ตุลาคม 01, 2569
มีทุกอย่าง-แต่ไม่มีความสุข
กันยายน 23, 2569
วาดไปเถอะ | คิดแล้วทำเลย
หลังจากฝนตกทุกวันในช่วงนี้กำลังจะผ่านไป วันสองวันมานี่ก็เริ่มจะมีแสงแดดให้เห็นบ้างแล้วค่ะ ผู้เขียนจึงได้โอกาสนำสมุด sketch ออกไปถ่ายรูปกลางแจ้งเสียที
ชีวิตส่วนใหญ่ผู้เขียนวนเวียนอยู่แต่ในห้องทำงาน และรู้สึกเครียดกับข่าวสารบ้านเมืองที่ทุก channel พูดเรื่องน้ำท่วมกันทุกวัน ไม่พูดเปล่าค่ะ เริ่มจะมีการตั้งวงถกเถียง เชิญคนนั้น-คนนี้มาร่วมกันวิเคราะห์ต่างๆนานา ทั้งคนที่น่าจะไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ แต่อาจจะเป็นคนวงนอก เข้ามาร่วมการติติง เหน็บแนม และก่นด่า ยิ่งทำให้บรรยากาศหนักอึ้งมากขึ้นไปอีก แบบนี้คงเรียก rating หรืออย่างไรกัน?
บ้านผู้เขียนเองอยู่ในโซนที่รับผลกระทบ แต่พอดีปีนี้รอดตัวไปอีกปีค่ะ คือไม่ได้ท่วมหนักเหมือนปี 2554 ที่ต้องซื้อเรือมาพายกันในบ้าน ทว่าพอผ่านไป 15 ปี เรือถูกวางพิงไว้หลังบ้านไม่ได้ใช้ ที่บ้านก็เพิ่งจะขนไปให้บ้านญาติที่เขาอยู่ติดแม่น้ำเมื่อต้นปี สรุปว่าตอนนี้ไม่มีเรือแล้ว หรือว่าต้องไปซื้อมาไว้อีกดีไหมนะ คืออย่างน้อยควรต้องมีติดบ้านไว้จริงๆ
ผู้เขียนรู้สึกไม่ค่อยจะสบายใจเท่าไหร่ ก็เลยหันมานั่งวาดรูปอีกตามเคย วาดออกมาแล้วก็ดูว่าเส้นสายมันออกจะมั่วๆ แต่พยายามวาดไปอย่างอิสระที่สุดค่ะ ไม่คาดหวังให้สวย หรือให้ดูออกว่าอะไร5555
ทีแรกหน้าที่เห็นในภาพก็มีภาพสีมั่วๆปาดไปๆมาแหละค่ะ เพิ่งจะเอามาใส่เส้นลงไปทีหลัง โดยจินตนาการเล็กน้อยว่าจะทำให้เห็นเป็นป่า เพราะโทนสีเดิมมีเขียวๆอยู่ มีป่าแล้วก็ควรจะมีสัตว์สักหน่อยค่ะ เติมกระต่ายลงไปหนึ่งตัว เห็นหูแบบนี้ต้องกระต่ายแน่ ไม่ใช่แมว...ฮ่าาา
ว่าแต่ว่าถ่ายภาพด้วยแสงธรรมชาติ หรือแสงแดดด้วยกล้องใหญ่นี่มันออกมาสวยดีนะคะ คำว่ากล้องใหญ่ของผู้เขียนคือ กล้อง DSLR ไม่ใช่กล้องมือถือ เอามาปรับแสงอีกเล็กน้อยใน Photoshop Lightroom ก็ทำให้ภาพออกมาดูมีสกุล มีระดับขึ้นมาทีเดียว อิ อิ
กว่าจะเข้าใจคำว่า "ถ่ายรูปเป็น" ก็ใช้เวลาหลายปีเลยค่ะ เหมือนกับหลายสิ่งอย่างในโลกนี้ เกิดมาก็ทำไม่เป็นมาตั้งแต่เกิด ต้องมาฝึกเอา บางทีอุตส่าห์ไปเข้าคอร์สกับชาวบ้านเขาก็ยังทำไม่เป็นอยู่ดี ไม่เข้าใจว่าตัวเองไม่เข้าใจอะไร สุดท้ายมาเริ่มเข้าใจก็ตอนช่วงหลังเกษียณออกมาแหละค่ะ อาศัยดูจากคลิปใน Youtube แล้วมาทดลองด้วยตัวเอง มันยากตรงที่ถ้าสงสัยขึ้นมาก็ไม่รู้จะถามใคร ถือการตั้งคำถามแบบคนไม่รู้นี่มันก็ยาก พวก Beginner มักไม่เข้าใจศัพท์แสงวิชาการ จะไปถามคนที่เขาเก่งๆแล้วก็ถามไม่ถูก
ช่างเถอะ เมื่อมันผ่านไปแล้ว คือลงมือทำแล้วจะรู้ไปเอง นี่ก็เลยวาดไปเถอะ วาดๆไป ไม่ได้คาดหวังว่าจะสวย แค่ทำแล้วรู้สึกดี
ยังไม่รู้เลยว่าชีวิตวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เขาว่ากันว่าอีกหน่อยกรุงเทพจะจมน้ำ แล้วทีนี้จะอยู่กันอย่างไร คิดแล้วก็ปวดหัว จะหนีทันไหมเนี่ย อ้าว...ไหงกลับไปเรื่องน้ำท่วมอีกจนได้
กลับไปเรื่องวาดรูปค่ะ รูปที่เห็นใช้สี Acrylics ร่วมกับปากกา Brush Pen ที่ซื้อกองไว้จนฝุ่นจับ โชคดีที่เปิดฝาออกมาแล้วยังใช้ได้ คือมีบางแท่งสีแห้งหมดแล้ว น่าเสียดายที่ทิ้งไว้นานไม่ได้ใช้ ความที่ว่ามีอุปกรณ์พวกนี้อยู่จำนวนมาก ใช้ไม่ทัน แต่มีไว้ก็รู้สึกดี (อมยิ้ม)
ว่าแล้วที่ผู้เขียนเคยถูกครหาจากพี่ที่ทำงานคนหนึ่ง (ที่ชอบวาดรูปเหมือนกัน) ว่ามีอุปกรณ์เยอะจนไปเปิดร้านขายเครื่องเขียน หรือพวกอุปกรณ์ศิลปะก็น่าจะเหมาะนะ คือเวลาไปซื้ออะไรใหม่ๆมาพี่เค้าก็เอามาอวด เพราะเป็นคอเดียวกัน พูดกับคนอื่นแล้วเขาฟังไม่รู้เรื่อง
เป็นชีวิตสมัยทำงานในอีกแง่มุมที่มีความสุขค่ะ ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งผู้เขียนจะต้อง early ออกมาตั้งแต่อายุไม่ถึง 50 เลยด้วยซ้ำ ชีวิตเป็นสิ่งคาดเดาไม่ได้ใช่ไหมคะ
นั่นละค่ะ ถึงได้บอกว่า คิดอะไรแล้วให้รีบทำเลย เพราะไม่รู้ว่าชีวิตจะเล่นตลกเมื่อไหร่ พลิกฟ้า พลิกดิน เผลอๆแค่ข้ามคืนชีวิตก็อาจเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม
อะไรที่ไม่เคยเกิด กลับเกิด เช่นคนที่บอกว่าปี 2554 น้ำไม่ได้ท่วมบ้าน แต่ปีนี้ 2569 ทำไมท่วม (วะ)
แล้วชีวิตจะไปต่อยังไงดี...
ทิ้งท้ายเอาไว้ตรงนี้ล่ะค่ะ ว่าต้องกลับไปคิดต่อ
ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะคะ
กันยายน 17, 2569
ฝันร้ายในวันฝนตก (ที่ไม่เคยลืม)
จำไว้เลยนะคะ...ถ้าเจอน้ำท่วมสูงจนน่าเป็นห่วง ให้จอดรถ ถอดท่ออากาศ แล้วค่อยๆ ขับไปเข้าศูนย์ ดีกว่าเสี่ยงขับลุยแบบที่ผู้เขียนเคยทำมาเยอะเลยค่ะ
สิงหาคม 20, 2569
ความทุกข์มีไว้สอนใจ
ยิ่งดำเนินชีวิตต่อไป ก็เหมือนว่าความทุกข์ที่สดใหม่ หรือเพิ่งเกิด ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ เพียงเพราะมันอยู่ใกล้ตัวนี่เอง
เดี๋ยวพอมันคล้อยผ่านเราไปอีกครั้ง ความหนักหนาก็จะค่อยจางคลายลงไปเอง เป็นเช่นนี้เสมอใช่ไหม
มองดูไปแล้ว กว่าจะผ่านความทุกข์ไปได้ในแต่ละครั้ง เราก็ต้องทำอะไรหลายอย่าง ตั้งแต่หยุดคิด หยุดใคร่ครวญ ว่าทำไมมันจึงเกิดแบบนั้น-แบบนี้ แล้วทำยังไงจะไม่ต้องเจอแบบนี้อีก
นั่นแหละค่ะ เรียกว่าความทุกข์มักจะสอนอะไรเราทุกครั้ง
ผู้เขียนรู้สึกว่าความทุกข์ได้ "ให้" อะไรมากกว่า ความสุขด้วยซ้ำไป
ความสุขทำให้เราเบิกบาน ใจฟูฟ่อง แล้วมันก็โบกบินจากเราไปในที่สุดไม่ต่างกัน
แล้วเราก็ได้แต่กลับมานั่งรอ...ให้ความสุขมันพัดผ่านกลับมาอีก
ชีวิตหลังเกษียณของผู้เขียนล้มลุกคลุกคลาน ในที่สุดแล้วก็เหมือนจะไม่ได้เข้าไปใกล้เป้าหมายเสียที
บ่อยครั้งก็นั่งปลอบใจตัวเองไปวันๆ ว่าไม่ต้องถึงเป้าหมายก็คงไม่เป็นไรหรอก เป้าหมายเราเป็นคนกำหนดเอง จะเขียนใหม่ให้มันเป็นยังไงก็ได้ตามใจเรา แค่มองเป้าหมายไว้พอเป็นเข็มทิศก็พอ ไม่ต้องวิ่งจ้ำไล่ตามเหมือนเมื่อตอนอายุยังน้อยๆก็ได้
แต่ละช่วงวัยเราก็ได้ทำหน้าที่เต็มที่มาหมดแล้ว ตอนนี้เป็นช่วงท้ายของชีวิต หน้าที่ของเราคงมีแค่มีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความหมาย
เป้าหมายทางการเงินเป็นอะไรที่ทำให้เครียดมากที่สุดค่ะ
สมัยยังทำงานรู้สึกมีความมั่นคงในชีวิตมากๆ ก็แน่ล่ะ ที่เรามีรายได้แน่นอนทุกเดือน มีอนาคต แต่ก็หาเวลาทำในสิ่งที่อยากทำไม่ได้ แถมสุขภาพถูกบั่นทอน
พอมาตอนนี้เป็นเหมือนพวกหาเดือนชนเดือน วันชนวัน เริ่มจะชินแล้วล่ะค่ะ แต่ก็อยากให้มัน stable กว่านี้อีกสักหน่อยคงดี
ค่อนข้างจะมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ มีอิสระเต็มที่ แต่ก็อดจะกลัวอนาคตไม่ได้ค่ะ
ความทุกข์ที่ผ่านๆมาสอนอะไรเอาไว้หลายอย่าง โดยเฉพาะ "อย่าประมาท"
กระนั้นคนเราก็คงจะมีแผนสำรองไว้รองรับไม่ได้ทุกอย่างไปหรอกค่ะ ยิ่งตอนนี้ทรัพยากรน้อยลงไป คิดอยากจะทำอะไรก็ค่อนข้างติดขัด เลยได้แต่แอบกังวลโน่นนี่ไปเรื่อยตามประสา
สุดท้ายก็ลงเอยแค่ว่า ทำให้ดีที่สุด อะไรไหวไม่ไหวก็ช่างมันแล้วค่ะ สุดความสามารถแล้วก็จบ เพราะมันได้แค่นี้จริงๆ ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ก็ต้องหาทางอยู่ให้ได้ค่ะ
ชีวิตคุณผู้อ่านเป็นยังไงกันบ้างคะ 555 ถามไปอย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะมีใครอยากพูดอะไรบ้างไหม เพราะไม่เคยมีใครเขียนความเห็นส่งเสียงกันมาบ้างเลย ผู้เขียนเหมือนจะบ่นอะไรอยู่คนเดียวมาตลอดหลายปี
วันนี้เขียนเหมือนจะออกโทนหม่นๆตามฟ้าฝน ท้องฟ้าแดดไม่ค่อยมี ทำให้รู้สึกเหนื่อยหรือไม่นะเรา
พูดเรื่องทุกข์มายาวเหยียด มีอีกเรื่องที่ทุกข์กำลังสอนอยู่ตอนนี้เหมือนกันค่ะ...
ตั้งใจไว้ว่าปีนี้จะเขียนนิยายพร้อมกันสองเรื่อง ก็ยังไม่ได้เริ่มเลยค่ะ แต่โครงเรื่องก็พัฒนาไปได้ไกลแล้ว อาจจะใกล้เวลาได้เริ่มตอนที่ 1 ซะที
ความอยากเขียนยังมี แต่ก็ติดต้องไปทำมาหากินค่ะ หวังว่าคงจะเข้าใจเพราะงานเขียนใช้ร่างกายและหัวใจล้วนๆ นี่สุดท้ายเราก็ต้องแคร์ว่าทำอะไรแล้วพอจะมีกินบ้าง
เลิกคิดไปแล้ว หรือเลิกตั้งคำถามไปแล้วว่าทำไมบางคนเขาบอกว่าเขียนนิยายแล้วรวยอย่างนั้นอย่างนี้
เพราะว่าคงไม่ได้เกิดกับคนอย่างเรา หรือแนวนิยายที่เราเขียน
เอาเป็นว่าถ้ารักจะทำก็ทำต่อไปค่ะ ก็ทำได้แค่นี้ ดีที่สุดที่ทำได้แล้ว...นี่ก็คงเป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ทุกข์สอนไว้เหมือนกัน คือทำเต็มที่แล้วปล่อยวางที่เหลือ
เฮ้อ...(ถอนใจดังไปไหม)
ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ เจอกันใหม่ Post หน้าค่ะ





