กรกฎาคม 30, 2569

ความปกติ คือความสุข

 


ช่วงนี้อยู่ๆผู้เขียนก็เกิดปวดหัวไหล่ข้างขวาขึ้นมา บางทีก็ปวดระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ถึงนิ้วกลางมือขวา ทำให้ใช้งานเม้าส์คอมพิวเตอร์ไม่ค่อยสะดวก คือพอใช้ไปสักพักก็จะรู้สึกปวด เลยต้องหยุดทำงานเป็นช่วงๆ ค่ะ กลายเป็นว่าวันหนึ่งๆเหมือนแทบจะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

รูปที่เอามาแปะข้างบนก็เป็นงานวาดของผู้เขียนที่วาดเล่นๆเอาไว้เมื่อวาน แล้วเอามาสงสีวันนี้ค่ะ คือมาลองหัดใช้โปรแกรม Clip Studio สำหรับวาดบน iPad หมายว่าใช้มือจับดินสอ apple pencil แทนใช้เม้าส์อาจจะทำให้ปวดมือน้อยลง

แรงบันดาลใจของภาพสาวน้อยตาโตข้างบนคือแนวการ์ตูนญี่ปุ่นผู้หญิงสมัยผู้เขียนยังเด็กนั่นเองค่ะ สมัยนั้นเค้าฮิตผู้หญิงตาเท่าไข่ห่านกัน  ในตาเจ้าหล่อนจะมีประกายวิบวับ พริบพราย ส่งแสงแวววาว แต่รูปนี้ก็ไม่ได้จะขนาดนั้นหรอกค่ะ ฝีมือผู้เขียนยังไม่โปร แถมยังงงอยู่กับโปรแกรม Clip Studio อยู่ด้วย ก็วาดได้เท่านี้ละค่ะ

ต้องบอกก่อนว่าส่วนที่ผู้เขียนวาดเองคือตัว Character หลักของภาพ หมายถึงสาวน้อยผมทอง แต่ว่าฉากหลังนั้นไม่ได้วาดเองนะคะ เอาภาพอื่นมาแปะแทนไว้ให้มันไม่โล่งเกินไปค่ะ ส่วนดอกไม้ด้านล่างที่ไม่ได้ลงสีก็เอามาแปะจากในโปรแกรมที่เขามีของเล่น ของตกแต่งเอาไว้ให้ใช้ฟรี  ไม่งั้นต้องวาดหมดทุกอย่างก็คงลำบากค่ะ  อย่างผู้เขียนวาดดอกไม้ไม่สวย วาดฉากก็ไม่เป็นค่ะ 

หลังจากวาดและระบายสีเสร็จก็นั่งมองงานตัวเองสักพัก  รู้สึกว่าเส้นขอบภาพจะหนาและแข็งไปสักหน่อย เหมือนพวกภาพวาดระบายสีทั่วๆไป ที่จริงเส้นควรต้องบางกว่านี้ แถมลงสีผิวหน้าก็ออกชมพูไปทั้งหน้า ดูออกมาแบนๆยังไงชอบกล  คือไม่แม่นเรื่องแสงเงาเท่าไหร่ เลยไม่กล้าลงเงา กลัวหน้าน้องจะดำ555

แต่ว่าจะให้แก้ ก็คงจะต้องใส่สีคู่ตรงข้ามลงไปบ้างกระมัง ไม่ให้มันดู monotone เหมือนในภาพ  คงไปฝึกต่ออีกเยอะค่ะ อันนี้วาดเล่นเพราะคิดถึงเรื่องราวเก่าๆตอนยังเด็ก  วาดไปเรื่อยไม่ได้คาดหวังอะไร  มันคงจะคาดหวังอะไรไม่ได้แล้ว อยากจะวาดให้สวยดั่งใจคิดก็คงต้องปลงค่ะ  เพราะว่าพอวาดเสร็จไม่แค่ปวดตา  ยังปวดคอและปวดหลังหน่อยๆด้วย คือต้องจ้องจอไอแพดอยู่เป็นชั่วโมง กว่าจะวาดเสร็จ ความแก่ทำให้เราไม่ถึกเหมือนเดิมน่ะสิคะ

อยากจะวาดให้เก่งกว่านี้ สวยกว่านี้...แต่พอเหอะ5555 ต้องไปทำมาหากินต่อน่ะสิคะ

ผู้เขียนกำลังนึกถึงวันเวลาในชีวิต ที่ไม่มีโอกาสได้อยู่บนเส้นทางการวาดภาพ ซึ่งที่จริงมันอาจจะดีก็ได้ เพราะเป็นนักวาดภาพในสมัยก่อนนั้น...ยิ่งกว่ากินเกลือแน่  และทางบ้านไม่สนับสนุนใดๆทั้งสิ้น  ขีดเส้นให้ผู้เขียนเดินเข้าสู่คณะอะไรก็ได้ในมหาวิทยาลัย ที่ไม่ใช่...ศิลปะ

ชีวิตเดินทางมาไกลโข บนเส้นทางสายมนุษย์เงินเดือน

แม้ว่าจะเกษียณก่อนวัยไปสักนิด แต่ต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง กลายเป็นว่าจะมานั่งวาดรูปจริงจังก็ไม่คงไม่รอดอีกอย่างเดิม  ฝีมือผู้เขียนแค่วาดให้ตัวเองพอใจ จะไปเทียบกับคนที่เขามีโอกาสได้เรียนมาทางสายนี้ไม่ได้แน่นอน

ลึกๆก็ยังฝันจะวาดให้ได้สวยกว่านี้

พอคิดอีกที   ก็ไม่อยากจะฝันอะไรไปให้มากค่ะ  ยิ่งฝันก็ยิ่งต้องไล่ล่าให้ได้มา ไม่ว่ายามหลับ-ยามตื่น รู้สึกว่าเหนื่อย กระหืดกระหอบกับการต้องพยายามอยู่ตลอด  ตกลงว่าความสุขมันรออยู่ตรงปลายทาง ตรงที่สำเร็จดั่งฝันใช่ไหม...

ที่จริงได้ตื่นขึ้นมาทุกวัน เห็นแสงแดด รับรู้ถึงสายลม หูได้ยินเสียงนกร้อง มีข้าวกิน มีกาแฟปรุงสำเร็จกินก็ยังดีกว่าไม่มี  มีน้ำ มีไฟฟ้า มีอินเตอร์เนตให้ใช้ทำงาน ร้อนก็เปิดพัดลมได้ อยากจะไปไหนก็ยังมีรถเก่าๆที่ยังใช้งานได้ดีไว้ขับไปทำธุระโน่นนี่บ้าง

แล้วแค่นี้ไม่เรียกความสุขงั้นหรือ ความปกติของชีวิตนี่ไง คือความสุขแล้วล่ะค่ะ

ไม่ต้องไปมองหาให้ไกลตัว หรือหวังในสิ่งที่เราไม่มี 

ตอนนี้แค่สุขภาพปกติ คนรอบข้างก็อยู่กันปกติ ไม่มีใครเจ็บป่วย  เหมือนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา ทว่า...วันใดหากมีอะไรไม่เหมือนเดิม  คงจะไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นใช่ไหมคะ

แล้วจะคิดถึงวันที่ชีวิตเราเดินไปอย่างปกติ วันที่อะไรมันเดินไปซ้ำเดิม ไม่ได้น่าตื่นเต้น...แต่ช่างเป็นวันที่มีค่า

มาเข้าใจคำว่า "ปกติสุข" ก็วันนี้แหละค่ะ บางทีเหมือนเป็นคำที่เราพูดกันติดปาก ไม่ได้คิดถึงความหมายอันลึกซึ้ง ที่จริงมันเต็มไปด้วยสัจธรรมในคำนี้


ขอจบแบบห้วนไปนิด เพราะได้เวลาที่ควรเข้านอนล่ะค่ะ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ


 

กรกฎาคม 16, 2569

ไปให้ถึงฝัน : Dare to Dream

 


ไม่ว่าอายุจะไปไกลถึงเลข 5 นำหน้าและอีกไม่กี่ปีก็ต้องผ่านไปเป็นเลข 6 ก็ไม่ทำให้คนอย่างผู้เขียนหมดฝันไปได้

ความฝันคงเป็นของมนุษย์ทุกคน เป็นวาทกรรมสวยๆแทนคำว่า "อยากได้ อยากมี อยากเป็น" หรือภาษาธรรมะ อาจเรียกได้ว่ากิเลส

ไม่อยากพูดไกลไปถึงเรื่องศาสนา แต่ก็อดจะเสริมไม่ได้ว่า  ไม่ใช่แค่ "อยากได้ อยากมี อยากเป็น" แต่มันก็มี "ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น" รวมอยู่ด้วยเป็นของคู่

ผู้เขียนพูดเสมอว่าชีวิตมีการวาดภาพเป็นแสงนำทาง หรือตอนนี้ขอเรียกใหม่ว่า  visual arts ทั้งหลายแหล่ ดังนั้นคำว่า Inspired by art ที่เกิดขึ้นมาเป็นชื่อ Blog นั้นถือเป็นแสงแรกที่ต้องการจะทำในสิ่งที่อยากทำค่ะ

คำว่า Inspired by art มาเป็นจุดเริ่มก่อนจะมี Blog ซะอีก คือช่วงแรกของการมีอินเตอร์เนตในประเทศไทยตอนนั้นก็ยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า Blog และยังไม่มี Google อุบัติในโลก (ยุคแรกมี Netscape+Yahoo)

พวก website ยุคแรกเริ่มไม่รู้มีใครจำได้บ้าง ว่ามี website ชื่อ Geocities.com ซึ่งเปิดให้ใครก็ได้มาสร้าง Website ฟรี ผู้เขียนก็ชอบเล่นสนุกเลยสร้าง web อยู่หลาย web ค่ะ มีทั้งสร้างให้เพื่อนและตัวเอง ก็งมพวกภาษา html อยู่พักใหญ่ สนุกดีค่ะ  ชอบของแปลกอยู่แล้ว ก็เลยพอจะมีความรู้เรื่อง Domain name เรื่องภาษา html กับเรื่องต่างๆนานาเกี่ยวกับการจะมี web เป็นของตัวเอง

ชื่อ Inspired by art เคยใช้ตอนหัดขายของออนไลน์ยุคแรกๆ คือสร้างเป็นร้านขายโปสเตอร์ภาพ Fine Art ค่ะ พวกภาพ Fine Art ที่ฝรั่งเขาพิมพ์เป็นโปสเตอร์กระดาษอย่างดี ตอนนั้นชื่อ Allposters.com ซึ่งเคยปิดกิจการไปช่วงหนึ่ง ปัจจุบันเข้าไปลอง search ดูปรากฏว่ากลับมาเปิดกิจการอีกละค่ะ แต่ตอนนั้น (ประมาณ ปี 2540-2550) ผู้เขียนก็ขายโปสเตอร์ได้อยู่หลายภาพเหมือนกันนะคะ คือเมื่อมีคนสั่งซื้อเราก็ส่งคำสั่งให้ทางโน้น แล้วเขาก็ส่งโปสเตอร์มาจากอเมริกา ทางผู้เขียนก็ส่งต่อให้ลูกค้าอีกที ก็ได้เงินมานิดๆหน่อยๆ ไม่ได้เยอะอะไร ทว่ามันก็เป็นอะไรที่แปลกใหม่

ต่อมาผู้เขียนก็ชื้อ Domain name เป็นเรื่องเป็นราว ไปๆมาๆก็เหมือนว่าจะต่ออายุมาเกิน 10-20 ปีแล้ว แต่เวบก็ไม่ได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน คือใช้สำหรับเป็นที่ลงของ Blog ซะเป็นงานหลัก

เหมือนว่าคำชุดนี้มีมนตร์ขลัง คอยสะกดให้ผู้เขียนต้องตระหนักเอาไว้เสมอว่า...ที่มาคือจุดนี้ และจุดที่อยากไป...จริงแล้วก็คือตามภาพข้างบน คือยังฝันจะได้วาดรูปบนแคนวาสใหญ่ๆ 555 


 ได้ทำงานวาดรูปในสตูดิโอที่มีแสงสว่างแบบนี้  รายล้อมไปด้วยอุปกรณ์ศิลปะมากมาย(ที่มีพร้อมตอนนี้แล้วค่ะ5555) 

จะว่าไปความอยากมันเริ่มมาอีกทีไร ก็นึกจะกดสั่งผืนผ้าใบขนาดสักหนึ่งเมตรมาละเลงสีสักหน่อยดีไหมนะ อิ อิ

ต้องรีบสกัดความคิดนั้นเอาไว้ก่อนค่ะ เพราะในห้องทำงานปัจจุบันคงไม่มีที่จะพิงผืนผ้าใบใหญ่ขนาดนั้น 

หรือว่าจะพิงไว้ก่อนในที่จอดรถก็พอได้อยู่ แต่วางไว้ข้างนอกห้องก็อาจต้องเจอฝุ่นจับเป็นแน่  แถมอากาศประเทศไทยร้อนซะขนาดนี้ จะไปยืนวาดข้างนอกคงต้องเปิดพัดลมเป่าตัวเองตลอดเวลา

ผู้เขียนเคยวาดภาพสีน้ำมันไปร่วมแสดงนิทรรศการอยู่งานหนึ่ง เมื่อประมาณปี 2541-2 ขนาดประมาณ 60 คูณ 80 เซนติเมตร ยังจำความรู้สึกได้ว่า...ทำไมมันใหญ่อย่างนี้(วะ) เมื่อไหร่จะวาดเสร็จล่ะเนี่ย...5555

ช่วงนั้นมีความคลั่งไคล้ Impressionist ค่ะ งานช่วงนั้นก็ออกมาแบบนั้นหมด

ส่วนตอนนี้อยากวาด Abstract เหมือนมันอัดอั้นตันใจอะไรหลายอย่างในชีวิต  จะดูซิว่าภาพที่วาดออกมาจะออกมาเป็นแบบไหนกันนะ

ส่วนการเขียนนิยาย...เชื่อว่าชีวิตนี้ก็คงไม่ทิ้งหรอกค่ะ

อันนี้ต้องทำอยู่ต่อไปจนกว่าจะเขียนไม่ไหว อย่าถามว่าทำไม...เพราะไม่ทราบจริงๆ รู้แต่ว่าต้องทำ  นักอ่านส่วนใหญ่มาอ่านก็ดีใจแล้วค่ะ แต่อาจจะทำน้อยลงมาหน่อยนะคะ ต้องเอาเวลาไปทำในสิ่งที่พอจะเป็นรายได้ก่อน 

ผู้เขียนจะเอาภาพสองภาพด้านบนไปแปะไว้ในสมุด  หรือที่ผู้เขียนเคยเล่าเอาไว้ใน Post เก่า post หนึ่งเรื่องการทำ Vision Board ถ้าท่านไหนอาจจะยังไม่ได้อ่าน กด link อ่านด้านล่างได้นะคะ


https://theinspiredbyart.blogspot.com/2026/06/blog-post.html


คือเอาภาพฝันของเราไว้เป็นหมุดหมายในใจค่ะ 

ความฝันเป็นของมนุษย์ทุกคน มีไว้ให้ชุ่มชื่นหัวใจ และทำให้ตัวเองมีแรงเดินต่อ

ไม่ว่าจะวัยหนุ่มสาว หรือวัยเกษียณเร็วอย่างผู้เขียน ทุกคนคงมีฝันที่ต่างกันไปเนอะ...เอาใจช่วยทุกคนนะคะ


ว่าแล้วก็ค่อยพบกันใหม่ Post (บทความ) หน้านะคะ...ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ

กรกฎาคม 09, 2569

ชีวิตไม่เคยง่าย

 


ในความเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ยอมรับว่ามีบางทีที่รู้สึกอิจฉาคนที่ได้เกษียณตอนอายุครบ 60 ปี ค่ะ

เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ๆหลายคนเริ่มทะยอยเกษียณออกจากบริษัทอย่างสวยงาม แม้ว่าผู้เขียนจะ early retire ออกมาก่อนหลายปี ก็ยังได้ติดต่อพูดคุยกับพี่ๆหลายคนที่เคยทำงานร่วมกัน  บางคนเกษียณออกมาแล้วประมาณ 5 ปี ก็ยังได้พบปะนัดทานข้าวกันบ้าง

บางคนเป็นรุ่นน้อง ก็ลาออกไปเติบโตยังองค์กรใหม่ ตำแหน่งงานใหญ่โตกว่าเดิมก็มีค่ะ

คนที่เกษียณตามรอบปกติดูจะมีความสุขกันพอดู กับจำนวนเงินที่เก็บออมมาทั้งชีวิตการทำงาน ไหนจะพวกเงินกองทุนต่างๆที่รอจ่ายให้ตอนเกษียณ ยอดเงินพอเอามากองรวมๆกันแล้วก็คงจะมีชีวิตที่ดีกันล่ะค่ะ

ส่วนผู้เขียนเองเกษียณเร็วไปหน่อย ตั้งแต่อายุ 48 ซึ่งก็เร็วจนพี่ๆหลายคนบ่นว่า เธอไม่น่าออกมาเลย

แต่เหตุผลหลายข้อ ที่บังคับให้ผู้เขียนต้องตัดสินใจอย่างนั้น  มันมีน้ำหนักที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆค่ะ 

และจนถึงทุกวันนี้ เหตุผลเหล่านั้นก็ไม่ได้เสื่อมสิ้นพลัง  แปลว่าการตัดสินใจตอนนั้นถูกต้องแล้ว ไม่ได้ตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบอย่างแน่นอน

ที่จริงจะไปอิจฉาคนที่เขาอุตส่าห์เหนื่อยจนถึงอายุ 60 ก็คงจะไม่ถูก เรามันดันออกมาใช้ชีวิตเองเร็ว เครียดน้อยกว่าคนที่เขายังต้องทำงาน  พอมาก้มมองดูเงินในกระเป๋าก็ใจหาย เพราะการใช้ชีวิตตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราต้องพึ่งตัวเองโดยสมบูรณ์  เอาเป็นว่าไม่ไ้ด้ป่วยเป็นอะไรร้ายแรงก็นับว่าบุญแล้ว

ได้เงิน กับ เสียเงิน มันเป็นของคู่กัน

คนที่เขาต้องอดทนและต่อสู้กับทั้งเรื่องงาน และการเมืองต่างๆในองค์กรก็คงต้องสมควรได้รับรางวัลไม่ใช่เหรอ  นี่มันก็ถูกต้องแล้วนะ

ถึงผู้เขียนจะกลุ้มเรื่องต้องทำมาหากินซะจนเห็นเรื่องอื่นเป็นเรื่องเล็กไปหมดก็ตาม ...

เชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าจะเป็นคนที่รวยที่สุด ชีวิตดูน่าอิจฉาแค่ไหน แต่เชื่อไหม...ไม่ได้มีใครมีความสุขตลอดเวลา  ธรรมดามนุษย์...ที่ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีไงคะ

คนมีเงิน ก็อาจจะทุกข์เรื่องอื่น  ส่วนคนมีเงินน้อยๆก็คงจะทุกข์เพราะเรื่องเงินทอง การทำมาหากิน หรือไม่ก็เรื่องอื่นพ่วงด้วย ไม่ว่าจะโรคภัยของตัวเองหรือคนใกล้ชิด  เรื่องทุกข์มันมีร้อยแปดพันเก้า 

ถึงบอกว่าชีวิตไม่เคยง่าย...โดยเฉพาะกับชีวิตผู้เขียน  

เคยนั่งมองชีวิตตัวเองย้อนหลังไปถึงวัยเด็ก ก็ไม่ได้ลำบากขนาดไม่มีกิน หรือไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ แต่ก็พบกับปัญหาเรื่องอื่นๆอยู่ดี ทว่า...ก็ต้องเต็มไปด้วยการต่อสู้ และใช้ความพยายามของตัวเอง เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้นให้จงได้

แต่แล้วช่วงชีวิตที่สวยงาม  เราก็ตะครุปมันเอาไว้ให้อยู่กับเราตลอดไปไม่ได้

หลุดมือไปแล้ว...พร้อมกับการตัดสินใจ Early Retire ออกมา แล้วทุกวันนี้ได้แต่นั่งมองความเฟื่องฟูในอดีต  อย่างน้อยสุขภาพยังปกติ5555  มีบ้านอยู่  มี passion ที่ทำให้ทุกวันมีความหมาย 

แม้จะโดดเดี่ยวบ้าง มีเหงานานๆครั้ง ที่เหลือในหัวสมองมีแต่การทำงาน ไม่ว่าจะเขียนนิยาย กับงานอีกหลายโปรเจคที่พอจะมีรายได้นิดๆหน่อยๆ  สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เขียนแทบจะไม่ได้มีเวลาคิดเรื่องอื่นเลยค่ะ

พอไม่ได้คิดเรื่องที่มันเป็นแค่สิ่งจุกจิก  เหมือนเรามีสมาธิแน่วแน่  จดจ่อ ความเว้าวอนหาเรื่องทุกข์ใส่หัวสมองตัวเองมันก็น้อยลงไป แต่ไม่ได้บอกว่าไม่มีความทุกข์นะคะ  มีน่ะมีแน่...ก็บ่นอยู่ทุกวันว่าเมื่อไหร่ชีวิตฉันจะไปรอดซะทีนะ....

มันผ่านมาหลายปีมากแล้ว นี่มันโอกาสสุดท้าย เพราะมีแต่จะแก่ตัวลงไปทุกวัน เรี่ยวแรงถดถอย แล้วนี่จะมีชีวิตอยู่ยังไงหากสักวันแย่ขนาดว่าอาจจะไม่มีกินขึ้นมา

นี่ล่ะค่ะ  ไม่มีใครทำให้เรากลัวได้เท่าความคิดตัวเราเองนี่ละ  แต่ทั้งที่รู้...มันห้ามไม่ให้กลัวก็ยากใช่ไหม

ยิ่งกลัว ก็ต้องขยันให้มากขึ้นไปอีก (ตกลงว่ามีแต่เหนื่อย กับเหนื่อยค่ะ)

ตอนนี้ผู้เขียนกำลังเขียนนิยายตอนพิเศษอยู่ค่ะ  เป็นตอนพิเศษของ เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ คือเขียนทั้งตอนพิเศษ และกำลังรวมเล่มคือเอาทุกตอน 80 ตอน มาเรียบเรียงใหม่เป็น e-book ด้วย

ใช้เวลามากกว่าที่คิด เพราะกลายเป็นว่าช่วง บทที่ 1-4 เขียนเพิ่มเข้าไปอีกเยอะ เพื่อให้เนื้อเรื่องมันแน่น และเข้มข้น ไม่งั้นมันจะมาหนักท้ายๆเรื่อง เรียกได้ว่าปรับ balanced ของเรื่องใหม่ แล้วยังไม่รู้ว่าจะแก้อีกนานแค่ไหน555  เอาเป็นว่าอยากให้ออกมาดีที่สุด 

พอยิ่งอ่านไปมันยิ่งคันไม้คันมือ อยากแก้ตรงนั้นตรงนี้ เพราะว่าพอเขียนจบแล้วจะเห็นช่องโหว่ค่ะ ว่าตรงไหนเราเขียนหลวมไป หรือบางไป

ปีนี้ผ่านมาเกินครึ่งปีแล้วสินะ  นิยายเรื่องที่สามและสี่ยังไม่ได้เริ่มซะทีเลยค่ะ  ตั้งใจว่าปี 2569 จะเขียนสองเรื่องพร้อมกัน แต่นี่ยังนั่งแก้เรื่องเก่าอยู่เลย เฮ้อ...

แต่เรื่องที่สามกับเรื่องที่สี่ก็มีโครงเรื่องที่ชัดเจนมากพอจะเริ่มเขียนได้บ้างล่ะค่ะ

....

ว่าแล้วก็ต้องฮึดสู้กันต่อไป

....

ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ 


 

มิถุนายน 18, 2569

ร้าวแล้ว-ร้าวได้อีก

 


นี่มันก็กลางปีแล้วสินะคะ รู้สึกว่าปีนี้ผู้เขียนยังเจออะไรหนักๆแบบเข้ามาเรื่อยๆ จนต้องขึ้น caption ข้างบนเอาไว้ตามนั้น คือ ร้าวแล้ว-ร้าวได้อีก

อะไรจะรุนแรงต่อใจได้เท่ากับพายุค่าใช้จ่าย  ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เริ่มด้วยเครื่อง Printer เสีย, กล้องถ่ายรูปเสีย, แมวป่วยไปสองรอบ ตอนนี้กล้องที่พึ่งซ่อมไป หมดระยะประกันการซ่อมไปแล้ว ดันมาออกอาการรวนๆอีก แถมซอฟแวร์ที่ต้องใช้งานเกี่ยวกับตัวกล้องก็ออกอาการใช้ได้ประมาณชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็ดับไปเองซะงั้น

คราวก่อนที่ส่งศูนย์ของแบรนด์กล้อง ก็ต้องจ่ายค่าเปลี่ยนเมนบอร์ดกล้องเลยทีเดียว หมดไปเยอะค่ะ นึกว่าซ่อมศูนย์อะไหล่แท้แน่นอนจะเสถียร  กลายเป็นว่าดวงชะตาของเรามันอาจไม่ดีซะเอง ดันมาทำท่าจะเสียอีกรอบ

ผู้เขียนนั่งถามตัวเองว่า แล้วคราวนี้จะเอาไงต่อ... 

ก็คิดว่าทนใช้ไปทั้งสภาพนั้นก่อน ปรับตัวนิดหน่อยใน work flow การทำงานของตัวเอง ก็พอจะแก้ปัญหาไปได้ อะไรที่มันไม่สมบูรณ์แบบก็มองข้ามมันไปเสียบ้าง

ที่ผ่านมาความที่ตัวเองชอบทำอะไรให้มันดีที่สุดเสมอๆนั้น เป็นตัวที่ทำให้เกิดความทุกข์ล่ะค่ะ

ในแง่การทำงานในองค์กรเราอาจจะขึ้นมายืนแถวหน้าๆได้ เพราะต้องอึดถึกเข้าไว้  เพื่อให้ได้คุณภาพงานอันยอดเยี่ยม แล้วก็ได้รับการมองเห็นจากคนระดับบนๆว่าคนนี้ใช้ได้  เราถึงได้ level up ตัวเอง ได้เงินเดือนขึ้นตัวเลขดีๆ ได้โบนัส ฯลฯ

แต่พอกลับมาในโลกใหม่ โลกนอกองค์กร...แม้เราจะทำเท่าไหร่  ก็เหมือนไม่ได้รับการมองเห็นจากใครเลยค่ะ

ตอนนี้เริ่มจะคิดแล้วล่ะค่ะ...อีกไม่ช้าไม่นานหรอก ฉันคงจะต้องเลิกทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำอยู่นี้  

ทุกอย่างมันมีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะโปรแกรม หรือ Knowledge ผู้เขียนนั่งคำนวณๆดู อีกหน่อย Microsoft word ก็คงต้องเลิกใช้ มาใช้ Google Docs รวมทั้งพวก Excel ด้วย ส่วนใหญ่หลัง early retire มาก็ใช้แค่สองโปรแกรมนี้ละค่ะ ที่ช่วยทำงานพวกเขียนนิยาย กับงานคำนวณทั่วๆไป ส่วน Power Point เขามีมาใน Set แต่เราก็ไม่ได้ใช้

ส่วนชุด Creative Cloud ที่ใช้ทำงานอีกด้าน ทุกวันนี้ก็ต้องจ่ายเป็นรายเดือน อีกหน่อยก็ต้องเลิก ถ้าขืนรายได้มันไม่สามารถจะเลี้ยงตัวมันเองได้ โปรแกรมฟรีก็มีให้ใช้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนค่ะ เช่น Affinity เป็นต้น 

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้เขียนจะต้องดิ้นรนในการฝึกฝนโปรแกรมมากมาย เพราะไม่รู้ว่าวันไหนเราอาจไปต่อไม่ไหวกับโปรแกรมมืออาชีพที่แสนจะสุดยอด... เราก็จะพออยู่ได้บ้าง  กับโปรแกรมฟรี 

อย่างน้อยเราใช้โปรแกรมสุดยอดที่เราเคยใช้ก็สอนอะไรให้เรามากมาย มีเทคนิควิธีที่อาจจะเหมือนกันแต่ถูกเรียกชื่อต่างกันในอีกโปรแกรม ทว่าการทำงานพื้นฐานก็เรียกได้ว่าทำได้เหมือนกัน อยู่ที่ user ว่าจะเข้าใจแค่ไหน

การสร้างทักษะให้ตัวเองจึงเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุด...และผู้เขียนก็เชื่อใน "ทักษะ" มาตั้งแต่สมัยยังทำงาน 

ไม่อยากทิ้งงานที่เรารัก แต่ถ้ามันถึงจุดที่บุญเก่าไม่เหลือจริงๆ เราก็ต้องยอมแพ้...กระมัง

ตอนนี้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทุกวัน ก็เริ่มมีเสียง Harddisk ดังคลิกๆๆ เป็นระยะ สัญญานแบบนี้ไม่ค่อยจะดี  เหมือนเขากำลังบอกเราว่า ฉันใกล้จะไปแล้วนะเธอ...เตรียมตัว เอ๊ย...เตรียมเงินไว้หรือยัง5555

กว่าจะคล่องแคล่วชำนาญการในการใช้โปรแกรม เครื่องก็กำลังจะพังพอดี แบบนี้จะไม่ได้บ่น ว่าร้าวแล้ว...ยังร้าวได้อีกได้ยังไงคะ 

คำว่าโอกาสสุดท้าย ผู้เขียนใช้เป็นประจำค่ะ ตั้งแต่ออกจากงานมา มันคือต้องตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง ใช้ชีวิตเหมือนคนหลังพิงฝา  แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็พบว่าโลกนอกบริษัทมันกว้างใหญ่ไพศาลมาก  ต่อให้สู้เต็มที่ยังไงก็เหมือนไม่ค่อยเป็นผลสักเท่าไหร่...

ในขณะที่ต้องเดิมพันด้วยทุนส่วนตัว และเวลาที่ผ่านไป อายุที่ผ่านไป และสภาพร่างกายที่ต้องเป็นไปตามอายุขัย

โลกไม่ได้โหดร้ายหรอกค่ะ  เพราะโลกก็หมุนไปตามแรงเหวี่ยงของเขา เพียงแต่เราต้องยอมรับความจริง...

เมื่อ "มี" ต้องคู่กับ "หมด"... ไม่มีสิ่งใดยั่งยืน

รู้สึกวันนี้จะออกแนวหดหู่ไปสักหน่อย ต้องขออภัยผู้อ่านค่ะ 5555

นี่เป็นความ realistic ของชีวิต ผู้เขียนกำลังพยายามทำตัวนิ่งๆให้มากที่สุด และมองโลกตามความเป็นจริง...ว่าจะอยู่ยังไงต่อไป ให้ยังได้เขียนนิยาย ได้ทำงานศิลปะต่อไป

เว้นวรรคให้กับชีวิตสักเล็กน้อย...เผื่อว่าจะมองอะไรได้ชัดเจนนะคะ




ขอบคุณทุกท่านที่กรุณาติดตามชีวิตผู้เขียนค่ะ