ตุลาคม 01, 2569

มีทุกอย่าง-แต่ไม่มีความสุข

 


ผู้เขียนนึกอยากเล่าเรื่องนี้ขึ้นมา หลังจากได้ไปพบปะพูดคุยกับเพื่อนคนหนึ่งค่ะ

เขาเพิ่งจะถูกบีบให้ลาออกจากงานในขณะที่อายุย่างเข้าเลข 5 แล้ว เล่าคร่าวๆว่ามีความขัดแย้งทางความคิดกับหัวหน้าในเรื่องทิศทางการทำงาน  เขาก็เลยตัดสินใจลาออก ดีกว่ามาทำงานด้วยความลำบากใจ

วันที่เกิดเรื่องเขาก็โทรมาบอกผู้เขียน ว่าจะลาออกแล้ว เรื่องราวรายละเอียดจะเอาไว้เล่าให้ฟังวันหลัง ประมาณว่าคงจะรอให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อนน่ะแหละค่ะ

และแล้วเวลาก้อผ่านไปนานร่วม 4 เดือน ผู้เขียนถึงได้มีโอกาสเจอหน้าเขาซะที

ที่จริงเขาก็ดูสดชื่นกว่าแต่ก่อน คือหน้าตาไม่ค่อยเคร่งเครียดเหมือนสมัยยังทำงานค่ะ ทว่า...แต่ละอย่างที่เขาระบายให้ฟัง ฟังแล้วทำให้รู้ว่า เขายังคงจำบรรยากาศการถูกบีบคั้นต่างๆนานาที่เคยเจอมาได้เป็นอย่างดี  ทั้งที่ผ่านมาตั้งสี่เดือน ยังเข้าใจว่าเขาจะดูดีกว่านี้เลยค่ะ

สี่เดือนคงยังเป็นแผลทางใจที่สดใหม่อยู่สินะ

เขายังเชื่อว่ามีคงมีการวางแผนให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้  คือที่ทำงานคงจงใจอยากให้เขาอึดอัดจนต้องออกปากออกมาเองว่าขอลาออก

ผู้เขียนได้แต่นั่งฟัง  คือความที่เคยทำงานเป็น HR มาตลอดหลายปี ก็เข้าใจได้เป็นอย่างดีค่ะ ว่ารายนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง คือเบื้องหลังของเรื่องก็มีอยู่  เล่าให้ฟังย่อๆนะคะ

เพื่อนคนนี้เข้าทำงานในตำแหน่งหนึ่งในองค์กร ด้วยเงินเดือนที่ค่อนข้างจะสูง  ด้วยการถูกชักชวนจากคนในวงการให้เข้ามาร่วมงานกัน เพราะในขณะนั้นตำแหน่งงานลักษณะนี้หาคนทำได้ค่อนข้างยากอยู่ค่ะ 

ต่อมาประมาณหนึ่งปีเขาก็ได้รับการทาบทามจากอีกองค์กรให้ไปร่วมงาน  ให้เงินเดือนที่สูงกว่า ทีนี้ก็เลยมาขอลาออกเพื่อย้ายไปที่ใหม่

ความที่องค์กรเก่าจะเดือดร้อนหนัก หากขาดความรู้ความชำนาญของเพื่อนคนนี้ ก็เลยดึงให้อยู่ต่อ ด้วยการยอมไปร้องขอกับผู้บริหารระดับสูงให้ขึ้นเงินเดือนสู้กับอีกองค์กรที่มาชักชวน

ฟังถึงตรงนี้เหมือนจะเดาได้ใช่ไหมคะ ว่าบุญหล่นทับใส่หัวเพื่อนตูมใหญ่5555 สรุปไม่ต้องลาออกไปเสี่ยงในที่องค์กรใหม่  แถมยังได้เงินเดือนขึ้นมาอีกเยอะ แหม...เป็นใครก็คงว่าโชคดีสิคะ

ต่อมาค่ะ  หลังจากเพิ่มเงินเดือนให้แล้ว  ที่องค์กรเก่าก็เพิ่มทั้งงาน เพิ่มทั้งความรับผิดชอบให้  หาลูกทีมมาเป็นผู้ช่วยให้อีก 1 คน ตั้งแผนกให้อีก  จะได้ให้สมน้ำสมเนื้อกับเงินเดือนที่อุตส่าห์เปย์ให้ล่ะค่ะ

สองปีผ่านไป, อะไรๆชักจะเริ่มไม่สวย เพราะงานใหม่ที่ได้รับมอบหมายมา เพื่อนคนนี้ทำไม่ได้

...คือเขาไม่ถนัดเรื่องงาน paper, งานวิเคราะห์ต่าง ๆโดยเฉพาะเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ การใช้ระบบต่างๆ เขาไม่ถนัดเลยค่ะ  ที่เขาโดดเด่นมักจะเป็นงานภาคสนาม คือออกไปพบลูกค้า  ออกไปเจรจาต่อรอง อะไรประมาณนี้

ทีนี้ระดับเงินเดือนที่ได้มาน่ะ มันสูงระดับเงินเดือนผู้บริหารนะคะ ใครจะมาปล่อยให้เงินเดือนขนาดนี้ แล้วมานั่งทำงานในระดับ Operation ทั่วๆไปได้ล่ะ 

เท่านี้ยังไม่พอ เมื่อปริมาณงานมันเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ใช้ระบบไม่เป็น มีผู้ช่วยให้ 1 คน แต่สอนงานลูกทีมไม่เป็นอีกต่างหาก คือแกน่าจะเก่งในการเป็นผู้เชี่ยวชาญ คือทำงานคนเดียวค่ะ  แต่ถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองทำให้คนอื่นทำตามไม่เป็น ทำให้งานมันไม่ลดลง คือยิ่งทำก็ยิ่งงานไม่เสร็จ

เจอหน้าพบปะเขาทีไรเขาก็บอกว่าเครียดงาน ทำงานไม่ทันอยู่เสมอ จนความดันขึ้น ต้องหยุดพักเพราะปวดศีรษะ

พอถึงรอบการประเมินลูกทีม  แกก็เขียนบรรยายหรือสาธยายไม่เป็นว่าควรจะบอกลูกน้อง หรือเจ้านายอย่างไรว่าผลการปฎิบัติงานเป็นอย่างไร 

ฟังแล้วเริ่มจะเหมือนหนัง Horror ค่ะ 

คือแบบนี้ผู้เขียนก็เดาอนาคตเอาไว้ในใจได้เลย  เขาก็เคยโทรมาเล่าให้ฟังด้วยว่าที่ทำงานหาคนมาสอนคอมพิวเตอร์ให้เขา คือ โปรแกรม Excel นั่นละค่ะ เขาก็เขินๆว่าอายุปูนนี้แล้วยังจะต้องมาเรียน เด็กรุ่นหลังมันไปไกลแล้ว (โว้ย)

ปากก็ได้แต่บอกว่าพยายามนะ คือ skill การใช้พวกโปรแกรมนี่มันเป็นเรื่องมาตรฐาน ตำแหน่งขนาดนี้ต้องทำได้ ไม่งั้นจะทำงานไม่ทัน ถ้าไม่ใช้เครื่องมือช่วย

คือการทำงานที่สำคัญไม่ทันกลายเป็นปลายเหตุ  เพราะเกิดเรื่องทันที่ที่พลาด timeline บางอย่างไปจนกระทั่งบริษัทเสียหาย

สุดท้ายก็ต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ 

เขาก็ทำถูกแหละค่ะ แล้วเป็นใครก็คงต้องทำแบบนั้น...

หลังการลาออกมาได้สี่เดือน เขาก็บอกว่าสบายดี กลับไปอยู่บ้านซึ่งมีกิจการทำสวนของครอบครัว เอาเป็นว่า  ไม่มีอด กินดีอยู่ดีแน่นอน มีบ้านอยู่ มีรถขับที่ปลอดหนี้แล้ว มีคอนโดที่ยังหนี้ค้างกับธนาคาร แต่เขาก็ดูไม่ได้ทุกข์กับหนี้ก้อนนี้เลย อย่างเก่งเขาก็บอกว่าแค่ขายทิ้ง เขาไม่ได้ติดใจอะไร

เออ...ฟังดูก็ไม่น่ามีปัญหานะ ไม่ได้ทุกข์เกี่ยวกับเรื่องหนี้ หรือเรื่องเงินสักเท่าไหร่

พอคุยๆไปสักพัก ก็พอจะเข้าใจได้ว่าเขาอยากได้งานทำ  งานที่ทำให้เขาไม่ต้องอยู่บ้าน ได้ไปโน่นไปนี่เรื่อยๆ ซึ่งก็เหมือนงานเดิมที่เขาเคยทำแหละค่ะ คือเขาจะต้องออกต่างจังหวัดตลอด 

เขาไม่อยากอยู่บ้านเพราะลำบากใจ  เห็นกิจการที่ครอบครัวทำอยู่ก่อน แล้วตัวเองก็เหมือนไม่มีบทบาทอะไร ครั้นจะไปมีบทบาทตอนนี้ ก็กลัวเขาจะว่าเอา เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมายุ่ง...อะไรประมาณนี้แหละค่ะ

สรุปว่า...บ้านก็เลยไม่อยากอยู่ ทั้งที่มีบ้านอยู่ คือคงรู้สึกแปลกแยก ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งประมาณนั้น

จะทำอย่างไรดีคะ  เขามีทุกอย่าง แต่ก็ดูยังไม่มีความสุข...

ผู้เขียนก็ได้แต่เป็นผู้ฟังที่ดี (ต่อไป) นึกในใจว่ามนุษย์นี้หนอ...ช่างหาความสุขได้ยากแท้  

ที่จริงไม่ต้องทำงานให้เขาโขกสับ  แต่มีกิน มีบ้านไม่ต้องเช่า แค่นี้สำหรับผู้เขียนก็ว่าน่าจะมีความสุขได้ละนะ  เขาอาจยังต้องการทำงาน เพราะยังต้องใช้เงินแหละค่ะ 

การไม่มีงาน ไม่ว่าจะเป็นงานที่เป็นเจ้านายตัวเอง หรือการไปเป็นลูกจ้าง ทั้งหมดนี้การทำงานทำให้คนเรามีเป้าหมาย มีหน้าที่อะไรบางอย่าง นั่นทำให้เรารู้สึกว่า เรามีความ "เต็ม" สินะคะ 

พอหลุดจากระบบ เช่น การออกมาว่างงาน ทำให้เรารู้สึกว่าเคว้งขึ้นมาทันที เพราะวันๆไม่รู้จะทำอะไร  รายได้ก็ไม่มี

เพื่อนคนนี้ วันๆก็ไปบ้านคนนั้นที คนนี้ที ไปอยู่วันสองวัน แล้วก็ไปหาที่ใหม่ๆ เหมือนคนไม่มีบ้าน  ที่จริงเป็นปัญหาทางใจมากกว่าจะเป็นปัญหาเชิง physical 

ทำอย่างไรจะช่วยเขาได้  จะเอาเป้าหมายยัดใส่มือใครสักคนแล้วให้เขาเดินอย่างที่เราคิดให้...! จะทำได้เหรอคะ !

เป้าหมายต้องผลิบานออกมาจากตัวคนนั้น ผ่านการตระหนักรู้ หรือ learning หรือค้นพบอะไรบางอย่างด้วยตนเอง และในเวลาที่พร้อมค่ะ ย้ำว่า...เวลาที่พร้อม ซึ่งของคนแต่ละคนก็ต่างกันไปอีก

ก็หวังว่าเขาจะค้นพบในเร็ววัน

เอาใจช่วยค่ะ

เล่าให้ฟังเพื่อชวนให้คิด ว่าวันใดวันหนึ่งหากเกิดขึ้นมา...จะได้เป็นอุทาหรณ์นะคะ ทุกคนเรียนรู้จากชีวิตคนอื่นได้เสมอค่ะ






ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะคะ





กันยายน 23, 2569

วาดไปเถอะ | คิดแล้วทำเลย

 


หลังจากฝนตกทุกวันในช่วงนี้กำลังจะผ่านไป  วันสองวันมานี่ก็เริ่มจะมีแสงแดดให้เห็นบ้างแล้วค่ะ ผู้เขียนจึงได้โอกาสนำสมุด sketch ออกไปถ่ายรูปกลางแจ้งเสียที

ชีวิตส่วนใหญ่ผู้เขียนวนเวียนอยู่แต่ในห้องทำงาน และรู้สึกเครียดกับข่าวสารบ้านเมืองที่ทุก channel พูดเรื่องน้ำท่วมกันทุกวัน ไม่พูดเปล่าค่ะ เริ่มจะมีการตั้งวงถกเถียง เชิญคนนั้น-คนนี้มาร่วมกันวิเคราะห์ต่างๆนานา ทั้งคนที่น่าจะไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ แต่อาจจะเป็นคนวงนอก เข้ามาร่วมการติติง เหน็บแนม และก่นด่า ยิ่งทำให้บรรยากาศหนักอึ้งมากขึ้นไปอีก แบบนี้คงเรียก rating หรืออย่างไรกัน?

บ้านผู้เขียนเองอยู่ในโซนที่รับผลกระทบ แต่พอดีปีนี้รอดตัวไปอีกปีค่ะ คือไม่ได้ท่วมหนักเหมือนปี 2554 ที่ต้องซื้อเรือมาพายกันในบ้าน ทว่าพอผ่านไป 15 ปี เรือถูกวางพิงไว้หลังบ้านไม่ได้ใช้ ที่บ้านก็เพิ่งจะขนไปให้บ้านญาติที่เขาอยู่ติดแม่น้ำเมื่อต้นปี  สรุปว่าตอนนี้ไม่มีเรือแล้ว  หรือว่าต้องไปซื้อมาไว้อีกดีไหมนะ คืออย่างน้อยควรต้องมีติดบ้านไว้จริงๆ

ผู้เขียนรู้สึกไม่ค่อยจะสบายใจเท่าไหร่ ก็เลยหันมานั่งวาดรูปอีกตามเคย วาดออกมาแล้วก็ดูว่าเส้นสายมันออกจะมั่วๆ แต่พยายามวาดไปอย่างอิสระที่สุดค่ะ  ไม่คาดหวังให้สวย หรือให้ดูออกว่าอะไร5555 

ทีแรกหน้าที่เห็นในภาพก็มีภาพสีมั่วๆปาดไปๆมาแหละค่ะ  เพิ่งจะเอามาใส่เส้นลงไปทีหลัง โดยจินตนาการเล็กน้อยว่าจะทำให้เห็นเป็นป่า เพราะโทนสีเดิมมีเขียวๆอยู่ มีป่าแล้วก็ควรจะมีสัตว์สักหน่อยค่ะ  เติมกระต่ายลงไปหนึ่งตัว  เห็นหูแบบนี้ต้องกระต่ายแน่  ไม่ใช่แมว...ฮ่าาา

ว่าแต่ว่าถ่ายภาพด้วยแสงธรรมชาติ หรือแสงแดดด้วยกล้องใหญ่นี่มันออกมาสวยดีนะคะ คำว่ากล้องใหญ่ของผู้เขียนคือ กล้อง DSLR ไม่ใช่กล้องมือถือ เอามาปรับแสงอีกเล็กน้อยใน Photoshop Lightroom ก็ทำให้ภาพออกมาดูมีสกุล มีระดับขึ้นมาทีเดียว อิ อิ


กว่าจะเข้าใจคำว่า "ถ่ายรูปเป็น" ก็ใช้เวลาหลายปีเลยค่ะ เหมือนกับหลายสิ่งอย่างในโลกนี้ เกิดมาก็ทำไม่เป็นมาตั้งแต่เกิด ต้องมาฝึกเอา บางทีอุตส่าห์ไปเข้าคอร์สกับชาวบ้านเขาก็ยังทำไม่เป็นอยู่ดี  ไม่เข้าใจว่าตัวเองไม่เข้าใจอะไร สุดท้ายมาเริ่มเข้าใจก็ตอนช่วงหลังเกษียณออกมาแหละค่ะ อาศัยดูจากคลิปใน Youtube แล้วมาทดลองด้วยตัวเอง มันยากตรงที่ถ้าสงสัยขึ้นมาก็ไม่รู้จะถามใคร ถือการตั้งคำถามแบบคนไม่รู้นี่มันก็ยาก พวก Beginner มักไม่เข้าใจศัพท์แสงวิชาการ จะไปถามคนที่เขาเก่งๆแล้วก็ถามไม่ถูก

ช่างเถอะ เมื่อมันผ่านไปแล้ว คือลงมือทำแล้วจะรู้ไปเอง นี่ก็เลยวาดไปเถอะ วาดๆไป ไม่ได้คาดหวังว่าจะสวย แค่ทำแล้วรู้สึกดี

ยังไม่รู้เลยว่าชีวิตวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร  เขาว่ากันว่าอีกหน่อยกรุงเทพจะจมน้ำ แล้วทีนี้จะอยู่กันอย่างไร คิดแล้วก็ปวดหัว จะหนีทันไหมเนี่ย อ้าว...ไหงกลับไปเรื่องน้ำท่วมอีกจนได้

กลับไปเรื่องวาดรูปค่ะ  รูปที่เห็นใช้สี Acrylics ร่วมกับปากกา Brush Pen ที่ซื้อกองไว้จนฝุ่นจับ โชคดีที่เปิดฝาออกมาแล้วยังใช้ได้ คือมีบางแท่งสีแห้งหมดแล้ว น่าเสียดายที่ทิ้งไว้นานไม่ได้ใช้ ความที่ว่ามีอุปกรณ์พวกนี้อยู่จำนวนมาก ใช้ไม่ทัน แต่มีไว้ก็รู้สึกดี (อมยิ้ม)

ว่าแล้วที่ผู้เขียนเคยถูกครหาจากพี่ที่ทำงานคนหนึ่ง (ที่ชอบวาดรูปเหมือนกัน) ว่ามีอุปกรณ์เยอะจนไปเปิดร้านขายเครื่องเขียน หรือพวกอุปกรณ์ศิลปะก็น่าจะเหมาะนะ คือเวลาไปซื้ออะไรใหม่ๆมาพี่เค้าก็เอามาอวด เพราะเป็นคอเดียวกัน พูดกับคนอื่นแล้วเขาฟังไม่รู้เรื่อง

เป็นชีวิตสมัยทำงานในอีกแง่มุมที่มีความสุขค่ะ ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งผู้เขียนจะต้อง early ออกมาตั้งแต่อายุไม่ถึง 50 เลยด้วยซ้ำ ชีวิตเป็นสิ่งคาดเดาไม่ได้ใช่ไหมคะ

นั่นละค่ะ ถึงได้บอกว่า คิดอะไรแล้วให้รีบทำเลย เพราะไม่รู้ว่าชีวิตจะเล่นตลกเมื่อไหร่ พลิกฟ้า พลิกดิน เผลอๆแค่ข้ามคืนชีวิตก็อาจเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม

อะไรที่ไม่เคยเกิด กลับเกิด เช่นคนที่บอกว่าปี 2554 น้ำไม่ได้ท่วมบ้าน แต่ปีนี้ 2569 ทำไมท่วม (วะ)

แล้วชีวิตจะไปต่อยังไงดี...

ทิ้งท้ายเอาไว้ตรงนี้ล่ะค่ะ  ว่าต้องกลับไปคิดต่อ


ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะคะ




กันยายน 17, 2569

ฝันร้ายในวันฝนตก (ที่ไม่เคยลืม)

 



ช่วงนี้ผู้เขียนเหมือนจะดวงตก(อีกหรือเปล่า) เพราะความเจ็บป่วยเล็กน้อยๆที่มาเป็นชุดทำให้ร่างกายไม่ค่อยคล่องตัวเอาเสียเลยค่ะ

เริ่มตั้งแต่อยู่ดีๆในเช้าวันหนึ่งเพิ่งตื่นนอนใหม่ๆ ยังนอนอยู่บนเตียงแท้ๆ แค่เอื้อมมือไปจับหมอน แต่คงจะเอื้อมสุดแรงไปหน่อย เลยทำให้หลังจากนั้นเหมือนกล้ามเนื้อไหล่จะตึงๆแปลกๆ แล้วพาลเจ็บลงมาถึงแขนและมือขวา  นี่ก็ยังปวดๆมาเป็นสัปดาห์ คือผู้เขียนทำโน่นนี่ทั้งวัน และฝั่งที่เจ็บเป็นด้านถนัดพอดี เรียกได้ว่าไม่มีโอกาสพักแขน หรือมือหรอกค่ะ คือใช้งานปกติ นี่ก็เลยทำให้หายปวดช้ามาก

ถัดมาก็โดนขวดน้ำดื่มที่มีน้ำอยู่เต็มขวดตกใส่เท้า เล่นเอาตอนโดนใหม่ๆปวดจี๊ดจนน้ำตาจะไหล ต่อมาเท้าตรงที่โดนก็ปูดบวมนูนขึ้นมาเป็นลูก  คงเหมือนคนหัวโนอะไรประมาณนั้น โชคดีที่ยังเดินได้ค่อนข้างปกติ แต่จะเจ็บมาก เวลาใส่รองเท้าแบบที่มันมีสายพาดไปบริเวณที่เจ็บพอดีค่ะ 

ถ้ายังเดินได้ปกติเหมือนไม่น่าจะมีอะไร  ทว่าคืนแรกนั่นเล่นเอาเหมือนจับไข้เลยค่ะ คือมันปวดตุบๆ ตลอด  ผู้เขียนเอาครีมเรพาริลที่ใส่ไว้ในตู้เย็นตลอดเวลา  หยิบออกมาทานวดเป็นระยะ  ทำให้ตรงที่ปูดบวมยุบค่อนข้างเร็ว และไม่มีอาการเขียวช้ำ  ถึงวันนี้ผ่านมาเกือบสัปดาห์ก็ยังบวมอยู่นะคะ แต่ค่อยๆลดบวมลงไป และยังเจ็บอยู่ค่ะ

เจ็บแขน เจ็บหัวไหล่ เจ็บมือก็เลยทำให้ใช้คอมพิวเตอร์ได้ไม่นานค่ะ คือขยับเม้าส์ไปได้สักระยะก็จะปวดแล้ว 

อยากจะเล่าเรื่องฝันร้ายในวันฝนตก ก็เลยไม่สะดวก ปวดทั้งแขนทั้งมือ แต่ตอนนี้พอจะพิมพ์ไหวแล้ว เอาเป็นว่ามาเล่าให้ฟังเลยดีกว่าค่ะ

เรื่องของเรื่อง...มันคือ...

ช่วงเวลาหน้าฝนโดยเฉพาะเข้าเดือนกันยายน  จะเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก คนทำงานตามออฟฟิศจะรู้เลยว่าฝนตกเช้าวันจันทร์ กับเย็นวันศุกร์  มันโหดร้ายเหลือค่ะ เพราะรถจะติดมาก

เอาเป็นว่าฝนชอบตกช่วงใกล้เลิกงาน บางทีก็ตกช่วงเช้าตรู่รับอรุณ  ทำให้รถติดช่วงเช้า  ก็โหดพอกัน

เลยรู้สึกว่ามีประสบการณ์ที่อยากเขียนเล่าให้อ่านกัน  ซึ่งผู้เขียนโดนมากับตัวเมื่อหลายปีมาแล้ว  (ตั้งแต่ในยุคที่ยังทำงานบริษัท) 

เอาละค่ะ...เหมือนที่ฝนกำลังตกกระหน่ำใส่ชาวกรุงเทพในช่วงเดือนกันยายนนี้...  ถ้าจะดูในภาพข้างบนจะเห็นว่าเป็นภาพรถจอดอยู่ท่ามกลางน้ำรอระบายในที่แห่งหนึ่ง  ซึ่งผู้เขียนเป็นผู้ประสบภัยเองแหละค่ะ !! 

ซอยนั้นเป็นซอยทางลัดออกไปสู่ถนนใหญ่  ที่เป็นเส้นทางประจำที่ผู้เขียนใช้ขับรถไปทำงาน เท่าที่เคยขับผ่านไปมาอยู่หลายปีแล้ว ก็ไม่เคยเห็นว่าน้ำจะท่วมตรงนั้นสูงจนเกิดเรื่องวุ่นวายกับชีวิต  คืออย่างเก่งก็น่าจะท่วมประมาณ 10-20 เซนติเมตรค่ะ

วันนั้นก็ออกจากบ้านตามปกติ ขับไปในเส้นทางเดิม  พอเข้าเขตน้ำเริ่มท่วม ก็ยังเอ๊ะ...หรือมันจะท่วมแค่นี้ คงจะขับลุยต่อไปไหวหรอกน่า  55555

ไม่รู้ตัวหรอกว่ากำลังคิดผิดถนัด คนมันซวย ก็ช่วยไม่ได้ (ใช่ไหม)

สมัยนั้นไม่มี App ให้คนรู้ว่าตรงไหนน้ำกำลังท่วมแบบ realtime นะคะ ถ้ารู้ก่อนคงจะหนีทันแหละค่ะ

ผู้เขียนก็ขับลุยๆๆไปเรื่อยค่ะ  ยิ่งขับไปไหงน้ำยิ่งลึกหว่า  แต่ว่ามันกลับลำไม่ทันแล้ว ถ้ากลับรถกลางถนนตอนนี้ คันอื่นเขาต้องหยุดรอกันหมด แล้วดูจากสถานการณ์รอบๆ ทุกคนก็มองหน้ากันแบบงงๆ ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาลุยรับชะตากรรมเหมือนๆกัน น้ำก็สูงมากค่ะ

นึกไปถึงรถคันแรกของผู้เขียนที่สมัยนั้นยังเป็นเกียร์ธรรมดา  และเครื่องยนตร์แบบคาร์บูเรเตอร์ เคยขับลุยน้ำสูงประมาณนี้ได้  อย่างเก่งตอนนั้นเครื่องก็ดับค่ะ 5555 แต่ทว่าตอนนั้นมีคนช่วยเข็นมาเข้าโซนแห้งกว่า แล้วรอเวลาสักระยะ  รถก็สามารถสตาร์ทติดใหม่แล้วขับต่อได้ ....เจ๋งเนอะ

มาถึงคันนี้ ที่กำลังสู้กับระดับน้ำสูงเกิน 30 เซนติเมตร เป็นเกียร์ออโต้ เครื่องยนตร์หัวฉีด ....555 ยังไงดีวะเนี่ย ถ้าเกิดดับขึ้นมา ฉันจะต้องทำไงต่อ  น้ำเข้าเครื่องยนตร์แล้วจะเกิดไรขึ้น  3-4-5-6-โอ๊ย คิดไปไกลเลยค่ะ

ผู้เขียนพยายามประคองรถให้อยู่ตรงกลางถนนเข้าไว้ค่ะ เพราะว่าเป็นส่วนที่สูงกว่าขอบถนน สังเกตระดับน้ำของรถที่วิ่งตรงกลางจะเหมือนพอสู้ไหวนะคะ  แถมปิดแอร์ในรถด้วย  นั่นละ...ฮึบๆๆๆ ใจเต้นมาก

จังหวะซวยมาพอดี คือซอยนั้นเป็นอู่รถทัวร์  มีรถบัสขนาดใหญ่กำลังมาเข้าอู่  ขณะที่รถบัสกำลังเคลื่อนตัว จึงทำให้เกิดคลื่นน้ำขนาดใหญ่ซัดออกมา  ซัดตูมเดียวค่ะ จะเหลือไหม...น้ำน่าจะเข้าแล้ว  เสียงเครื่องยนตร์รถผู้เขียนสะอึกและกระตุกเล็กน้อย ก่อนมันจะเงียบสนิท  โอ้วววว ดับแล้วค่าาาา

รถสุดที่รักค่อยๆกลายสภาพเป็นเรือค่ะ  คือน้องลอยแล้วทำท่าจะไปขวางรถคนอื่นอีก  ผู้เขียนควบคุมรถไม่ได้แล้วค่ะ พวงมาลัยไม่ทำงาน แล้วตอนนี้ก็อยากเข้าห้องน้ำซะด้วย5555 รถเริ่มลอยไปลอยมา ผู้เขียนแง้มกระจกก่อนค่ะ คือจะหายใจไม่ออก เพราะปิดแอร์อยู่ จะเปิดกระจกเยอะไม่ได้  น้ำจากคันอื่นจะกระเซ็นเข้ามาในรถอีกต่างหาก โอ๊ย อะไรมันจะแย่ขนาดนี้

ผู้เขียนนั่งตาปรอย ทำหน้าน่าสงสารเข้าไว้  มีรถกระบะใจดีขับสวนมา แล้วมองสบตาผู้เขียน  เขาคงอ่านสถานการณ์ออก  ดูเขาอยากจะลงมาช่วยแน่ๆ แต่ก็ขับผ่านไปค่ะ เฮ้อ...

คนจากอู่รถทัวร์ออกมาช่วยดันรถผู้เขียนให้เข้าข้างทางค่ะ  รถจะได้ไม่ลอยไปขวางคนอื่น แต่ตรงนั้นน้ำก็ยังสูงอยู่ดี  นาทีนั้น...ผู้เขียนคิดว่าอยากจะเข้าห้องน้ำคงต้องปีนออกทางหน้าต่างแน่นอน  เปิดประตูรถไม่ได้ น้ำสูงกว่าประตูรถน่ะสิคะ แล้วนึกภาพตัวเอง ใส่กระโปรงอยู่ แล้วปีนออกมายังไงดี ท่าไหนดี 5555

คิดไปคิดมา จะปีนออกไปเข้าห้องน้ำก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน กระเป๋าก็ต้องรวบไปด้วย จะทิ้งกระจกเปิดอ้าไว้ก็กลัวน้ำกระเซ็นจากรถคันอื่นเข้ามาอีก แถมรถอาจลอยเยื้องออกจากตำแหน่งเดิมตอนที่เราไม่อยู่ในรถ ยิ่งคิดยิ่งกลัว เพราะเคยได้ยินเพื่อนเล่าว่าเจอน้ำท่วมแบบนี้ ถ้าน้ำเข้าไปในห้องโดยสารได้  พวกพรมบุพื้นรถจะแฉะจนเหม็นอับเป็นปีเลย นึกภาพแล้วสยอง สู้ทนไปก่อนดีกว่า

จากนั้นกลั้นการอยากเข้าห้องน้ำไว้ก่อนดีกว่า  นั่งคิดว่าเอาไงต่อดี  ไม่กล้าสตาร์ทรถแน่นอน ด้วยสัญชาตญาณว่ามันเป็นรถหัวฉีด ดูมันซับซ้อน ไฮเทคโนโลยีกว่าเครื่องยนต์รุ่นใช้หัวเทียนแน่  ทีนี้ก็เลยโทรไปหาศูนย์ฯรถค่ะ ถามเขาว่าต้องทำไง...

เขารีบบอกว่าคุณลูกค้าห้ามสตาร์ทรถเด็ดขาด  ไม่งั้นเสื้อสูบพัง เสื้อสูบพังแล้วยุ่งมาก ต้องไปแจ้งขนส่งใหม่ (คงหมายถึงกรมการขนส่งทางบก) ที่เหลือคือ บลา...ๆ..ๆ

ผู้เขียนไม่รู้หรอกค่ะ ว่าเสื้อสูบคือส่วนไหนของรถ เอาเป็นว่าต้องรีบหารถมาลากไปเข้าศูนย์ฯ และห้ามสตาร์ทรถ  

รวบรัดตัดความมาที่กว่าจะได้เบอร์คนที่รับลากรถ  รอรถลากมารับอีก 2 ชั่วโมง...คุณพระช่วย  สองชั่วโมงได้ค่ะ ที่นั่งรอในรถ ลงไปไหนไม่ได้ คือวันนั้นน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง ท่วมไปจนถึงที่ที่รถลากจะมาหาเรา กว่าจะมาถึงผู้เขียนได้ก็ฝ่าน้ำท่วมมาเหมือนกัน 

ระหว่างนั้นก็โทรไปลางานสิคะ  หัวหน้าคะ ลาครึ่งวันค่ะ รถจมน้ำค่าาาา  หัวหน้าบอกวันนี้คนมาสายกันเพียบ เจอน้ำท่วมกันทั่วหน้า

เมื่อรถลากมาถึงตอนประมาณสิบโมง กว่าจะลากไปถึงศูนย์รถก็เกือบเที่ยง5555 ทั้งที่ระยะทางไม่ได้ไกล  ใช้เวลาพอๆกับจากบ้านไปหัวหินเลยค่ะ  

บอกคนขับรถลากว่า ได้โปรดเถอะ ช่วยแวะปั๊มน้ำมันกลางทางหน่อยนะ อยากเข้าห้องน้ำ ฮ่าาา  คือผู้เขียนก็ต้องนั่งในรถตัวเองระหว่างที่รถลากยกช่วงล้อหน้าขึ้นสูงนะคะ  คือระหว่างขับผ่านท้องถนน รถคันอื่นก็มองเข้ามา คงจะคิดในใจกันไปต่างๆนานา  เฮ้อ...ใครมันจะอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้วะ

ถึงศูนย์บริการก็โล่งอก เขายังย้ำว่าลูกค้าไม่ได้สตาร์ทรถใช่ไหม  ใช่ค่ะ...แล้วไงต่อ ต้องซ่อมยังไงคะ (อยากรู้) ใช้เวลาเท่าไหร่  ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ อันนี้ละ....สำคัญสุด  




ศูนย์บริการบอกว่าค่าใช้จ่ายรวมๆแล้วสูงอยู่ แต่พอดีผู้เขียนมีประกันชั้นหนึ่ง ก็เลยเคลมได้ ลดไปได้ครึ่งหนึ่งค่ะ  แต่อีกครึ่งที่ต้องจ่ายก็ไม่เบานะคะ  เหตุการณ์นี้หลายปีมาแล้ว อาจจะเกือบสิบปีที่แล้ว แต่ตอนนั้นก็จ่ายไปน่าจะหลายหมื่น ที่ร้ายพอๆกันคือใช้เวลาซ่อมประมาณ...หนึ่งเดือน...คือ นานนนนมาก

ราคานี้คือยังโชคดีที่...ถ้าเสื้อสูบของรถไม่ได้บิดเบี้ยว คือช่างต้องแกะดูทั้งหมดว่าน้ำเข้าไปถึงระบบไหนบ้าง ระบบไฟฟ้า ระบบแอร์ ระบบนี่นั่นโน่น แต่ถ้าหลังจากจมน้ำมา หรือขณะจมน้ำแล้วมีการสตาร์ทรถละก้อ...เสื้อสูบพังแน่นอนครับผม  ราคานี้ไม่รวมเรื่องเสื้อสูบ5555 

โปรดทราบนะทุกคน  รถจมน้ำอยู่ห้ามสตาร์ทซ้ำเด็ดขาด

ทีนี้ปัญหาเรื่องระหว่างรถที่ต้องขับไปทำงานทุกวัน  ต้องซ่อมเป็นเดือนนั้นก็นับว่าหนักหนาค่ะ  คือแถวบ้านผู้เขียนแทบไม่มีรถประจำทาง (เหมือนจะมี 1-2 สายเท่านั้น) หรือว่าต้องตื่นมาเรียกแท็กซี่ทุกวันทั้งขาไปทำงานและขากลับบ้านก็น่าจะไม่โอเคเลยค่ะ  ยิ่งหน้าฝนแบบนี้แย่งกันเรียกแท๊กซี่โดยเฉพาะขากลับบ้านนั้นแทบจะเป็นไปได้ลำบาก อีกอย่างผู้เขียนก็มักจะต้องอยู่ทำงานจนค่ำมืดเพื่อเลี่ยงรถติด ไหนจะต้องหามื้อเย็นทานนอกบ้านด้วย คิดแล้วก็มาลงเอยที่การเช่ารถมาขับน่าจะคุ้มกว่า อาจแพงกว่าเล็กน้อย แต่ได้รับความคล่องตัวในการใช้ชีวิตมากกว่าแน่นอน

รวมๆ แล้วการต้องจ่ายค่าซ่อมกับค่าเช่ารถก็คงจะราวๆสี่ห้าหมื่นได้มั้ง แต่อย่างว่า...เป็นมนุษย์เงินเดือนมีรายได้อยู่ก็คงจะไม่หนักหนา จ่ายๆไปเหอะ 

ถามทางศูนย์บริการว่าซ่อมอะไร (วะ) ทำไมนานเป็นเดือน เนี่ย...ต้องเดือดร้อนไปเช่ารถอีก มีค่าใช้จ่ายตามมา 

ช่างบอกว่าต้องแกะทุกชิ้นส่วนออกมาตากแดด 5555 เอาจริงดิ  อย่างนั้นเลยค่ะ เสร็จแล้วประกอบกลับเข้าไปใหม่  แค่นั้นยังไม่เสร็จค่ะ ต้อง Overhaul  คือผู้เขียนไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร  ช่างบอกว่าคือการ reset ตั้งค่าเครื่องยนตร์ใหม่หมด คือหลังจากซ่อมเสร็จรถจะนับรอบการใช้งานใหม่ ราวกับเพิ่งประกอบออกจากโรงงาน...ประมาณนั้นเลย  ลูกค้าจะใช้ต่อไปได้อีกหลายปีโดยไม่ต้องห่วงว่าจะมีปัญหารถพังจากเคยรถเคยจมน้ำระดับนี้มาก่อน

ได้ยินดังนั้น ผู้เขียนก็ Wow ในใจค่ะ...จะขนาดนั้นเลยเหรอ คือซ่อมศูนย์ฯ จ่ายแพงแต่ไม่ต้องปวดหัวในภายหลังมันดีอย่างนี้จริงเหรอ 

รถคันนึงก็แพงอยู่นะคะ แล้วมาจมน้ำแบบนี้  ซ่อมแล้วกลับไปเหมือนเดิมได้หายห่วง อย่างนี้ก็เป็นเรื่องดีมากเลยค่ะ ไม่ใช่ว่าซ่อมแล้วขับอีกสักพัก แล้วต้องกลับมาซ่อมเพิ่ม จุกจิก และเสียอารมณ์ จนต้องขายทิ้ง แล้วรถมีประวัติน้ำเข้าเครื่องยนต์ราคาก็ตกสิ อย่างนี้คงไม่ไหวใช่ไหมคะ

ตัดกลับมาปัจจุบันเล็กน้อย (หลังจากผ่านเหตุการณ์มาได้ ประมาณ 10 ปี) ผู้เขียนยังใช้รถคันนี้อยู่ ซึ่งอายุรถน่าจะ 14 ปี แต่รถยังใช้งานได้ดีไม่มีปัญหาค่ะ  จะมีปัญหาก็คือผู้เขียนนี่แหละ.... คือจะเข็ดมากกับหน้าฝน คือ ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ขับรถออกไปในสถานที่ที่ไม่แน่ใจว่าน้ำจะท่วมไหม

สรุปว่าที่ศูนย์บริการบอกนั้นก็เป็นความจริงที่พิสูจน์แล้วค่าาาา  เย้ๆๆๆตบมือๆๆ

อ้อ...แล้วมีเกร็ดหนึ่งที่ช่างเล่าให้ฟังตอนไปรับรถคืน ว่าถ้าเจอน้ำท่วมสูงแบบนี้อีกในอนาคต ให้จอดรถ เปิดฝากระโปรง แล้วถอดท่ออากาศเข้าเครื่องยนต์ออกก่อน (เพื่อบายพาสไม่ให้น้ำถูกดูดเข้าไปในเครื่อง) แล้วค่อยขับรถต่อแบบช้าๆ ไปเข้าศูนย์...ทำงี้ได้ด้วยแฮะ ถ้ารู้ก่อนก็คงดีสิคะ

ระหว่างทางไฟเตือนระบบเครื่องยนต์ (Check Engine) อาจจะขึ้นก็ไม่ต้องตกใจนะคะ เพราะเป็นแค่ระบบแจ้งเตือนว่าค่าที่วัดได้ผิดไปจากปกติ (เนื่องจากท่อไม่ได้ต่ออยู่ในตำแหน่งเดิม) ไม่ได้แปลว่าเครื่องพัง ยังขับต่อไปเข้าศูนย์ได้ตามปกติค่ะ

จำไว้เลยนะคะ...ถ้าเจอน้ำท่วมสูงจนน่าเป็นห่วง ให้จอดรถ ถอดท่ออากาศ แล้วค่อยๆ ขับไปเข้าศูนย์ ดีกว่าเสี่ยงขับลุยแบบที่ผู้เขียนเคยทำมาเยอะเลยค่ะ


ไงก็ขอเอาใจช่วยมนุษย์ออฟฟิศทุกท่าน  ที่ยังต้องเผชิญชีวิตโหดในช่วงหน้าฝนของกรุงเทพมหานคร  เปิดดูข่าวทีไรเห็นตรงนั้นตรงนี้น้ำท่วมสูง  รถราจอดตายเป็นแถวๆแล้วก็นึกถึงเรื่องของตัวเองขึ้นมาทุกทีค่ะ

เอามาเล่ายาวให้ฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์  อย่างน้อยถ้าใครเจอแบบนี้ก็จะได้จัดการชีวิตได้ถูก หรืออย่างน้อยก็รู้ว่าต้องเจอกับอะไรบ้างนะคะ 

สิบปีผ่านไปมาเล่าเหมือนเป็นเรื่องสนุกไปได้  แต่ตอนนั้นก็เครียดละค่ะ 

ขอให้ทุกคนผ่านพ้นหน้าฝนไปได้ด้วยดีนะคะ  สำหรับผู้เขียนก็ภาวนาว่าอย่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกเลยค่ะ  ตอนนี้เป็นมนุษย์เกษียณแล้ว  หากเกิดอีกก็คงจะร้องไห้แน่ ถ้าต้องจ่ายเงินมากขนาดนั้น

ยังไงผู้เขียนก็คงต้องใช้รถคันเดิมต่อไปอีกนานค่ะ  



หวังว่าจะสนุกไปกับสิ่งที่ผู้เขียนเล่านะคะ...แล้วพบกันใหม่ วันนี้เขียนยาวมั่กๆ








สิงหาคม 20, 2569

ความทุกข์มีไว้สอนใจ


 
หลายครั้งที่ตลอดชีวิตคนเราต้องพบเจอสิ่งที่ไม่พึงประสงค์กันทุกคน กว่าจะเติบโตมาจนป่านนี้ มองย้อนหลังกลับไป ก็พบว่าทุกข์ที่เคยเป็นเรื่องใหญ่ กลายเป็นว่ายิ่งเติบโต เราก็ยิ่งมองว่าเรื่องที่เคยผ่านพ้นมาได้ ก็กลายเป็นทุกข์ที่ไม่ได้ใหญ่โตเกินจะรับไหว

ยิ่งดำเนินชีวิตต่อไป ก็เหมือนว่าความทุกข์ที่สดใหม่ หรือเพิ่งเกิด ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ เพียงเพราะมันอยู่ใกล้ตัวนี่เอง 

เดี๋ยวพอมันคล้อยผ่านเราไปอีกครั้ง ความหนักหนาก็จะค่อยจางคลายลงไปเอง เป็นเช่นนี้เสมอใช่ไหม

มองดูไปแล้ว กว่าจะผ่านความทุกข์ไปได้ในแต่ละครั้ง เราก็ต้องทำอะไรหลายอย่าง ตั้งแต่หยุดคิด หยุดใคร่ครวญ ว่าทำไมมันจึงเกิดแบบนั้น-แบบนี้  แล้วทำยังไงจะไม่ต้องเจอแบบนี้อีก

นั่นแหละค่ะ เรียกว่าความทุกข์มักจะสอนอะไรเราทุกครั้ง

ผู้เขียนรู้สึกว่าความทุกข์ได้ "ให้" อะไรมากกว่า ความสุขด้วยซ้ำไป

ความสุขทำให้เราเบิกบาน ใจฟูฟ่อง แล้วมันก็โบกบินจากเราไปในที่สุดไม่ต่างกัน

แล้วเราก็ได้แต่กลับมานั่งรอ...ให้ความสุขมันพัดผ่านกลับมาอีก

ชีวิตหลังเกษียณของผู้เขียนล้มลุกคลุกคลาน ในที่สุดแล้วก็เหมือนจะไม่ได้เข้าไปใกล้เป้าหมายเสียที 

บ่อยครั้งก็นั่งปลอบใจตัวเองไปวันๆ ว่าไม่ต้องถึงเป้าหมายก็คงไม่เป็นไรหรอก เป้าหมายเราเป็นคนกำหนดเอง จะเขียนใหม่ให้มันเป็นยังไงก็ได้ตามใจเรา แค่มองเป้าหมายไว้พอเป็นเข็มทิศก็พอ ไม่ต้องวิ่งจ้ำไล่ตามเหมือนเมื่อตอนอายุยังน้อยๆก็ได้

แต่ละช่วงวัยเราก็ได้ทำหน้าที่เต็มที่มาหมดแล้ว  ตอนนี้เป็นช่วงท้ายของชีวิต หน้าที่ของเราคงมีแค่มีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความหมาย 

เป้าหมายทางการเงินเป็นอะไรที่ทำให้เครียดมากที่สุดค่ะ

สมัยยังทำงานรู้สึกมีความมั่นคงในชีวิตมากๆ ก็แน่ล่ะ ที่เรามีรายได้แน่นอนทุกเดือน มีอนาคต แต่ก็หาเวลาทำในสิ่งที่อยากทำไม่ได้   แถมสุขภาพถูกบั่นทอน

พอมาตอนนี้เป็นเหมือนพวกหาเดือนชนเดือน วันชนวัน เริ่มจะชินแล้วล่ะค่ะ แต่ก็อยากให้มัน stable กว่านี้อีกสักหน่อยคงดี 

ค่อนข้างจะมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ มีอิสระเต็มที่ แต่ก็อดจะกลัวอนาคตไม่ได้ค่ะ

ความทุกข์ที่ผ่านๆมาสอนอะไรเอาไว้หลายอย่าง โดยเฉพาะ "อย่าประมาท" 

กระนั้นคนเราก็คงจะมีแผนสำรองไว้รองรับไม่ได้ทุกอย่างไปหรอกค่ะ  ยิ่งตอนนี้ทรัพยากรน้อยลงไป คิดอยากจะทำอะไรก็ค่อนข้างติดขัด  เลยได้แต่แอบกังวลโน่นนี่ไปเรื่อยตามประสา

สุดท้ายก็ลงเอยแค่ว่า  ทำให้ดีที่สุด อะไรไหวไม่ไหวก็ช่างมันแล้วค่ะ  สุดความสามารถแล้วก็จบ เพราะมันได้แค่นี้จริงๆ  ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ก็ต้องหาทางอยู่ให้ได้ค่ะ

ชีวิตคุณผู้อ่านเป็นยังไงกันบ้างคะ 555 ถามไปอย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะมีใครอยากพูดอะไรบ้างไหม เพราะไม่เคยมีใครเขียนความเห็นส่งเสียงกันมาบ้างเลย ผู้เขียนเหมือนจะบ่นอะไรอยู่คนเดียวมาตลอดหลายปี

วันนี้เขียนเหมือนจะออกโทนหม่นๆตามฟ้าฝน ท้องฟ้าแดดไม่ค่อยมี ทำให้รู้สึกเหนื่อยหรือไม่นะเรา

พูดเรื่องทุกข์มายาวเหยียด มีอีกเรื่องที่ทุกข์กำลังสอนอยู่ตอนนี้เหมือนกันค่ะ...

ตั้งใจไว้ว่าปีนี้จะเขียนนิยายพร้อมกันสองเรื่อง ก็ยังไม่ได้เริ่มเลยค่ะ แต่โครงเรื่องก็พัฒนาไปได้ไกลแล้ว อาจจะใกล้เวลาได้เริ่มตอนที่ 1 ซะที

ความอยากเขียนยังมี แต่ก็ติดต้องไปทำมาหากินค่ะ หวังว่าคงจะเข้าใจเพราะงานเขียนใช้ร่างกายและหัวใจล้วนๆ นี่สุดท้ายเราก็ต้องแคร์ว่าทำอะไรแล้วพอจะมีกินบ้าง 

เลิกคิดไปแล้ว หรือเลิกตั้งคำถามไปแล้วว่าทำไมบางคนเขาบอกว่าเขียนนิยายแล้วรวยอย่างนั้นอย่างนี้

เพราะว่าคงไม่ได้เกิดกับคนอย่างเรา หรือแนวนิยายที่เราเขียน

เอาเป็นว่าถ้ารักจะทำก็ทำต่อไปค่ะ ก็ทำได้แค่นี้ ดีที่สุดที่ทำได้แล้ว...นี่ก็คงเป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ทุกข์สอนไว้เหมือนกัน คือทำเต็มที่แล้วปล่อยวางที่เหลือ

เฮ้อ...(ถอนใจดังไปไหม)


ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ เจอกันใหม่ Post หน้าค่ะ