ในความเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ยอมรับว่ามีบางทีที่รู้สึกอิจฉาคนที่ได้เกษียณตอนอายุครบ 60 ปี ค่ะ
เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ๆหลายคนเริ่มทะยอยเกษียณออกจากบริษัทอย่างสวยงาม แม้ว่าผู้เขียนจะ early retire ออกมาก่อนหลายปี ก็ยังได้ติดต่อพูดคุยกับพี่ๆหลายคนที่เคยทำงานร่วมกัน บางคนเกษียณออกมาแล้วประมาณ 5 ปี ก็ยังได้พบปะนัดทานข้าวกันบ้าง
บางคนเป็นรุ่นน้อง ก็ลาออกไปเติบโตยังองค์กรใหม่ ตำแหน่งงานใหญ่โตกว่าเดิมก็มีค่ะ
คนที่เกษียณตามรอบปกติดูจะมีความสุขกันพอดู กับจำนวนเงินที่เก็บออมมาทั้งชีวิตการทำงาน ไหนจะพวกเงินกองทุนต่างๆที่รอจ่ายให้ตอนเกษียณ ยอดเงินพอเอามากองรวมๆกันแล้วก็คงจะมีชีวิตที่ดีกันล่ะค่ะ
ส่วนผู้เขียนเองเกษียณเร็วไปหน่อย ตั้งแต่อายุ 48 ซึ่งก็เร็วจนพี่ๆหลายคนบ่นว่า เธอไม่น่าออกมาเลย
แต่เหตุผลหลายข้อ ที่บังคับให้ผู้เขียนต้องตัดสินใจอย่างนั้น มันมีน้ำหนักที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆค่ะ
และจนถึงทุกวันนี้ เหตุผลเหล่านั้นก็ไม่ได้เสื่อมสิ้นพลัง แปลว่าการตัดสินใจตอนนั้นถูกต้องแล้ว ไม่ได้ตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบอย่างแน่นอน
ที่จริงจะไปอิจฉาคนที่เขาอุตส่าห์เหนื่อยจนถึงอายุ 60 ก็คงจะไม่ถูก เรามันดันออกมาใช้ชีวิตเองเร็ว เครียดน้อยกว่าคนที่เขายังต้องทำงาน พอมาก้มมองดูเงินในกระเป๋าก็ใจหาย เพราะการใช้ชีวิตตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราต้องพึ่งตัวเองโดยสมบูรณ์ เอาเป็นว่าไม่ไ้ด้ป่วยเป็นอะไรร้ายแรงก็นับว่าบุญแล้ว
ได้เงิน กับ เสียเงิน มันเป็นของคู่กัน
คนที่เขาต้องอดทนและต่อสู้กับทั้งเรื่องงาน และการเมืองต่างๆในองค์กรก็คงต้องสมควรได้รับรางวัลไม่ใช่เหรอ นี่มันก็ถูกต้องแล้วนะ
ถึงผู้เขียนจะกลุ้มเรื่องต้องทำมาหากินซะจนเห็นเรื่องอื่นเป็นเรื่องเล็กไปหมดก็ตาม ...
เชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าจะเป็นคนที่รวยที่สุด ชีวิตดูน่าอิจฉาแค่ไหน แต่เชื่อไหม...ไม่ได้มีใครมีความสุขตลอดเวลา ธรรมดามนุษย์...ที่ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีไงคะ
คนมีเงิน ก็อาจจะทุกข์เรื่องอื่น ส่วนคนมีเงินน้อยๆก็คงจะทุกข์เพราะเรื่องเงินทอง การทำมาหากิน หรือไม่ก็เรื่องอื่นพ่วงด้วย ไม่ว่าจะโรคภัยของตัวเองหรือคนใกล้ชิด เรื่องทุกข์มันมีร้อยแปดพันเก้า
ถึงบอกว่าชีวิตไม่เคยง่าย...โดยเฉพาะกับชีวิตผู้เขียน
เคยนั่งมองชีวิตตัวเองย้อนหลังไปถึงวัยเด็ก ก็ไม่ได้ลำบากขนาดไม่มีกิน หรือไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ แต่ก็พบกับปัญหาเรื่องอื่นๆอยู่ดี ทว่า...ก็ต้องเต็มไปด้วยการต่อสู้ และใช้ความพยายามของตัวเอง เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้นให้จงได้
แต่แล้วช่วงชีวิตที่สวยงาม เราก็ตะครุปมันเอาไว้ให้อยู่กับเราตลอดไปไม่ได้
หลุดมือไปแล้ว...พร้อมกับการตัดสินใจ Early Retire ออกมา แล้วทุกวันนี้ได้แต่นั่งมองความเฟื่องฟูในอดีต อย่างน้อยสุขภาพยังปกติ5555 มีบ้านอยู่ มี passion ที่ทำให้ทุกวันมีความหมาย
แม้จะโดดเดี่ยวบ้าง มีเหงานานๆครั้ง ที่เหลือในหัวสมองมีแต่การทำงาน ไม่ว่าจะเขียนนิยาย กับงานอีกหลายโปรเจคที่พอจะมีรายได้นิดๆหน่อยๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เขียนแทบจะไม่ได้มีเวลาคิดเรื่องอื่นเลยค่ะ
พอไม่ได้คิดเรื่องที่มันเป็นแค่สิ่งจุกจิก เหมือนเรามีสมาธิแน่วแน่ จดจ่อ ความเว้าวอนหาเรื่องทุกข์ใส่หัวสมองตัวเองมันก็น้อยลงไป แต่ไม่ได้บอกว่าไม่มีความทุกข์นะคะ มีน่ะมีแน่...ก็บ่นอยู่ทุกวันว่าเมื่อไหร่ชีวิตฉันจะไปรอดซะทีนะ....
มันผ่านมาหลายปีมากแล้ว นี่มันโอกาสสุดท้าย เพราะมีแต่จะแก่ตัวลงไปทุกวัน เรี่ยวแรงถดถอย แล้วนี่จะมีชีวิตอยู่ยังไงหากสักวันแย่ขนาดว่าอาจจะไม่มีกินขึ้นมา
นี่ล่ะค่ะ ไม่มีใครทำให้เรากลัวได้เท่าความคิดตัวเราเองนี่ละ แต่ทั้งที่รู้...มันห้ามไม่ให้กลัวก็ยากใช่ไหม
ยิ่งกลัว ก็ต้องขยันให้มากขึ้นไปอีก (ตกลงว่ามีแต่เหนื่อย กับเหนื่อยค่ะ)
ตอนนี้ผู้เขียนกำลังเขียนนิยายตอนพิเศษอยู่ค่ะ เป็นตอนพิเศษของ เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ คือเขียนทั้งตอนพิเศษ และกำลังรวมเล่มคือเอาทุกตอน 80 ตอน มาเรียบเรียงใหม่เป็น e-book ด้วย
ใช้เวลามากกว่าที่คิด เพราะกลายเป็นว่าช่วง บทที่ 1-4 เขียนเพิ่มเข้าไปอีกเยอะ เพื่อให้เนื้อเรื่องมันแน่น และเข้มข้น ไม่งั้นมันจะมาหนักท้ายๆเรื่อง เรียกได้ว่าปรับ balanced ของเรื่องใหม่ แล้วยังไม่รู้ว่าจะแก้อีกนานแค่ไหน555 เอาเป็นว่าอยากให้ออกมาดีที่สุด
พอยิ่งอ่านไปมันยิ่งคันไม้คันมือ อยากแก้ตรงนั้นตรงนี้ เพราะว่าพอเขียนจบแล้วจะเห็นช่องโหว่ค่ะ ว่าตรงไหนเราเขียนหลวมไป หรือบางไป
ปีนี้ผ่านมาเกินครึ่งปีแล้วสินะ นิยายเรื่องที่สามและสี่ยังไม่ได้เริ่มซะทีเลยค่ะ ตั้งใจว่าปี 2569 จะเขียนสองเรื่องพร้อมกัน แต่นี่ยังนั่งแก้เรื่องเก่าอยู่เลย เฮ้อ...
แต่เรื่องที่สามกับเรื่องที่สี่ก็มีโครงเรื่องที่ชัดเจนมากพอจะเริ่มเขียนได้บ้างล่ะค่ะ
....
ว่าแล้วก็ต้องฮึดสู้กันต่อไป
....
ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ




