แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Journal แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Journal แสดงบทความทั้งหมด

สิงหาคม 13, 2569

มายาทางความคิด

 


หลายวันก่อนมีเพื่อนโทรมาปรีกษาว่าจะตัดสินใจยังไงดี กับการทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกเครียดจนอยากจะลาออก  แต่ก็ไม่กล้าลาออก...เพราะกลัวเรื่องปัญหาทางรายได้ที่จะขาดหายไป

หนึ่งเดือนต่อมาเขาโทรมาใหม่ คราวนี้บอกว่ายื่นจดหมายลาออกไปแล้ว และจะมีผลในอีกหนึ่ง-สองเดือนข้างหน้า หลังจากลาออกแล้วเขาจะไปบวชเพื่อตั้งสติสักเดือนนึง

ฉันมานั่งคิดว่าการทำงานในที่ใดที่หนึ่งมันทำให้คนเราเป็นทุกข์ได้ซะขนาดนั้น...ก็ลาออกเหอะ

ลืมบอกไปว่าเรื่องความเครียดที่เพื่อนบอกนั้น  มีเรื่องเล่ามากมายที่อธิบายได้ว่ามันไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบที่เกิดขึ้น แล้วก็หายไป แต่เป็นความเครียดแบบสะสมต่อเนื่อง  เขาเล่าว่าบางทีนอนไม่หลับติดกันหลายคืน สุขภาพแย่ ทางกายและใจ...ถูกโทรตามงานแทบจะทั้งวันทั้งคืน ไม่เว้นวันหยุด สั่งงานมาทาง Line และทางโทรศัพท์ สั่งแล้วเปลี่ยนใจ แล้วสั่งใหม่ เป็นแบบนี้มาตลอดที่ทำงานที่นั่น 

คนส่วนมากก็คงกังวลเรื่องรายได้แทบทั้งนั้นแหละค่ะ ถึงต้องทนอยู่ให้ได้  ความอดทนของแต่ละคนก็ต่างกัน และระดับที่ร่างกายของแต่ละคนจะทนได้ ก็ต่างกันไปด้วย

ผู้เขียนบอกก่อนเลยว่า  ความอดทนทางกาย กับความอดทนทางใจ มันต่างกันนะคะ บางทีเรานึกว่าตัวเองไหว แต่ร่างกายไม่ไหว  ส่งสัญญานให้หยุดพักเท่าไหร่ เราก็หลงลืมไป มองเห็นแต่เรื่องนอกตัวต่างๆนานา

เอาเข้าจริงไม่มีใครอยากสลบคาโต๊ะ หรือขับรถแล้วหลับใน เพราะทำงานหนัก หรือเครียดจนเกินไป เพราะตื่นขึ้นมาจากการสลบ อาจพบตัวเองนอนอยู่โรงพยาบาล หรือขับรถแล้วหลับใน อาจเกิดอุบัติเหตุ  คราวนี้คนข้างหลังจะทำยังไงกันต่อไป เดือดร้อนต้องมารับบทดูแลกันไปอีก

แต่บริษัท เขาก็ต้องหาคนมาทำงานแทนเราจนได้  เป็นความจริงที่ว่า...บริษัทต้องอยู่ต่อไป แต่คนอย่างเราๆ พ่อแม่จะหาใครมาแทนเราคงไม่มี หรือถ้าเราเป็นพ่อแม่คน ลูกเราจะหาใครมาแทนเราได้

ผู้เขียนเองก็เคยฟังมายาทางความคิดของตัวเองมาก่อนค่ะ

ตอนช่วงก่อนมีเหตุ Early Retire ผู้เขียนก็เครียดจนอยากลาออกจะแย่  ช่วงนั้นดิ้นรนหางานใหม่ พอเหมือนจะได้งาน ก็กลับกลัวอีกว่าที่ทำงานใหม่จะงานหนักกว่าเดิมไหม หรือที่คิดว่าตอนนี้ที่มันแย่  ไปที่ใหม่ช่วงปรับตัวจะแย่กว่าเก่าไหม(วะ) สรุปเลยไม่ได้ลาออกซะงั้น  แต่ก็ทำงานต่อไป ด้วยความอดทน5555...และสิ้นหวัง ว่าเราต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปจนอายุ 60 เลยเหรอเนี่ย

คือพนักงานทั่วไปเขาดีใจวันเงินเดือนออก วันจ่ายโบนัส วันขึ้นเงินเดือน แต่ผู้เขียนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงานเหล่านี้ ตั้งแต่ประมวลผลคะแนนการทำงานของคนทั้งบริษัท ทำงบประมาณ ทำ Policy ว่าจะขึ้นเท่าไหร่ และอย่างไร โอ๊ย...สารพัดทุกสิ่งอย่างค่ะ

ผู้เขียนจะเครียดตั้งแต่ประชุมทีมตั้ง Timeline การทำงานว่าจะต้องทำข้อมูลอะไรยังไง ส่งถึงเบื้องบน และทุกหน่วยงานวันไหนเมื่อใด รอรับข้อมูลกลับมาแล้วต้อง screen ข้อมูล+ตรวจสอบอีก กลับบ้านก็จะนอนไม่หลับ  เพราะกว่าผู้บริหารระดับสูงจะตัดสินใจบอกตัวเลขมา ก็จวนตัวทุกครั้ง ทำแทบจะไม่ทัน ถ้าจะให้ทันก็ต้องนอนค้างบริษัท แถมเราจะไปบอกให้ช่วยประชุมกันเร็วๆก็ไม่ได้อีก555

เครียดค่ะ  กลัวว่าจะทำจ่ายไม่ทัน  กลัวว่าจะทำจ่ายผิดพลาด แม้มันไม่เคยพลาดเลยตลอดชีวิตการทำงาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเรื่องตัวเลขนี่มันจะพลาดกันไม่ได้สักวัน ก็กลัวแบบจับใจ  นอนไม่หลับ มันหลอนอยู่ในความคิด  แล้วเรื่องขึ้นเงินเดือน จ่ายโบนัสมันก็มีทุกปี  ปีละสองครั้ง สามครั้ง ไม่นับงานด้านอื่นที่ต้องดูแลด้วยอีก ไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียว 

เมื่อผ่านจุดเหล่านั้นมาแล้ว คือพอต้อง Early retire ออกมาโดยไม่ได้วางแผน ก็มองย้อนกลับไปค่ะ

เรานี่มันคงยึดมั่นกับความสำเร็จอยู่พอตัว  คือไม่ยอมพลาด (แต่มันก็พลาดไม่ได้ค่ะ เรื่องเงินๆของพนักงาน) ถึงต้องใช้พลังงานมหาศาลเพื่อเอาชนะอุปสรรคทุกอย่างให้จงได้

ดีที่รอดชีวิตมาได้...ถึงตอนนี้ 

บอกเพื่อนไปว่า บ่อยครั้งเราก็กลัวจนเกินไป ไม่กล้าตัดสินใจ  ทั้งที่สัญญานทางร่างกายเริ่มไม่ดีแล้ว และอายุเราก็มากขึ้นกว่าตอนเรียนจบมาใหม่ๆ แบกรับอะไรมามากมายตลอดเวลาอันยาวนาน  ออกมาตั้งต้นชีวิตใหม่ก็ยังดีกว่าสลบคาโต๊ะ...

ปล่อยให้คนที่ไหวเขาทำไปเถอะค่ะ  ยังไงบริษัทก็หาคนมาแทนเราได้อยู่แล้ว  

เหมือนการ  Early retire จะผลักผู้เขียนให้ออกมาจากวงจรแห่งความเหนื่อยได้ถูกจังหวะค่ะ แม้จะงงๆเล็กน้อย แต่ไม่เคยเสียน้ำตาสักหยด  ไม่เคยเสียใจที่ต้องออกมา(ซะที)

แม้วันนี้ชีวิตจะดูเคว้งๆยังไงพิกล เหมือนเรือที่มองหาฝั่ง ผ่านมาหลายปี...ก็พอจะมองเห็นฝั่งล่ะค่ะ แต่มันยังดูไกลๆ ซึ่งก็ยังดีกว่าช่วงแรกๆ ที่คิดว่าตัวเองเหมือนตัวละครในหนังเรื่อง Cast Away ที่ติดเกาะร้าง คือไม่มีอะไรเลย...ทุกอย่างต้องหาเอง สร้างเอง

มีบันทึกส่วนตัวที่ผู้เขียนเคยเขียนระบายความรู้สึกในช่วงที่เครียดงานอยู่ชิ้นหนึ่ง  กลับไปอ่านทีไรก็รู้สึก...โห...เรารู้สึกแย่ขนาดนั้นเลยนะเนี่ย

มายาทางความคิด...ต้องสำเร็จ ต้อง Perfect สิ่งเหล่านี้ทำให้มีความทุกข์  สุดท้ายพอออกจากงานมา เขาก็หาคนใหม่มาทำแทนได้  ทำดีหรือไม่ดีกว่าเรา ก็ไม่ใช่เรื่องของเราอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ  ผู้เขียนก็ทำอย่างสุดความสามารถแล้วสำหรับตอนที่ยังอยู่ในความรับผิดชอบ

เพียงเท่านี้ก็พอใจแล้ว  สุดแล้วจริงๆ 

ดีใจที่เพื่อนตัดสินใจด้วยตัวเขาเองได้ค่ะ ขอแอบอนุโมทนาด้วยที่เขาจะไปบวช  เชื่อว่าหลังจากสึกออกมาเขาคงจะคิดอะไรออกได้อีกเยอะค่ะ 

โลกนี้มันกว้างใหญ่ และทุกวันนี้ก็เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ปัญหาของโลกก็ยังวนๆอยู่เรื่องเดิมๆ เพราะมนุษย์นี่ล่ะค่ะ 5555 ในเมื่อปัญหาไม่มีวันหมด แต่ความรู้สึกที่มีต่อปัญหา...กลับเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นในแต่ละยุคสมัย หรือห้วงเวลา  

ทั้งหมดนี่มันก็เหมือนเรื่องมายาทางความคิด ทุกข์ที่แท้จริง หรือสุขที่แท้จริง มันก็คงไม่มีน่ะสิเนี่ย 

อนิจจังไม่เที่ยง...เฮ้อ


ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ



สิงหาคม 06, 2569

กลับสู่ตัวตน

 


ว่ากันว่ายิ่งพอแก่ตัวลง คนเราจะชอบพูดเรื่องเก่าๆ หรือเรื่องอดีตนั่นละค่ะ

ผู้เขียนก็มักได้ยินประโยคทำนองนี้มาเหมือนกัน ได้ยินมานานตั้งแต่โลกนี้ยังไม่มีอินเตอร์เนต ยังไม่มีโลกแห่งการยัดเยียด content ให้กับชาวโลกมากเท่าตอนนี้มาก่อนเลยจริงๆ

โลกสมัยผู้เขียนยังเรียนหนังสือ ดูราวกับเป็นโลกที่มีแต่ความสงบขึ้นมาเสียอย่างนั้น อาจเป็นเพราะการสื่อสารไม่ได้ฉับพลันว่องไว การจะรับรู้เรื่องอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องดี-เรื่องร้าย ดูมันจะรับรู้แบบ delay ไปพอสมควร

ข่าวสารที่ว่าเร็วสุดขีดในยุคนั้น ก็คือ "โทรเลข" คือจะส่งข้อความหาใครสักคนไปยังอีกสถานที่ หรือต่างจังหวัด ก็ต้องไปที่สำนักงานไปรษณีย์ที่ใกล้บ้าน แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ว่าจะมาส่งโทรเลข 

จดหมายโทรเลขผู้เขียนจำได้ลางๆว่ามาในซองขนาดเล็ก ข้างในมีกระดาษที่คล้ายๆจะพิมพ์ข้อความมาด้วยพิมพ์ดีด เป็นข้อความสั้นๆแต่ได้ใจความ  มากกว่าจะเป็นจดหมายพรรณาอะไรยาวยืด 

โทรเลขที่ผู้เขียนจำได้จนถึงทุกวันนี้เกี่ยวกับเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่ต่างจังหวัด  พี่สาวของเพื่อนส่งโทรเลขมาบอกผู้เขียนว่าเพื่อนคนนี้เสียชีวิตแล้ว  ทำเอาผู้เขียนกลับเพื่อนอีกคน (เป็นเพื่อนในกลุ่มแก๊งค์เดียวกัน)ร้องห่มร้องไห้กันอยู่หลายวัน

ฮ่าาาาา ขำค่ะ  คงจะสงสัยล่ะสิว่าเพื่อนเสียชีวิต ทำไมถึงขำ (หลังจากร้องไห้กันไปและหายเศร้าไปแล้ว)

ต่อมาจากนั้นประมาณเดือนหรือสองเดือนจำไม่ได้ มารู้ภายหลังว่าเพื่อนคนนั้นยังไม่ตาย แค่เขาส่งโทรเลขมาแบบนั้นเฉยๆ ซึ่งจนถึงวันนี้ผู้เขียนกับเพื่อนที่ร้องไห้ด้วยกัน ก็ยังไม่รู้ว่าเขาแบบนั้นทำไม เพราะว่าพอมาเจอเพื่อนหลังจากเหตุการณ์นั้นแล้วก็คงจะไปต่อว่าเพื่อนเสียยกใหญ่  ตอนนี้จำไม่ได้ซะแล้วว่าเรื่องราวเป็นยังไงแน่

เหลือแค่ความทรงจำเกี่ยวกับโทรเลขบอกว่ามันตายเท่านี้ล่ะค่ะ  ขอเรียกมัน เพราะว่าเล่นอะไรไม่รู้ แบบนี้ไม่สนุกหรอกค่ะ5555

ทีนี้หลังจากนั้นพวกเราก็ค่อยๆห่างหายกันไปตามประสาชีวิตที่ต้องพัดพา  ผู้เขียนไม่ได้เจอเพื่อนคนนั้นอีกเลย  ถ้าเป็นยุคนี้คงไปตามหากันใน Facebook ก็อาจจะพอเจอ แต่ผู้เขียนก็จำเขาได้แค่ชื่อเล่น คงจะตามกันไม่ได้แล้วล่ะค่ะ

เมื่อข่าวสารพัดพา+ถาโถมเข้าใส่คนเราไม่ยั้งอย่างทุกวันนี้ ผู้เขียนจึงว่าคนเราอยู่ยากขึ้นกว่าสมัยก่อน เวลามีเหตุการณ์ร้ายๆเกิดขึ้นกับสังคม ก็มักจะถูกขยายข่าวให้มีแง่มุมหลากหลาย ไหนจะพวกความเห็นต่างนานาจากผู้คนในโลกโซเชียล  กลายเป็นว่าทำให้สังคมค่อนข้างจะเครียด เพราะถูกกระตุ้นให้ต้อง "รู้สึก" อยู่ตลอดเวลา

ไหนจะการหลอกลวงออนไลน์จะมาด้วยเทคนิคใหม่ๆ  ไหนจะข่าวสารทางการตลาดที่มาในรูปแบบเนียนๆที่ทำให้เราอยากซื้อของ  อยากได้นั่นนี่โดยไม่รู้ตัว ทั้งหมดนี่ก็ปลุกเร้าให้เราวิ่งออกไปจากจุดที่เรายืน

ยี่สิบสี่ชั่วโมงที่เราใช้ชีวิต...มีแค่ช่วงนอนหลับหรือเปล่า ที่เราหยุดการรับสารจากภายนอก 

เดี๋ยวนี้มีคำใหม่ คือคำว่า digital detox 

คือการล้างพิษตัวเองจากข่าวสารที่มาทางโทรศัพท์มือถือ ทางโลกออนไลน์  คือน่าสนใจดีนะคะ...ลองทำดูแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตสงบดีเหมือนกัน

พอนั่งเงียบๆซะบ้าง หยุดการดูจอ ไม่ว่าจะจอโทรศัพท์มือถือ หรือจอคอมพิวเตอร์ 

ทีนี้จะให้นั่งเฉยๆไม่ทำอะไรเลยผู้เขียนก็ทำไม่ได้หรอกค่ะ5555  

ช่วงนี้เลยหยิบพวกอุปกรณ์ปักผ้า กับพวกไหมพรม และเข็มโครเชท์มานั่งถักไหมพรมไปเรื่อยๆ ลายอะไรก็ได้ที่มันซ้ำๆกันค่ะ  จะได้ไม่ต้องคิด หยุดตรรกะทุกอย่างชั่วคราว ถือว่าพักสมอง

ปรากฏว่าได้ผลดีนะคะ  นี่แสดงว่าสมองคนเราสามารถโปรแกรมได้เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์

โลกเราทุกวันนี้อาจไม่ได้โหดร้ายกว่าแต่ก่อน แต่เป็นเพราะขอบเขตการรับรู้ถูกทำให้เร็วขึ้นด้วยอำนาจของเทคโนโลยี

โลกก็ยังเหมือนเดิม แต่สมัยก่อนเราแค่รู้บ้าง-ไม่รู้บ้าง

บางทีการหยุดพักใจด้วยการกลับเข้าสู่ตัวตนของเราเองก็ดีนะคะ ถึงยังไงเราก็ไม่มีทางจะหนีข่าวสารพ้นหรอกค่ะ  เดี๋ยวสักพักพอเรามีแรงก็ค่อยกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้

วันนี้มาเล่าเรื่องโทรเลขของเพื่อนให้ฟังไว้ขำๆ

แต่ตอนนั้นก็ขำไม่ออกหรอกค่ะ  นึกว่าเพื่อนมันตายจริง

แถมในโทรเลขก็ไม่ได้บอกว่าเป็นอะไรตาย  ด้วยความต้องสั้นกระชับประสาโทรเลขไงคะ  จะเหมือนสมัยนี้ได้ยังไง ที่มีทั้ง Chat มีทั้ง Social Media 

เอาเป็นว่าขอกลับไปถักไหมพรมต่อ

แล้วนี้ก็ว่าจะไปหาผ้ามานั่งปักแก้เครียดด้วยค่ะ...5555



ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ  พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ




กรกฎาคม 16, 2569

ไปให้ถึงฝัน : Dare to Dream

 


ไม่ว่าอายุจะไปไกลถึงเลข 5 นำหน้าและอีกไม่กี่ปีก็ต้องผ่านไปเป็นเลข 6 ก็ไม่ทำให้คนอย่างผู้เขียนหมดฝันไปได้

ความฝันคงเป็นของมนุษย์ทุกคน เป็นวาทกรรมสวยๆแทนคำว่า "อยากได้ อยากมี อยากเป็น" หรือภาษาธรรมะ อาจเรียกได้ว่ากิเลส

ไม่อยากพูดไกลไปถึงเรื่องศาสนา แต่ก็อดจะเสริมไม่ได้ว่า  ไม่ใช่แค่ "อยากได้ อยากมี อยากเป็น" แต่มันก็มี "ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น" รวมอยู่ด้วยเป็นของคู่

ผู้เขียนพูดเสมอว่าชีวิตมีการวาดภาพเป็นแสงนำทาง หรือตอนนี้ขอเรียกใหม่ว่า  visual arts ทั้งหลายแหล่ ดังนั้นคำว่า Inspired by art ที่เกิดขึ้นมาเป็นชื่อ Blog นั้นถือเป็นแสงแรกที่ต้องการจะทำในสิ่งที่อยากทำค่ะ

คำว่า Inspired by art มาเป็นจุดเริ่มก่อนจะมี Blog ซะอีก คือช่วงแรกของการมีอินเตอร์เนตในประเทศไทยตอนนั้นก็ยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า Blog และยังไม่มี Google อุบัติในโลก (ยุคแรกมี Netscape+Yahoo)

พวก website ยุคแรกเริ่มไม่รู้มีใครจำได้บ้าง ว่ามี website ชื่อ Geocities.com ซึ่งเปิดให้ใครก็ได้มาสร้าง Website ฟรี ผู้เขียนก็ชอบเล่นสนุกเลยสร้าง web อยู่หลาย web ค่ะ มีทั้งสร้างให้เพื่อนและตัวเอง ก็งมพวกภาษา html อยู่พักใหญ่ สนุกดีค่ะ  ชอบของแปลกอยู่แล้ว ก็เลยพอจะมีความรู้เรื่อง Domain name เรื่องภาษา html กับเรื่องต่างๆนานาเกี่ยวกับการจะมี web เป็นของตัวเอง

ชื่อ Inspired by art เคยใช้ตอนหัดขายของออนไลน์ยุคแรกๆ คือสร้างเป็นร้านขายโปสเตอร์ภาพ Fine Art ค่ะ พวกภาพ Fine Art ที่ฝรั่งเขาพิมพ์เป็นโปสเตอร์กระดาษอย่างดี ตอนนั้นชื่อ Allposters.com ซึ่งเคยปิดกิจการไปช่วงหนึ่ง ปัจจุบันเข้าไปลอง search ดูปรากฏว่ากลับมาเปิดกิจการอีกละค่ะ แต่ตอนนั้น (ประมาณ ปี 2540-2550) ผู้เขียนก็ขายโปสเตอร์ได้อยู่หลายภาพเหมือนกันนะคะ คือเมื่อมีคนสั่งซื้อเราก็ส่งคำสั่งให้ทางโน้น แล้วเขาก็ส่งโปสเตอร์มาจากอเมริกา ทางผู้เขียนก็ส่งต่อให้ลูกค้าอีกที ก็ได้เงินมานิดๆหน่อยๆ ไม่ได้เยอะอะไร ทว่ามันก็เป็นอะไรที่แปลกใหม่

ต่อมาผู้เขียนก็ชื้อ Domain name เป็นเรื่องเป็นราว ไปๆมาๆก็เหมือนว่าจะต่ออายุมาเกิน 10-20 ปีแล้ว แต่เวบก็ไม่ได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน คือใช้สำหรับเป็นที่ลงของ Blog ซะเป็นงานหลัก

เหมือนว่าคำชุดนี้มีมนตร์ขลัง คอยสะกดให้ผู้เขียนต้องตระหนักเอาไว้เสมอว่า...ที่มาคือจุดนี้ และจุดที่อยากไป...จริงแล้วก็คือตามภาพข้างบน คือยังฝันจะได้วาดรูปบนแคนวาสใหญ่ๆ 555 


 ได้ทำงานวาดรูปในสตูดิโอที่มีแสงสว่างแบบนี้  รายล้อมไปด้วยอุปกรณ์ศิลปะมากมาย(ที่มีพร้อมตอนนี้แล้วค่ะ5555) 

จะว่าไปความอยากมันเริ่มมาอีกทีไร ก็นึกจะกดสั่งผืนผ้าใบขนาดสักหนึ่งเมตรมาละเลงสีสักหน่อยดีไหมนะ อิ อิ

ต้องรีบสกัดความคิดนั้นเอาไว้ก่อนค่ะ เพราะในห้องทำงานปัจจุบันคงไม่มีที่จะพิงผืนผ้าใบใหญ่ขนาดนั้น 

หรือว่าจะพิงไว้ก่อนในที่จอดรถก็พอได้อยู่ แต่วางไว้ข้างนอกห้องก็อาจต้องเจอฝุ่นจับเป็นแน่  แถมอากาศประเทศไทยร้อนซะขนาดนี้ จะไปยืนวาดข้างนอกคงต้องเปิดพัดลมเป่าตัวเองตลอดเวลา

ผู้เขียนเคยวาดภาพสีน้ำมันไปร่วมแสดงนิทรรศการอยู่งานหนึ่ง เมื่อประมาณปี 2541-2 ขนาดประมาณ 60 คูณ 80 เซนติเมตร ยังจำความรู้สึกได้ว่า...ทำไมมันใหญ่อย่างนี้(วะ) เมื่อไหร่จะวาดเสร็จล่ะเนี่ย...5555

ช่วงนั้นมีความคลั่งไคล้ Impressionist ค่ะ งานช่วงนั้นก็ออกมาแบบนั้นหมด

ส่วนตอนนี้อยากวาด Abstract เหมือนมันอัดอั้นตันใจอะไรหลายอย่างในชีวิต  จะดูซิว่าภาพที่วาดออกมาจะออกมาเป็นแบบไหนกันนะ

ส่วนการเขียนนิยาย...เชื่อว่าชีวิตนี้ก็คงไม่ทิ้งหรอกค่ะ

อันนี้ต้องทำอยู่ต่อไปจนกว่าจะเขียนไม่ไหว อย่าถามว่าทำไม...เพราะไม่ทราบจริงๆ รู้แต่ว่าต้องทำ  นักอ่านส่วนใหญ่มาอ่านก็ดีใจแล้วค่ะ แต่อาจจะทำน้อยลงมาหน่อยนะคะ ต้องเอาเวลาไปทำในสิ่งที่พอจะเป็นรายได้ก่อน 

ผู้เขียนจะเอาภาพสองภาพด้านบนไปแปะไว้ในสมุด  หรือที่ผู้เขียนเคยเล่าเอาไว้ใน Post เก่า post หนึ่งเรื่องการทำ Vision Board ถ้าท่านไหนอาจจะยังไม่ได้อ่าน กด link อ่านด้านล่างได้นะคะ


https://theinspiredbyart.blogspot.com/2026/06/blog-post.html


คือเอาภาพฝันของเราไว้เป็นหมุดหมายในใจค่ะ 

ความฝันเป็นของมนุษย์ทุกคน มีไว้ให้ชุ่มชื่นหัวใจ และทำให้ตัวเองมีแรงเดินต่อ

ไม่ว่าจะวัยหนุ่มสาว หรือวัยเกษียณเร็วอย่างผู้เขียน ทุกคนคงมีฝันที่ต่างกันไปเนอะ...เอาใจช่วยทุกคนนะคะ


ว่าแล้วก็ค่อยพบกันใหม่ Post (บทความ) หน้านะคะ...ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ

กรกฎาคม 09, 2569

ชีวิตไม่เคยง่าย

 


ในความเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ยอมรับว่ามีบางทีที่รู้สึกอิจฉาคนที่ได้เกษียณตอนอายุครบ 60 ปี ค่ะ

เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ๆหลายคนเริ่มทะยอยเกษียณออกจากบริษัทอย่างสวยงาม แม้ว่าผู้เขียนจะ early retire ออกมาก่อนหลายปี ก็ยังได้ติดต่อพูดคุยกับพี่ๆหลายคนที่เคยทำงานร่วมกัน  บางคนเกษียณออกมาแล้วประมาณ 5 ปี ก็ยังได้พบปะนัดทานข้าวกันบ้าง

บางคนเป็นรุ่นน้อง ก็ลาออกไปเติบโตยังองค์กรใหม่ ตำแหน่งงานใหญ่โตกว่าเดิมก็มีค่ะ

คนที่เกษียณตามรอบปกติดูจะมีความสุขกันพอดู กับจำนวนเงินที่เก็บออมมาทั้งชีวิตการทำงาน ไหนจะพวกเงินกองทุนต่างๆที่รอจ่ายให้ตอนเกษียณ ยอดเงินพอเอามากองรวมๆกันแล้วก็คงจะมีชีวิตที่ดีกันล่ะค่ะ

ส่วนผู้เขียนเองเกษียณเร็วไปหน่อย ตั้งแต่อายุ 48 ซึ่งก็เร็วจนพี่ๆหลายคนบ่นว่า เธอไม่น่าออกมาเลย

แต่เหตุผลหลายข้อ ที่บังคับให้ผู้เขียนต้องตัดสินใจอย่างนั้น  มันมีน้ำหนักที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆค่ะ 

และจนถึงทุกวันนี้ เหตุผลเหล่านั้นก็ไม่ได้เสื่อมสิ้นพลัง  แปลว่าการตัดสินใจตอนนั้นถูกต้องแล้ว ไม่ได้ตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบอย่างแน่นอน

ที่จริงจะไปอิจฉาคนที่เขาอุตส่าห์เหนื่อยจนถึงอายุ 60 ก็คงจะไม่ถูก เรามันดันออกมาใช้ชีวิตเองเร็ว เครียดน้อยกว่าคนที่เขายังต้องทำงาน  พอมาก้มมองดูเงินในกระเป๋าก็ใจหาย เพราะการใช้ชีวิตตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราต้องพึ่งตัวเองโดยสมบูรณ์  เอาเป็นว่าไม่ไ้ด้ป่วยเป็นอะไรร้ายแรงก็นับว่าบุญแล้ว

ได้เงิน กับ เสียเงิน มันเป็นของคู่กัน

คนที่เขาต้องอดทนและต่อสู้กับทั้งเรื่องงาน และการเมืองต่างๆในองค์กรก็คงต้องสมควรได้รับรางวัลไม่ใช่เหรอ  นี่มันก็ถูกต้องแล้วนะ

ถึงผู้เขียนจะกลุ้มเรื่องต้องทำมาหากินซะจนเห็นเรื่องอื่นเป็นเรื่องเล็กไปหมดก็ตาม ...

เชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าจะเป็นคนที่รวยที่สุด ชีวิตดูน่าอิจฉาแค่ไหน แต่เชื่อไหม...ไม่ได้มีใครมีความสุขตลอดเวลา  ธรรมดามนุษย์...ที่ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีไงคะ

คนมีเงิน ก็อาจจะทุกข์เรื่องอื่น  ส่วนคนมีเงินน้อยๆก็คงจะทุกข์เพราะเรื่องเงินทอง การทำมาหากิน หรือไม่ก็เรื่องอื่นพ่วงด้วย ไม่ว่าจะโรคภัยของตัวเองหรือคนใกล้ชิด  เรื่องทุกข์มันมีร้อยแปดพันเก้า 

ถึงบอกว่าชีวิตไม่เคยง่าย...โดยเฉพาะกับชีวิตผู้เขียน  

เคยนั่งมองชีวิตตัวเองย้อนหลังไปถึงวัยเด็ก ก็ไม่ได้ลำบากขนาดไม่มีกิน หรือไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ แต่ก็พบกับปัญหาเรื่องอื่นๆอยู่ดี ทว่า...ก็ต้องเต็มไปด้วยการต่อสู้ และใช้ความพยายามของตัวเอง เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้นให้จงได้

แต่แล้วช่วงชีวิตที่สวยงาม  เราก็ตะครุปมันเอาไว้ให้อยู่กับเราตลอดไปไม่ได้

หลุดมือไปแล้ว...พร้อมกับการตัดสินใจ Early Retire ออกมา แล้วทุกวันนี้ได้แต่นั่งมองความเฟื่องฟูในอดีต  อย่างน้อยสุขภาพยังปกติ5555  มีบ้านอยู่  มี passion ที่ทำให้ทุกวันมีความหมาย 

แม้จะโดดเดี่ยวบ้าง มีเหงานานๆครั้ง ที่เหลือในหัวสมองมีแต่การทำงาน ไม่ว่าจะเขียนนิยาย กับงานอีกหลายโปรเจคที่พอจะมีรายได้นิดๆหน่อยๆ  สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เขียนแทบจะไม่ได้มีเวลาคิดเรื่องอื่นเลยค่ะ

พอไม่ได้คิดเรื่องที่มันเป็นแค่สิ่งจุกจิก  เหมือนเรามีสมาธิแน่วแน่  จดจ่อ ความเว้าวอนหาเรื่องทุกข์ใส่หัวสมองตัวเองมันก็น้อยลงไป แต่ไม่ได้บอกว่าไม่มีความทุกข์นะคะ  มีน่ะมีแน่...ก็บ่นอยู่ทุกวันว่าเมื่อไหร่ชีวิตฉันจะไปรอดซะทีนะ....

มันผ่านมาหลายปีมากแล้ว นี่มันโอกาสสุดท้าย เพราะมีแต่จะแก่ตัวลงไปทุกวัน เรี่ยวแรงถดถอย แล้วนี่จะมีชีวิตอยู่ยังไงหากสักวันแย่ขนาดว่าอาจจะไม่มีกินขึ้นมา

นี่ล่ะค่ะ  ไม่มีใครทำให้เรากลัวได้เท่าความคิดตัวเราเองนี่ละ  แต่ทั้งที่รู้...มันห้ามไม่ให้กลัวก็ยากใช่ไหม

ยิ่งกลัว ก็ต้องขยันให้มากขึ้นไปอีก (ตกลงว่ามีแต่เหนื่อย กับเหนื่อยค่ะ)

ตอนนี้ผู้เขียนกำลังเขียนนิยายตอนพิเศษอยู่ค่ะ  เป็นตอนพิเศษของ เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ คือเขียนทั้งตอนพิเศษ และกำลังรวมเล่มคือเอาทุกตอน 80 ตอน มาเรียบเรียงใหม่เป็น e-book ด้วย

ใช้เวลามากกว่าที่คิด เพราะกลายเป็นว่าช่วง บทที่ 1-4 เขียนเพิ่มเข้าไปอีกเยอะ เพื่อให้เนื้อเรื่องมันแน่น และเข้มข้น ไม่งั้นมันจะมาหนักท้ายๆเรื่อง เรียกได้ว่าปรับ balanced ของเรื่องใหม่ แล้วยังไม่รู้ว่าจะแก้อีกนานแค่ไหน555  เอาเป็นว่าอยากให้ออกมาดีที่สุด 

พอยิ่งอ่านไปมันยิ่งคันไม้คันมือ อยากแก้ตรงนั้นตรงนี้ เพราะว่าพอเขียนจบแล้วจะเห็นช่องโหว่ค่ะ ว่าตรงไหนเราเขียนหลวมไป หรือบางไป

ปีนี้ผ่านมาเกินครึ่งปีแล้วสินะ  นิยายเรื่องที่สามและสี่ยังไม่ได้เริ่มซะทีเลยค่ะ  ตั้งใจว่าปี 2569 จะเขียนสองเรื่องพร้อมกัน แต่นี่ยังนั่งแก้เรื่องเก่าอยู่เลย เฮ้อ...

แต่เรื่องที่สามกับเรื่องที่สี่ก็มีโครงเรื่องที่ชัดเจนมากพอจะเริ่มเขียนได้บ้างล่ะค่ะ

....

ว่าแล้วก็ต้องฮึดสู้กันต่อไป

....

ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ 


 

มิถุนายน 18, 2569

ร้าวแล้ว-ร้าวได้อีก

 


นี่มันก็กลางปีแล้วสินะคะ รู้สึกว่าปีนี้ผู้เขียนยังเจออะไรหนักๆแบบเข้ามาเรื่อยๆ จนต้องขึ้น caption ข้างบนเอาไว้ตามนั้น คือ ร้าวแล้ว-ร้าวได้อีก

อะไรจะรุนแรงต่อใจได้เท่ากับพายุค่าใช้จ่าย  ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เริ่มด้วยเครื่อง Printer เสีย, กล้องถ่ายรูปเสีย, แมวป่วยไปสองรอบ ตอนนี้กล้องที่พึ่งซ่อมไป หมดระยะประกันการซ่อมไปแล้ว ดันมาออกอาการรวนๆอีก แถมซอฟแวร์ที่ต้องใช้งานเกี่ยวกับตัวกล้องก็ออกอาการใช้ได้ประมาณชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็ดับไปเองซะงั้น

คราวก่อนที่ส่งศูนย์ของแบรนด์กล้อง ก็ต้องจ่ายค่าเปลี่ยนเมนบอร์ดกล้องเลยทีเดียว หมดไปเยอะค่ะ นึกว่าซ่อมศูนย์อะไหล่แท้แน่นอนจะเสถียร  กลายเป็นว่าดวงชะตาของเรามันอาจไม่ดีซะเอง ดันมาทำท่าจะเสียอีกรอบ

ผู้เขียนนั่งถามตัวเองว่า แล้วคราวนี้จะเอาไงต่อ... 

ก็คิดว่าทนใช้ไปทั้งสภาพนั้นก่อน ปรับตัวนิดหน่อยใน work flow การทำงานของตัวเอง ก็พอจะแก้ปัญหาไปได้ อะไรที่มันไม่สมบูรณ์แบบก็มองข้ามมันไปเสียบ้าง

ที่ผ่านมาความที่ตัวเองชอบทำอะไรให้มันดีที่สุดเสมอๆนั้น เป็นตัวที่ทำให้เกิดความทุกข์ล่ะค่ะ

ในแง่การทำงานในองค์กรเราอาจจะขึ้นมายืนแถวหน้าๆได้ เพราะต้องอึดถึกเข้าไว้  เพื่อให้ได้คุณภาพงานอันยอดเยี่ยม แล้วก็ได้รับการมองเห็นจากคนระดับบนๆว่าคนนี้ใช้ได้  เราถึงได้ level up ตัวเอง ได้เงินเดือนขึ้นตัวเลขดีๆ ได้โบนัส ฯลฯ

แต่พอกลับมาในโลกใหม่ โลกนอกองค์กร...แม้เราจะทำเท่าไหร่  ก็เหมือนไม่ได้รับการมองเห็นจากใครเลยค่ะ

ตอนนี้เริ่มจะคิดแล้วล่ะค่ะ...อีกไม่ช้าไม่นานหรอก ฉันคงจะต้องเลิกทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำอยู่นี้  

ทุกอย่างมันมีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะโปรแกรม หรือ Knowledge ผู้เขียนนั่งคำนวณๆดู อีกหน่อย Microsoft word ก็คงต้องเลิกใช้ มาใช้ Google Docs รวมทั้งพวก Excel ด้วย ส่วนใหญ่หลัง early retire มาก็ใช้แค่สองโปรแกรมนี้ละค่ะ ที่ช่วยทำงานพวกเขียนนิยาย กับงานคำนวณทั่วๆไป ส่วน Power Point เขามีมาใน Set แต่เราก็ไม่ได้ใช้

ส่วนชุด Creative Cloud ที่ใช้ทำงานอีกด้าน ทุกวันนี้ก็ต้องจ่ายเป็นรายเดือน อีกหน่อยก็ต้องเลิก ถ้าขืนรายได้มันไม่สามารถจะเลี้ยงตัวมันเองได้ โปรแกรมฟรีก็มีให้ใช้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนค่ะ เช่น Affinity เป็นต้น 

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้เขียนจะต้องดิ้นรนในการฝึกฝนโปรแกรมมากมาย เพราะไม่รู้ว่าวันไหนเราอาจไปต่อไม่ไหวกับโปรแกรมมืออาชีพที่แสนจะสุดยอด... เราก็จะพออยู่ได้บ้าง  กับโปรแกรมฟรี 

อย่างน้อยเราใช้โปรแกรมสุดยอดที่เราเคยใช้ก็สอนอะไรให้เรามากมาย มีเทคนิควิธีที่อาจจะเหมือนกันแต่ถูกเรียกชื่อต่างกันในอีกโปรแกรม ทว่าการทำงานพื้นฐานก็เรียกได้ว่าทำได้เหมือนกัน อยู่ที่ user ว่าจะเข้าใจแค่ไหน

การสร้างทักษะให้ตัวเองจึงเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุด...และผู้เขียนก็เชื่อใน "ทักษะ" มาตั้งแต่สมัยยังทำงาน 

ไม่อยากทิ้งงานที่เรารัก แต่ถ้ามันถึงจุดที่บุญเก่าไม่เหลือจริงๆ เราก็ต้องยอมแพ้...กระมัง

ตอนนี้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทุกวัน ก็เริ่มมีเสียง Harddisk ดังคลิกๆๆ เป็นระยะ สัญญานแบบนี้ไม่ค่อยจะดี  เหมือนเขากำลังบอกเราว่า ฉันใกล้จะไปแล้วนะเธอ...เตรียมตัว เอ๊ย...เตรียมเงินไว้หรือยัง5555

กว่าจะคล่องแคล่วชำนาญการในการใช้โปรแกรม เครื่องก็กำลังจะพังพอดี แบบนี้จะไม่ได้บ่น ว่าร้าวแล้ว...ยังร้าวได้อีกได้ยังไงคะ 

คำว่าโอกาสสุดท้าย ผู้เขียนใช้เป็นประจำค่ะ ตั้งแต่ออกจากงานมา มันคือต้องตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง ใช้ชีวิตเหมือนคนหลังพิงฝา  แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็พบว่าโลกนอกบริษัทมันกว้างใหญ่ไพศาลมาก  ต่อให้สู้เต็มที่ยังไงก็เหมือนไม่ค่อยเป็นผลสักเท่าไหร่...

ในขณะที่ต้องเดิมพันด้วยทุนส่วนตัว และเวลาที่ผ่านไป อายุที่ผ่านไป และสภาพร่างกายที่ต้องเป็นไปตามอายุขัย

โลกไม่ได้โหดร้ายหรอกค่ะ  เพราะโลกก็หมุนไปตามแรงเหวี่ยงของเขา เพียงแต่เราต้องยอมรับความจริง...

เมื่อ "มี" ต้องคู่กับ "หมด"... ไม่มีสิ่งใดยั่งยืน

รู้สึกวันนี้จะออกแนวหดหู่ไปสักหน่อย ต้องขออภัยผู้อ่านค่ะ 5555

นี่เป็นความ realistic ของชีวิต ผู้เขียนกำลังพยายามทำตัวนิ่งๆให้มากที่สุด และมองโลกตามความเป็นจริง...ว่าจะอยู่ยังไงต่อไป ให้ยังได้เขียนนิยาย ได้ทำงานศิลปะต่อไป

เว้นวรรคให้กับชีวิตสักเล็กน้อย...เผื่อว่าจะมองอะไรได้ชัดเจนนะคะ




ขอบคุณทุกท่านที่กรุณาติดตามชีวิตผู้เขียนค่ะ





พฤษภาคม 28, 2569

ทางผ่าน...ไม่ใช่ทางแยก

 


หลังจากเขียนนิยายเรื่องล่าสุด เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ จบลงไปแล้ว ผู้เขียนก็พักใจได้เพียงแค่สัปดาห์หรือสองสัปดาห์ เพราะในหัวเริ่มคิดต่อว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป...เขียนเรื่องใหม่ หรือ...พักก่อน

จากที่ก่อนหน้าบ่นกับตัวเองว่าเหนื่อยมากกับการเขียนนิยายให้จบสักเรื่อง เรียกได้ว่าบนตั้งแต่เริ่มเขียนสักพักในช่วงตอนต้น  สำหรับคนเขียนจะรู้สึกมาก  ว่าเรื่องและตัวละครมันลอยๆยังไงชอบกล  อาจจะเหมือนละคร EP. แรกๆที่นักแสดงกับบท หรือด้วยเงื่อนไขอื่น ที่ทำให้ทุกคนยังไม่เข้าขากัน หรือยังไม่เข้าถึงบทบาท

สำหรับนักเขียนที่ต้องหยิบยกแง่มุมต่างๆมาเขียนเพื่อปูพื้นให้เรื่องมันดำเนินต่อไปได้อย่างมีเหตุผล  พบว่านักอ่านบางท่านก็อาจหายไปตั้งแต่สองสามบทแรก5555 เพราะว่าเหมือนเรื่องมันไม่เดิน  อาจจะน่าเบื่อ และไม่มีลุ้นอะไรให้ตื่นเต้น

ผู้เขียนก็ได้แต่นั่งมองยอดวิวอันต่ำเตี้ยเรี่ยดินตาปริบๆ แบบว่าทำอะไรไม่ได้

Let it go and Let it be

นักอ่านจะโผล่กันมาใหม่ตอนเกือบกลางเรื่อง เหมือนกลับมาเช็คว่าเรื่องนี้ไปถึงไหน และยอดจะเริ่มมากขึ้นหน่อยในช่วงใกล้ปิดปมปัญหาสำคัญ

ที่พูดไปทั้งหมดคือยอดอ่านฟรีนะคะ5555  ไม่ค่อยมียอดเงินค่ะ

ดังนี้แล้วในฐานะคนเขียน  ซึ่งเครียดทั้งสังขาร และแรงใจค่ะ คือแนวงานของเรามันไม่ใช่แนวติดตลาด เช่น นิยายจีน หรือนิยายวาย เกิดมียอดจ่ายเพื่ออ่านขึ้นมาบ้าง ก็เหลือเพียงน้อยนิด จนเรียกได้ว่า ถ้าไม่ได้รักการเขียนจริงๆ ก็ควรไปหาอย่างอื่นทำเถอะ

และยังไม่ทันที่จะหายใจได้เต็มปอด โลกภายนอกก็ไม่ได้รอให้เราเหนื่อยเสร็จก่อน เพราะไหนจะเดี๋ยวนี้มีประเด็นใหม่เข้ามา disrupt...

ก็คือมีบางคนใช้เอไอ generated นิยายออกมาโดยไม่ได้เขียนเอง ทำให้มีนิยายใหม่ๆหลั่งไหลออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว

ในทางอัลกอริทึ่มของ platform ก็จะดันงานใหม่ขึ้นให้นักอ่านได้เห็น งานที่เก่ากว่า(ที่มีทั้งมนุษย์เขียนและเอไอเขียน) จะถูกดันออก เพราะกลายเป็นงานเก่าอย่างรวดเร็ว

ใครมันจะไปเขียนทันเอไอได้ล่ะคะ...

ปรากฎการณ์คล้ายๆกันเกิดขึ้นในหลายวงการที่เกี่ยวกับงาน creative เช่น ภาพประกอบ ภาพถ่าย เพลง น่าจะทำเอาผู้สร้างสรรค์งานเจ็บจุกไปตามๆกัน

แล้วควรจะทำอย่างไรต่อไป...?

ก็คิดว่าไม่ต้องไปทำอะไรหรอกค่ะ  ปล่อยให้เป็นไปแบบนี้แหละ 

เมื่อถึงเวลาผลงานจะออกมาพิสูจน์ตัวเอง

เมื่องานที่คุณภาพไม่ตรงตามต้องการมีมากจนล้น  งานที่ดีจะค่อยๆฉายแสงค่ะ  (อันนี้ไม่ได้พูดถึงงานตัวเองนะคะ)

มนุษย์ก็มีหน้าที่แบบมนุษย์ อย่าหยุดพัฒนาตัวเองเท่านั้นพอค่ะ  แม้ว่าเราไม่ได้พัฒนาได้ก้าวกระโดด แต่ความ dynamic แบบมนุษย์จริงๆมันก็มีเสน่ห์ค่ะ คือ มากไปบ้าง น้อยไปบ้าง ที่แน่ๆคือถ้าเราหยุดพัฒนาเมื่อไหร่ เราคงจะยิ่งตามโลกไม่ทันไปกันใหญ่

เอไอก็มีส่วนดีมากมายค่ะ  มองเขาเป็นเครื่องมือ เครื่องทุ่นแรง  เหมือนเดี๋ยวนี้ใครจะไปหาเบอร์โทรศัพท์จากสมุดหน้าเหลืองหรือ yellow pages กันล่ะ เขาก็ search google กันทั้งนั้น  คนไหนอยากหาอะไรที่คำตอบมันกว้างขวางกว่าแค่เบอร์โทร  ก็ถามคุณเอไอ จะเหมือนถามเรื่องเดียวแต่ได้คำตอบกว้างขวางกว่าที่ถามไป

เราห้ามความเจริญก้าวหน้าของโลกไม่ได้  เช่นนั้นก็เหมือนสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเหมือนทางผ่านที่เราต้องพบเจอระหว่างทางค่ะ

มองเป็นทางผ่านซะงั้น...ไม่ต้องคิดแบบเลือกข้างเสมอไป ว่าฉันไม่เอาAi  หรือฉันจะมุ่งไปทาง Ai อย่างเดียว

เรียนรู้เอาไว้ก็ไม่เสียหลายสิคะ...

พูดถึงเอไอแล้วก็นึกถึงตัวเองขึ้นมา เพราะช่วงเตรียมนิยายเรื่องใหม่ของผู้เขียนก็ต้องพึ่งเขาเหมือนกันค่ะ

วกมาเรื่องของผู้เขียน  ช่วงเตรียมนิยายเรื่องใหม่ของผู้เขียนก็ต้องหาข้อมูลเยอะมากค่ะ ตั้งใจว่าเป็นนิยายแนวย้อนยุค555 ย้อนไปยุค 80s ที่ไม่มีอินเตอร์เนต ไม่มีโทรศัพท์มือถือ 

อ้าว...นั่นก็เป็นช่วงชีวิตที่ผู้เขียนเพิ่งเรียนจบและเริ่มทำงานใหม่ๆ 555 เรียกได้ว่าย้อนไปโลกสมัยตัวเองยังเป็นวัยทำงานตอนต้นสิคะ  ขนาดว่าใช้ชีวิตร่วมสมัยมาแล้ว  ถึงตอนนี้ยังลืมหลายๆเรื่องไปซะแล้วสิ

ช่วงนั้นมีเพจเจอร์ใช้ก่อนค่ะ  เวลาจะฝากข้อความต้องโทรเข้าพวกโอเปอร์เรเตอร์ แล้วเขาจะยิง text เข้าเครื่อง พอข้อความส่งเข้ามา เพจเจอร์จะสั่นและดังติ๊ดๆๆๆๆ ถ้าข้อความยาวเกินกำหนด จะตัดข้อความเป็น 2 ท่อน ต้องส่งสองครั้ง โดนคิดเงินเพิ่มอีก...😅

ขนาดว่าตัวเองร่วมสมัยด้วยแท้ๆ หลายเรื่องยังจำผิดจำถูก ก็ต้องพึ่งพาคุณเอไอเหมือนกันค่ะ แถมคุณเอไอให้ข้อมูลมาแบบเป็นระบบ แต่ก็ต้องระวังค่ะ...บางเรื่องก็ผิด 5555

ที่เรารู้ว่าผิด ก็เพราะเราอยู่ในยุคนั้นมาจริงๆน่ะสิคะ 

ประสบการณ์ตรงนี้เองที่ย้ำเตือนได้ดีที่สุดว่า... Ai can make mistake...

นิยายเรื่องใหม่ยังอยู่ในระหว่างพัฒนา Plot  และจะเขียนโดยไม่ลง platform นะคะ 

เพราะอย่างที่บอกไปข้างต้น...ว่ามันกดดันมากและเสียสุขภาพ และไม่ได้อะไรขึ้นมาค่ะ

ไว้เขียนใกล้จบ หรือจบเรื่องโดยสมบูรณ์ จะค่อยนำมาลง ซึ่งโดยเฉลี่ยผู้เขียนก็เขียนเป็นปี ฮ่าาาา  แต่จะแอบเอามาปล่อยใน Blog เป็นช่วงๆค่ะ 

เพื่อให้ทราบว่ายังเขียนอยู่นะคะ ยังไม่ได้หายไปไหน

เดี๋ยวนี้แม้แต่ Plot ก็ยังมี Case ว่ามีการขโมยได้ ไหนจะชื่อเรื่อง ชื่อตัวละคร โอ๊ยยยย อะไรมันจะขนาดนั้นล่ะวงการนี้ เอาเป็นว่าเขียนจบทีเดียวค่อยปล่อยดีกว่าค่ะ



ทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ค่ะ  Ai can make mistake...และ คนใช้ Ai ต้องมีภูมิคุ้มกันว่าสิ่งใดที่เอไอบอกมามันใช่หรือไม่ใช่


ขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านนะคะ เจอกัน Post หน้าค่ะ


พฤษภาคม 07, 2569

และแล้ว...นิยายก็จบ

 


เขียนนิยายจบไปอีกหนึ่งเรื่องแล้ว...ไชโย้

อยากจะร้องตะโกนดังๆเลยค่ะ แต่คงได้แค่คิด เพราะขืนทำอย่างนั้นออกมาก็จะอาจรับตัวเองไม่ได้5555  ปกติเป็นคนไม่ยอมแสดงออก ไม่ใช่ไม่กล้า หรือไม่มั่นใจในตัวเอง แต่เป็นเพราะพอแก่ตัวลง ก็รู้ว่า ดีใจไปก็เดี๋ยวเดียว แล้วมันก็จะผ่านไปอีก

เคยไหมคะ เวลาดีใจมากๆ พอสักพัก กลายเป็นหดหู่ อ้าว... เลยต้องนั่งมองความดีใจ 

กว่าจะจบได้  ก็เขียนมาปีเศษ ตั้งใจว่าจะเขียนให้เร็วขึ้นกว่าเดิม กลายเป็นช้ากว่าเดิมเล็กน้อย เพราะมีเหตุอันเข้ามาขัดจังหวะ  ก็ต้องฝ่าด่านอรหันต์ (สำนวนหนังจีนในยุค 80s หมายถึงด่านอุปสรรค์ที่จอมยุทธต้องแก้ปัญหาและฝ่าฟันเข้าไปในสำนักวัดเส้าหลิน)

และแล้วจอมยุทธหญิงคนนี้ก็ฝ่าด่านเข้าไปสำเร็จ ได้นิยายมาเป็นของตัวเองอีก 1 เล่ม (เดี๋ยวค่อยพิมพ์เล่ม)

ใครไปแอบส่องร้าน BooksCottage ก็คงจะพบว่าร้านนี้ยังเงียบ no change 5555 คือนิยายเรื่องปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว ยังตรวจพิสูจน์อักษรไม่เสร็จ คือ เกรงใจคนจ่ายเงินซื้อ และสงสารตัวเองที่ไม่มีทุนขนาดไปจ้างเขาตรวจให้ เพราะได้ข่าวว่าเขาคิดกันหน้าละ 5 บาท คิดดูว่านิยายหนาเกือบ 400 หน้าจะเป็นค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ สำหรับคนเกษียณไร้บำนาญ ก็นับว่าเอาเรื่องนะคะ 

หรือว่าจะทำรุ่น limited คือขออนุญาตมีคำผิดนิดหน่อยนะคะ เพราะว่าคนเขียนตรวจเอง ดีไหม อิอิ มีน้องๆที่เคยทำงานด้วยกันติดต่อขอซื้อเป็นคนแรกแล้ว 

เออ...จะขายได้แค่คนรู้จักหรือเปล่านะ แบบว่าน้องๆอยากสนับสนุนพี่ และอยากได้เป็นที่ระลึก เผื่อคนขายเกิดดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมา5555

สำหรับคนเขียนมีผลงานขึ้นมาอีกเล่มก็ดีใจมากแล้วค่ะ  พอประกาศปิดเรื่อง เปิดเครื่องหมายว่า "จบ" เท่านั้นแหละ คนเข้ามาอ่านถล่มทลาย ชนิดที่ว่าเขียนให้อ่านฟรีมาตั้งปีนึง ใยจึงไม่มาอ่านกันเน้อ

อาจเป็นเพราะนักอ่านทั้งหลายคงโดนทำให้ผิดหวังบ่อยๆ หลายเรื่องเขียนยังไม่จบ  ติดเหรียญไปด้วยระหว่างการเขียน  และน่าจะส่วนมากที่เป็นวิธีนี้  พอสุดท้ายเกิดเขียนไม่จบขึ้นมา แปลว่าเงินที่นักอ่านจ่ายไปตอนต้นเรื่อง ก็เป็นอันเก้อ แล้วอย่างที่เคยบอกค่ะ การเขียนให้จบไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเปิดเรื่องใหม่เวลาอารมณ์กำลังพุ่งปรี๊ดว่าอยากเขียนนั้นมันง่าย

หลายคนพอเขียนเรื่องหนึ่งไม่จบ ก็หนีไปเปิดเรื่องใหม่ต่อ 

ความโชคร้ายกลับไปอยู่ที่คนอ่านแทน  ดังนั้นแล้วใครประกาศว่าเรื่องนี้เขียนจบได้  นักอ่านก็เลยแห่กันมาค่ะ

โธ่ มีคนเข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ว...

ผ่านไปไม่ทันไร หลังจากเพิ่งดีใจ ความอยากเขียนเรื่องใหม่มันก็มาในทันที5555

คือเริ่มวางโครงสร้างเอาไว้บ้างแล้วค่ะ แต่ยังไม่ครบ และยังไม่รู้จะเริ่มเขียนเมื่อไหร่ และที่สำคัญคือคราวนี้จะไม่ยอมกดดันชีวิตด้วยการเขียนไปด้วย ลงรายตอนไปด้วยแล้วนะคะ (ทำเสียงจริงจังค่ะ)

คือมันไม่คุ้มกับการเสียสุขภาพ/สังขาร 

ที่สำคัญคือ ไม่ได้เป็นนักเขียนปากกาทองที่เขียนแล้วคนอ่านหลักล้านวิว และ pay ให้กันกระหน่ำจนมีกินมีใช้ มีบ้าน มีรถ


ตอนที่ 79 ของพันธนาการรัก ขอสลักเอาไว้แนบใจ (2568) ทำเอาผู้เขียนป่วยไปสองสัปดาห์ ระบบย่อยอาหารรวนค่ะ ถ้าใครติดตามไปอ่านจะเห็นว่า update ห่างกันเป็นเดือน คือช่วงนั้นทานอะไรก็ปวดท้อง เวียนหัว ผู้เขียนก็เลยเข็ด

อีกทั้งตอนเขียนเรื่อง ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว (2567) ก็ทำให้ผู้เขียนปวดหลัง ปวดคอ และไมเกรนขึ้นเป็นระยะ

เดี๋ยวนี้เห็นชุมชนนักเขียนใน tiktok เขาบ่นกันมาก เรื่องมีนักเขียนบางคนให้ Ai ช่วยเขียนให้ สำนวนภาษาประหลาด และเนื้อเรื่องมีความวกวน จนนักอ่านบางคนเริ่มจับได้5555 ว่ามันดีเกินจริง และขาดความเป็นมนุษย์ คือมันดีจนแข็งทื่อ ชวนให้สงสัย

เดี๋ยวนี้ Ai ก็เข้ามามีบทบาทแทบทุกวงการ เราก็ต้องอยู่ร่วมกับเขาแหละค่ะ เขาก็มีข้อดีมากมาย และถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยมนุษย์ เราคงต้องหนีไปอยู่ดาวอังคาร (ซึ่งตอนนี้ยังไม่พร้อมให้อยู่) ถ้าจะไม่อยากให้ Ai เข้ามาอยู่ใกล้ๆ

สำหรับ ปี 2569 ผู้เขียนคงจะยังอยากมีนิยายของตัวเองไว้อีกสักเรื่อง เป็นเรื่องที่ 3 ค่ะ

และจะนำมาเล่าสู่กันฟังใน Blog นี้ไปก่อนจะลงตอนจริงใน Platform นิยายออนไลน์นะคะ คือจะได้ไม่ต้องกดดันตัวเองเกินไป จริงๆก็ทำ Facebook Fanpage เอาไว้ แต่ไม่ค่อยจะไป post อะไร (อ้าว) เพราะยังเริ่มต้นไม่ถูก5555 กับไม่ค่อยได้เข้า Facebook อันนี้เรื่องจริง

ความอยากเริ่มตอนที่ 1 ของเรื่องใหม่มันก็มีมากอยู่นะคะ แบบไฟแรง (ต้องแรงไว้ก่อน)

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร และเกี่ยวกับอะไรนั้นจะทะยอยมาหยอดให้ฟังนะคะ


ท้ายนี้ก็ขอขอบคุณที่มาอ่าน Blog เล็กๆอันนี้ค่ะ









เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ

เมษายน 22, 2569

หลบความร้อนไปหาที่เย็น

 


อากาศกรุงเทพช่วงนี้มันช่างร้อนเเหลือเกินสิคะ ผู้เขียนต้องทนนั่งในห้องทำงานซึ่งอากาศอบอ้าวมาก

เพราะห้องนี้เเป็นส่วนต่อเติมจากตัวบ้านหลักอีกที คือเอาพื้นที่เดิมที่เป็นใต้ระเบียงมาทำเป็นห้องนั่นหละค่ะ  ก้อเห็นว่าหลายบ้านก็ต่อเติมประมาณนี้ พอดีมีส่วนพื้นที่ยื่นออกไปด้านหลังอีกหน่อย จะได้กว้างขวางมากขึ้น แล้วส่วนนั้นก็ต้องมุงหลังคาด้วยแผ่นเมทัลชีท  พอดีงบจำกัด และตอนนั้นยังไม่มีเรื่องการ early retire เข้ามาในชีวิต ผู้เขียนก็เลยคิดว่าเอาแค่นี้ไปก่อน ฝ้าก็ยังไม่ต้องมีก็ได้ เพราะว่าห้องนี้เหมือนห้องที่ต้องเดินผ่านออกจากบ้านไปสู่ที่จอดรถของบ้านอีกที  คือประมาณว่าฉันแค่เดินผ่านเพราะต้องไปทำงานทุกวัน ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรกับห้องนี้เท่าไหร่ เสาร์อาทิตย์ก็ยังออกนอกบ้านอยู่ดี  กลายเเป็นว่าห้องนี้ในตอนนั้นก็ใช้วางข้าวของที่ล้นออกมาจากห้องนอน

ทว่า...โชคดีที่ผู้เเขียนยังติดแอร์ระดับ heavy duty เอาไว้ด้วย ช่างที่มาปรับปรุงพื้นที่ถามว่าไม่ทำฝ้าเหรอ เดี๋ยวจะร้อนหน่อยนะ ผู้เขียนก็บอกว่า เอาไว้ทีหลังก่อน ห้องนี้ไม่ค่อยได้ใช้ทำอะไรเท่าไหร่ ไม่ค่อยได้อยู่ ว่างั้นเถอะ 

ตอนนี้ได้แค่นึก...ไม่น่าเลย

กลายเป็นว่าชีวิต 90 เปอร์เซนต์ของหลังเกษียณผู้เขียนนั่งทำงานในห้องนี้

คือห้องมันกว้างกว่าห้องเดิมที่เป็นห้องนอน พอให้วางโต๊ะวางทีวี วางอะไรได้เยอะอยู่ค่ะ คิดดูว่าผู้เขียนสามารถมีเตาอบขนมเตาใหญ่ได้ มีโต๊ะสำหรับทำเบเกอรี่ได้ นอกจากนี้ยังมีโต๊ะคอมพิวเตอร์ โอ๊ย...แต่ว่ามันไม่พอสำหรับคนสร้างสรรค์อย่างผู้เขียนหรอกค่ะ 5555 อย่าให้บอกเชียวว่าผู้เขียนทำอะไรบ้าง

อากาศร้อนจนทำอะไรแทบไม่ได้ จะเปิดแอร์ช่วงกลางวันก็กลัวค่าไฟแพง สรุปว่าวันๆแทบจะไม่ได้ทำอะไร บางทีต้องหนีกลับเข้าไปห้องนอน เพราะเย็นกว่า

ค่อยมาเปิดแอร์ช่วงเย็นๆค่ะ หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าจะหมดไปอีกวัน เครียด...จะออกไปตากแอร์ตามห้างสรรพสินค้าเหมือนแต่ก่อนก็ไม่อยากไป  ไหนจะเปลืองค่าน้ำมัน ไหนแมวจะต้องกินข้าว สุดท้ายก็นั่งทนร้อน เอาพวกรูปมาตัดแปะสมุดคลายเครียดค่ะ

ทั้งแปะ ทั้งระบายทับ ขนสีไม้ที่ซื้อเอาไว้สมัยยังอู้ฟู่มาใช้  โอ้โห ซื้อมาเยอะมาก ยังเคยแซวกันเเองระหว่างพี่ที่ทำงานคนหนึ่งค่ะ ว่าเราสองคนซื้ออุปกรณ์มาเรียกว่าตายไปก็ใช้ไม่หมด5555

ทุกวันนี้เห็นพี่เขาใน facebook ว่าแข็งแรงดี เห็นออกงานวิ่งมาราธอนอยู่เเรื่อยๆ 

ส่วนตัวผู้เขียนเก็บตัวเงียบเชียบ วันๆต้องคิดแต่เรื่องทำมาหากิน นี่ละ ชีวิตหลัง early retire ของคนที่ต้องเลี้ยงตัวเอง (แล้วยังจะมีแมวอีก)

ภาพตัดแปะ theme วินเทจเป็นของชอบของผู้เขียนเลยค่ะ เผื่อใครชอบเหมือนกันคอยติดตามนะคะ จะทำ collage sheet แจกฟรี  ให้มา download กันไปตัดปะสมุด




เดี๋ยวนี้เเห็นใน tiktok ก็มีคนเเริ่มมาทำพวกนี้กันมากขึ้น แต่บางทีก็เเรียก junk journal บ้าง ส่วนมากก็เอาพวกกระดาษนิตยสารบ้าง กล่องขนมบ้าง จริงๆแล้วก็กระดาษทุกชนืดแหละค่ะ แล้วแต่ใครชอบแบบไหน

พอได้ตัดกระดาษด้วยกรรไกร  จิตใจเราจะค่อยๆสงบ เลิกยุ่งกับเทคโนโลยีชั่วคราว

โลกยุคนี้มันสะดวกสบายเกินไปแล้ว ข้าวของหลายอย่างก็ถูกลงมาก โดยเฉพาะของที่มาจากประเทศจีนค่ะ

ผู้เขียนมาเริ่มทำพวกงาน scrapbook จริงจังก็ประมาณปี 2009 เป็นต้นมา ช่วงนั้นมีแต่ของจากฝั่งอเมริกา  ผู้เขียนก็ยังอุตส่าห์ดั้นด้นซื้อมาจาก ebay ราคาก็ไม่เบานะคะ  แพงอยู่  แต่ขอบอกเลยว่าคุณภาพดีมาก  คือผ่านมาปีนี้ 2026 พวกกระดาษลายสวยๆที่ซื้อเก็บเอาไว้สียังสดใหม่เหมือนเดิม  

พวก tools ต่างๆ ไม่ว่าจะกรรไกร หรือพวก paper punch นี่ก็ทนทานมาก ถ้ามาซื้อตอนนี้คงไม่มีปัญญาซื้อ ก็นับว่าตัวเองคิดถูกที่ซื้อซะเต็มที่เลยค่ะ ประมาณว่ากลัวต่อไปจะไม่ได้ซื้อ หรือซื้อไม่ได้ ยังกับมีลางสังหรณ์

เวลาไปรื้อกล่องดู ตัวผู้เขียนยังตกใจเอง ว่าทำไมมันเยอะอะไรไปหมด555  แต่ก็อุทานกับตัวเองอย่างมีความสุขนะคะ เพราะฉันชอบของพวกนี้

ฉันไม่สนใจพวกกระเป๋าแบรนด์ หรือของหรูหรา แต่ชอบเครื่องเขียน อุปกรณ์ประดิดประดอยนี่ละ



Link Free Download : JPG

https://drive.google.com/file/d/16s3yu4yZrrcHdB83-NzsN4cdklH-si1d/view?usp=sharing

ส่วนใครขี้เกียจตัดกระดาษแปะด้วยกาวแล้วกาวเลอะมือ หรือกลัวทากาวไม่ทั่วก็แนะนำให้ print ลงบนกระดาษสติ๊กเกอร์ inkjet ได้นะคะ สะดวกมาก ผู้เขียนแนะนำซื้อตาม Link ด้านล่าง เป็นเกรดปกติ ใช้แล้วสีสดและกันน้ำได้ในระดับหนึ่ง (แบบ 10 แผ่นต่อกล่องก็มีนะคะ เดี๋ยววันหลังหา link มาให้ อีกที)

https://s.shopee.co.th/BQQUjoP30

แบบพรีเมี่ยมกว่า print ออกมาสีสดกว่าก็มีค่ะ


ว่าแล้วก็ขอตัวไปตัดรูปไว้แปะสมุดต่อนะคะ...ไว้เจอกันใหม่ post หน้า


มีนาคม 26, 2569

ทักษะการรับฟังข่าวร้าย

 


ชีวิตก็คือชีวิตค่ะ ผู้เขียนคิดว่าอยากจะเล่าเรื่องทักษะที่ควรมีเอาไว้ติดตัว ยามเมื่อต้องพบเจอกับสิ่งที่ไม่ได้พึงปรารถนา แต่มันก็โถมเข้าหาเรา...อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับระลอกสึนามิ

เรื่องเจ้าแมวไข่เจียวเพิ่งหายจากติดเชื้อบาดทะยักได้เพียง 1 เดือน  คราวนี้สร้างเรื่องใหม่ให้ผู้เขียนต้องทำใจอีกแล้ว

อันว่าการอุปการะลูกแมวจรโดยที่โครงสร้างพื้นฐานตัวเองไม่พอนี่ก็เป็นบทเรียนสำคัญ

หมายความว่าไม่ได้คิดไกลไปว่าเวลาแมวป่วย เกิดต้องแยกขัง แล้วไม่มีที่ให้ขัง จะทำอย่างไรต่อไป

แต่ก่อนเลี้ยงสุนัข  ทางบ้านเลี้ยงเพื่อกันขโมยโดยให้อยู่นอกบ้าน ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนรับรู้ และสมัยก่อนผู้เขียนยังทำงานประจำมีรายได้  วันๆก็อยู่แต่ที่ทำงาน เสาร์อาทิตย์ก็อยู่นอกบ้าน ไปโน่นนี่ ไม่เคยได้ใกล้ชิดสัตว์เลี้ยงเท่าไหร่ เพียงแค่เห็นเขามานั่งรอหน้าประตูตอนค่ำทุกวัน กับตอนเช้าวิ่งไปส่ง แค่นี้ก็ทำให้รู้สึกว่าการมีสัตว์เลี้ยงนั้นมันดี  และเมื่อมาถึงระยะเวลาหนึ่ง เขาก็แก่ชราและจากไปตามวาระ ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรดราม่าเท่ากับการเลี้ยงแมวเลยค่ะ

วีรกรรมเด็ดของสุนัขก็มี ใช่ว่าจะราบรื่น น้องเงิน (อ่านต่อเรื่องน้องเงิน) สุนัขตัวสุดท้ายที่ทางบ้านคิดจะเลี้ยง บางทีเขาก็ออกไปกัดคนที่คิดว่าไม่น่าไว้ใจ5555 เช่น คนแต่งตัวเหมือนคนทำงานก่อสร้าง อะไรประมาณนี้ ทางบ้านต้องตามไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าทำขวัญให้อยู่หลายครั้ง

ใหญ่สุดคือไปกัดสุนัขพันธุ์เล็กที่เจ้าของอาจไม่รู้ว่ามีหมาใหญ่อยู่แถวนั้น กัดจนน้องหมาเขากลับดาว  ผู้เขียนเองก็เข้าใจว่าน้องเงินเคยนอนเล่นกับตุ๊กตาหมาน้อยตอนเขายังเด็ก  อาจจะคิดว่าเป็นตุ๊กตาไหม เข้าไปงับดู แล้วงานนั้นก็ถูกเรียกค่าชีวิตหมาพันธุ์เล็กหลักหมื่น  ผู้เขียนต้องรีบไปรับผิดชอบ เพราะทางบ้านโกรธมากบอกว่าจะไล่น้องเงินออกจากบ้าน หรือไม่ก็เอาไปปล่อย

หมาก็คือหมาค่ะ  เขาก็คงไม่รู้เรื่อง

ความธรรมดาสามัญข้างต้นที่เล่าไป ทำให้ผู้เขียนทำใจลำบากตั้งแต่น้องไข่เจียว(แมว) อยู่ดีๆติดเชื้อบาดทะยัก (Felish Tetanus) อันเกิดได้ยากยิ่งกับแมว หมดค่ารักษาไปเกินหลักหมื่น และไม่มีใครยอมรับปากว่ารักษาแล้วจะหายไหม

ใครอยากอ่านเรื่องไข่เจียวเป็นบาดทะยักรออ่านได้นะคะ

คราวนี้พอจบเรื่องบาดทะยัก เพราะในที่สุดน้องก็รอด และกลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงแมวปกติได้เพียง 1 เดือน

คือยังไม่ทันจะพาไปทำหมันเลยนะคะ  ตั้งแต่เขาเกือบหายดี เขาก็แหกกรงออกไปเที่ยวนอกบ้าน แถมกลับบ้านวันเว้นวัน  เว้นสองวัน  กลับมาก็หิวโซ  กินไม่ยั้ง  กินแล้วนอน พอหัวค่ำก็ออกไปอีกค่ะ

โครงสร้างพื้นฐานไม่เหมาะกับการเลี้ยงแมวเริ่มแสดงปัญหา คือ ไม่สามารถถถเลี้ยงแบบปิด คือให้อยู่ในห้อง หรือในบ้าน  ก็บ้านไม่มีห้องเหลือสำหรับแมวอยู่ค่ะ นอกจากต้องทำกรงใหญ่ให้อยู่นอกบ้าน ซึ่งต้องใช้เงินอีกจำนวนพอสมควรเลย แถมเราเป็นผู้อาศัยพ่อแม่อยู่  บางทีเราก็ไม่ได้มีสิทธิจะทำอะไรก็ได้ใช่ไหม

ในเมื่อออกไปนอกบ้านได้ คาดว่าคงไปเปิดศึกแย่งตัวเมียตามสัญชาตญานแหละค่ะ รอบนี้กลับมาบ้านมีแผลหลายที่ ผู้เขียนก็พยามสังเกตแผล แต่สายตาคนอย่างเราที่ไม่ใช่หมอ ก็เห็นแค่ว่าบวมไหม  น้องซึมไหม อะไรอย่างนี้แค่นั้น

เหมือนมีลางสังหรณ์ไม่ดี ก็เลยโทรไปนัดทำหมัน และพาไปหาหมอเพื่อทำมันซะเถอะ กะว่าเจอหมอก็ได้ฝากดูแผลไปด้วย

เหตุการณ์ก็ประมาณว่าแผลที่ได้มาเป็นแผลโพรง  (Pocket woundต้องรักษากันอย่างหนัก สรุปต้อง admit อีก ไหนจะตรวจเลือดเพิ่ม ไหนจะค่าทำหมันอีก  โอ๊ย...ผู้เขียนนั่งฟังการประเมินค่ารักษาแล้วยอมรับว่า...ทรุด

ของเดิมเมื่อคราวโรคบาดทะยักยังไม่ทันหารายได้มาเติมเลย   ต้องมาจ่ายเรื่องใหม่อีก แค่นี้ก็เครียดแล้ว

การไม่สามารถขังเขาไว้ได้มันเป็นอย่างนี้นี่เอง 

คือน้องสีส้มเขาก็มีหนีเที่ยวแบบนี้ แต่ไม่เคยต้องพาไปทำแผลหมดเป็นหมื่นๆแบบนี้เลยค่ะ ส่วนใหญ่เห็นเป็นแผลเล็กเท่านั้น

แล้วแค่นี้ยังไม่พอ ผลเลือดออกมาอีกว่าน้องไข่เจียวไปติดเชื้อลูคิเมีย มาจากแมวตัวอื่นที่กัดกันอีก

อะไรกันเนี่ย...ผู้เขียนได้แต่ยืนนิ่งอึ้งค่ะ อาจทำหน้าเฉยๆตอนได้รับฟัง แต่ข้างในใจรู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงบนหัว 

เป็นวันที่ช่างสาหัสเหลือเกินค่ะ...

        ฉันจะอยู่กับสิ่งเหล่านี้อย่างไรดี  รู้แต่ว่าฉันทำทุกอย่างเต็มที่หมดแล้ว นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนบอกตัวเองค่ะ  ยอมรับมันว่าเกิดขึ้นแล้ว มันเกิดขึ้นได้ใช่ไหมล่ะคะ เพราะปัจจัยต่างๆเราก็รู้ดี


ผู้เขียนกลับมาบ้าน นั่งบนโต๊ะทำงาน แล้วก็นั่งคิดค่ะ  ลูคิเมียทำให้แมวอายุสั้น อาจเเหลือเวลาอยู่กับเจ้าของเพียงแค่เต็มที่ 5 ปี หมอบอกอย่างนั้นนะคะ

โธ่...นิยายพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ ตอนจบ คือตอนที่ 80 ยังไม่เสร็จซักทีล่ะค่ะ  

พายุและมรสุมชีวิตยังพัดเข้าใส่ไม่หยุด  คนเราเวลาต้องฟังข่าวร้ายควรต้องรับมือกับมันอย่างไรดีคะ...



ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ




มกราคม 29, 2569

หวังว่าความกล้าหาญจะนำพาเราไป

 



คำที่ผู้เขียนมักจะท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจเสมอๆตั้งแต่ผันตัวออกมาเป็นคนเกษียณแต่ยังเยาว์ก็คือ คำว่า "อดทน"  

คำว่า อดทน นั้นใช้กับทุกสถานการณ์ที่น่าผิดหวัง หรือไม่ได้อย่างใจคิด 

แต่ดูเหมือนว่าคำเดียวชักจะไม่พอ เลยต้องมีคำว่า กล้าหาญ เอาไว้อีกหนึ่งคำค่ะ

ยิ่งชีวิตช่วงหลังปีใหม่นี้เป็นต้นมาผู้เขียนเจออะไรหนักๆ แบบว่าสงสัยดวงจะตก แบบว่าเจอเรื่องแย่ๆตามกันมาติดๆแบบไม่พัก จนรู้สึกกว่าบางทีจะไม่ไหวแล้วนะ

เปิดไปดูสมุด sketch ของตัวเองก็ไปสะดุดเข้ากับหน้านี้พอดี  เคยทำเอาไว้ตอนไหนไม่รู้ อาจจะสองสามปีมานี่ละ  คือกะว่าจะทดลองเอากระดาษที่ใช้ทั่วไปกับพริ้นเตอร์มาลองพิมพ์สีแล้วตัดแปะดู ทดสอบกาว กับทดสอบสีอะคริลิคไปด้วยพร้อมๆกัน จะเรียกว่างาน mixed media ก็ไม่ผิดนัก

ผลการทดสอบก็คือกระดาษไม่เปื่อยคาที่ไปซะก่อน555 ด้วยตามธรรมชาติกระดาษสำนักงาน เอ4 ทั่วไปที่เราใช้กันหนาประมาณ 90 แกรม เข้าพริ้นเตอร์แล้วไม่ติดในเครื่อง พอเอามาแปะก็จะหนาๆนิดนึง มีรอยต่อให้เห็นเล็กน้อย แต่อาศัยเป็นกระดาษหาง่าย ราคาไม่แพง และเป็นมิตรกับเครื่องพิมพ์

มีกระดาษที่บางกว่าซึ่งอยากลองมาก  คงจะติดเนียนไม่เห็นรอยแน่ แต่พอบางก็เกรงว่าจะเข้าเครื่องพิมพ์ได้ไหม เดี๋ยวจะไปติดในเครื่องพิมพ์อีก เอาเป็นว่าวันไหนลองแล้วจะมาเล่าให้ฟัง

กลับไปที่เรื่องหนักๆที่วิ่งเข้าชนผู้เขียนจนไม่อาจจะเขียนนิยายต่อให้ได้อีกสักตอนสองตอน ทั้งที่ก็เขียนมาจนใกล้จะจบเต็มทีแล้ว ทว่าความวุ่นในชีวิตที่เผชิญอยู่ยังมาอย่างไม่หยุดยั้ง จนอยากจะท้อ

ก็คงต้องมีแค่ความกล้าหาญอีกหนึ่งอย่างที่นำพาชีวิตต่อไป หากเราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องแล้ว  

อันว่าสิ่งที่ดีนั้น กว่าจะทำได้จนตลอดรอดฝั่ง ก็ต้องพบกับ mission ย่อยๆ ให้ต้องเอาชนะ หรือคนยุคที่โตมากับเกมส์ออนไลน์จะเรียกว่า quest ส่วนยุคที่ผู้เขียนโตมาเรียก อุปสรรค 5555 แต่คำว่าอุปสรรคค่อนข้าง negative เขาให้เรียกว่า ความท้าทาย แทนค่ะ

เรื่องของเรื่องคือแมวที่ผู้เขียนเลี้ยงเกิดติดเชื้อบาดทะยัก (Feline Tetanus)  ซึ่งตามข้อมูลวิชาการแล้วพบว่าแมวมีภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติที่โอกาสติดเชื้อได้ยากมาก ถึงยากมากที่สุด และมีภูมิสูงกว่ามนุษย์ถึง 2,400 เท่า พูดง่ายๆคือมนุษย์มีโอกาสติดบาดทะยักได้มากกว่าแมว

ถึงแม้อาการจะเกิดเฉพาะที่ขาหลังหนึ่งข้างของแมว แต่ทำเอาชีวิตผู้เขียนเหมือนถูกสึนามิถล่ม ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายที่ต้องให้แมว admit 7 วัน ค่ายาต่างๆนานา แถมต้องขับรถไปซื้อยาเซรุ่มบาดทะยักที่โรงพยาบาลของคนเพื่อนำมาให้สัตวแพทย์ฉีดให้แมวอีกต่างหาก

ความเป็นห่วงที่มีต่อสัตว์เลี้ยงทำให้ผู้เขียนไปเยี่ยมทุกวัน ทุกครั้งที่ฟังเรื่องตัวเลขค่าใช้จ่ายก็บอกตามตรงว่าเครียดเลยค่ะ แต่ก็ต้องจ่ายใช่ไหมคะ

จนบัดนี้ความโกลาหลในชีวิตยังไม่หมด  เมื่อแมวออกจากโรงพยาบาลต้องนำมาจำกัดพื้นที่ต่อที่บ้านอีกเป็นเดือน ไหนจะค่ากรง ค่าอุปกรณ์จิปาถะ  ที่ร้ายสุดคือการป้อนยาซึ่งผู้เขียนไม่เคยทำมาก่อน และพบกับความเครียดอีกตามเคยคือ ให้ยาไม่ครบ น้องจะเป็นไรไหม

นี่เมื่อเช้าขาข้างที่เจ็บของน้องก็ดันไปติดในซี่กรงอีก เห็นเขาร้องดังสงสัยจะเจ็บ ทำเอาผู้เขียนใจหาย นี่ฉันต้องพาไปให้หมอดูแผลอีกใช่ไหม  นี่ยังไม่นับว่าหมอนัดทำโน่นนี่อีกแทบจะวันเว้นวันจนผู้เขียนต้องร้องขอชีวิต5555  จะจับแมวใส่กรงเล็กเพื่อพาไปหาหมอแต่ละทีก็ต้องมีการหลอกล่อมากมาย  บอกตามตรงว่าผู้เขียนไม่ชินค่ะ  ที่บ้านเคยเลี้ยงสุนัขมาสามรุ่น 3-4 ตัว ก็แก่ตายไปทีละตัว  ไม่ได้เลี้ยงแบบคุณหนู ไม่เห็นจะเคยต้องไปหาหมอกันถี่ขนาดนี้ 

 มีแต่ความกังวลและความกลุ้มใจทั้งนั้น ไหนจะกลัวว่าน้องจะพิการถาวร ก็จะรักษาให้ดีที่สุด แต่ก็ไม่มีใครการันตีกับผู้เขียนเลยว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร บอกแค่ว่าโรคแบบนี้รักษากันนาน ต้องรอระบบประสาทค่อยๆฟื้นฟูตัวเอง

ผู้เขียนยังแวบเข้าไปดูบ้าง  ว่าก็ยังมีคนมาอ่านนิยายที่ค้างไว้อยู่นิดหน่อย คือเขียนถึงเหมือนตอนจบ แต่ที่จริงยังไม่จบนะคะ555  ขอสารภาพว่าผู้เขียนตอนนี้สภาพจิตใจไม่พร้อม...แต่ก็จะพยายามเขียนให้ได้นะคะ รบกวนรอสักหน่อย

ดูเอาเถอะ ความอดทน ก็ยังไม่พอ ยังต้องกล้าหาญที่จะฝ่าฟันไปข้างหน้า ผู้เขียนรู้สึกหมดเรี่ยวแรงและสมองล้าไปเลย  จนต้องหันมานั่งทำงานศิลปะแทน เพื่อจะได้ไม่คิด ไม่กังวล ไม่ทุกข์

ก็ละเลงสีลงไปในสมุดสเก็ตล่ะค่ะ เอาแบบนามธรรม ดูไม่ออกมารูปอะไร เน้นคลายเครียด เพราะเครียดจริงๆ สรุปว่าทำๆไปก็รู้สึกดีขึ้นค่ะ  ไม่คาดหวังอะไร ไม่ต้องสวย ไม่ต้องมีหลักการอะไรทั้งสิ้น  ตัดๆแปะๆป้ายๆ ไปเรื่อยๆ ไม่มีจบ คือ หน้าที่เคยวาดไปแล้ว เอามาซ้ำใหม่ได้อีกนะคะ อยากทำอะไรก็ทำเลยค่ะ


พอก่อนนะคะวันนี้ ไว้เจอกัน post หน้าอีก 




Bye ค่ะ


------------------------------
สมุด sketch ริมลวดแบบที่ผู้เขียนใช้อยู่ ขอแนะนำ  ตามลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ


เนื้อกระดาษ 100 แกรม ราคาเบาๆ ไม่ถึง 1 ใบแดง รองรับการปาด ป้าย แปะ อย่างที่ผู้เขียนทำ ใช้มาหลายเล่มแล้ว เผื่อใครอยากทำตามนะคะ

มกราคม 15, 2569

งานปะติด+ชีวิตปะติด

 


ถ้าคนไหนได้ลองไปอ่าน post หมวดงาน craft DIY ของผู้เขียนก็คงจะรู้ว่าผู้เขียนทำงานศิลปะหลายแขนงมาก ตั้งแต่งานตัดกระดาษ วาดรูป ถ่ายภาพ แถมยังเลยเถิดถึงขนาดไปทำ podcast 

ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงสนุกไปหมดซะทุกอย่าง

งานปะติดก็เป็นส่วนหนึ่งที่ชอบทำค่ะ  ทำมาตั้งแต่ยังทำงานอยู่  อาศัยว่าการวาดรูปกว่าจะเสร็จรูปนึงค่อนข้างใช้เวลานาน กว่าจะได้ชื่นชมภาพที่เสร็จสมบูรณ์ ก็เลยมาทำพวกงาน collage หรืองานปะติคั่นเวลา

ที่จริงก็ได้ผลดีมาก คือ สมใจละ อยากทำอะไรก็ต้องลงมือทำทันที อย่ารอ ดูเหมือนงานปะติจะไม่ยากเท่างานวาดรูป ตัดกระดาษมาปะๆ พอทำไปทำมาก็เลยเข้าใจเรื่อง composition หรือองค์ประกอบศิลป์

พวกคำศัพท์แปลกๆทางศิลปะนี่สมัยเรียนมัธยมปลายผู้เเขียนเจอบ่อยค่ะ  ลืมเล่าให้ฟังว่าตอนสมัยเรียนมัธยมปลาย ผู้เขียนเอกศิลป์ภาษา คือ เน้นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา อะไรประมาณนี้ ส่วนวิชาโทคือศิลปะ (อันนี้ที่บ้านห้ามไม่ได้นะคะ)

วิชาโทศิลปะ ที่โรงเรียนให้เรียนครบเลยค่ะ  มานั่งนึกตอนนี้ว่าเราช่างมีบุญได้เรียนโรงเรียนชั้นนำขนาดนี้ คือพอดีสอบติด ทางบ้านก็กระเสือกกระสนส่งจนจบโดยไม่ให้เปลี่ยนโรงเรียนอีกเลย เรียนตั้งแต่ ป 1 - ม.6 เลยค่ะ

เล่าย้อนไปไกล  โรงเรียนเจ๋งยังไง คือมีโรง Shop ที่มีศูนย์ปฎิบัติการทางงานศิลป์ คือผู้เขียนได้เรียนครบตั้งแต่ศิลปะไทย วาดกนก ปั้นกนก ประวัติศาสตร์ศิลป์  งานไม้  งานปั้นเซรามิค งาน drawing แบบมีหุ่นโครงกระดูกเต็มตัวอาจารย์ใหญ่ให้นั่ง sketch ผู้เขียนได้เรียนเขียนแบบ perspective งานประดิษฐ์ตัวอักษร วาดสีน้ำ สีโปสเตอร์ สีชอล์ค สีเทียน และที่เด็ดสุด ชอบมาก คืองานออกแบบผลิตภัณฑ์ ได้ออกแบบเก้าอี้และได้ทำ Model เก้าอี้ที่ออกแบบไปส่งอาจารย์ด้วย

ช่างเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมากเลย

แต่สุดท้ายตอนเลือกคณะเอนทรานซ์ ทางบ้านห้ามเลือกคณะที่มีมหาวิทยาลัยศิลปากร!!!

ที่จริงทางบ้านก็ไม่สนับสนุนนั่นหละค่ะ  ผู้เขียนเองมานั่งน้อยใจ คือเพื่อนๆที่เค้าสอบคณะจิตรกรรม เค้ามีการไปติว drawing ซึ่งตอนนั้นผู้เขียนก็ไม่ได้เก่ง drawing เลย ไม่เข้าใจแสงและเงา ยิ่งถ้าจะขอทางบ้านไปติววาดรูปละก็ อย่าหวังเลย...ไม่มีทาง ลำพังติววิชาหลักยังไม่ได้เลย เพราะตอนนั้นทางบ้านฐานะทางการเงินไม่พร้อม 

สุดท้ายชีวิตแบบปะๆติดๆ หยิบตรงนั้นที ตรงนี้ทีมารวมร่าง เท่าที่ทรัพยากรจะมี ก็กลายมาเป็นผู้เขียนในวันนี้จนได้ ที่ยังคงรักงาน visual arts อายุปูนนี้แล้วยังนั่งชื่นชม manga ของหลานๆ ยังแอบสนับสนุนและสะสมหนังสือการ์ตูนงานวาดของคนไทย 

ช่างไม่ต่างอะไรไปจากตอนยังเยาว์ เฝ้าเก็บเงินค่าขนมไว้รอซื้อการ์ตูนเรื่องโปรด คำสาปฟาโรห์ นักรักโลกมายา  5555รุ่นนั้นละ 

เวลาเปิดอ่านการ์ตูนสวยๆเหมือนถูกดึงทะลุมิติ แหมนักวาดรุ่นหลานๆนี่เก่งกันจริงๆค่ะ วาดสวยทัดเทียมงานของการ์ตูนญี่ปุ่นเลย

รู้สึกว่าตัวเองฝันเฟื่องเกินไปแล้ว ถ้าจะกลับมาเขียนการ์ตูน อาศัยว่าเขียนนิยายอยู่ การสร้างเรื่องไม่ได้ยาก แต่การสร้างภาพ...คงจะยากเกิน ก็คงฝัน เป็นได้แค่ฝัน

เอานิยายให้รอดก่อน

เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ เขียนจะจบมิจบแหล่  อยากให้จบ แต่รีบจบก็กลัวโดนต่อว่าว่ารวบรัดไปไหมอีก  เฮ้อ เอาเป็นว่าไหนๆก็เเขียนมาเป็นปี  ก็เอาให้ดีที่สุดละกันค่ะ


ฝากให้กำลังใจด้วยนะคะ

ธันวาคม 07, 2568

ปรากฏการณ์ รู้งี้

 


หลายคนคงเคยได้ยิน คำบ่น คำอุทาน ทำนองว่า...รู้งี้...(ไม่...ดีกว่า) หรือ รู้งี้...(ทำไปแล้ว)

ใช่ค่ะ คำว่า รู้งี้ เรามักจะใช้เวลาเสียดายโอกาส หรือ รู้สึกว่ากำลังพลาดอะไรบางอย่างไป เป็นคำที่ออกแนว negative มากกว่าจะบอกเล่าอารมณ์เชิงบวก

ผู้เขียนกำลังนั่งนึกถึงประสบการณ์ช่วงก่อร่างสร้างตัวรอบสองของตัวเอง หมายถึงช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิต จากคนมีเงินเดือนประจำ เป็นคนที่ไม่มีเงินเดือน หรือไม่มีรายได้ประจำอีกต่อไป

หลายปีที่ผ่านมานั้นก็รู้สึกว่าเป็นช่วงยากลำบากของชีวิตเลยละค่ะ 

ตอนนี้ก็เข้าสู่ภาวะ "เข้าที่" อาจจะหมายถึง "ชินชา" ก็ว่าได้5555  ไม่ได้หมายความว่าเรื่องรายได้มันจะดีขึ้นมาเหมือนตอนมีงานประจำหรอกค่ะ  อันนั้นเหมือนฝันที่ผ่านพ้นไป  คราใดที่ได้ย้อนคิด ก็มีทั้งความภูมิใจ และสร้างความเชื่อมั่นเล็กๆให้กับตนเองว่า...

ฉันเคยก้าวจากความไม่มีอะไร นอกจากความสามารถและความรู้ที่มี ไปสู่จุดที่ดีกว่าเดิมได้ครั้งหนึ่ง

แม้ว่าจะกลับไปเกือบจุดเริ่มต้น คือ หมดอาชีพ ต้องเริ่มอาชีพใหม่ ฉันก็น่าจะสามารถต่อสู้ เพื่อลุกชึ้นยืนได้อีกครั้ง

แม้ว่าจะบอกใคร หรือบอกตัวเองไม่ได้ ว่าต้องใช้เวลากี่เดือน-กี่ปี

ช่วงทำงานเป็นเจ้าหน้าตัวเล็กๆคนหนึ่งขององค์กร จวบจนก้าวหน้าเติบโต ที่จริงก็ใช้เวลาเป็นสิบปีอยู่นะคะ  ได้สั่งสมประสบการณ์ทั้งในเรื่องเนื้องานและการบริหารทีม ได้ดูแลน้องๆที่ร่วมงานกันมา เรียกได้ว่าก็ครบสูตรละค่ะ ทำมาหมดแล้ว

นี่เรากำลังจะกระโดด Jump Up ภายในเวลาไม่กี่ปี แล้วคิดว่าจะสำเร็จง่ายๆงั้นหรือ สงสัยจะยากน่ะสิคะ 

แม้ว่าหากใช้เวลาเท่าเดิม สงสัยผู้เขียนอาจจะอายุ 70 ปี 5555 ซึ่งแก่เกินไป หรือไม่ก็อาจไม่ได้อยู่ในโลกแล้วหรือเปล่า

สุดท้ายก็มาคิดว่า อ้อ ที่ฉันคิดว่าต้องสำเร็จให้ได้เร็วๆ เพราะอาจจะกดดันตัวเองมากเกินไป เพราะใช้อายุที่เพิ่มมากขึ้นมาเป็นตัวเกณฑ์นั่นเอง

ผู้เขียนไม่ได้แค่เปลี่ยนอาชีพ จากมนุษย์ออฟฟิศ แต่ยังเปลี่ยนโลกทั้งใบของตัวเอง เพราะโลกการทำงานในองค์กรก็มีสิ่งแวดล้อมและบริบทความเติบโต ที่ต่างไปจากโลกของ Freelance โดยสิ้นเชิงสิคะ

เขียนนิยาย...ไม่ต้องเจอผู้คน ไม่มีเพื่อนร่วมงาน ไม่มีหัวหน้า ไม่มีกรอบการทำงาน นั่นอาจจะทำให้ต้องแสวงหาทิศทางเองทั้งหมด แม้แต่เป้าหมายที่เราอยากจะไป ต้องเขียนแผนที่ด้วยตนเอง ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าจะไปทางไหน ! และทะเล หรือน่านน้ำที่เราอยู่ คลื่นลม เป็นอย่างไร !

รู้งี้... คือรู้ว่าหลายอย่างทำพลาดไป

แต่พอได้ "เรียนรู้" ว่าเราพลาดตรงไหน ก็เลยได้มีโอกาสปรับปรุงไงคะ แก้เกมส์ใหม่ นี่ละ คือ learning curve ที่ยากจะซื้อหาได้

ล้ม แล้วลุกขึ้นใหม่ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น เพราะมันคือรสชาติชีวิต

ปี 2569 กำลังจะมา แล้วปี 2568 ก็กำลังจะโบกมือลา คงมีแต่จะต้องมองไปข้างหน้าละค่ะ เก็บทุกอย่างที่ผ่านไปเป็นบทเรียน...


ขอบคุณที่ติดตามค่ะ


ธันวาคม 01, 2568

ระหว่างทางที่ค้นพบ

 




หลายคนคงเป็นเหมือนกันที่ใช้ชีวิตตามวิถีมนุษย์เงินเดือนมาอย่างยาวนาน 

บางคนยังอยู่บนเส้นทางนี้ แต่บางคนก็เลือกเดินออกมาเอง...อย่างผู้เขียนเป็นต้น

ถามว่าตลอดเส้นทางชีวิตจนถึงวันนี้ได้ค้นพบอะไรที่ปลายทางบ้าง  เดี๋ยวนี่คือระหว่างทาง...ยังไม่ปลายทาง555

แต่ภาพประกอบ post ที่ทำมาเป็นการเตือนตัวเองไปด้วย ว่าสักวันปลายทางจะได้พบเจอกับอะไร...?

ตั้งแต่ early retired ออกมา ผู้เขียนก็พบเจอกับโลกจริงที่ในทางทฤษฎีเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า VUCA 

ผู้เขียนได้รู้จักคำว่า VUCA เป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ณ ช่วงเวลานั้นยังทำงานอยู่ค่ะ  และได้ฟังเรื่องนี้จากการไปร่วมประชุมสัมมนาประจำปี เกี่ยวกับวงการบริหารค่าจ้างเงินเดือน (Compensation and Benefits) ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำจากต่างประเทศจะคอยนำข้อมูลที่ update เกี่ยวกับ trend ต่างๆของโลกมาเล่าให้ฟังเป็นประจำทุกปีค่ะ

ตอนนั้นฟังแล้วก็รู้สึกตกใจ และคิดว่า...มองโลกในแง่ร้ายไปหรือเปล่า ว่าโลกจะเดินไปเส้นทางนั้น

มาดูกันว่า VUCA คืออะไร


VUCA World: โลกที่ไม่มีอะไรแน่นอนอีกต่อไป

VUCA เป็นคำที่กองทัพสหรัฐใช้อธิบายสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง แต่ตอนนี้เราใช้คำนี้อธิบายโลกที่เราอยู่กันทุกวันนี้แล้วล่ะ

ความหมายของแต่ละตัวอักษร

V - Volatility (ความผันผวน)
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันไม่ทันตั้งตัว มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถควบคุมได้ และเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาอันสั้น

U - Uncertainty (ความไม่แน่นอน)
ความไม่แน่นอนสูง คาดการณ์ได้ยาก ขาดความชัดเจน ไม่สามารถหาข้อมูลที่ชัดเจนมายืนยันในแต่ละสถานการณ์ได้ ทำให้ยากต่อการตัดสินใจ

C - Complexity (ความซับซ้อน)
ความซับซ้อนเชิงระบบที่มากขึ้นเรื่อยๆ มีปัจจัยมากมายและซับซ้อนต่อการตัดสินใจ

A - Ambiguity (ความคลุมเครือ)
ความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ไม่สามารถคาดเดาผลที่จะเกิดขึ้นได้ชัดเจน ปัจจัยที่ทำให้เกิดความคลุมเครือมาจากการขาดข้อมูลที่แท้จริง หรือมีข้อมูลแต่ยังต้องแปลความหรือตีความ

เพราะในโลก VUCA นี้ สิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือ "ความไม่แน่นอน" นั่นเอง

ลองนึกดูสิว่า ตั้งแต่ผู้เขียนออกมาจากงานประจำ สิ่งที่เจอมีอะไรบ้าง

  •  การเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศ ตอนนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเล็กน้อย มีการเลือกตั้งในรอบ 7 ปี
  • ธุรกิจที่ผู้เขียนทำไม่ work ต้องหาอย่างอื่นทำแทน555
  • การถูกลดรายได้จาก Partner Platform ต่างประเทศ สะท้อนสัญญาณอะไรสักอย่าง ซึ่งผู้เขียนก็ไม่เข้าใจหรอกค่ะ แต่ก็ต้องยอมรับ
  • โรคระบาดที่ไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อน นำมาซึ่งการเสียชีวิต ระบบสาธารณสุขที่ต้องปรับตัว วัคซีนยังไม่มี คนป่วยล้นโรงพยาบาล คนตายไม่มีที่เผา คนตกงานจำนวนมาก ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ต้องปิดทำการ การทำงานจากที่บ้าน work from home และ online meeting ซึ่งสมัยผู้เขียนยังทำงานก็ไม่มีสิ่งเหล่านี้
  • หลังโควิทมาเศรษฐกิจไทยไม่ฟื้น สลบยาวค่าาาา (ร้องไห้ทั้งน้ำตา)
  • การเข้ามาของ Ai สร้างภาพได้เองโดยใช้ prompt
  • การกำเนิดของปัญญาประดิษฐ์ คราวนี้ไม่แค่สร้างภาพ คิดได้ โต้ตอบได้ เก่งกว่ามนุษย์อีก555 แถมเขียนบทความเก่งอีก  ตกงานอีกละคราวนี้
  • ปีนี้อย่างหนักคือ มีแผ่นดินไหว จนเห็นตึกทั้งตึกล่มคาตา! 
  • มีภัยสงครามบริเวณชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่สองประเทศก็อยู่ร่วมกันมาแบบนี้มาหลายสิบปี 
  • สแกมเมอร์ ภัยใหม่ในโลกออนไลน์ค่ะ น่ากลัวมาก
  • แถมกลางๆปีมีหลุมยุบขนาดยักษ์ที่เกิดจากการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ไม่มีคนเสียชีวิต แต่ก็หวาดเสียวน่าดู
  • มีน้ำท่วมที่น่ากลัวมาก ตั้งแต่ที่แม่สาย จังหวัดเชียงราย ปลายปี 2567 มาจนถึงน้ำท่วมหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 2568 ที่ความสูงของน้ำระดับที่บ้านชั้นเดียวอยู่ไม่ได้! 
ผู้เขียนพยายามจะเรียงลำดับเหตุการณ์ให้นะคะ  แต่ว่าถ้าไม่ถูกต้องก็ขออภัยค่ะ

ความทึ่งของผู้เขียน ก็คือ คนต้นคิดเรื่อง VUCA ค่ะ ว่าช่างมองการณ์ไกลเนอะ

จุดกำเนิดมาจากกองทัพสหรัฐอเมริกานั่นเอง

VUCA ถูกนำมาใช้ครั้งแรกที่ U.S. Army War College ในปี 1987 โดย แนวคิดนี้พัฒนามาจากงานของ Warren Bennis และ Burton Nanus ในหนังสือ "Leaders: The Strategies for Taking Charge" ปี 1986

คำนี้ถูกใช้เพื่ออธิบายสถานการณ์หลังสงครามเย็นในปี 1991 ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงอย่างต่อเนื่องในช่วงสงครามอัฟกานิสถานและอิรัก เดิมที U.S. Army War College ใช้ VUCA เพื่ออธิบายโลกที่ซับซ้อนขึ้นหลังจากสิ้นสุดสงครามเย็น

การแพร่กระจายสู่โลกธุรกิจ

ในโลกธุรกิจ VUCA กลายเป็นที่นิยมในยุค 2000 เพราะสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เศรษฐกิจและสังคม มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่แพ้สถานการณ์สงคราม

เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ VUCA แพร่หลายมากขึ้น ได้แก่ การเปิดตัว World Wide Web ในปี 1993, เหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001 และวิกฤตการเงินโลกปี 2007-2008


ปีนี้เป็นปีที่ 7 ค่ะ สำหรับการออกมาเผชิญโลกเพียงลำพัง แน่นอนว่าหลายอย่างก็พอจะเดินหน้าไปได้บ้าง และอีกหลายอย่างก็ สูญหาย และ สูญเสีย รวมทั้ง สูญสิ้น ไประหว่างทางเหมือนกัน

สิ่งที่ค้นพบคือ ฉันเดินทางมาตั้งไกล เพื่อสะสมอะไรไว้มากมาย สิ่งของ เงินทอง ...สุดท้ายก็ไม่สามารถจะรักษามันไว้ได้ 

แต่ที่น่าแปลกคือ ฉันก็ยังพอหาความสุขได้บ้าง และมีความหวังไว้ประดับหัวใจนิดๆหน่อยๆ ว่าจะยังพอเดินต่อไปได้ อะไรที่หมดไป ก็อาจพอหาใหม่ได้ 

ถ้าเราไม่ยึดติดสิ่งเหล่านั้นจนเกินไป...ความสุขก็ยังพอจะหาได้อยู่นะ...ทุกคน




ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ






ตุลาคม 30, 2568

นิยายของคนถูกห้ามอ่านนิยาย

 


ลมหนาวอย่างเป็นทางการยังไม่เห็นมาเยือนเสียที  แต่แค่อากาศราวๆนี้ก็ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีมู้ดในการทำงานมากขึ้นค่ะ เพราะว่าไม่ร้อนจนเหงื่อซึมเหมือนช่วงก่อน แถมก็ไม่มีฝนตกดังโครมครามจนกลัวหลังคาบ้านจะพังอีกด้วย เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดแห่งปีเลยก็ว่าได้

ผู้เขียนมองออกไปนอกประตูบ้าน เห็นอากาศอึมครึมมาก นี่ถ้าเป็นการย้อมสีภาพถ่ายละก็  คงจะถูกย้อมให้ดำเหมือนกับไม่มีแดด หรือว่าเป็นตอนใกล้ค่ำไปเลยทีเดียว

ชีวิตของคนทำงานที่บ้านก็เลยมีเวลานั่งสังเกตแสงและลมค่ะ5555 เมื่อวันก่อนฝนตกหนักเหมือนสั่งลา ผู้เขียนยังไปยืนดูฝนที่กำลังเทโครมคราม แถมเอามือไปรองน้ำฝนที่กำลังไหลลงมาตามต้นมะนาวที่บ้าน สัมผัสกับความเย็นของน้ำ นี่มันคือโลกแห่งความเป็นจริง ธรรมชาติก็มีความงามในแบบของเค้าแหละค่ะ

รูปประกอบ blog ประจำ post นี้ก็ถ่ายที่บ้านผู้เขียน เห็นไหมว่าที่บ้านมีต้นไม้ใหญ่ ก็ฝีมือคุณพ่อคุณแม่สร้างไว้ให้ ตัวผู้เขียนมือไม่เคยจับดิน ไม่เคยปลูกต้นไม้  ถูกเลี้ยงมาแบบเด็กเมือง เรียนหนังสืออย่างเดียวพอ...

ระหว่างเรียนหนังสือก็จะถูกตีกรอบมากหน่อย ห้ามนั่น โน่น นี่ อาจจะประสาเป็นเด็กผู้หญิงล่ะค่ะ  ครอบครัวก็ต้องคอยระแวดระวังทุกอย่างให้  แถมเป็นลูกทหารด้วย5555 

สมัยก่อนภัยสังคมก็แตกต่างไปจากสมัยนี้...

คือถ้าเดินออกนอกบ้านเมื่อไหร่ก็ต้องระวังค่ะ  แต่สมัยนี้มาถึงตัว เข้าทางโทรศัพท์ถือได้ซะอีก

เรื่องการหลอกลวงมีมากมายหลายรูปแบบจนเราไม่อาจวิ่งหนี  มีแต่ต้องเรียนรู้ที่จะต้องรับมือนะคะ  สมัยผู้เขียนยังเด็ก โตมาในกรมทหาร  เรียกได้ว่าลืมล๊อคกุญแจบ้านก็ไม่ต้องกลัวโจรมาปล้นนะคะ  เพราะในกรมทหารก็ปลอดภัยมากกว่านอกกรมทหารแน่นอน  

ยังจำได้ว่าทุกวันเวลาเดินเข้าประตูกรมทหารจะชินตากับเห็นทหารยืนหน้าป้อมประตูค่ะ  ถ้าเป็นช่วงมีเหตุการณ์ทางการเมืองก็จะเห็นทหารหน้าประตูใส่ชุดลายพราง สะพายปืนเอ็มสิบหกเต็มยศ แถมทาหน้าเป็นสีดำๆอีกต่างหาก  ผู้เขียนชินแล้วค่ะ  ไม่ได้กลัวอะไร ก็โตมากับสิ่งเหล่านี้

ฟิลลิ่งแบบนี้เลยอยู่ในนิยาย ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว  และว่าจะเขียนเรื่องอื่นที่เกี่ยวกับทหารอีกค่ะ 

นอกจากจะเจอทหารเวลาจะเข้าบ้าน เพราะบ้านอยู่ในเขตทหาร  ก็จะต้องมาเจอทหารที่บ้านอีกค่ะ555 คือคุณพ่อนั่นเอง

คุณพ่อนี่ละ เป็นคนห้ามผู้เขียนอ่านนิยาย

สงสัยว่านิยายที่คุณพ่อเคยอ่าน อาจจะมีเนื้อหาไม่เหมาะกับเด็กและเยาวชน  ทำเอาผู้เขียนมีหลอนๆทุกครั้งเวลาจะอ่านนิยาย กว่าอารมณ์หลอนนี้จะหายก็นานมากค่ะ เรียกได้ว่าโตจนแก่แล้วก็มีอารมณ์หลอนๆอยู่เลยนะคะ

แล้วโชคชะตาก็พัดพา  คนไม่ค่อยได้อ่านนิยาย กลับมีนิยายในหัว...เขียนนิยายอ่านเล่นๆ เขียนการ์ตูนเล่าเป็นเรื่องๆ แล้วก็ต้องมามีอาชีพเขียนนิยายตอนเกษียณไปแล้วซะด้วยสิคะ

นี่เรียกว่าคงจะ born to be 

ตอนผู้เขียนหยิบเอา ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว** ฉบับพิมพ์เล่มไปโชว์ให้คุณพ่อดู   ท่านทำหน้าภูมิใจ บอกว่าลูกเขียนได้เป็นเล่มหนาขนาดนี้เลยเหรอ  พ่อตาไม่ดีแล้ว คงจะอ่านไม่ไหว ...ว่าแต่อยากทำอะไรก็ทำเลยนะลูก

และนี่ละค่ะ

คือสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกดีทุกครั้งที่ upload นิยายตอนใหม่ เรื่องใหม่ อยู่ต่อไป แม้ว่าบางเรื่อง บางตอน บาง platform ก็มีคนอ่าน มากบ้าง-น้อยบ้าง ก็ยังรู้สึกว่าพอจะไปได้อยู่ค่ะ

หวังว่าสักวัน การเขียนนิยาย จะทำให้ผู้เขียนพอจะอยู่ได้...กับชีวิตที่เกษียณก่อนกำหนด


ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ


หมายเหตุ : ตอนนี้ฉบับพิมพ์เล่มใกล้คลอดแล้วค่ะ  ยังตรวจคำผิดไม่เสร็จเสียที ติดพันภารกิจมากมาย รบกวนอุดหนุน ฉบับ ebook ไปก่อนนะคะ อิอิ ใครอยากได้ฉบับเล่มจริงรบกวนรอต่อไปอีกนิดค่ะ

ตุลาคม 09, 2568

นำทางชีวิตด้วยความปรารถนา

 


ช่วงนี้ฝนตกหนักหน่วงมากๆค่ะ ที่บ้านน้ำท่วมพอประมาณ แต่ก็ทำให้ปั๊มน้ำที่บ้านร้องดังจนเหมือนอาการไม่ค่อยปกติ พอเรียกช่างมาดูก็ปรากฎว่าเป็นดังคาด คือน้ำท่วมปั๊มเรียบร้อย แม้ว่าจะท่วมในช่วงที่ฝนกำลังเทกระหน่ำ แล้วฝนหายน้ำก็ลด แต่อาการเสียงดังไม่หายไป

กลายเป็นว่าคราวนี้ต้องยกปั๊มขึ้นสูง แถมค่าซ่อมก็หลายพันจนทางบ้านตัดสินใจว่าควรซื้อใหม่ เพราะใช้งานปั๊มน้ำเครื่องนี้มาตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ 2554 จนถึงปัจจุบัน นับว่าแบรนด์นี้ถึกทนอย่างถึงที่สุด  เคยเปลี่ยนอะไหล่ล่าสุดเมื่อปี 2562 นี่ถ้าไม่น้ำท่วมปั๊มก็น่าจะยังใช้ต่อไปได้อีก ว่าแล้วก็ขอชื่นชมปั๊มน้ำผลิตจากเดนมาร์คยี่ห้อนี้จริงๆ

เอาล่ะ ฝาก link กันตรงนี้เผื่อใครกำลังดูปั๊มน้ำสำหรับใช้งานตามบ้าน ที่เสียงไม่ดังแสบแก้วหู เป็นระบบปั๊มลม ซึ่งอย่าถามรายละเอียดลึกๆ เพราะไม่ทราบ 5555  แต่ใช้งานจริงในบ้านสองชั้นที่มีห้องน้ำ 4-5 ห้อง ขอแนะนำเลยว่า แบรนด์ Grundfos ผลิตจากประเทศเดนมาร์คนั้นของเขาดีจริงค่ะ  

https://s.shopee.co.th/5VMkHEYRtd

(บ้านนี้ห้องน้ำเยอะจังเนอะ)


นอกจากฝนตกหนักจะทำให้บ้านผู้เขียนปั๊มน้ำออกอาการป่วยแล้ว ตัวผู้เขียนก็เหมือนจะแพ้อากาศอยู่สองสามวันเหมือนกันค่ะ คือกลางวันร้อน กลางคืนเย็น เป็นไข้เลย นี่คงลมหนาวเร่ิมจะมา เป็นช่วงที่เค้าเรียกกันปลายฝนต้นหนาว  นั่นล่ะค่ะ ตุลาคมของปี 

โดยเฉพาะปีนี้ ผู้เขียนมีข้าวของเสียพร้อมๆกันหลายชิ้นจนรู้สึกตลก... ทีวีพัง ปริ๊นเตอร์ต้องส่งไปซ่อม แถมบัตรเอทีเอ็มหายอีก  นอกจากนี้ยังขับรถหลงทางเกือบจะกลับทางเดิมไม่ถูกอีก โอ๊ย อะไรกันนี่

แถมการงานก็ดันมาคึกคัก มีโปรเจ็คใหม่ๆที่ถูกกดดันให้ต้องเริ่มภายในเดือนนี้ทั้งที่ยังไม่พร้อม5555 คือพอมันเป็นโอกาสที่อุตส่าห์ได้รับเราก็ต้องรีบคว้าใช่ไหมคะ  แถมงานสองอย่างนี้มันก็โหดพอๆกัน 

อย่างแรกคือต้องเปิดนิยายเรื่องใหม่ภายในเดือนนี้ เพราะว่าร่วมฉลองวันครบรอบของ platform ประมาณว่าเรื่องใหม่ที่เปิดจะได้รับสิทธิพิเศษ อ้าว...อย่างนี้ก็ไม่ควรพลาดใช่ไหมคะ 

แต่ว่าเรื่องใหม่นี่ก็ยังไม่มีความพร้อมหลายอย่างเลยค่ะ คือ โครงเรื่องก็ยังไม่สมบูรณ์  ภาพปกก็ยังไม่มี  Typography ก็ยังไม่มี คือจะมีได้ไง...ชื่อเรื่องยังไม่ถูกใจเลยค่ะ  ชื่อตัวละครก็ยังไม่ลงตัว

ทำไมชีวิตฉันต้องเป็นฉะนี้...อยากจะสบายหลังเขียน เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ จบ คืออยากพักผ่อนบ้าง แล้วค่อยเขียนเรื่องใหม่ นี่อะไรกันหนอ...ต้องบีบตัวเองให้ฮึดดดด เรื่องเก่ายังไม่จบ แต่ต้องเร่ิมเรื่องใหม่ด้วยอะค่ะ 

คือไม่ได้มีใครบังคับ แต่ก็ไม่อยากพลาดโอกาส

อีกโปรเจคหนึ่ง คืองานด้านการถ่ายภาพ ผู้เขียนได้รับการเสนอให้ร่วม join mission การถ่ายภาพด้วย ซึ่งเป็นเรื่องพิเศษมาก คือคุณสมบัติและผลงานภาพถ่ายที่ผ่านมาต้องได้มาตรฐานและไม่เคยทำผิดกฎ  ไม่ใช่ทุกคนที่เขาจะมาเชิญ มันทำให้ผู้เขียนปลื้มใจมากเลยค่ะ ในที่สุดเราก็เห็นความก้าวหน้าในอาชีพของตัวเองแล้ว

ข่าวร้าย...คือภาพถ่ายตามโจทย์ที่ได้รับ ต้องเสร็จภายในวันที่ 20 กว่าๆของเดือนตุลาคมนี้เท่านั้น...

เอาละสิ...ทั้งงานนิยาย และงานถ่ายภาพ  ต้องทำสองอย่างพร้อมกันให้เสร็จ

งานทั้งสองอย่างนั่นก็เป็น passion ของผู้เขียนล่ะค่ะ  หากจะนำทางชีวิตให้ไปรอดด้วยความปรารถนาแล้วละก็  ....ก็ต้องเอาให้สุดใช่ไหมคะ  เพราะโอกาสดีๆไม่ได้มีมาบ่อย  ถ้าทำออกมาดี  เขาก็จะหยิบยื่นโอกาสต่อๆไปให้เรา  มีแต่เราต้องสู้เท่านั้นใช่ไหม

ฮึบๆ  ฮึบๆ....

นิยายเรื่องเก่าก็ยังเขียนไม่จบ  ต้องรีบเปิดเรื่องใหม่ แล้วยังไง...คราวนี้สองเรื่องพร้อมกัน

โอ๊ววว ...ชีวิตต้องสู้อีกแล้วสินะ

สู้ๆๆๆๆๆๆๆ


ขอบคุณที่ติดตามค่ะ



กรกฎาคม 31, 2568

Early Retire ดีไหม ภาค 1/2

 


Early Retire ดีไหม

ผู้เขียนเชื่อว่ามีหลายคนเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง เมื่อเกิดมีโครงการภาคสมัครใจ หรือ ภาคไม่สะดวกใจ(คือ แบบกดดันให้ออก)  บังเกิดขึ้นในสถานที่เราทำงานกันอยู่

อาจมีเพื่อนหลายคนช่วงวัยใกล้กัน แต่อาจทำงานที่อื่น เคยมาบอกเล่าชีวิตเรื่องราวหลังจากที่ได้ออกจากชีวิตการทำงานไปหลายรูปแบบ

ผุ้เขียนก็เป็นคล้ายๆกันคือ พอรู้ว่ามีเพื่อนวัยใกล้กัน หรือเรียนมหาวิทยาลัยรุ่นเดียวกันได้ตัดสินใจ early ออกไปก็จะรู้สึกตกใจก่อนเป็นอย่างแรก  จากนั้นก็ถามตัวเอง ว่าถ้าเป็นเรา  เราจะสมัครไหม แล้วมันจะดีไหม

พบว่าหลายคนพอได้ออกจากบริษัทไปแล้วก็ตระเวณตะลุยเที่ยวๆๆๆๆกันเป็นส่วนใหญ่  ราวกับว่าเป็นสิ่งที่โหยหามาตลอด บางคนซื้อของที่อยากได้ บางคนซื้อรถคันใหม่ (ตอนอยู่บริษัทใช้รถประจำตำแหน่ง พอออกไปแล้วก้อยังคุ้นชินชีวิตที่ต้องใช้รถยนตร์ส่วนตัว)

แต่สำหรับผู้เขียนแล้วพอออกมาไม่ไปเที่ยวไหนเลย  อยากเก็บเงินเอาไว้นานๆ พอดีไม่ใช่คนชอบเที่ยว ส่วนรถยนตร์ก็ใช้คันเดิมที่ผ่อนหมดแล้ว 

ได้ข่าวมาว่าพี่คนที่ออกมาพร้อมกันถอยรถป้ายแดงคันละล้านบาทเศษ  อีกคนก็ซื้อรถใหม่เหมือนกันอ้างว่าต้องใช้ประกอบการทำมาหากิน ล้านนิดๆเหมือนกัน

ขนาดว่าผู้เขียนพยายามระมัดระวังทางการเงินอย่างสุงสุด ยังไม่รอด...คือยังไงเงินก็หายไปทุกวัน กับการใช้ชีวิตตามปกติ ท่ามกลางภัยพิบัติปกติที่หลายคนก็เจอ  เช่น  โควิท แผ่นดินไหว ถูก disrupt ด้วยเทคโนโลยี สงครามการค้าที่รุนแรง  การไหลท่วมของสินค้าจากประเทศขนาดใหญ่  เศรษฐกิจย่ำแย่ ฯลฯ

ชีวิตทุกวันของผู้เขียน ถ้าวันไหนคิดเรื่องเงินก่อนนอน คืนนั้นจะนอนไม่หลับ ฮ่าาาาา

หลายคนที่ออกจากงานต้องดิ้นรนหาธุรกิจใหม่ทำ รู้หรือยังว่าความรู้ไม่ใช่ของฟรี  เวลาบริษัทเรียกไปอบรม หรือสัมมนาอะไรไม่รู้จักเห็นคุณค่ากันใช่ไหม  ว่าบริษัทต้องจ่ายเงินหาครูดีๆมาคอย upskill ให้พนักงาน แต่พนักงานไม่สนใจ อันนี้ไม่รวมตัวผู้เขียนนะ  เพราะเป็นคนรักความรู้ ไม่เคยพลาดสัก course เดียว 

ยิ่งช่วง outing สัมมนาทำ business plan ประจำปีนี่ชอบมาก  ได้เห็นภาพกว้างของธุรกิจ และได้เข้าใจว่าหน่วยงานอื่นเค้าทำงานอะไรกัน มีปัญหาอะไรกัน นี่ละ...หัวใจเลย  ถ้าเราเข้าใจว่าทีมทำอะไร  เราก็จะ engage กับภาระกิจของบริษัท และนี่คือทีม

พอมาทำธุรกิจเอง แค่คำถามข้อแรกว่าจะทำอะไรดี  เชื่อว่าหลายคนหมดเงินไปหลายบาทกับการซื้อคอร์ส เพื่อตอบคำถามนี้  55555 และตามมาด้วยทำอย่างไรให้สำเร็จธุรกิจนั้นได้เงินเป็นแสน เป็นล้าน  ภายใน...ปี ขอหัวเราะอีกที 5555

ยังไม่รู้จะทำธุรกิจอะไร ก็ต้องจ่ายตังค์แล้วค่ะ 

สมมุติพอรู้ว่าจะทำอะไร ก็ต้องไปหาความรู้เพิ่มอีกว่า คนที่เขาทำสำเร็จนั้นเขาทำอย่างไร แล้วที่เห็นว่ามาโชว์ยอดขายกันเป็นแสนเป็นล้านนั้น  ทำตามเขาบอกแล้วจะได้เหมือนเค้าไหม ในเมื่อสถานการณ์มันคนละช่วงเวลา  สภาพพฤติกรรมผู้บริโภคมันเปลี่ยนเร็วมากนะคะ

ปี 2567 เริ่มมีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาอีก  อันนี้ยิ่งเป็น Game Changer หนักกว่าเดิม

กว่าจะตอบคำถามได้ว่า Early Retire ดีไหม เลยต้องมีสองภาค

คำตอบสำหรับภาคที่ 1 คือ...

ดีไหม...ก็ต้องขอตอบว่า  ดี ถ้าคุณออกมาแล้วยังมีรายได้เข้ามา  เช่น คุณมีธุรกิจอะไรสำรองอยู่แล้ว เอาแบบธุรกิจนั้นอยู่ตัวในระดับหนึ่งแล้วนะ  ไม่ใช่เพิ่งเริ่ม คือมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอจะดีมาก

สอง  คุณไม่ควรมีหนี้ หรือสร้างหนี้เด็ดขาด เรื่องหนี้ไม่ค่อยมีใครพูดกับใครตรงๆ คือถ้ามีหนี้ก็มักจะคิดว่า อยากได้เงินจากการ early ไปปลดหนี้  ซึ่งอย่าลืมว่า ถ้าคุณไม่ได้มีที่ทำงานใหม่รอรับช่วงต่อ  เอาเงินไปใช้หนี้แล้ว  แต่ในระยะยาวคุณจะใช้ชีวิตยังไง เงินจะพอไหม เพราะถ้าไม่พอ มีแนวโน้มว่าคุณอาจกลับไปเป็นหนี้  แล้วทีนี้ถ้าไม่มีรายได้ที่มั่นคง สถาบันการเงินจะมีปัญหากับการให้กู้....แล้วถ้าคิดจะไปกู้นอกระบบละก็...คราวนี้พังแน่

สาม  ไม่มีหนี้ แต่ก็มีค่าใช้จ่ายมหาศาล ต้องรับผิดชอบชีวิตคนหลายคน อันนี้ก็ต้องระวัง  เพราะพอไม่มีรายได้ประจำ แต่ค่าใช้จ่าย...ยังมาเป็นประจำ...5555



ภาพการสนทนาข้างบนคงจะสะเทือนใจกันไม่มากก็น้อยนะคะ  ชีวิตมนุษย์เงินเดือนมันกดดันเหลือจะรับค่ะ น้องที่ chat มาหาผู้เขียนเหมือนอยากจะระบาย มากกว่าจะอยากถามอย่างจริงจังว่า Early Retire ดีไหม

ใครที่ยังทำงานอยู่ก็ขอให้เตรียมหาทางหนีทีไล่เอาไว้เผื่อบ้างนะคะ  ต้องมีอาชีพสำรอง อาชีพเสริมกันบ้าง แต่ก็ต้องไม่ลืมจะทุ่มเทให้งานประจำมากกว่า เรารับเงินเขาแล้ว ก็ต้องมีความเป็นมืออาชีพ  ต้องซื่อสัตย์ต่อคนที่เขาจ่ายให้เรา คือบริษัทค่ะ ไม่ใช่เจ้านาย (อ่าวววว5555)

จบภาค 1 ค่ะ  น่าจะได้ข้อคิดกันไปถามตัวเองกันบ้างเน้อ


ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ