แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ collage แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ collage แสดงบทความทั้งหมด

เมษายน 22, 2569

หลบความร้อนไปหาที่เย็น

 


อากาศกรุงเทพช่วงนี้มันช่างร้อนเเหลือเกินสิคะ ผู้เขียนต้องทนนั่งในห้องทำงานซึ่งอากาศอบอ้าวมาก

เพราะห้องนี้เเป็นส่วนต่อเติมจากตัวบ้านหลักอีกที คือเอาพื้นที่เดิมที่เป็นใต้ระเบียงมาทำเป็นห้องนั่นหละค่ะ  ก้อเห็นว่าหลายบ้านก็ต่อเติมประมาณนี้ พอดีมีส่วนพื้นที่ยื่นออกไปด้านหลังอีกหน่อย จะได้กว้างขวางมากขึ้น แล้วส่วนนั้นก็ต้องมุงหลังคาด้วยแผ่นเมทัลชีท  พอดีงบจำกัด และตอนนั้นยังไม่มีเรื่องการ early retire เข้ามาในชีวิต ผู้เขียนก็เลยคิดว่าเอาแค่นี้ไปก่อน ฝ้าก็ยังไม่ต้องมีก็ได้ เพราะว่าห้องนี้เหมือนห้องที่ต้องเดินผ่านออกจากบ้านไปสู่ที่จอดรถของบ้านอีกที  คือประมาณว่าฉันแค่เดินผ่านเพราะต้องไปทำงานทุกวัน ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรกับห้องนี้เท่าไหร่ เสาร์อาทิตย์ก็ยังออกนอกบ้านอยู่ดี  กลายเเป็นว่าห้องนี้ในตอนนั้นก็ใช้วางข้าวของที่ล้นออกมาจากห้องนอน

ทว่า...โชคดีที่ผู้เเขียนยังติดแอร์ระดับ heavy duty เอาไว้ด้วย ช่างที่มาปรับปรุงพื้นที่ถามว่าไม่ทำฝ้าเหรอ เดี๋ยวจะร้อนหน่อยนะ ผู้เขียนก็บอกว่า เอาไว้ทีหลังก่อน ห้องนี้ไม่ค่อยได้ใช้ทำอะไรเท่าไหร่ ไม่ค่อยได้อยู่ ว่างั้นเถอะ 

ตอนนี้ได้แค่นึก...ไม่น่าเลย

กลายเป็นว่าชีวิต 90 เปอร์เซนต์ของหลังเกษียณผู้เขียนนั่งทำงานในห้องนี้

คือห้องมันกว้างกว่าห้องเดิมที่เป็นห้องนอน พอให้วางโต๊ะวางทีวี วางอะไรได้เยอะอยู่ค่ะ คิดดูว่าผู้เขียนสามารถมีเตาอบขนมเตาใหญ่ได้ มีโต๊ะสำหรับทำเบเกอรี่ได้ นอกจากนี้ยังมีโต๊ะคอมพิวเตอร์ โอ๊ย...แต่ว่ามันไม่พอสำหรับคนสร้างสรรค์อย่างผู้เขียนหรอกค่ะ 5555 อย่าให้บอกเชียวว่าผู้เขียนทำอะไรบ้าง

อากาศร้อนจนทำอะไรแทบไม่ได้ จะเปิดแอร์ช่วงกลางวันก็กลัวค่าไฟแพง สรุปว่าวันๆแทบจะไม่ได้ทำอะไร บางทีต้องหนีกลับเข้าไปห้องนอน เพราะเย็นกว่า

ค่อยมาเปิดแอร์ช่วงเย็นๆค่ะ หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าจะหมดไปอีกวัน เครียด...จะออกไปตากแอร์ตามห้างสรรพสินค้าเหมือนแต่ก่อนก็ไม่อยากไป  ไหนจะเปลืองค่าน้ำมัน ไหนแมวจะต้องกินข้าว สุดท้ายก็นั่งทนร้อน เอาพวกรูปมาตัดแปะสมุดคลายเครียดค่ะ

ทั้งแปะ ทั้งระบายทับ ขนสีไม้ที่ซื้อเอาไว้สมัยยังอู้ฟู่มาใช้  โอ้โห ซื้อมาเยอะมาก ยังเคยแซวกันเเองระหว่างพี่ที่ทำงานคนหนึ่งค่ะ ว่าเราสองคนซื้ออุปกรณ์มาเรียกว่าตายไปก็ใช้ไม่หมด5555

ทุกวันนี้เห็นพี่เขาใน facebook ว่าแข็งแรงดี เห็นออกงานวิ่งมาราธอนอยู่เเรื่อยๆ 

ส่วนตัวผู้เขียนเก็บตัวเงียบเชียบ วันๆต้องคิดแต่เรื่องทำมาหากิน นี่ละ ชีวิตหลัง early retire ของคนที่ต้องเลี้ยงตัวเอง (แล้วยังจะมีแมวอีก)

ภาพตัดแปะ theme วินเทจเป็นของชอบของผู้เขียนเลยค่ะ เผื่อใครชอบเหมือนกันคอยติดตามนะคะ จะทำ collage sheet แจกฟรี  ให้มา download กันไปตัดปะสมุด




เดี๋ยวนี้เเห็นใน tiktok ก็มีคนเเริ่มมาทำพวกนี้กันมากขึ้น แต่บางทีก็เเรียก junk journal บ้าง ส่วนมากก็เอาพวกกระดาษนิตยสารบ้าง กล่องขนมบ้าง จริงๆแล้วก็กระดาษทุกชนืดแหละค่ะ แล้วแต่ใครชอบแบบไหน

พอได้ตัดกระดาษด้วยกรรไกร  จิตใจเราจะค่อยๆสงบ เลิกยุ่งกับเทคโนโลยีชั่วคราว

โลกยุคนี้มันสะดวกสบายเกินไปแล้ว ข้าวของหลายอย่างก็ถูกลงมาก โดยเฉพาะของที่มาจากประเทศจีนค่ะ

ผู้เขียนมาเริ่มทำพวกงาน scrapbook จริงจังก็ประมาณปี 2009 เป็นต้นมา ช่วงนั้นมีแต่ของจากฝั่งอเมริกา  ผู้เขียนก็ยังอุตส่าห์ดั้นด้นซื้อมาจาก ebay ราคาก็ไม่เบานะคะ  แพงอยู่  แต่ขอบอกเลยว่าคุณภาพดีมาก  คือผ่านมาปีนี้ 2026 พวกกระดาษลายสวยๆที่ซื้อเก็บเอาไว้สียังสดใหม่เหมือนเดิม  

พวก tools ต่างๆ ไม่ว่าจะกรรไกร หรือพวก paper punch นี่ก็ทนทานมาก ถ้ามาซื้อตอนนี้คงไม่มีปัญญาซื้อ ก็นับว่าตัวเองคิดถูกที่ซื้อซะเต็มที่เลยค่ะ ประมาณว่ากลัวต่อไปจะไม่ได้ซื้อ หรือซื้อไม่ได้ ยังกับมีลางสังหรณ์

เวลาไปรื้อกล่องดู ตัวผู้เขียนยังตกใจเอง ว่าทำไมมันเยอะอะไรไปหมด555  แต่ก็อุทานกับตัวเองอย่างมีความสุขนะคะ เพราะฉันชอบของพวกนี้

ฉันไม่สนใจพวกกระเป๋าแบรนด์ หรือของหรูหรา แต่ชอบเครื่องเขียน อุปกรณ์ประดิดประดอยนี่ละ


ว่าแล้วก็ขอตัวไปตัดรูปไว้แปะสมุดต่อนะคะ...ไว้เจอกันค่ะ


ใครรอ Collage Sheet แจกฟรี ก็รอสักแป๊ปนะคะ แล้วจะเอามาแปะ link ไว้ให้ด้านล่างค่ะ



มกราคม 29, 2569

หวังว่าความกล้าหาญจะนำพาเราไป

 



คำที่ผู้เขียนมักจะท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจเสมอๆตั้งแต่ผันตัวออกมาเป็นคนเกษียณแต่ยังเยาว์ก็คือ คำว่า "อดทน"  

คำว่า อดทน นั้นใช้กับทุกสถานการณ์ที่น่าผิดหวัง หรือไม่ได้อย่างใจคิด 

แต่ดูเหมือนว่าคำเดียวชักจะไม่พอ เลยต้องมีคำว่า กล้าหาญ เอาไว้อีกหนึ่งคำค่ะ

ยิ่งชีวิตช่วงหลังปีใหม่นี้เป็นต้นมาผู้เขียนเจออะไรหนักๆ แบบว่าสงสัยดวงจะตก แบบว่าเจอเรื่องแย่ๆตามกันมาติดๆแบบไม่พัก จนรู้สึกกว่าบางทีจะไม่ไหวแล้วนะ

เปิดไปดูสมุด sketch ของตัวเองก็ไปสะดุดเข้ากับหน้านี้พอดี  เคยทำเอาไว้ตอนไหนไม่รู้ อาจจะสองสามปีมานี่ละ  คือกะว่าจะทดลองเอากระดาษที่ใช้ทั่วไปกับพริ้นเตอร์มาลองพิมพ์สีแล้วตัดแปะดู ทดสอบกาว กับทดสอบสีอะคริลิคไปด้วยพร้อมๆกัน จะเรียกว่างาน mixed media ก็ไม่ผิดนัก

ผลการทดสอบก็คือกระดาษไม่เปื่อยคาที่ไปซะก่อน555 ด้วยตามธรรมชาติกระดาษสำนักงาน เอ4 ทั่วไปที่เราใช้กันหนาประมาณ 90 แกรม เข้าพริ้นเตอร์แล้วไม่ติดในเครื่อง พอเอามาแปะก็จะหนาๆนิดนึง มีรอยต่อให้เห็นเล็กน้อย แต่อาศัยเป็นกระดาษหาง่าย ราคาไม่แพง และเป็นมิตรกับเครื่องพิมพ์

มีกระดาษที่บางกว่าซึ่งอยากลองมาก  คงจะติดเนียนไม่เห็นรอยแน่ แต่พอบางก็เกรงว่าจะเข้าเครื่องพิมพ์ได้ไหม เดี๋ยวจะไปติดในเครื่องพิมพ์อีก เอาเป็นว่าวันไหนลองแล้วจะมาเล่าให้ฟัง

กลับไปที่เรื่องหนักๆที่วิ่งเข้าชนผู้เขียนจนไม่อาจจะเขียนนิยายต่อให้ได้อีกสักตอนสองตอน ทั้งที่ก็เขียนมาจนใกล้จะจบเต็มทีแล้ว ทว่าความวุ่นในชีวิตที่เผชิญอยู่ยังมาอย่างไม่หยุดยั้ง จนอยากจะท้อ

ก็คงต้องมีแค่ความกล้าหาญอีกหนึ่งอย่างที่นำพาชีวิตต่อไป หากเราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องแล้ว  

อันว่าสิ่งที่ดีนั้น กว่าจะทำได้จนตลอดรอดฝั่ง ก็ต้องพบกับ mission ย่อยๆ ให้ต้องเอาชนะ หรือคนยุคที่โตมากับเกมส์ออนไลน์จะเรียกว่า quest ส่วนยุคที่ผู้เขียนโตมาเรียก อุปสรรค 5555 แต่คำว่าอุปสรรคค่อนข้าง negative เขาให้เรียกว่า ความท้าทาย แทนค่ะ

เรื่องของเรื่องคือแมวที่ผู้เขียนเลี้ยงเกิดติดเชื้อบาดทะยัก (Feline Tetanus)  ซึ่งตามข้อมูลวิชาการแล้วพบว่าแมวมีภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติที่โอกาสติดเชื้อได้ยากมาก ถึงยากมากที่สุด และมีภูมิสูงกว่ามนุษย์ถึง 2,400 เท่า พูดง่ายๆคือมนุษย์มีโอกาสติดบาดทะยักได้มากกว่าแมว

ถึงแม้อาการจะเกิดเฉพาะที่ขาหลังหนึ่งข้างของแมว แต่ทำเอาชีวิตผู้เขียนเหมือนถูกสึนามิถล่ม ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายที่ต้องให้แมว admit 7 วัน ค่ายาต่างๆนานา แถมต้องขับรถไปซื้อยาเซรุ่มบาดทะยักที่โรงพยาบาลของคนเพื่อนำมาให้สัตวแพทย์ฉีดให้แมวอีกต่างหาก

ความเป็นห่วงที่มีต่อสัตว์เลี้ยงทำให้ผู้เขียนไปเยี่ยมทุกวัน ทุกครั้งที่ฟังเรื่องตัวเลขค่าใช้จ่ายก็บอกตามตรงว่าเครียดเลยค่ะ แต่ก็ต้องจ่ายใช่ไหมคะ

จนบัดนี้ความโกลาหลในชีวิตยังไม่หมด  เมื่อแมวออกจากโรงพยาบาลต้องนำมาจำกัดพื้นที่ต่อที่บ้านอีกเป็นเดือน ไหนจะค่ากรง ค่าอุปกรณ์จิปาถะ  ที่ร้ายสุดคือการป้อนยาซึ่งผู้เขียนไม่เคยทำมาก่อน และพบกับความเครียดอีกตามเคยคือ ให้ยาไม่ครบ น้องจะเป็นไรไหม

นี่เมื่อเช้าขาข้างที่เจ็บของน้องก็ดันไปติดในซี่กรงอีก เห็นเขาร้องดังสงสัยจะเจ็บ ทำเอาผู้เขียนใจหาย นี่ฉันต้องพาไปให้หมอดูแผลอีกใช่ไหม  นี่ยังไม่นับว่าหมอนัดทำโน่นนี่อีกแทบจะวันเว้นวันจนผู้เขียนต้องร้องขอชีวิต5555  จะจับแมวใส่กรงเล็กเพื่อพาไปหาหมอแต่ละทีก็ต้องมีการหลอกล่อมากมาย  บอกตามตรงว่าผู้เขียนไม่ชินค่ะ  ที่บ้านเคยเลี้ยงสุนัขมาสามรุ่น 3-4 ตัว ก็แก่ตายไปทีละตัว  ไม่ได้เลี้ยงแบบคุณหนู ไม่เห็นจะเคยต้องไปหาหมอกันถี่ขนาดนี้ 

 มีแต่ความกังวลและความกลุ้มใจทั้งนั้น ไหนจะกลัวว่าน้องจะพิการถาวร ก็จะรักษาให้ดีที่สุด แต่ก็ไม่มีใครการันตีกับผู้เขียนเลยว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร บอกแค่ว่าโรคแบบนี้รักษากันนาน ต้องรอระบบประสาทค่อยๆฟื้นฟูตัวเอง

ผู้เขียนยังแวบเข้าไปดูบ้าง  ว่าก็ยังมีคนมาอ่านนิยายที่ค้างไว้อยู่นิดหน่อย คือเขียนถึงเหมือนตอนจบ แต่ที่จริงยังไม่จบนะคะ555  ขอสารภาพว่าผู้เขียนตอนนี้สภาพจิตใจไม่พร้อม...แต่ก็จะพยายามเขียนให้ได้นะคะ รบกวนรอสักหน่อย

ดูเอาเถอะ ความอดทน ก็ยังไม่พอ ยังต้องกล้าหาญที่จะฝ่าฟันไปข้างหน้า ผู้เขียนรู้สึกหมดเรี่ยวแรงและสมองล้าไปเลย  จนต้องหันมานั่งทำงานศิลปะแทน เพื่อจะได้ไม่คิด ไม่กังวล ไม่ทุกข์

ก็ละเลงสีลงไปในสมุดสเก็ตล่ะค่ะ เอาแบบนามธรรม ดูไม่ออกมารูปอะไร เน้นคลายเครียด เพราะเครียดจริงๆ สรุปว่าทำๆไปก็รู้สึกดีขึ้นค่ะ  ไม่คาดหวังอะไร ไม่ต้องสวย ไม่ต้องมีหลักการอะไรทั้งสิ้น  ตัดๆแปะๆป้ายๆ ไปเรื่อยๆ ไม่มีจบ คือ หน้าที่เคยวาดไปแล้ว เอามาซ้ำใหม่ได้อีกนะคะ อยากทำอะไรก็ทำเลยค่ะ


พอก่อนนะคะวันนี้ ไว้เจอกัน post หน้าอีก 




Bye ค่ะ


------------------------------
สมุด sketch ริมลวดแบบที่ผู้เขียนใช้อยู่ ขอแนะนำ  ตามลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ


เนื้อกระดาษ 100 แกรม ราคาเบาๆ ไม่ถึง 1 ใบแดง รองรับการปาด ป้าย แปะ อย่างที่ผู้เขียนทำ ใช้มาหลายเล่มแล้ว เผื่อใครอยากทำตามนะคะ

มกราคม 15, 2569

งานปะติด+ชีวิตปะติด

 


ถ้าคนไหนได้ลองไปอ่าน post หมวดงาน craft DIY ของผู้เขียนก็คงจะรู้ว่าผู้เขียนทำงานศิลปะหลายแขนงมาก ตั้งแต่งานตัดกระดาษ วาดรูป ถ่ายภาพ แถมยังเลยเถิดถึงขนาดไปทำ podcast 

ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงสนุกไปหมดซะทุกอย่าง

งานปะติดก็เป็นส่วนหนึ่งที่ชอบทำค่ะ  ทำมาตั้งแต่ยังทำงานอยู่  อาศัยว่าการวาดรูปกว่าจะเสร็จรูปนึงค่อนข้างใช้เวลานาน กว่าจะได้ชื่นชมภาพที่เสร็จสมบูรณ์ ก็เลยมาทำพวกงาน collage หรืองานปะติคั่นเวลา

ที่จริงก็ได้ผลดีมาก คือ สมใจละ อยากทำอะไรก็ต้องลงมือทำทันที อย่ารอ ดูเหมือนงานปะติจะไม่ยากเท่างานวาดรูป ตัดกระดาษมาปะๆ พอทำไปทำมาก็เลยเข้าใจเรื่อง composition หรือองค์ประกอบศิลป์

พวกคำศัพท์แปลกๆทางศิลปะนี่สมัยเรียนมัธยมปลายผู้เเขียนเจอบ่อยค่ะ  ลืมเล่าให้ฟังว่าตอนสมัยเรียนมัธยมปลาย ผู้เขียนเอกศิลป์ภาษา คือ เน้นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา อะไรประมาณนี้ ส่วนวิชาโทคือศิลปะ (อันนี้ที่บ้านห้ามไม่ได้นะคะ)

วิชาโทศิลปะ ที่โรงเรียนให้เรียนครบเลยค่ะ  มานั่งนึกตอนนี้ว่าเราช่างมีบุญได้เรียนโรงเรียนชั้นนำขนาดนี้ คือพอดีสอบติด ทางบ้านก็กระเสือกกระสนส่งจนจบโดยไม่ให้เปลี่ยนโรงเรียนอีกเลย เรียนตั้งแต่ ป 1 - ม.6 เลยค่ะ

เล่าย้อนไปไกล  โรงเรียนเจ๋งยังไง คือมีโรง Shop ที่มีศูนย์ปฎิบัติการทางงานศิลป์ คือผู้เขียนได้เรียนครบตั้งแต่ศิลปะไทย วาดกนก ปั้นกนก ประวัติศาสตร์ศิลป์  งานไม้  งานปั้นเซรามิค งาน drawing แบบมีหุ่นโครงกระดูกเต็มตัวอาจารย์ใหญ่ให้นั่ง sketch ผู้เขียนได้เรียนเขียนแบบ perspective งานประดิษฐ์ตัวอักษร วาดสีน้ำ สีโปสเตอร์ สีชอล์ค สีเทียน และที่เด็ดสุด ชอบมาก คืองานออกแบบผลิตภัณฑ์ ได้ออกแบบเก้าอี้และได้ทำ Model เก้าอี้ที่ออกแบบไปส่งอาจารย์ด้วย

ช่างเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมากเลย

แต่สุดท้ายตอนเลือกคณะเอนทรานซ์ ทางบ้านห้ามเลือกคณะที่มีมหาวิทยาลัยศิลปากร!!!

ที่จริงทางบ้านก็ไม่สนับสนุนนั่นหละค่ะ  ผู้เขียนเองมานั่งน้อยใจ คือเพื่อนๆที่เค้าสอบคณะจิตรกรรม เค้ามีการไปติว drawing ซึ่งตอนนั้นผู้เขียนก็ไม่ได้เก่ง drawing เลย ไม่เข้าใจแสงและเงา ยิ่งถ้าจะขอทางบ้านไปติววาดรูปละก็ อย่าหวังเลย...ไม่มีทาง ลำพังติววิชาหลักยังไม่ได้เลย เพราะตอนนั้นทางบ้านฐานะทางการเงินไม่พร้อม 

สุดท้ายชีวิตแบบปะๆติดๆ หยิบตรงนั้นที ตรงนี้ทีมารวมร่าง เท่าที่ทรัพยากรจะมี ก็กลายมาเป็นผู้เขียนในวันนี้จนได้ ที่ยังคงรักงาน visual arts อายุปูนนี้แล้วยังนั่งชื่นชม manga ของหลานๆ ยังแอบสนับสนุนและสะสมหนังสือการ์ตูนงานวาดของคนไทย 

ช่างไม่ต่างอะไรไปจากตอนยังเยาว์ เฝ้าเก็บเงินค่าขนมไว้รอซื้อการ์ตูนเรื่องโปรด คำสาปฟาโรห์ นักรักโลกมายา  5555รุ่นนั้นละ 

เวลาเปิดอ่านการ์ตูนสวยๆเหมือนถูกดึงทะลุมิติ แหมนักวาดรุ่นหลานๆนี่เก่งกันจริงๆค่ะ วาดสวยทัดเทียมงานของการ์ตูนญี่ปุ่นเลย

รู้สึกว่าตัวเองฝันเฟื่องเกินไปแล้ว ถ้าจะกลับมาเขียนการ์ตูน อาศัยว่าเขียนนิยายอยู่ การสร้างเรื่องไม่ได้ยาก แต่การสร้างภาพ...คงจะยากเกิน ก็คงฝัน เป็นได้แค่ฝัน

เอานิยายให้รอดก่อน

เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ เขียนจะจบมิจบแหล่  อยากให้จบ แต่รีบจบก็กลัวโดนต่อว่าว่ารวบรัดไปไหมอีก  เฮ้อ เอาเป็นว่าไหนๆก็เเขียนมาเป็นปี  ก็เอาให้ดีที่สุดละกันค่ะ


ฝากให้กำลังใจด้วยนะคะ

กุมภาพันธ์ 17, 2556

My Memory Files Folder : Good Times in 2012

เริ่มต้นวันแรกของปี 2013 ด้วยการตื่นสายๆๆๆ พอตื่นมาเปิดทีวีเห็นผู้คนเค้าหน้าใสใส่บาตรที่นั่นที่นี่กันแต่เช้าตรู่แล้วนึกอิจฉา  ปีนี้เป็นหวัดข้ามปีเหมือนปีที่แล้วไม่มีผิด  หลังจากหาหมอกินยาไปสามรอบแล้วก็ยังไม่หาย  ช่วงวันหยุดยาวสี่วันนี้เลยต้องเก็บเนื้อเก็บตัวพักผ่อน นอนมากๆเข้าไว้ เพื่อให้หายหวัดเร็วๆ

พอมีเวลามากหน่อยก็ทำอะไรได้อย่างที่อยากทำมากขึ้น   เห็นใน Youtube งานทำ Memory Files Folder ของคุณ Heidi Swapp เก๋ไก๋ถูกใจ   หลงรักอย่างมากมาย เลยนั่งดูอยู่หลายรอบ  ตั้งใจอยากจะทำบ้างสักอัน  จึงเป็นที่มาของการรวบรวมความเป็นไปในชีวิตที่เป็น High Light ของปี 2012 ออกมาเป็น Good Times in 2012



ปัญหาคือ  Memory Files Folder ของแท้เค้าเป็นกระดาษชิ้นเดียวไม่มีรอยต่อ  เราจึงต้องมีการประยุกต์เอากระดาษ scrapbook สองแผ่นมาต่อกันด้วยเทปสองหน้า  แล้วเย็บด้วยจักรเย็บผ้าอีกหนึ่งรอบเพื่อให้รอยต่อแข็งแรงและดูกิ๊บเก๋อีกด้วย

ขนาดก็ให้เป็นมาตรฐานเค้าเลยคือ  9.5x11.5 นิ้ว ถือโอกาสแทรกกระดาษทรงกลมซึ่งวางไว้ก็รกห้องเปล่าๆ เอามาเย็บเข้าไปด้วยกัน เผื่อจะแปะอะไรเพิ่มเติม

Material List :
  • Scrapbook Paper
  • Double side tape or glue 
  • Die cuts
  • Embelishment
  • Your Photo
  • Idea :)




จากนั้นก็มาทำ  mini book เล่มเล็กที่จะใส่เสริมติดเข้าไป อธิบายตามภาพประกอบข้างบน ก็คือ ภาพ 1 เป็นภาพสำเร็จ จะเห็นว่าได้ประกอบ mini book (a) และ (b) เข้าไปกับตัว memories file folder เรียบร้อยแล้ว

ภาพ 2 และภาพ 6  เป็นภาพมุมสูง เมื่อมองจากด้านบนเพื่อให้เห็นการประกอบเล่มได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าที่มาก่อนและหลังประกอบเสร็จเป็นอย่างไร



ภาพ 3 ,4  และ 5 เป็นภาพ mini book นะคะ ซึ่งทำให้เสร็จก่อนจะประกอบเล่ม ภาพ 5 ทำ mini book จากกระดาษลอกลายตัดเป็นขอบโค้ง scallop เพิ่มความหวานแหวว


ขอหายตัวไปแปะรูปและตกแต่งให้เรียบร้อยก่อนนะคะ  แล้วจะมาโชว์ใหม่คราวหน้าจ้า...





กุมภาพันธ์ 10, 2556

My Art Journal Page : Lady in mood

ช่วงนี้สนุกกับการทำ Mixed Media บน Art Journal เป็นพิเศษ  ซึ่งที่จริงก็ได้ทำมาเรื่อยๆตั้งแต่ปี 2010 คิดว่าจะค่อยๆนำมาอวดบน blog ก็แล้วกันนะคะ

Pageนี้ เพิ่งจะทำเสร็จได้ไม่นาน เทคนิคที่ใช้ก็เป็น Acrylics Paint , สีพาสเทลแบบแท่ง , Stencil Plate และ Collage ปะติด


การใช้สี Acrylics อาศัยดูตาม youtube ว่าใช้กันอย่างไร เหมือนจะง่ายที่ว่าสีประเภทนี้ใช้คล้ายๆสีน้ำ คือใช้น้ำเป็นสื่อผสมได้ สีไม่มีกลิ่นเหม็น แห้งเร็วมาก และหากเลอะเสื้อผ้าก็จะล้างไม่ออกนะจ๊ะ  ที่่ว่าไม่ง่ายก็คือหากคาดหวัง effect แบบ advance ขึ้นมาหน่อย ก็จะต้องมีอุปกรณ์เสริมมากขึ้นตามไปด้วยเหมือนกัน

และอุปกรณ์เสริมที่ว่านี้ออกจะเข้าใจยากสำหรับผู้ที่ไม่ได้มีพื้นฐานการเรียนศิลปะ  เรากำลังนึกภาพการใชสีอะคริลิกเป็นเหมือนการทำอาหาร มีการผสมของเหลวนี่นั้นโน่นลงไปกับสีในปริมาณที่แตกต่างกันก็จะทำให้งานที่ออกมามีผลแตกต่างกันไปด้วย

อย่างแรกต้องเข้าใจว่าการรองพื้นกับไม่รองมันก็ต่างกันแล้ว

รองพื้นด้วย gesso ก่อนจะทำให้สีไม่จมลงไปในกระดาษ และ gesso มีขายเป็นขวดๆเป็นครีมข้นสีขาว เอามาป้ายๆสักสองสามรอบให้ทั่วกระดาษก่อนลงสี อันนี้ถือเป็น basic เลยค่ะ



พอรองพื้นผิวแล้วคราวนี้ลุยได้เลย...

นอกจากการลงสีแล้ว จะเห็นว่ามีการใช้กระดาษปะติดลงไปบนหน้าเพจด้วย ขอบอกว่าอันนี้ควรใช้กาวที่ไม่เลอะเทอะ  อย่างกาวลาเท๊กซ์  กาวน้ำ ไม่ค่อยแนะนำนะคะ  ขอเป็นพวกกาวสำหรับงานเดคูพาจ (decoupage) จะดีกว่า และดีที่สุดคือ gel medium เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับงานสีอะคริลิกอีกหนึ่งอย่างประโยชน์ใช้สอยมีมากมาย ไว้ค่อยๆเล่าไปคุยไปทาง blog ต่อๆไปแล้วกันค่ะ  วันนี้ชักจะยาววว...แล้ว



ตุลาคม 21, 2555

Great Day Mini Album

     งานทำ Mini Album สำหรับรวบรวมภาพถ่ายในวาระต่างๆ เป็นอะไรอีกอย่างหนึ่งที่ฉันชอบมากๆ  คราวนี้หยิบงานที่เพิ่งจะทำเสร็จ แต่ยังไม่ได้เริ่มปะติดรูปภาพอะไรลงไป เพราะว่ายังไม่ปิ๊ง theme ที่เจ๋งถูกใจซะที


      ฉันชอบกระดาษ craft สีน้ำตาลแบบดิบๆอย่างที่เห็นนี้มาก  ราคาก็ถูก หาซื้อได้ไม่ยากตามแผนกเครื่องเขียนในห้างสรรสินค้า แผ่นละไม่เกิน 20  บาท เอามาตัดซอยย่อยได้หลายแผ่น  หรือจะเลือกอารมณ์ดิบไม่ต้องปิดกระดาษสวยๆทับลงไปก็ยังได้อยู่


    ขอบหยักปกอัลบั้มตัดขอบด้วย Tim Holtz Sizzix Die Mini Scallop ส่วนวงกลมที่ใช้เป็นตัวล๊อคปกเข้าด้วยกันใช้ punch ของ Martha Stewart  




ตัวไส้ในอัลบั้มใช้ Sizzix BigZ Die ค่ะ ใส่แผ่นหน้าใซักประมาณ 4-5 แผ่นก็พอ เผื่อติดอะไรหนาๆ จะได้ยังมีช่องว่างสำหรับให้ปิดเล่มได้   เย็บเล่มด้วยเครื่องเข้าปกแบบสันห่วง โดยใช้ เครื่อง Zutter Bind It All V.2 ค่ะ


เอารูปอัลบั้มดิบมาลงให้ดูกันเป็นน้ำจิ้มเล็กๆน้อยๆไปก่อนนะคะ วันหลังติดรูปภาพและตกแต่งเรียบร้อยแล้วจะทำ ภาค 2 มาให้ชมอีกค่ะ.