กรกฎาคม 09, 2569

ชีวิตไม่เคยง่าย

 


ในความเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ยอมรับว่ามีบางทีที่รู้สึกอิจฉาคนที่ได้เกษียณตอนอายุครบ 60 ปี ค่ะ

เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ๆหลายคนเริ่มทะยอยเกษียณออกจากบริษัทอย่างสวยงาม แม้ว่าผู้เขียนจะ early retire ออกมาก่อนหลายปี ก็ยังได้ติดต่อพูดคุยกับพี่ๆหลายคนที่เคยทำงานร่วมกัน  บางคนเกษียณออกมาแล้วประมาณ 5 ปี ก็ยังได้พบปะนัดทานข้าวกันบ้าง

บางคนเป็นรุ่นน้อง ก็ลาออกไปเติบโตยังองค์กรใหม่ ตำแหน่งงานใหญ่โตกว่าเดิมก็มีค่ะ

คนที่เกษียณตามรอบปกติดูจะมีความสุขกันพอดู กับจำนวนเงินที่เก็บออมมาทั้งชีวิตการทำงาน ไหนจะพวกเงินกองทุนต่างๆที่รอจ่ายให้ตอนเกษียณ ยอดเงินพอเอามากองรวมๆกันแล้วก็คงจะมีชีวิตที่ดีกันล่ะค่ะ

ส่วนผู้เขียนเองเกษียณเร็วไปหน่อย ตั้งแต่อายุ 48 ซึ่งก็เร็วจนพี่ๆหลายคนบ่นว่า เธอไม่น่าออกมาเลย

แต่เหตุผลหลายข้อ ที่บังคับให้ผู้เขียนต้องตัดสินใจอย่างนั้น  มันมีน้ำหนักที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆค่ะ 

และจนถึงทุกวันนี้ เหตุผลเหล่านั้นก็ไม่ได้เสื่อมสิ้นพลัง  แปลว่าการตัดสินใจตอนนั้นถูกต้องแล้ว ไม่ได้ตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบอย่างแน่นอน

ที่จริงจะไปอิจฉาคนที่เขาอุตส่าห์เหนื่อยจนถึงอายุ 60 ก็คงจะไม่ถูก เรามันดันออกมาใช้ชีวิตเองเร็ว เครียดน้อยกว่าคนที่เขายังต้องทำงาน  พอมาก้มมองดูเงินในกระเป๋าก็ใจหาย เพราะการใช้ชีวิตตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราต้องพึ่งตัวเองโดยสมบูรณ์  เอาเป็นว่าไม่ไ้ด้ป่วยเป็นอะไรร้ายแรงก็นับว่าบุญแล้ว

ได้เงิน กับ เสียเงิน มันเป็นของคู่กัน

คนที่เขาต้องอดทนและต่อสู้กับทั้งเรื่องงาน และการเมืองต่างๆในองค์กรก็คงต้องสมควรได้รับรางวัลไม่ใช่เหรอ  นี่มันก็ถูกต้องแล้วนะ

ถึงผู้เขียนจะกลุ้มเรื่องต้องทำมาหากินซะจนเห็นเรื่องอื่นเป็นเรื่องเล็กไปหมดก็ตาม ...

เชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าจะเป็นคนที่รวยที่สุด ชีวิตดูน่าอิจฉาแค่ไหน แต่เชื่อไหม...ไม่ได้มีใครมีความสุขตลอดเวลา  ธรรมดามนุษย์...ที่ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีไงคะ

คนมีเงิน ก็อาจจะทุกข์เรื่องอื่น  ส่วนคนมีเงินน้อยๆก็คงจะทุกข์เพราะเรื่องเงินทอง การทำมาหากิน หรือไม่ก็เรื่องอื่นพ่วงด้วย ไม่ว่าจะโรคภัยของตัวเองหรือคนใกล้ชิด  เรื่องทุกข์มันมีร้อยแปดพันเก้า 

ถึงบอกว่าชีวิตไม่เคยง่าย...โดยเฉพาะกับชีวิตผู้เขียน  

เคยนั่งมองชีวิตตัวเองย้อนหลังไปถึงวัยเด็ก ก็ไม่ได้ลำบากขนาดไม่มีกิน หรือไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ แต่ก็พบกับปัญหาเรื่องอื่นๆอยู่ดี ทว่า...ก็ต้องเต็มไปด้วยการต่อสู้ และใช้ความพยายามของตัวเอง เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้นให้จงได้

แต่แล้วช่วงชีวิตที่สวยงาม  เราก็ตะครุปมันเอาไว้ให้อยู่กับเราตลอดไปไม่ได้

หลุดมือไปแล้ว...พร้อมกับการตัดสินใจ Early Retire ออกมา แล้วทุกวันนี้ได้แต่นั่งมองความเฟื่องฟูในอดีต  อย่างน้อยสุขภาพยังปกติ5555  มีบ้านอยู่  มี passion ที่ทำให้ทุกวันมีความหมาย 

แม้จะโดดเดี่ยวบ้าง มีเหงานานๆครั้ง ที่เหลือในหัวสมองมีแต่การทำงาน ไม่ว่าจะเขียนนิยาย กับงานอีกหลายโปรเจคที่พอจะมีรายได้นิดๆหน่อยๆ  สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เขียนแทบจะไม่ได้มีเวลาคิดเรื่องอื่นเลยค่ะ

พอไม่ได้คิดเรื่องที่มันเป็นแค่สิ่งจุกจิก  เหมือนเรามีสมาธิแน่วแน่  จดจ่อ ความเว้าวอนหาเรื่องทุกข์ใส่หัวสมองตัวเองมันก็น้อยลงไป แต่ไม่ได้บอกว่าไม่มีความทุกข์นะคะ  มีน่ะมีแน่...ก็บ่นอยู่ทุกวันว่าเมื่อไหร่ชีวิตฉันจะไปรอดซะทีนะ....

มันผ่านมาหลายปีมากแล้ว นี่มันโอกาสสุดท้าย เพราะมีแต่จะแก่ตัวลงไปทุกวัน เรี่ยวแรงถดถอย แล้วนี่จะมีชีวิตอยู่ยังไงหากสักวันแย่ขนาดว่าอาจจะไม่มีกินขึ้นมา

นี่ล่ะค่ะ  ไม่มีใครทำให้เรากลัวได้เท่าความคิดตัวเราเองนี่ละ  แต่ทั้งที่รู้...มันห้ามไม่ให้กลัวก็ยากใช่ไหม

ยิ่งกลัว ก็ต้องขยันให้มากขึ้นไปอีก (ตกลงว่ามีแต่เหนื่อย กับเหนื่อยค่ะ)

ตอนนี้ผู้เขียนกำลังเขียนนิยายตอนพิเศษอยู่ค่ะ  เป็นตอนพิเศษของ เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ คือเขียนทั้งตอนพิเศษ และกำลังรวมเล่มคือเอาทุกตอน 80 ตอน มาเรียบเรียงใหม่เป็น e-book ด้วย

ใช้เวลามากกว่าที่คิด เพราะกลายเป็นว่าช่วง บทที่ 1-4 เขียนเพิ่มเข้าไปอีกเยอะ เพื่อให้เนื้อเรื่องมันแน่น และเข้มข้น ไม่งั้นมันจะมาหนักท้ายๆเรื่อง เรียกได้ว่าปรับ balanced ของเรื่องใหม่ แล้วยังไม่รู้ว่าจะแก้อีกนานแค่ไหน555  เอาเป็นว่าอยากให้ออกมาดีที่สุด 

พอยิ่งอ่านไปมันยิ่งคันไม้คันมือ อยากแก้ตรงนั้นตรงนี้ เพราะว่าพอเขียนจบแล้วจะเห็นช่องโหว่ค่ะ ว่าตรงไหนเราเขียนหลวมไป หรือบางไป

ปีนี้ผ่านมาเกินครึ่งปีแล้วสินะ  นิยายเรื่องที่สามและสี่ยังไม่ได้เริ่มซะทีเลยค่ะ  ตั้งใจว่าปี 2569 จะเขียนสองเรื่องพร้อมกัน แต่นี่ยังนั่งแก้เรื่องเก่าอยู่เลย เฮ้อ...

แต่เรื่องที่สามกับเรื่องที่สี่ก็มีโครงเรื่องที่ชัดเจนมากพอจะเริ่มเขียนได้บ้างล่ะค่ะ

....

ว่าแล้วก็ต้องฮึดสู้กันต่อไป

....

ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ 


 

มิถุนายน 18, 2569

ร้าวแล้ว-ร้าวได้อีก

 


นี่มันก็กลางปีแล้วสินะคะ รู้สึกว่าปีนี้ผู้เขียนยังเจออะไรหนักๆแบบเข้ามาเรื่อยๆ จนต้องขึ้น caption ข้างบนเอาไว้ตามนั้น คือ ร้าวแล้ว-ร้าวได้อีก

อะไรจะรุนแรงต่อใจได้เท่ากับพายุค่าใช้จ่าย  ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เริ่มด้วยเครื่อง Printer เสีย, กล้องถ่ายรูปเสีย, แมวป่วยไปสองรอบ ตอนนี้กล้องที่พึ่งซ่อมไป หมดระยะประกันการซ่อมไปแล้ว ดันมาออกอาการรวนๆอีก แถมซอฟแวร์ที่ต้องใช้งานเกี่ยวกับตัวกล้องก็ออกอาการใช้ได้ประมาณชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็ดับไปเองซะงั้น

คราวก่อนที่ส่งศูนย์ของแบรนด์กล้อง ก็ต้องจ่ายค่าเปลี่ยนเมนบอร์ดกล้องเลยทีเดียว หมดไปเยอะค่ะ นึกว่าซ่อมศูนย์อะไหล่แท้แน่นอนจะเสถียร  กลายเป็นว่าดวงชะตาของเรามันอาจไม่ดีซะเอง ดันมาทำท่าจะเสียอีกรอบ

ผู้เขียนนั่งถามตัวเองว่า แล้วคราวนี้จะเอาไงต่อ... 

ก็คิดว่าทนใช้ไปทั้งสภาพนั้นก่อน ปรับตัวนิดหน่อยใน work flow การทำงานของตัวเอง ก็พอจะแก้ปัญหาไปได้ อะไรที่มันไม่สมบูรณ์แบบก็มองข้ามมันไปเสียบ้าง

ที่ผ่านมาความที่ตัวเองชอบทำอะไรให้มันดีที่สุดเสมอๆนั้น เป็นตัวที่ทำให้เกิดความทุกข์ล่ะค่ะ

ในแง่การทำงานในองค์กรเราอาจจะขึ้นมายืนแถวหน้าๆได้ เพราะต้องอึดถึกเข้าไว้  เพื่อให้ได้คุณภาพงานอันยอดเยี่ยม แล้วก็ได้รับการมองเห็นจากคนระดับบนๆว่าคนนี้ใช้ได้  เราถึงได้ level up ตัวเอง ได้เงินเดือนขึ้นตัวเลขดีๆ ได้โบนัส ฯลฯ

แต่พอกลับมาในโลกใหม่ โลกนอกองค์กร...แม้เราจะทำเท่าไหร่  ก็เหมือนไม่ได้รับการมองเห็นจากใครเลยค่ะ

ตอนนี้เริ่มจะคิดแล้วล่ะค่ะ...อีกไม่ช้าไม่นานหรอก ฉันคงจะต้องเลิกทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำอยู่นี้  

ทุกอย่างมันมีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะโปรแกรม หรือ Knowledge ผู้เขียนนั่งคำนวณๆดู อีกหน่อย Microsoft word ก็คงต้องเลิกใช้ มาใช้ Google Docs รวมทั้งพวก Excel ด้วย ส่วนใหญ่หลัง early retire มาก็ใช้แค่สองโปรแกรมนี้ละค่ะ ที่ช่วยทำงานพวกเขียนนิยาย กับงานคำนวณทั่วๆไป ส่วน Power Point เขามีมาใน Set แต่เราก็ไม่ได้ใช้

ส่วนชุด Creative Cloud ที่ใช้ทำงานอีกด้าน ทุกวันนี้ก็ต้องจ่ายเป็นรายเดือน อีกหน่อยก็ต้องเลิก ถ้าขืนรายได้มันไม่สามารถจะเลี้ยงตัวมันเองได้ โปรแกรมฟรีก็มีให้ใช้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนค่ะ เช่น Affinity เป็นต้น 

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้เขียนจะต้องดิ้นรนในการฝึกฝนโปรแกรมมากมาย เพราะไม่รู้ว่าวันไหนเราอาจไปต่อไม่ไหวกับโปรแกรมมืออาชีพที่แสนจะสุดยอด... เราก็จะพออยู่ได้บ้าง  กับโปรแกรมฟรี 

อย่างน้อยเราใช้โปรแกรมสุดยอดที่เราเคยใช้ก็สอนอะไรให้เรามากมาย มีเทคนิควิธีที่อาจจะเหมือนกันแต่ถูกเรียกชื่อต่างกันในอีกโปรแกรม ทว่าการทำงานพื้นฐานก็เรียกได้ว่าทำได้เหมือนกัน อยู่ที่ user ว่าจะเข้าใจแค่ไหน

การสร้างทักษะให้ตัวเองจึงเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุด...และผู้เขียนก็เชื่อใน "ทักษะ" มาตั้งแต่สมัยยังทำงาน 

ไม่อยากทิ้งงานที่เรารัก แต่ถ้ามันถึงจุดที่บุญเก่าไม่เหลือจริงๆ เราก็ต้องยอมแพ้...กระมัง

ตอนนี้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทุกวัน ก็เริ่มมีเสียง Harddisk ดังคลิกๆๆ เป็นระยะ สัญญานแบบนี้ไม่ค่อยจะดี  เหมือนเขากำลังบอกเราว่า ฉันใกล้จะไปแล้วนะเธอ...เตรียมตัว เอ๊ย...เตรียมเงินไว้หรือยัง5555

กว่าจะคล่องแคล่วชำนาญการในการใช้โปรแกรม เครื่องก็กำลังจะพังพอดี แบบนี้จะไม่ได้บ่น ว่าร้าวแล้ว...ยังร้าวได้อีกได้ยังไงคะ 

คำว่าโอกาสสุดท้าย ผู้เขียนใช้เป็นประจำค่ะ ตั้งแต่ออกจากงานมา มันคือต้องตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง ใช้ชีวิตเหมือนคนหลังพิงฝา  แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็พบว่าโลกนอกบริษัทมันกว้างใหญ่ไพศาลมาก  ต่อให้สู้เต็มที่ยังไงก็เหมือนไม่ค่อยเป็นผลสักเท่าไหร่...

ในขณะที่ต้องเดิมพันด้วยทุนส่วนตัว และเวลาที่ผ่านไป อายุที่ผ่านไป และสภาพร่างกายที่ต้องเป็นไปตามอายุขัย

โลกไม่ได้โหดร้ายหรอกค่ะ  เพราะโลกก็หมุนไปตามแรงเหวี่ยงของเขา เพียงแต่เราต้องยอมรับความจริง...

เมื่อ "มี" ต้องคู่กับ "หมด"... ไม่มีสิ่งใดยั่งยืน

รู้สึกวันนี้จะออกแนวหดหู่ไปสักหน่อย ต้องขออภัยผู้อ่านค่ะ 5555

นี่เป็นความ realistic ของชีวิต ผู้เขียนกำลังพยายามทำตัวนิ่งๆให้มากที่สุด และมองโลกตามความเป็นจริง...ว่าจะอยู่ยังไงต่อไป ให้ยังได้เขียนนิยาย ได้ทำงานศิลปะต่อไป

เว้นวรรคให้กับชีวิตสักเล็กน้อย...เผื่อว่าจะมองอะไรได้ชัดเจนนะคะ




ขอบคุณทุกท่านที่กรุณาติดตามชีวิตผู้เขียนค่ะ





มิถุนายน 11, 2569

แปะรูปกันเถอะ


 นอกจากงานยามว่างที่ผู้เขียนสนใจเรื่อง scrapbooking มาตั้งแต่ราวๆปี 2010 ก็เริ่มจะเห็นว่ามีศาสตร์ใหม่ที่เหมือนจะต่อขยายมาจาก scrapbooking ก็คือการทำ vision board

คำว่า vision board ผู้เขียนว่ามันคล้ายๆกับคำว่า mood board ที่เดี๋ยวนี้ชาว creative ทั้งหลายมักจะใช้กันในการวาง concept งาน art หรือไม่ก็งานโฆษณา ซึ่งถ้าเป็นคำว่า story board ก็จะใช้เรียกภาพสเก็ตช์ที่เป็น block ต่อๆกันเพื่อสื่อสารลำดับภาพ motion หรือภาพยนตร์ ใช้วางแผนการถ่ายและลำดับภาพ ตั้งแต่ก่อนถ่ายจริงไปจนถึงขั้นตัดต่อ

เอาภาษาง่ายๆก็มีไว้ช่วยวางแนวทางการตัดต่อคลิบวีดีโอนั่นละ ว่าเราจะเอาภาพประมาณไหนขึ้นก่อน หรือมาทีหลัง

แต่ vision board ที่อยากพูดถึงในตอนนี้ เห็นใช้กันมากขึ้นในการวางเป้าหมายชีวิตให้กับตัวเอง ที่จริงก็คือเอาภาพที่เราอยากจะเป็น หรือสิ่งของที่เราอยากจะได้ แปะรวมกันไว้สักที่หนึ่ง  บางทีอาจเป็นกระดานเล็กๆ หรือไม่ก็สมุดบันทึก หรือบางคนจะแปะบนประตูตู้เย็นก็คงไม่ผิดหรอกค่ะ

แปะแบบมีสไตล์กันหน่อย คือสไตล์ใครว่าสวยแบบไหนก็ตามใจชอบ เน้นให้ตัวเองดูแล้วเกิดพลังฮึดสู้ นอกจากแปะรูปแล้วอาจจะตกแต่งด้วยวาชิเทป (washi tape) สวยๆ หรือระบายสีนิดนึง เอาเป็นว่าอยากทำอะไรก็ทำเถอะ

คนยุคก่อนๆเขามักจะนำนิตยสารมาตัดภาพสวยๆกันค่ะ แต่พอมาสมัยนี้กลายเป็นว่านิตยสารเป็นของหายาก ก็อาจจะหยิบพวก Newsletter ที่เขาพิมพ์แจกฟรีตามสถานีรถไฟฟ้า หรือที่สาธารณะก็ได้  แบบนี้ก็ไม่ผิด แต่บางทีมันก็อาจจะหารูปที่สวยถูกใจกันยากหน่อย

สมมุติว่าถ้าจะทำเกี่ยวกับเรื่องความสำเร็จ  คุณกำลังอยากจะหาคำว่า Winner คุณก็ต้องหาตัวอักษรภาษาอังกฤษให้ครบทุกตัวอักษรมาแปะต่อกัน กว่าจะครบทุกตัวคงจะเลิกแปะดีกว่า หรือไม่ก็เขียนเอาเองก็ได้นะคะ

หรือถ้าบ้านไหนมีเครื่อง printer ก็ยังต้องหาไฟล์ภาพที่ตัวเองอยากได้มาพิมพ์เองอยู่ดี สรุปแล้วถ้าอยากจะลองทำ vision board ไว้ดูเล่นเป็นแรงบันดาลใจก็ต้องออกแรงพยายามกันหน่อย  

เลยคิดว่า...ถ้างั้นทำเองเลยดีกว่า...

นี่ผู้เขียนว่าจะทำหนังสือรวมภาพสำหรับทำ vision board สักเล่ม ตอนแรกว่าจะทำไว้ใช้เอง ทีนี้สั่งพิมพ์ออกมาเล่มเดียวคงไม่คุ้ม อาจจะพิมพ์ขั้นต่ำแค่ 10 เล่ม เผื่อมีใครอยากเอาไปลองเล่นทำ vision board ด้วยกัน

เพราะท้ายที่สุด vision board มันไม่ได้แค่สวยงามค่ะ...

สำหรับใครที่อ่าน blog ของผู้เขียนก็รับไปก่อน 4 แผ่น 5555(หัวเราะอีกแล้ว) คือคนมันอยากแจกค่ะ5555

คือรูปมันล้นเครื่องคอมพิวเตอร์ คิดว่าทำแจกซะบ้างเถอะ 

แจกกันทีเดียว 4 แผ่น (รูปภาพ+พื้นหลัง+คำคม+ตัวอักษร) ก็ช่วยรับไปแบบ PDF ไฟล์นะคะ


นอกจากจะแจกรูปแล้วยังมี Layout ให้ไปดูเป็น idea อีกต่างหากว่าจะแปะตรงไหนกันได้บ้าง ถึงจะสวย ที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องทำตาม Layout หรอกค่ะ อยากแปะยังไงก็แปะไปเถอะ ว่าชีวิตแบบที่เราอยากได้นั้นมันเป็นยังไง เผื่อจะทำให้ตัวเราเห็นภาพในหัวชัดเจนมากขึ้น และนี่จะเป็นพลังให้เราขับเคลื่อนชีวิตไปต่อได้ค่ะ อย่างน้อยดู vision board ก็จะมีกำลังใจ มีความหวังเล็กๆน้อยๆบ้างแหละค่ะ

ขอออกตัวก่อนว่าภาพที่แจกเป็นภาพที่ Generated by Ai นะคะ หลายภาพอาจไม่ได้ตรงตามความต้องการของทุกคน รับไฟล์ไปแล้วก็ถือซะว่าเป็น sample ให้เอาไปลองตัดแปะสมุดดูเล่นๆก่อนค่ะ

ผู้เขียนจะทำไว้ให้หลาย theme สำหรับวันนี้เอาไปแค่ 1 Theme ก่อนนะคะ

  • Theme A : ชีวิตหรูหราที่ฟ้าประทานให้ (Luxury Girl Boss)
  • Theme B (รอติดตามใน post ถัดๆไปค่าาาา)
  • Theme C (รอติดตามใน post ถัดๆไปค่าาาา)


ขอขอบคุณสำหรับทุกการเข้ามาอ่านค่ะ ขอให้สนุกกับการทำ vision board จ้า

พฤษภาคม 28, 2569

ทางผ่าน...ไม่ใช่ทางแยก

 


หลังจากเขียนนิยายเรื่องล่าสุด เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ จบลงไปแล้ว ผู้เขียนก็พักใจได้เพียงแค่สัปดาห์หรือสองสัปดาห์ เพราะในหัวเริ่มคิดต่อว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป...เขียนเรื่องใหม่ หรือ...พักก่อน

จากที่ก่อนหน้าบ่นกับตัวเองว่าเหนื่อยมากกับการเขียนนิยายให้จบสักเรื่อง เรียกได้ว่าบนตั้งแต่เริ่มเขียนสักพักในช่วงตอนต้น  สำหรับคนเขียนจะรู้สึกมาก  ว่าเรื่องและตัวละครมันลอยๆยังไงชอบกล  อาจจะเหมือนละคร EP. แรกๆที่นักแสดงกับบท หรือด้วยเงื่อนไขอื่น ที่ทำให้ทุกคนยังไม่เข้าขากัน หรือยังไม่เข้าถึงบทบาท

สำหรับนักเขียนที่ต้องหยิบยกแง่มุมต่างๆมาเขียนเพื่อปูพื้นให้เรื่องมันดำเนินต่อไปได้อย่างมีเหตุผล  พบว่านักอ่านบางท่านก็อาจหายไปตั้งแต่สองสามบทแรก5555 เพราะว่าเหมือนเรื่องมันไม่เดิน  อาจจะน่าเบื่อ และไม่มีลุ้นอะไรให้ตื่นเต้น

ผู้เขียนก็ได้แต่นั่งมองยอดวิวอันต่ำเตี้ยเรี่ยดินตาปริบๆ แบบว่าทำอะไรไม่ได้

Let it go and Let it be

นักอ่านจะโผล่กันมาใหม่ตอนเกือบกลางเรื่อง เหมือนกลับมาเช็คว่าเรื่องนี้ไปถึงไหน และยอดจะเริ่มมากขึ้นหน่อยในช่วงใกล้ปิดปมปัญหาสำคัญ

ที่พูดไปทั้งหมดคือยอดอ่านฟรีนะคะ5555  ไม่ค่อยมียอดเงินค่ะ

ดังนี้แล้วในฐานะคนเขียน  ซึ่งเครียดทั้งสังขาร และแรงใจค่ะ คือแนวงานของเรามันไม่ใช่แนวติดตลาด เช่น นิยายจีน หรือนิยายวาย เกิดมียอดจ่ายเพื่ออ่านขึ้นมาบ้าง ก็เหลือเพียงน้อยนิด จนเรียกได้ว่า ถ้าไม่ได้รักการเขียนจริงๆ ก็ควรไปหาอย่างอื่นทำเถอะ

และยังไม่ทันที่จะหายใจได้เต็มปอด โลกภายนอกก็ไม่ได้รอให้เราเหนื่อยเสร็จก่อน เพราะไหนจะเดี๋ยวนี้มีประเด็นใหม่เข้ามา disrupt...

ก็คือมีบางคนใช้เอไอ generated นิยายออกมาโดยไม่ได้เขียนเอง ทำให้มีนิยายใหม่ๆหลั่งไหลออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว

ในทางอัลกอริทึ่มของ platform ก็จะดันงานใหม่ขึ้นให้นักอ่านได้เห็น งานที่เก่ากว่า(ที่มีทั้งมนุษย์เขียนและเอไอเขียน) จะถูกดันออก เพราะกลายเป็นงานเก่าอย่างรวดเร็ว

ใครมันจะไปเขียนทันเอไอได้ล่ะคะ...

ปรากฎการณ์คล้ายๆกันเกิดขึ้นในหลายวงการที่เกี่ยวกับงาน creative เช่น ภาพประกอบ ภาพถ่าย เพลง น่าจะทำเอาผู้สร้างสรรค์งานเจ็บจุกไปตามๆกัน

แล้วควรจะทำอย่างไรต่อไป...?

ก็คิดว่าไม่ต้องไปทำอะไรหรอกค่ะ  ปล่อยให้เป็นไปแบบนี้แหละ 

เมื่อถึงเวลาผลงานจะออกมาพิสูจน์ตัวเอง

เมื่องานที่คุณภาพไม่ตรงตามต้องการมีมากจนล้น  งานที่ดีจะค่อยๆฉายแสงค่ะ  (อันนี้ไม่ได้พูดถึงงานตัวเองนะคะ)

มนุษย์ก็มีหน้าที่แบบมนุษย์ อย่าหยุดพัฒนาตัวเองเท่านั้นพอค่ะ  แม้ว่าเราไม่ได้พัฒนาได้ก้าวกระโดด แต่ความ dynamic แบบมนุษย์จริงๆมันก็มีเสน่ห์ค่ะ คือ มากไปบ้าง น้อยไปบ้าง ที่แน่ๆคือถ้าเราหยุดพัฒนาเมื่อไหร่ เราคงจะยิ่งตามโลกไม่ทันไปกันใหญ่

เอไอก็มีส่วนดีมากมายค่ะ  มองเขาเป็นเครื่องมือ เครื่องทุ่นแรง  เหมือนเดี๋ยวนี้ใครจะไปหาเบอร์โทรศัพท์จากสมุดหน้าเหลืองหรือ yellow pages กันล่ะ เขาก็ search google กันทั้งนั้น  คนไหนอยากหาอะไรที่คำตอบมันกว้างขวางกว่าแค่เบอร์โทร  ก็ถามคุณเอไอ จะเหมือนถามเรื่องเดียวแต่ได้คำตอบกว้างขวางกว่าที่ถามไป

เราห้ามความเจริญก้าวหน้าของโลกไม่ได้  เช่นนั้นก็เหมือนสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเหมือนทางผ่านที่เราต้องพบเจอระหว่างทางค่ะ

มองเป็นทางผ่านซะงั้น...ไม่ต้องคิดแบบเลือกข้างเสมอไป ว่าฉันไม่เอาAi  หรือฉันจะมุ่งไปทาง Ai อย่างเดียว

เรียนรู้เอาไว้ก็ไม่เสียหลายสิคะ...

พูดถึงเอไอแล้วก็นึกถึงตัวเองขึ้นมา เพราะช่วงเตรียมนิยายเรื่องใหม่ของผู้เขียนก็ต้องพึ่งเขาเหมือนกันค่ะ

วกมาเรื่องของผู้เขียน  ช่วงเตรียมนิยายเรื่องใหม่ของผู้เขียนก็ต้องหาข้อมูลเยอะมากค่ะ ตั้งใจว่าเป็นนิยายแนวย้อนยุค555 ย้อนไปยุค 80s ที่ไม่มีอินเตอร์เนต ไม่มีโทรศัพท์มือถือ 

อ้าว...นั่นก็เป็นช่วงชีวิตที่ผู้เขียนเพิ่งเรียนจบและเริ่มทำงานใหม่ๆ 555 เรียกได้ว่าย้อนไปโลกสมัยตัวเองยังเป็นวัยทำงานตอนต้นสิคะ  ขนาดว่าใช้ชีวิตร่วมสมัยมาแล้ว  ถึงตอนนี้ยังลืมหลายๆเรื่องไปซะแล้วสิ

ช่วงนั้นมีเพจเจอร์ใช้ก่อนค่ะ  เวลาจะฝากข้อความต้องโทรเข้าพวกโอเปอร์เรเตอร์ แล้วเขาจะยิง text เข้าเครื่อง พอข้อความส่งเข้ามา เพจเจอร์จะสั่นและดังติ๊ดๆๆๆๆ ถ้าข้อความยาวเกินกำหนด จะตัดข้อความเป็น 2 ท่อน ต้องส่งสองครั้ง โดนคิดเงินเพิ่มอีก...😅

ขนาดว่าตัวเองร่วมสมัยด้วยแท้ๆ หลายเรื่องยังจำผิดจำถูก ก็ต้องพึ่งพาคุณเอไอเหมือนกันค่ะ แถมคุณเอไอให้ข้อมูลมาแบบเป็นระบบ แต่ก็ต้องระวังค่ะ...บางเรื่องก็ผิด 5555

ที่เรารู้ว่าผิด ก็เพราะเราอยู่ในยุคนั้นมาจริงๆน่ะสิคะ 

ประสบการณ์ตรงนี้เองที่ย้ำเตือนได้ดีที่สุดว่า... Ai can make mistake...

นิยายเรื่องใหม่ยังอยู่ในระหว่างพัฒนา Plot  และจะเขียนโดยไม่ลง platform นะคะ 

เพราะอย่างที่บอกไปข้างต้น...ว่ามันกดดันมากและเสียสุขภาพ และไม่ได้อะไรขึ้นมาค่ะ

ไว้เขียนใกล้จบ หรือจบเรื่องโดยสมบูรณ์ จะค่อยนำมาลง ซึ่งโดยเฉลี่ยผู้เขียนก็เขียนเป็นปี ฮ่าาาา  แต่จะแอบเอามาปล่อยใน Blog เป็นช่วงๆค่ะ 

เพื่อให้ทราบว่ายังเขียนอยู่นะคะ ยังไม่ได้หายไปไหน

เดี๋ยวนี้แม้แต่ Plot ก็ยังมี Case ว่ามีการขโมยได้ ไหนจะชื่อเรื่อง ชื่อตัวละคร โอ๊ยยยย อะไรมันจะขนาดนั้นล่ะวงการนี้ เอาเป็นว่าเขียนจบทีเดียวค่อยปล่อยดีกว่าค่ะ



ทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ค่ะ  Ai can make mistake...และ คนใช้ Ai ต้องมีภูมิคุ้มกันว่าสิ่งใดที่เอไอบอกมามันใช่หรือไม่ใช่


ขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านนะคะ เจอกัน Post หน้าค่ะ