ชีวิตก็คือชีวิตค่ะ ผู้เขียนคิดว่าอยากจะเล่าเรื่องทักษะที่ควรมีเอาไว้ติดตัว ยามเมื่อต้องพบเจอกับสิ่งที่ไม่ได้พึงปรารถนา แต่มันก็โถมเข้าหาเรา...อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับระลอกสึนามิ
เรื่องเจ้าแมวไข่เจียวเพิ่งหายจากติดเชื้อบาดทะยักได้เพียง 1 เดือน คราวนี้สร้างเรื่องใหม่ให้ผู้เขียนต้องทำใจอีกแล้ว
อันว่าการอุปการะลูกแมวจรโดยที่โครงสร้างพื้นฐานตัวเองไม่พอนี่ก็เป็นบทเรียนสำคัญ
หมายความว่าไม่ได้คิดไกลไปว่าเวลาแมวป่วย เกิดต้องแยกขัง แล้วไม่มีที่ให้ขัง จะทำอย่างไรต่อไป
แต่ก่อนเลี้ยงสุนัข ทางบ้านเลี้ยงเพื่อกันขโมยโดยให้อยู่นอกบ้าน ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนรับรู้ และสมัยก่อนผู้เขียนยังทำงานประจำมีรายได้ วันๆก็อยู่แต่ที่ทำงาน เสาร์อาทิตย์ก็อยู่นอกบ้าน ไปโน่นนี่ ไม่เคยได้ใกล้ชิดสัตว์เลี้ยงเท่าไหร่ เพียงแค่เห็นเขามานั่งรอหน้าประตูตอนค่ำทุกวัน กับตอนเช้าวิ่งไปส่ง แค่นี้ก็ทำให้รู้สึกว่าการมีสัตว์เลี้ยงนั้นมันดี และเมื่อมาถึงระยะเวลาหนึ่ง เขาก็แก่ชราและจากไปตามวาระ ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรดราม่าเท่ากับการเลี้ยงแมวเลยค่ะ
วีรกรรมเด็ดของสุนัขก็มี ใช่ว่าจะราบรื่น น้องเงิน (อ่านต่อเรื่องน้องเงิน) สุนัขตัวสุดท้ายที่ทางบ้านคิดจะเลี้ยง บางทีเขาก็ออกไปกัดคนที่คิดว่าไม่น่าไว้ใจ5555 เช่น คนแต่งตัวเหมือนคนทำงานก่อสร้าง อะไรประมาณนี้ ทางบ้านต้องตามไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าทำขวัญให้อยู่หลายครั้ง
ใหญ่สุดคือไปกัดสุนัขพันธุ์เล็กที่เจ้าของอาจไม่รู้ว่ามีหมาใหญ่อยู่แถวนั้น กัดจนน้องหมาเขากลับดาว ผู้เขียนเองก็เข้าใจว่าน้องเงินเคยนอนเล่นกับตุ๊กตาหมาน้อยตอนเขายังเด็ก อาจจะคิดว่าเป็นตุ๊กตาไหม เข้าไปงับดู แล้วงานนั้นก็ถูกเรียกค่าชีวิตหมาพันธุ์เล็กหลักหมื่น ผู้เขียนต้องรีบไปรับผิดชอบ เพราะทางบ้านโกรธมากบอกว่าจะไล่น้องเงินออกจากบ้าน หรือไม่ก็เอาไปปล่อย
หมาก็คือหมาค่ะ เขาก็คงไม่รู้เรื่อง
ความธรรมดาสามัญข้างต้นที่เล่าไป ทำให้ผู้เขียนทำใจลำบากตั้งแต่น้องไข่เจียว(แมว) อยู่ดีๆติดเชื้อบาดทะยัก (Felish Tetanus) อันเกิดได้ยากยิ่งกับแมว หมดค่ารักษาไปเกินหลักหมื่น และไม่มีใครยอมรับปากว่ารักษาแล้วจะหายไหม
ใครอยากอ่านเรื่องไข่เจียวเป็นบาดทะยักรออ่านได้นะคะ
คราวนี้พอจบเรื่องบาดทะยัก เพราะในที่สุดน้องก็รอด และกลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงแมวปกติได้เพียง 1 เดือน
คือยังไม่ทันจะพาไปทำหมันเลยนะคะ ตั้งแต่เขาเกือบหายดี เขาก็แหกกรงออกไปเที่ยวนอกบ้าน แถมกลับบ้านวันเว้นวัน เว้นสองวัน กลับมาก็หิวโซ กินไม่ยั้ง กินแล้วนอน พอหัวค่ำก็ออกไปอีกค่ะ
โครงสร้างพื้นฐานไม่เหมาะกับการเลี้ยงแมวเริ่มแสดงปัญหา คือ ไม่สามารถถถเลี้ยงแบบปิด คือให้อยู่ในห้อง หรือในบ้าน ก็บ้านไม่มีห้องเหลือสำหรับแมวอยู่ค่ะ นอกจากต้องทำกรงใหญ่ให้อยู่นอกบ้าน ซึ่งต้องใช้เงินอีกจำนวนพอสมควรเลย แถมเราเป็นผู้อาศัยพ่อแม่อยู่ บางทีเราก็ไม่ได้มีสิทธิจะทำอะไรก็ได้ใช่ไหม
ในเมื่อออกไปนอกบ้านได้ คาดว่าคงไปเปิดศึกแย่งตัวเมียตามสัญชาตญานแหละค่ะ รอบนี้กลับมาบ้านมีแผลหลายที่ ผู้เขียนก็พยามสังเกตแผล แต่สายตาคนอย่างเราที่ไม่ใช่หมอ ก็เห็นแค่ว่าบวมไหม น้องซึมไหม อะไรอย่างนี้แค่นั้น
เหมือนมีลางสังหรณ์ไม่ดี ก็เลยโทรไปนัดทำหมัน และพาไปหาหมอเพื่อทำมันซะเถอะ กะว่าเจอหมอก็ได้ฝากดูแผลไปด้วย
เหตุการณ์ก็ประมาณว่าแผลที่ได้มาเป็นแผลโพรง (Pocket wound) ต้องรักษากันอย่างหนัก สรุปต้อง admit อีก ไหนจะตรวจเลือดเพิ่ม ไหนจะค่าทำหมันอีก โอ๊ย...ผู้เขียนนั่งฟังการประเมินค่ารักษาแล้วยอมรับว่า...ทรุด
ของเดิมเมื่อคราวโรคบาดทะยักยังไม่ทันหารายได้มาเติมเลย ต้องมาจ่ายเรื่องใหม่อีก แค่นี้ก็เครียดแล้ว
การไม่สามารถขังเขาไว้ได้มันเป็นอย่างนี้นี่เอง
คือน้องสีส้มเขาก็มีหนีเที่ยวแบบนี้ แต่ไม่เคยต้องพาไปทำแผลหมดเป็นหมื่นๆแบบนี้เลยค่ะ ส่วนใหญ่เห็นเป็นแผลเล็กเท่านั้น
แล้วแค่นี้ยังไม่พอ ผลเลือดออกมาอีกว่าน้องไข่เจียวไปติดเชื้อลูคิเมีย มาจากแมวตัวอื่นที่กัดกันอีก
อะไรกันเนี่ย...ผู้เขียนได้แต่ยืนนิ่งอึ้งค่ะ อาจทำหน้าเฉยๆตอนได้รับฟัง แต่ข้างในใจรู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงบนหัว
เป็นวันที่ช่างสาหัสเหลือเกินค่ะ...
ฉันจะอยู่กับสิ่งเหล่านี้อย่างไรดี รู้แต่ว่าฉันทำทุกอย่างเต็มที่หมดแล้ว นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนบอกตัวเองค่ะ ยอมรับมันว่าเกิดขึ้นแล้ว มันเกิดขึ้นได้ใช่ไหมล่ะคะ เพราะปัจจัยต่างๆเราก็รู้ดี
ผู้เขียนกลับมาบ้าน นั่งบนโต๊ะทำงาน แล้วก็นั่งคิดค่ะ ลูคิเมียทำให้แมวอายุสั้น อาจเเหลือเวลาอยู่กับเจ้าของเพียงแค่เต็มที่ 5 ปี หมอบอกอย่างนั้นนะคะ
โธ่...นิยายพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ ตอนจบ คือตอนที่ 80 ยังไม่เสร็จซักทีล่ะค่ะ
พายุและมรสุมชีวิตยังพัดเข้าใส่ไม่หยุด คนเราเวลาต้องฟังข่าวร้ายควรต้องรับมือกับมันอย่างไรดีคะ...
ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ




