มิถุนายน 18, 2569
ร้าวแล้ว-ร้าวได้อีก
มิถุนายน 11, 2569
แปะรูปกันเถอะ
นอกจากงานยามว่างที่ผู้เขียนสนใจเรื่อง scrapbooking มาตั้งแต่ราวๆปี 2010 ก็เริ่มจะเห็นว่ามีศาสตร์ใหม่ที่เหมือนจะต่อขยายมาจาก scrapbooking ก็คือการทำ vision board
คำว่า vision board ผู้เขียนว่ามันคล้ายๆกับคำว่า mood board ที่เดี๋ยวนี้ชาว creative ทั้งหลายมักจะใช้กันในการวาง concept งาน art หรือไม่ก็งานโฆษณา ซึ่งถ้าเป็นคำว่า story board ก็จะใช้เรียกภาพสเก็ตช์ที่เป็น block ต่อๆกันเพื่อสื่อสารลำดับภาพ motion หรือภาพยนตร์ ใช้วางแผนการถ่ายและลำดับภาพ ตั้งแต่ก่อนถ่ายจริงไปจนถึงขั้นตัดต่อ
เอาภาษาง่ายๆก็มีไว้ช่วยวางแนวทางการตัดต่อคลิบวีดีโอนั่นละ ว่าเราจะเอาภาพประมาณไหนขึ้นก่อน หรือมาทีหลัง
แต่ vision board ที่อยากพูดถึงในตอนนี้ เห็นใช้กันมากขึ้นในการวางเป้าหมายชีวิตให้กับตัวเอง ที่จริงก็คือเอาภาพที่เราอยากจะเป็น หรือสิ่งของที่เราอยากจะได้ แปะรวมกันไว้สักที่หนึ่ง บางทีอาจเป็นกระดานเล็กๆ หรือไม่ก็สมุดบันทึก หรือบางคนจะแปะบนประตูตู้เย็นก็คงไม่ผิดหรอกค่ะ
แปะแบบมีสไตล์กันหน่อย คือสไตล์ใครว่าสวยแบบไหนก็ตามใจชอบ เน้นให้ตัวเองดูแล้วเกิดพลังฮึดสู้ นอกจากแปะรูปแล้วอาจจะตกแต่งด้วยวาชิเทป (washi tape) สวยๆ หรือระบายสีนิดนึง เอาเป็นว่าอยากทำอะไรก็ทำเถอะ
คนยุคก่อนๆเขามักจะนำนิตยสารมาตัดภาพสวยๆกันค่ะ แต่พอมาสมัยนี้กลายเป็นว่านิตยสารเป็นของหายาก ก็อาจจะหยิบพวก Newsletter ที่เขาพิมพ์แจกฟรีตามสถานีรถไฟฟ้า หรือที่สาธารณะก็ได้ แบบนี้ก็ไม่ผิด แต่บางทีมันก็อาจจะหารูปที่สวยถูกใจกันยากหน่อย
สมมุติว่าถ้าจะทำเกี่ยวกับเรื่องความสำเร็จ คุณกำลังอยากจะหาคำว่า Winner คุณก็ต้องหาตัวอักษรภาษาอังกฤษให้ครบทุกตัวอักษรมาแปะต่อกัน กว่าจะครบทุกตัวคงจะเลิกแปะดีกว่า หรือไม่ก็เขียนเอาเองก็ได้นะคะ
หรือถ้าบ้านไหนมีเครื่อง printer ก็ยังต้องหาไฟล์ภาพที่ตัวเองอยากได้มาพิมพ์เองอยู่ดี สรุปแล้วถ้าอยากจะลองทำ vision board ไว้ดูเล่นเป็นแรงบันดาลใจก็ต้องออกแรงพยายามกันหน่อย
เลยคิดว่า...ถ้างั้นทำเองเลยดีกว่า...
นี่ผู้เขียนว่าจะทำหนังสือรวมภาพสำหรับทำ vision board สักเล่ม ตอนแรกว่าจะทำไว้ใช้เอง ทีนี้สั่งพิมพ์ออกมาเล่มเดียวคงไม่คุ้ม อาจจะพิมพ์ขั้นต่ำแค่ 10 เล่ม เผื่อมีใครอยากเอาไปลองเล่นทำ vision board ด้วยกัน
เพราะท้ายที่สุด vision board มันไม่ได้แค่สวยงามค่ะ...
สำหรับใครที่อ่าน blog ของผู้เขียนก็รับไปก่อน 4 แผ่น 5555(หัวเราะอีกแล้ว) คือคนมันอยากแจกค่ะ5555
คือรูปมันล้นเครื่องคอมพิวเตอร์ คิดว่าทำแจกซะบ้างเถอะ
แจกกันทีเดียว 4 แผ่น (รูปภาพ+พื้นหลัง+คำคม+ตัวอักษร) ก็ช่วยรับไปแบบ PDF ไฟล์นะคะ
นอกจากจะแจกรูปแล้วยังมี Layout ให้ไปดูเป็น idea อีกต่างหากว่าจะแปะตรงไหนกันได้บ้าง ถึงจะสวย ที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องทำตาม Layout หรอกค่ะ อยากแปะยังไงก็แปะไปเถอะ ว่าชีวิตแบบที่เราอยากได้นั้นมันเป็นยังไง เผื่อจะทำให้ตัวเราเห็นภาพในหัวชัดเจนมากขึ้น และนี่จะเป็นพลังให้เราขับเคลื่อนชีวิตไปต่อได้ค่ะ อย่างน้อยดู vision board ก็จะมีกำลังใจ มีความหวังเล็กๆน้อยๆบ้างแหละค่ะ
ขอออกตัวก่อนว่าภาพที่แจกเป็นภาพที่ Generated by Ai นะคะ หลายภาพอาจไม่ได้ตรงตามความต้องการของทุกคน รับไฟล์ไปแล้วก็ถือซะว่าเป็น sample ให้เอาไปลองตัดแปะสมุดดูเล่นๆก่อนค่ะ
ผู้เขียนจะทำไว้ให้หลาย theme สำหรับวันนี้เอาไปแค่ 1 Theme ก่อนนะคะ
- Theme A : ชีวิตหรูหราที่ฟ้าประทานให้ (Luxury Girl Boss)
- Theme B (รอติดตามใน post ถัดๆไปค่าาาา)
- Theme C (รอติดตามใน post ถัดๆไปค่าาาา)
ขอขอบคุณสำหรับทุกการเข้ามาอ่านค่ะ ขอให้สนุกกับการทำ vision board จ้า
พฤษภาคม 28, 2569
ทางผ่าน...ไม่ใช่ทางแยก
หลังจากเขียนนิยายเรื่องล่าสุด เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ จบลงไปแล้ว ผู้เขียนก็พักใจได้เพียงแค่สัปดาห์หรือสองสัปดาห์ เพราะในหัวเริ่มคิดต่อว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป...เขียนเรื่องใหม่ หรือ...พักก่อน
จากที่ก่อนหน้าบ่นกับตัวเองว่าเหนื่อยมากกับการเขียนนิยายให้จบสักเรื่อง เรียกได้ว่าบนตั้งแต่เริ่มเขียนสักพักในช่วงตอนต้น สำหรับคนเขียนจะรู้สึกมาก ว่าเรื่องและตัวละครมันลอยๆยังไงชอบกล อาจจะเหมือนละคร EP. แรกๆที่นักแสดงกับบท หรือด้วยเงื่อนไขอื่น ที่ทำให้ทุกคนยังไม่เข้าขากัน หรือยังไม่เข้าถึงบทบาท
สำหรับนักเขียนที่ต้องหยิบยกแง่มุมต่างๆมาเขียนเพื่อปูพื้นให้เรื่องมันดำเนินต่อไปได้อย่างมีเหตุผล พบว่านักอ่านบางท่านก็อาจหายไปตั้งแต่สองสามบทแรก5555 เพราะว่าเหมือนเรื่องมันไม่เดิน อาจจะน่าเบื่อ และไม่มีลุ้นอะไรให้ตื่นเต้น
ผู้เขียนก็ได้แต่นั่งมองยอดวิวอันต่ำเตี้ยเรี่ยดินตาปริบๆ แบบว่าทำอะไรไม่ได้
Let it go and Let it be
นักอ่านจะโผล่กันมาใหม่ตอนเกือบกลางเรื่อง เหมือนกลับมาเช็คว่าเรื่องนี้ไปถึงไหน และยอดจะเริ่มมากขึ้นหน่อยในช่วงใกล้ปิดปมปัญหาสำคัญ
ที่พูดไปทั้งหมดคือยอดอ่านฟรีนะคะ5555 ไม่ค่อยมียอดเงินค่ะ
ดังนี้แล้วในฐานะคนเขียน ซึ่งเครียดทั้งสังขาร และแรงใจค่ะ คือแนวงานของเรามันไม่ใช่แนวติดตลาด เช่น นิยายจีน หรือนิยายวาย เกิดมียอดจ่ายเพื่ออ่านขึ้นมาบ้าง ก็เหลือเพียงน้อยนิด จนเรียกได้ว่า ถ้าไม่ได้รักการเขียนจริงๆ ก็ควรไปหาอย่างอื่นทำเถอะ
และยังไม่ทันที่จะหายใจได้เต็มปอด โลกภายนอกก็ไม่ได้รอให้เราเหนื่อยเสร็จก่อน เพราะไหนจะเดี๋ยวนี้มีประเด็นใหม่เข้ามา disrupt...
ก็คือมีบางคนใช้เอไอ generated นิยายออกมาโดยไม่ได้เขียนเอง ทำให้มีนิยายใหม่ๆหลั่งไหลออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว
ในทางอัลกอริทึ่มของ platform ก็จะดันงานใหม่ขึ้นให้นักอ่านได้เห็น งานที่เก่ากว่า(ที่มีทั้งมนุษย์เขียนและเอไอเขียน) จะถูกดันออก เพราะกลายเป็นงานเก่าอย่างรวดเร็ว
ใครมันจะไปเขียนทันเอไอได้ล่ะคะ...
ปรากฎการณ์คล้ายๆกันเกิดขึ้นในหลายวงการที่เกี่ยวกับงาน creative เช่น ภาพประกอบ ภาพถ่าย เพลง น่าจะทำเอาผู้สร้างสรรค์งานเจ็บจุกไปตามๆกัน
แล้วควรจะทำอย่างไรต่อไป...?
ก็คิดว่าไม่ต้องไปทำอะไรหรอกค่ะ ปล่อยให้เป็นไปแบบนี้แหละ
เมื่อถึงเวลาผลงานจะออกมาพิสูจน์ตัวเอง
เมื่องานที่คุณภาพไม่ตรงตามต้องการมีมากจนล้น งานที่ดีจะค่อยๆฉายแสงค่ะ (อันนี้ไม่ได้พูดถึงงานตัวเองนะคะ)
มนุษย์ก็มีหน้าที่แบบมนุษย์ อย่าหยุดพัฒนาตัวเองเท่านั้นพอค่ะ แม้ว่าเราไม่ได้พัฒนาได้ก้าวกระโดด แต่ความ dynamic แบบมนุษย์จริงๆมันก็มีเสน่ห์ค่ะ คือ มากไปบ้าง น้อยไปบ้าง ที่แน่ๆคือถ้าเราหยุดพัฒนาเมื่อไหร่ เราคงจะยิ่งตามโลกไม่ทันไปกันใหญ่
เอไอก็มีส่วนดีมากมายค่ะ มองเขาเป็นเครื่องมือ เครื่องทุ่นแรง เหมือนเดี๋ยวนี้ใครจะไปหาเบอร์โทรศัพท์จากสมุดหน้าเหลืองหรือ yellow pages กันล่ะ เขาก็ search google กันทั้งนั้น คนไหนอยากหาอะไรที่คำตอบมันกว้างขวางกว่าแค่เบอร์โทร ก็ถามคุณเอไอ จะเหมือนถามเรื่องเดียวแต่ได้คำตอบกว้างขวางกว่าที่ถามไป
เราห้ามความเจริญก้าวหน้าของโลกไม่ได้ เช่นนั้นก็เหมือนสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเหมือนทางผ่านที่เราต้องพบเจอระหว่างทางค่ะ
มองเป็นทางผ่านซะงั้น...ไม่ต้องคิดแบบเลือกข้างเสมอไป ว่าฉันไม่เอาAi หรือฉันจะมุ่งไปทาง Ai อย่างเดียว
เรียนรู้เอาไว้ก็ไม่เสียหลายสิคะ...
พูดถึงเอไอแล้วก็นึกถึงตัวเองขึ้นมา เพราะช่วงเตรียมนิยายเรื่องใหม่ของผู้เขียนก็ต้องพึ่งเขาเหมือนกันค่ะ
วกมาเรื่องของผู้เขียน ช่วงเตรียมนิยายเรื่องใหม่ของผู้เขียนก็ต้องหาข้อมูลเยอะมากค่ะ ตั้งใจว่าเป็นนิยายแนวย้อนยุค555 ย้อนไปยุค 80s ที่ไม่มีอินเตอร์เนต ไม่มีโทรศัพท์มือถือ
อ้าว...นั่นก็เป็นช่วงชีวิตที่ผู้เขียนเพิ่งเรียนจบและเริ่มทำงานใหม่ๆ 555 เรียกได้ว่าย้อนไปโลกสมัยตัวเองยังเป็นวัยทำงานตอนต้นสิคะ ขนาดว่าใช้ชีวิตร่วมสมัยมาแล้ว ถึงตอนนี้ยังลืมหลายๆเรื่องไปซะแล้วสิ
ช่วงนั้นมีเพจเจอร์ใช้ก่อนค่ะ เวลาจะฝากข้อความต้องโทรเข้าพวกโอเปอร์เรเตอร์ แล้วเขาจะยิง text เข้าเครื่อง พอข้อความส่งเข้ามา เพจเจอร์จะสั่นและดังติ๊ดๆๆๆๆ ถ้าข้อความยาวเกินกำหนด จะตัดข้อความเป็น 2 ท่อน ต้องส่งสองครั้ง โดนคิดเงินเพิ่มอีก...😅
ขนาดว่าตัวเองร่วมสมัยด้วยแท้ๆ หลายเรื่องยังจำผิดจำถูก ก็ต้องพึ่งพาคุณเอไอเหมือนกันค่ะ แถมคุณเอไอให้ข้อมูลมาแบบเป็นระบบ แต่ก็ต้องระวังค่ะ...บางเรื่องก็ผิด 5555
ที่เรารู้ว่าผิด ก็เพราะเราอยู่ในยุคนั้นมาจริงๆน่ะสิคะ
ประสบการณ์ตรงนี้เองที่ย้ำเตือนได้ดีที่สุดว่า... Ai can make mistake...
นิยายเรื่องใหม่ยังอยู่ในระหว่างพัฒนา Plot และจะเขียนโดยไม่ลง platform นะคะ
เพราะอย่างที่บอกไปข้างต้น...ว่ามันกดดันมากและเสียสุขภาพ และไม่ได้อะไรขึ้นมาค่ะ
ไว้เขียนใกล้จบ หรือจบเรื่องโดยสมบูรณ์ จะค่อยนำมาลง ซึ่งโดยเฉลี่ยผู้เขียนก็เขียนเป็นปี ฮ่าาาา แต่จะแอบเอามาปล่อยใน Blog เป็นช่วงๆค่ะ
เพื่อให้ทราบว่ายังเขียนอยู่นะคะ ยังไม่ได้หายไปไหน
เดี๋ยวนี้แม้แต่ Plot ก็ยังมี Case ว่ามีการขโมยได้ ไหนจะชื่อเรื่อง ชื่อตัวละคร โอ๊ยยยย อะไรมันจะขนาดนั้นล่ะวงการนี้ เอาเป็นว่าเขียนจบทีเดียวค่อยปล่อยดีกว่าค่ะ
ทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ค่ะ Ai can make mistake...และ คนใช้ Ai ต้องมีภูมิคุ้มกันว่าสิ่งใดที่เอไอบอกมามันใช่หรือไม่ใช่
ขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านนะคะ เจอกัน Post หน้าค่ะ
พฤษภาคม 07, 2569
และแล้ว...นิยายก็จบ
เขียนนิยายจบไปอีกหนึ่งเรื่องแล้ว...ไชโย้
อยากจะร้องตะโกนดังๆเลยค่ะ แต่คงได้แค่คิด เพราะขืนทำอย่างนั้นออกมาก็จะอาจรับตัวเองไม่ได้5555 ปกติเป็นคนไม่ยอมแสดงออก ไม่ใช่ไม่กล้า หรือไม่มั่นใจในตัวเอง แต่เป็นเพราะพอแก่ตัวลง ก็รู้ว่า ดีใจไปก็เดี๋ยวเดียว แล้วมันก็จะผ่านไปอีก
เคยไหมคะ เวลาดีใจมากๆ พอสักพัก กลายเป็นหดหู่ อ้าว... เลยต้องนั่งมองความดีใจ
กว่าจะจบได้ ก็เขียนมาปีเศษ ตั้งใจว่าจะเขียนให้เร็วขึ้นกว่าเดิม กลายเป็นช้ากว่าเดิมเล็กน้อย เพราะมีเหตุอันเข้ามาขัดจังหวะ ก็ต้องฝ่าด่านอรหันต์ (สำนวนหนังจีนในยุค 80s หมายถึงด่านอุปสรรค์ที่จอมยุทธต้องแก้ปัญหาและฝ่าฟันเข้าไปในสำนักวัดเส้าหลิน)
และแล้วจอมยุทธหญิงคนนี้ก็ฝ่าด่านเข้าไปสำเร็จ ได้นิยายมาเป็นของตัวเองอีก 1 เล่ม (เดี๋ยวค่อยพิมพ์เล่ม)
ใครไปแอบส่องร้าน BooksCottage ก็คงจะพบว่าร้านนี้ยังเงียบ no change 5555 คือนิยายเรื่องปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว ยังตรวจพิสูจน์อักษรไม่เสร็จ คือ เกรงใจคนจ่ายเงินซื้อ และสงสารตัวเองที่ไม่มีทุนขนาดไปจ้างเขาตรวจให้ เพราะได้ข่าวว่าเขาคิดกันหน้าละ 5 บาท คิดดูว่านิยายหนาเกือบ 400 หน้าจะเป็นค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ สำหรับคนเกษียณไร้บำนาญ ก็นับว่าเอาเรื่องนะคะ
หรือว่าจะทำรุ่น limited คือขออนุญาตมีคำผิดนิดหน่อยนะคะ เพราะว่าคนเขียนตรวจเอง ดีไหม อิอิ มีน้องๆที่เคยทำงานด้วยกันติดต่อขอซื้อเป็นคนแรกแล้ว
เออ...จะขายได้แค่คนรู้จักหรือเปล่านะ แบบว่าน้องๆอยากสนับสนุนพี่ และอยากได้เป็นที่ระลึก เผื่อคนขายเกิดดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมา5555
สำหรับคนเขียนมีผลงานขึ้นมาอีกเล่มก็ดีใจมากแล้วค่ะ พอประกาศปิดเรื่อง เปิดเครื่องหมายว่า "จบ" เท่านั้นแหละ คนเข้ามาอ่านถล่มทลาย ชนิดที่ว่าเขียนให้อ่านฟรีมาตั้งปีนึง ใยจึงไม่มาอ่านกันเน้อ
อาจเป็นเพราะนักอ่านทั้งหลายคงโดนทำให้ผิดหวังบ่อยๆ หลายเรื่องเขียนยังไม่จบ ติดเหรียญไปด้วยระหว่างการเขียน และน่าจะส่วนมากที่เป็นวิธีนี้ พอสุดท้ายเกิดเขียนไม่จบขึ้นมา แปลว่าเงินที่นักอ่านจ่ายไปตอนต้นเรื่อง ก็เป็นอันเก้อ แล้วอย่างที่เคยบอกค่ะ การเขียนให้จบไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเปิดเรื่องใหม่เวลาอารมณ์กำลังพุ่งปรี๊ดว่าอยากเขียนนั้นมันง่าย
หลายคนพอเขียนเรื่องหนึ่งไม่จบ ก็หนีไปเปิดเรื่องใหม่ต่อ
ความโชคร้ายกลับไปอยู่ที่คนอ่านแทน ดังนั้นแล้วใครประกาศว่าเรื่องนี้เขียนจบได้ นักอ่านก็เลยแห่กันมาค่ะ
โธ่ มีคนเข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ว...
ผ่านไปไม่ทันไร หลังจากเพิ่งดีใจ ความอยากเขียนเรื่องใหม่มันก็มาในทันที5555
คือเริ่มวางโครงสร้างเอาไว้บ้างแล้วค่ะ แต่ยังไม่ครบ และยังไม่รู้จะเริ่มเขียนเมื่อไหร่ และที่สำคัญคือคราวนี้จะไม่ยอมกดดันชีวิตด้วยการเขียนไปด้วย ลงรายตอนไปด้วยแล้วนะคะ (ทำเสียงจริงจังค่ะ)
คือมันไม่คุ้มกับการเสียสุขภาพ/สังขาร
ที่สำคัญคือ ไม่ได้เป็นนักเขียนปากกาทองที่เขียนแล้วคนอ่านหลักล้านวิว และ pay ให้กันกระหน่ำจนมีกินมีใช้ มีบ้าน มีรถ
ตอนที่ 79 ของพันธนาการรัก ขอสลักเอาไว้แนบใจ (2568) ทำเอาผู้เขียนป่วยไปสองสัปดาห์ ระบบย่อยอาหารรวนค่ะ ถ้าใครติดตามไปอ่านจะเห็นว่า update ห่างกันเป็นเดือน คือช่วงนั้นทานอะไรก็ปวดท้อง เวียนหัว ผู้เขียนก็เลยเข็ด
อีกทั้งตอนเขียนเรื่อง ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว (2567) ก็ทำให้ผู้เขียนปวดหลัง ปวดคอ และไมเกรนขึ้นเป็นระยะ
เดี๋ยวนี้เห็นชุมชนนักเขียนใน tiktok เขาบ่นกันมาก เรื่องมีนักเขียนบางคนให้ Ai ช่วยเขียนให้ สำนวนภาษาประหลาด และเนื้อเรื่องมีความวกวน จนนักอ่านบางคนเริ่มจับได้5555 ว่ามันดีเกินจริง และขาดความเป็นมนุษย์ คือมันดีจนแข็งทื่อ ชวนให้สงสัย
เดี๋ยวนี้ Ai ก็เข้ามามีบทบาทแทบทุกวงการ เราก็ต้องอยู่ร่วมกับเขาแหละค่ะ เขาก็มีข้อดีมากมาย และถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยมนุษย์ เราคงต้องหนีไปอยู่ดาวอังคาร (ซึ่งตอนนี้ยังไม่พร้อมให้อยู่) ถ้าจะไม่อยากให้ Ai เข้ามาอยู่ใกล้ๆ
สำหรับ ปี 2569 ผู้เขียนคงจะยังอยากมีนิยายของตัวเองไว้อีกสักเรื่อง เป็นเรื่องที่ 3 ค่ะ
และจะนำมาเล่าสู่กันฟังใน Blog นี้ไปก่อนจะลงตอนจริงใน Platform นิยายออนไลน์นะคะ คือจะได้ไม่ต้องกดดันตัวเองเกินไป จริงๆก็ทำ Facebook Fanpage เอาไว้ แต่ไม่ค่อยจะไป post อะไร (อ้าว) เพราะยังเริ่มต้นไม่ถูก5555 กับไม่ค่อยได้เข้า Facebook อันนี้เรื่องจริง
ความอยากเริ่มตอนที่ 1 ของเรื่องใหม่มันก็มีมากอยู่นะคะ แบบไฟแรง (ต้องแรงไว้ก่อน)
เรื่องราวจะเป็นอย่างไร และเกี่ยวกับอะไรนั้นจะทะยอยมาหยอดให้ฟังนะคะ
ท้ายนี้ก็ขอขอบคุณที่มาอ่าน Blog เล็กๆอันนี้ค่ะ
📱 อ่านบนมือถือ ใน ReadAWrite: คลิกที่นี่
📱 อ่านบนมือถือ ใน Dek-D: คลิกที่นี่
📱 อ่านบนมือถือ ใน ธัญวลัย: คลิกที่นี่





