปในสำนักวัดเส้าหลิน)

และแล้วจอมยุทธหญิงคนนี้ก็ฝ่าด่านเข้าไปสำเร็จ ได้นิยายมาเป็นของตัวเองอีก 1 เล่ม (เดี๋ยวค่อยพิมพ์เล่ม)

ใครไปแอบส่องร้าน BooksCottage ก็คงจะพบว่าร้านนี้ยังเงียบ no change 5555 คือนิยายเรื่องปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว ยังตรวจพิสูจน์อักษรไม่เสร็จ คือ เกรงใจคนจ่ายเงินซื้อ และสงสารตัวเองที่ไม่มีทุนขนาดไปจ้างเขาตรวจให้ เพราะได้ข่าวว่าเขาคิดกันหน้าละ 5 บาท คิดดูว่านิยายหนาเกือบ 400 หน้าจะเป็นค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ สำหรับคนเกษียณไร้บำนาญ ก็นับว่าเอาเรื่องนะคะ 

หรือว่าจะทำรุ่น limited คือขออนุญาตมีคำผิดนิดหน่อยนะคะ เพราะว่าคนเขียนตรวจเอง ดีไหม อิอิ มีน้องๆที่เคยทำงานด้วยกันติดต่อขอซื้อเป็นคนแรกแล้ว 

เออ...จะขายได้แค่คนรู้จักหรือเปล่านะ แบบว่าน้องๆอยากสนับสนุนพี่ และอยากได้เป็นที่ระลึก เผื่อคนขายเกิดดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมา5555

สำหรับคนเขียนมีผลงานขึ้นมาอีกเล่มก็ดีใจมากแล้วค่ะ  พอประกาศปิดเรื่อง เปิดเครื่องหมายว่า "จบ" เท่านั้นแหละ คนเข้ามาอ่านถล่มทลาย ชนิดที่ว่าเขียนให้อ่านฟรีมาตั้งปีนึง ใยจึงไม่มาอ่านกันเน้อ

อาจเป็นเพราะนักอ่านทั้งหลายคงโดนทำให้ผิดหวังบ่อยๆ หลายเรื่องเขียนยังไม่จบ  ติดเหรียญไปด้วยระหว่างการเขียน  และน่าจะส่วนมากที่เป็นวิธีนี้  พอสุดท้ายเกิดเขียนไม่จบขึ้นมา แปลว่าเงินที่นักอ่านจ่ายไปตอนต้นเรื่อง ก็เป็นอันเก้อ แล้วอย่างที่เคยบอกค่ะ การเขียนให้จบไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเปิดเรื่องใหม่เวลาอารมณ์กำลังพุ่งปรี๊ดว่าอยากเขียนนั้นมันง่าย

หลายคนพอเขียนเรื่องหนึ่งไม่จบ ก็หนีไปเปิดเรื่องใหม่ต่อ 

ความโชคร้ายกลับไปอยู่ที่คนอ่านแทน  ดังนั้นแล้วใครประกาศว่าเรื่องนี้เขียนจบได้  นักอ่านก็เลยแห่กันมาค่ะ

โธ่ มีคนเข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ว...

ผ่านไปไม่ทันไร หลังจากเพิ่งดีใจ ความอยากเขียนเรื่องใหม่มันก็มาในทันที5555

คือเริ่มวางโครงสร้างเอาไว้บ้างแล้วค่ะ แต่ยังไม่ครบ และยังไม่รู้จะเริ่มเขียนเมื่อไหร่ และที่สำคัญคือคราวนี้จะไม่ยอมกดดันชีวิตด้วยการเขียนไปด้วย ลงรายตอนไปด้วยแล้วนะคะ (ทำเสียงจริงจังค่ะ)

คือมันไม่คุ้มกับการเสียสุขภาพ/สังขาร 

ที่สำคัญคือ ไม่ได้เป็นนักเขียนปากกาทองที่เขียนแล้วคนอ่านหลักล้านวิว และ pay ให้กันกระหน่ำจนมีกินมีใช้ มีบ้าน มีรถ


ตอนที่ 79 ของพันธนาการรัก ขอสลักเอาไว้แนบใจ (2568) ทำเอาผู้เขียนป่วยไปสองสัปดาห์ ระบบย่อยอาหารรวนค่ะ ถ้าใครติดตามไปอ่านจะเห็นว่า update ห่างกันเป็นเดือน คือช่วงนั้นทานอะไรก็ปวดท้อง เวียนหัว ผู้เขียนก็เลยเข็ด

อีกทั้งตอนเขียนเรื่อง ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว (2567) ก็ทำให้ผู้เขียนปวดหลัง ปวดคอ และไมเกรนขึ้นเป็นระยะ

เดี๋ยวนี้เห็นชุมชนนักเขียนใน tiktok เขาบ่นกันมาก เรื่องมีนักเขียนบางคนให้ Ai ช่วยเขียนให้ สำนวนภาษาประหลาด และเนื้อเรื่องมีความวกวน จนนักอ่านบางคนเริ่มจับได้5555 ว่ามันดีเกินจริง และขาดความเป็นมนุษย์ คือมันดีจนแข็งทื่อ ชวนให้สงสัย

เดี๋ยวนี้ Ai ก็เข้ามามีบทบาทแทบทุกวงการ เราก็ต้องอยู่ร่วมกับเขาแหละค่ะ เขาก็มีข้อดีมากมาย และถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยมนุษย์ เราคงต้องหนีไปอยู่ดาวอังคาร (ซึ่งตอนนี้ยังไม่พร้อมให้อยู่) ถ้าจะไม่อยากให้ Ai เข้ามาอยู่ใกล้ๆ

สำหรับ ปี 2569 ผู้เขียนคงจะยังอยากมีนิยายของตัวเองไว้อีกสักเรื่อง เป็นเรื่องที่ 3 ค่ะ

และจะนำมาเล่าสู่กันฟังใน Blog นี้ไปก่อนจะลงตอนจริงใน Platform นิยายออนไลน์นะคะ คือจะได้ไม่ต้องกดดันตัวเองเกินไป จริงๆก็ทำ Facebook Fanpage เอาไว้ แต่ไม่ค่อยจะไป post อะไร (อ้าว) เพราะยังเริ่มต้นไม่ถูก5555 กับไม่ค่อยได้เข้า Facebook อันนี้เรื่องจริง

ความอยากเริ่มตอนที่ 1 ของเรื่องใหม่มันก็มีมากอยู่นะคะ แบบไฟแรง (ต้องแรงไว้ก่อน)

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร และเกี่ยวกับอะไรนั้นจะทะยอยมาหยอดให้ฟังนะคะ


ท้ายนี้ก็ขอขอบคุณที่มาอ่าน Blog เล็กๆอันนี้ค่ะ









เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ

เมษายน 22, 2569

หลบความร้อนไปหาที่เย็น

 


อากาศกรุงเทพช่วงนี้มันช่างร้อนเเหลือเกินสิคะ ผู้เขียนต้องทนนั่งในห้องทำงานซึ่งอากาศอบอ้าวมาก

เพราะห้องนี้เเป็นส่วนต่อเติมจากตัวบ้านหลักอีกที คือเอาพื้นที่เดิมที่เป็นใต้ระเบียงมาทำเป็นห้องนั่นหละค่ะ  ก้อเห็นว่าหลายบ้านก็ต่อเติมประมาณนี้ พอดีมีส่วนพื้นที่ยื่นออกไปด้านหลังอีกหน่อย จะได้กว้างขวางมากขึ้น แล้วส่วนนั้นก็ต้องมุงหลังคาด้วยแผ่นเมทัลชีท  พอดีงบจำกัด และตอนนั้นยังไม่มีเรื่องการ early retire เข้ามาในชีวิต ผู้เขียนก็เลยคิดว่าเอาแค่นี้ไปก่อน ฝ้าก็ยังไม่ต้องมีก็ได้ เพราะว่าห้องนี้เหมือนห้องที่ต้องเดินผ่านออกจากบ้านไปสู่ที่จอดรถของบ้านอีกที  คือประมาณว่าฉันแค่เดินผ่านเพราะต้องไปทำงานทุกวัน ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรกับห้องนี้เท่าไหร่ เสาร์อาทิตย์ก็ยังออกนอกบ้านอยู่ดี  กลายเเป็นว่าห้องนี้ในตอนนั้นก็ใช้วางข้าวของที่ล้นออกมาจากห้องนอน

ทว่า...โชคดีที่ผู้เเขียนยังติดแอร์ระดับ heavy duty เอาไว้ด้วย ช่างที่มาปรับปรุงพื้นที่ถามว่าไม่ทำฝ้าเหรอ เดี๋ยวจะร้อนหน่อยนะ ผู้เขียนก็บอกว่า เอาไว้ทีหลังก่อน ห้องนี้ไม่ค่อยได้ใช้ทำอะไรเท่าไหร่ ไม่ค่อยได้อยู่ ว่างั้นเถอะ 

ตอนนี้ได้แค่นึก...ไม่น่าเลย

กลายเป็นว่าชีวิต 90 เปอร์เซนต์ของหลังเกษียณผู้เขียนนั่งทำงานในห้องนี้

คือห้องมันกว้างกว่าห้องเดิมที่เป็นห้องนอน พอให้วางโต๊ะวางทีวี วางอะไรได้เยอะอยู่ค่ะ คิดดูว่าผู้เขียนสามารถมีเตาอบขนมเตาใหญ่ได้ มีโต๊ะสำหรับทำเบเกอรี่ได้ นอกจากนี้ยังมีโต๊ะคอมพิวเตอร์ โอ๊ย...แต่ว่ามันไม่พอสำหรับคนสร้างสรรค์อย่างผู้เขียนหรอกค่ะ 5555 อย่าให้บอกเชียวว่าผู้เขียนทำอะไรบ้าง

อากาศร้อนจนทำอะไรแทบไม่ได้ จะเปิดแอร์ช่วงกลางวันก็กลัวค่าไฟแพง สรุปว่าวันๆแทบจะไม่ได้ทำอะไร บางทีต้องหนีกลับเข้าไปห้องนอน เพราะเย็นกว่า

ค่อยมาเปิดแอร์ช่วงเย็นๆค่ะ หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าจะหมดไปอีกวัน เครียด...จะออกไปตากแอร์ตามห้างสรรพสินค้าเหมือนแต่ก่อนก็ไม่อยากไป  ไหนจะเปลืองค่าน้ำมัน ไหนแมวจะต้องกินข้าว สุดท้ายก็นั่งทนร้อน เอาพวกรูปมาตัดแปะสมุดคลายเครียดค่ะ

ทั้งแปะ ทั้งระบายทับ ขนสีไม้ที่ซื้อเอาไว้สมัยยังอู้ฟู่มาใช้  โอ้โห ซื้อมาเยอะมาก ยังเคยแซวกันเเองระหว่างพี่ที่ทำงานคนหนึ่งค่ะ ว่าเราสองคนซื้ออุปกรณ์มาเรียกว่าตายไปก็ใช้ไม่หมด5555

ทุกวันนี้เห็นพี่เขาใน facebook ว่าแข็งแรงดี เห็นออกงานวิ่งมาราธอนอยู่เเรื่อยๆ 

ส่วนตัวผู้เขียนเก็บตัวเงียบเชียบ วันๆต้องคิดแต่เรื่องทำมาหากิน นี่ละ ชีวิตหลัง early retire ของคนที่ต้องเลี้ยงตัวเอง (แล้วยังจะมีแมวอีก)

ภาพตัดแปะ theme วินเทจเป็นของชอบของผู้เขียนเลยค่ะ เผื่อใครชอบเหมือนกันคอยติดตามนะคะ จะทำ collage sheet แจกฟรี  ให้มา download กันไปตัดปะสมุด




เดี๋ยวนี้เเห็นใน tiktok ก็มีคนเเริ่มมาทำพวกนี้กันมากขึ้น แต่บางทีก็เเรียก junk journal บ้าง ส่วนมากก็เอาพวกกระดาษนิตยสารบ้าง กล่องขนมบ้าง จริงๆแล้วก็กระดาษทุกชนืดแหละค่ะ แล้วแต่ใครชอบแบบไหน

พอได้ตัดกระดาษด้วยกรรไกร  จิตใจเราจะค่อยๆสงบ เลิกยุ่งกับเทคโนโลยีชั่วคราว

โลกยุคนี้มันสะดวกสบายเกินไปแล้ว ข้าวของหลายอย่างก็ถูกลงมาก โดยเฉพาะของที่มาจากประเทศจีนค่ะ

ผู้เขียนมาเริ่มทำพวกงาน scrapbook จริงจังก็ประมาณปี 2009 เป็นต้นมา ช่วงนั้นมีแต่ของจากฝั่งอเมริกา  ผู้เขียนก็ยังอุตส่าห์ดั้นด้นซื้อมาจาก ebay ราคาก็ไม่เบานะคะ  แพงอยู่  แต่ขอบอกเลยว่าคุณภาพดีมาก  คือผ่านมาปีนี้ 2026 พวกกระดาษลายสวยๆที่ซื้อเก็บเอาไว้สียังสดใหม่เหมือนเดิม  

พวก tools ต่างๆ ไม่ว่าจะกรรไกร หรือพวก paper punch นี่ก็ทนทานมาก ถ้ามาซื้อตอนนี้คงไม่มีปัญญาซื้อ ก็นับว่าตัวเองคิดถูกที่ซื้อซะเต็มที่เลยค่ะ ประมาณว่ากลัวต่อไปจะไม่ได้ซื้อ หรือซื้อไม่ได้ ยังกับมีลางสังหรณ์

เวลาไปรื้อกล่องดู ตัวผู้เขียนยังตกใจเอง ว่าทำไมมันเยอะอะไรไปหมด555  แต่ก็อุทานกับตัวเองอย่างมีความสุขนะคะ เพราะฉันชอบของพวกนี้

ฉันไม่สนใจพวกกระเป๋าแบรนด์ หรือของหรูหรา แต่ชอบเครื่องเขียน อุปกรณ์ประดิดประดอยนี่ละ



Link Free Download : JPG

https://drive.google.com/file/d/16s3yu4yZrrcHdB83-NzsN4cdklH-si1d/view?usp=sharing

ส่วนใครขี้เกียจตัดกระดาษแปะด้วยกาวแล้วกาวเลอะมือ หรือกลัวทากาวไม่ทั่วก็แนะนำให้ print ลงบนกระดาษสติ๊กเกอร์ inkjet ได้นะคะ สะดวกมาก ผู้เขียนแนะนำซื้อตาม Link ด้านล่าง เป็นเกรดปกติ ใช้แล้วสีสดและกันน้ำได้ในระดับหนึ่ง (แบบ 10 แผ่นต่อกล่องก็มีนะคะ เดี๋ยววันหลังหา link มาให้ อีกที)

https://s.shopee.co.th/BQQUjoP30

แบบพรีเมี่ยมกว่า print ออกมาสีสดกว่าก็มีค่ะ


ว่าแล้วก็ขอตัวไปตัดรูปไว้แปะสมุดต่อนะคะ...ไว้เจอกันใหม่ post หน้า


เมษายน 09, 2569

ฝึกกันต่อไป Digital Painting


 

นี่เป็นผลงานล่าสุดของผู้เขียน ที่วาดและ painting หนุ่มหน้าหวานที่เข้าใจว่าหน้าตาแบบนี้คงจะ in trend ในยุคปัจจุบัน

(แต่ไม่ใช่รสนิยมสวนตัวของผู้เขียนหรอกค่ะ)

เวลาดูซีรีส์จีนแล้วผู้เขียนออกจะตกใจเล็กน้อย(ถึงมากที่สุด)555 ว่าผู้ชายสมัยนี้ทำไมคางแหลม และแต่งหน้าจนเนียนพอๆกับนางเอก แบบแทบไม่เเห็นรูขุมขน

แถมดูไปดูมาโครงหน้าก็ละม้ายกับพระเอกในหนังสือการ์ตูน หรือ webtoon ด้วยซ้ำไป คือหน้าจะแหลมเรียว ตาก็เรียวยาวซะด้วย

แทบไม่ต้องไปดูพวกตระกูลสายนิยายวาย หรือ boy love เพราะสายนั้นผู้ชายหน้าหวานมาก คล้ายๆที่ผู้เขียนวาดออกมาข้างบนนั่นแหละค่ะ

รูปนี้รู้สึกภูมิใจมากกับการเหลาจมูกออกมาได้ดี  คือใส่เงาแล้วดูนุ่มนวล 

นี่หละค่ะ  สงสัยอีกหน่อยต้องวาดปกนิยายเอง เพราะ platform ตั้งท่ากีดกันภาพจาก Ai แล้วนี่ทำไมฉันจะต้องทำเองทุกอย่างด้วย(วะ) มันเหนื่อยนะเนี่ย

ไม่ต้องแปลกใจนะคะ รูปข้างบนยังวาดไม่เสร็จค่ะ  เอามาให้ดูตามนี้ไปก่อน แถมไม่รู้จะเสร็จเมื่อไหร่  มีอะไรต้องทำเยอะไปหมด 😅

อีกอย่างคือต้องทิ้งไว้ให้ลืมสักพัก เดี๋ยวกลับมาระบายต่อจะเห็นข้อบกพร่องที่ตอนนี้มักจะไม่เห็นค่ะ

ตอนนี้อารมณ์เห่อ ดูยังไงก็คิดว่าตัวเองวาดและระบายโอเคแล้ว 5555

หัวเราะทั้งน้ำตา เพราะค่าจ้างนักวาดแสนจะแพง แล้วนักเขียนส่วนใหญ่เขาไม่ได้เขียนนิยายแล้วได้เงินเยอะกันทุกคน  ที่เห็นว่าได้เยอะ จนผ่อนบ้าน ผ่อนรถกันได้นั้น คงมีจำนวนไม่เยอะหรอกค่ะ

อย่าให้บอกเชียวว่าที่เขียนมาสองเรื่อง ใช้เวลาเรื่องละ 1 ปี นั้น ได้เงินกี่บาท 

ใครรู้เข้าคงจะบอกว่า "ไปทำอย่างอื่นเถอะ"

เฮ้อ อากาศหน้าร้อนมันก็ต้องร้อน เมษายนจะให้เย็นได้ยังไง อากาศไม่ร้อนเปล่า  เหตุการณ์รอบประเทศก็ระอุ  น้ำมันแพง ข้าวของแพง คนอย่างเราก็ลำบากมากขึ้นไปอีก มีความสามารถอะไรก็หยิบมาใช้จนหมดสิ้น ไม่มีใครช่วยเรา เราก็ต้องพึ่งตัวเองสินะ

บ่นเรื่องอากาศสักหน่อยค่ะ ก่อนจะบ่นต่อว่านิยายวายเขาขายดีกันจริงๆ แต่ผู้เขียนคงจะได้แต่มองค่ะ ในยุคที่เติบโตมาเรื่องเหล่านี้มันช่างไกลตัวมากๆ แล้วจะขยับไปเขียนนิยายตามกระแสจะไหวเหรอ (ถามตัวเอง)

สรุป อีโรติก ก็ไม่เขียน

นิยายวาย ก็ไม่เขียน


ผู้เขียนได้แต่แหงนหน้ามองฟ้าแล้วล่ะค่ะ เบื้องบนโน้นมีเทพเทวาใช่ไหม 

รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรเยอะแยะ แต่ก็ดูจะยังไม่เป็นผลเท่าไหร่ ไหนจะต้องสู้กับโลกภายนอกที่ช่างโหมกระหน่ำลงมาใส่ 


เฮ้อ

ขอถอนหายใจค่ะ... ไว้เจอกัน Post หน้านะคะ




มีนาคม 26, 2569

ทักษะการรับฟังข่าวร้าย

 


ชีวิตก็คือชีวิตค่ะ ผู้เขียนคิดว่าอยากจะเล่าเรื่องทักษะที่ควรมีเอาไว้ติดตัว ยามเมื่อต้องพบเจอกับสิ่งที่ไม่ได้พึงปรารถนา แต่มันก็โถมเข้าหาเรา...อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับระลอกสึนามิ

เรื่องเจ้าแมวไข่เจียวเพิ่งหายจากติดเชื้อบาดทะยักได้เพียง 1 เดือน  คราวนี้สร้างเรื่องใหม่ให้ผู้เขียนต้องทำใจอีกแล้ว

อันว่าการอุปการะลูกแมวจรโดยที่โครงสร้างพื้นฐานตัวเองไม่พอนี่ก็เป็นบทเรียนสำคัญ

หมายความว่าไม่ได้คิดไกลไปว่าเวลาแมวป่วย เกิดต้องแยกขัง แล้วไม่มีที่ให้ขัง จะทำอย่างไรต่อไป

แต่ก่อนเลี้ยงสุนัข  ทางบ้านเลี้ยงเพื่อกันขโมยโดยให้อยู่นอกบ้าน ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนรับรู้ และสมัยก่อนผู้เขียนยังทำงานประจำมีรายได้  วันๆก็อยู่แต่ที่ทำงาน เสาร์อาทิตย์ก็อยู่นอกบ้าน ไปโน่นนี่ ไม่เคยได้ใกล้ชิดสัตว์เลี้ยงเท่าไหร่ เพียงแค่เห็นเขามานั่งรอหน้าประตูตอนค่ำทุกวัน กับตอนเช้าวิ่งไปส่ง แค่นี้ก็ทำให้รู้สึกว่าการมีสัตว์เลี้ยงนั้นมันดี  และเมื่อมาถึงระยะเวลาหนึ่ง เขาก็แก่ชราและจากไปตามวาระ ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรดราม่าเท่ากับการเลี้ยงแมวเลยค่ะ

วีรกรรมเด็ดของสุนัขก็มี ใช่ว่าจะราบรื่น น้องเงิน (อ่านต่อเรื่องน้องเงิน) สุนัขตัวสุดท้ายที่ทางบ้านคิดจะเลี้ยง บางทีเขาก็ออกไปกัดคนที่คิดว่าไม่น่าไว้ใจ5555 เช่น คนแต่งตัวเหมือนคนทำงานก่อสร้าง อะไรประมาณนี้ ทางบ้านต้องตามไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าทำขวัญให้อยู่หลายครั้ง

ใหญ่สุดคือไปกัดสุนัขพันธุ์เล็กที่เจ้าของอาจไม่รู้ว่ามีหมาใหญ่อยู่แถวนั้น กัดจนน้องหมาเขากลับดาว  ผู้เขียนเองก็เข้าใจว่าน้องเงินเคยนอนเล่นกับตุ๊กตาหมาน้อยตอนเขายังเด็ก  อาจจะคิดว่าเป็นตุ๊กตาไหม เข้าไปงับดู แล้วงานนั้นก็ถูกเรียกค่าชีวิตหมาพันธุ์เล็กหลักหมื่น  ผู้เขียนต้องรีบไปรับผิดชอบ เพราะทางบ้านโกรธมากบอกว่าจะไล่น้องเงินออกจากบ้าน หรือไม่ก็เอาไปปล่อย

หมาก็คือหมาค่ะ  เขาก็คงไม่รู้เรื่อง

ความธรรมดาสามัญข้างต้นที่เล่าไป ทำให้ผู้เขียนทำใจลำบากตั้งแต่น้องไข่เจียว(แมว) อยู่ดีๆติดเชื้อบาดทะยัก (Felish Tetanus) อันเกิดได้ยากยิ่งกับแมว หมดค่ารักษาไปเกินหลักหมื่น และไม่มีใครยอมรับปากว่ารักษาแล้วจะหายไหม

ใครอยากอ่านเรื่องไข่เจียวเป็นบาดทะยักรออ่านได้นะคะ

คราวนี้พอจบเรื่องบาดทะยัก เพราะในที่สุดน้องก็รอด และกลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงแมวปกติได้เพียง 1 เดือน

คือยังไม่ทันจะพาไปทำหมันเลยนะคะ  ตั้งแต่เขาเกือบหายดี เขาก็แหกกรงออกไปเที่ยวนอกบ้าน แถมกลับบ้านวันเว้นวัน  เว้นสองวัน  กลับมาก็หิวโซ  กินไม่ยั้ง  กินแล้วนอน พอหัวค่ำก็ออกไปอีกค่ะ

โครงสร้างพื้นฐานไม่เหมาะกับการเลี้ยงแมวเริ่มแสดงปัญหา คือ ไม่สามารถถถเลี้ยงแบบปิด คือให้อยู่ในห้อง หรือในบ้าน  ก็บ้านไม่มีห้องเหลือสำหรับแมวอยู่ค่ะ นอกจากต้องทำกรงใหญ่ให้อยู่นอกบ้าน ซึ่งต้องใช้เงินอีกจำนวนพอสมควรเลย แถมเราเป็นผู้อาศัยพ่อแม่อยู่  บางทีเราก็ไม่ได้มีสิทธิจะทำอะไรก็ได้ใช่ไหม

ในเมื่อออกไปนอกบ้านได้ คาดว่าคงไปเปิดศึกแย่งตัวเมียตามสัญชาตญานแหละค่ะ รอบนี้กลับมาบ้านมีแผลหลายที่ ผู้เขียนก็พยามสังเกตแผล แต่สายตาคนอย่างเราที่ไม่ใช่หมอ ก็เห็นแค่ว่าบวมไหม  น้องซึมไหม อะไรอย่างนี้แค่นั้น

เหมือนมีลางสังหรณ์ไม่ดี ก็เลยโทรไปนัดทำหมัน และพาไปหาหมอเพื่อทำมันซะเถอะ กะว่าเจอหมอก็ได้ฝากดูแผลไปด้วย

เหตุการณ์ก็ประมาณว่าแผลที่ได้มาเป็นแผลโพรง  (Pocket woundต้องรักษากันอย่างหนัก สรุปต้อง admit อีก ไหนจะตรวจเลือดเพิ่ม ไหนจะค่าทำหมันอีก  โอ๊ย...ผู้เขียนนั่งฟังการประเมินค่ารักษาแล้วยอมรับว่า...ทรุด

ของเดิมเมื่อคราวโรคบาดทะยักยังไม่ทันหารายได้มาเติมเลย   ต้องมาจ่ายเรื่องใหม่อีก แค่นี้ก็เครียดแล้ว

การไม่สามารถขังเขาไว้ได้มันเป็นอย่างนี้นี่เอง 

คือน้องสีส้มเขาก็มีหนีเที่ยวแบบนี้ แต่ไม่เคยต้องพาไปทำแผลหมดเป็นหมื่นๆแบบนี้เลยค่ะ ส่วนใหญ่เห็นเป็นแผลเล็กเท่านั้น

แล้วแค่นี้ยังไม่พอ ผลเลือดออกมาอีกว่าน้องไข่เจียวไปติดเชื้อลูคิเมีย มาจากแมวตัวอื่นที่กัดกันอีก

อะไรกันเนี่ย...ผู้เขียนได้แต่ยืนนิ่งอึ้งค่ะ อาจทำหน้าเฉยๆตอนได้รับฟัง แต่ข้างในใจรู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงบนหัว 

เป็นวันที่ช่างสาหัสเหลือเกินค่ะ...

        ฉันจะอยู่กับสิ่งเหล่านี้อย่างไรดี  รู้แต่ว่าฉันทำทุกอย่างเต็มที่หมดแล้ว นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนบอกตัวเองค่ะ  ยอมรับมันว่าเกิดขึ้นแล้ว มันเกิดขึ้นได้ใช่ไหมล่ะคะ เพราะปัจจัยต่างๆเราก็รู้ดี


ผู้เขียนกลับมาบ้าน นั่งบนโต๊ะทำงาน แล้วก็นั่งคิดค่ะ  ลูคิเมียทำให้แมวอายุสั้น อาจเเหลือเวลาอยู่กับเจ้าของเพียงแค่เต็มที่ 5 ปี หมอบอกอย่างนั้นนะคะ

โธ่...นิยายพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ ตอนจบ คือตอนที่ 80 ยังไม่เสร็จซักทีล่ะค่ะ  

พายุและมรสุมชีวิตยังพัดเข้าใส่ไม่หยุด  คนเราเวลาต้องฟังข่าวร้ายควรต้องรับมือกับมันอย่างไรดีคะ...



ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ