มกราคม 29, 2569

หวังว่าความกล้าหาญจะนำพาเราไป

 


คำที่ผู้เขียนมักจะท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจเสมอๆตั้งแต่ผันตัวออกมาเป็นคนเกษียณแต่ยังเยาว์ก็คือ คำว่า "อดทน"  

คำว่า อดทน นั้นใช้กับทุกสถานการณ์ที่น่าผิดหวัง หรือไม่ได้อย่างใจคิด 

แต่ดูเหมือนว่าคำเดียวชักจะไม่พอ เลยต้องมีคำว่า กล้าหาญ เอาไว้อีกหนึ่งคำค่ะ

ยิ่งชีวิตช่วงหลังปีใหม่นี้เป็นต้นมาผู้เขียนเจออะไรหนักๆ แบบว่าสงสัยดวงจะตก แบบว่าเจอเรื่องแย่ๆตามกันมาติดๆแบบไม่พัก จนรู้สึกกว่าบางทีจะไม่ไหวแล้วนะ

เปิดไปดูสมุด sketch ของตัวเองก็ไปสะดุดเข้ากับหน้านี้พอดี  เคยทำเอาไว้ตอนไหนไม่รู้ อาจจะสองสามปีมานี่ละ  คือกะว่าจะทดลองเอากระดาษที่ใช้ทั่วไปกับพริ้นเตอร์มาลองพิมพ์สีแล้วตัดแปะดู ทดสอบกาว กับทดสอบสีอะคริลิคไปด้วยพร้อมๆกัน จะเรียกว่างาน mixed media ก็ไม่ผิดนัก

ผลการทดสอบก็คือกระดาษไม่เปื่อยคาที่ไปซะก่อน555 ด้วยตามธรรมชาติกระดาษสำนักงาน เอ4 ทั่วไปที่เราใช้กันหนาประมาณ 90 แกรม เข้าพริ้นเตอร์แล้วไม่ติดในเครื่อง พอเอามาแปะก็จะหนาๆนิดนึง มีรอยต่อให้เห็นเล็กน้อย แต่อาศัยเป็นกระดาษหาง่าย ราคาไม่แพง และเป็นมิตรกับเครื่องพิมพ์

มีกระดาษที่บางกว่าซึ่งอยากลองมาก  คงจะติดเนียนไม่เห็นรอยแน่ แต่พอบางก็เกรงว่าจะเข้าเครื่องพิมพ์ได้ไหม เดี๋ยวจะไปติดในเครื่องพิมพ์อีก เอาเป็นว่าวันไหนลองแล้วจะมาเล่าให้ฟัง

กลับไปที่เรื่องหนักๆที่วิ่งเข้าชนผู้เขียนจนไม่อาจจะเขียนนิยายต่อให้ได้อีกสักตอนสองตอน ทั้งที่ก็เขียนมาจนใกล้จะจบเต็มทีแล้ว ทว่าความวุ่นในชีวิตที่เผชิญอยู่ยังมาอย่างไม่หยุดยั้ง จนอยากจะท้อ

ก็คงต้องมีแค่ความกล้าหาญอีกหนึ่งอย่างที่นำพาชีวิตต่อไป หากเราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องแล้ว  

อันว่าสิ่งที่ดีนั้น กว่าจะทำได้จนตลอดรอดฝั่ง ก็ต้องพบกับ mission ย่อยๆ ให้ต้องเอาชนะ หรือคนยุคที่โตมากับเกมส์ออนไลน์จะเรียกว่า quest ส่วนยุคที่ผู้เขียนโตมาเรียก อุปสรรค 5555 แต่คำว่าอุปสรรคค่อนข้าง negative เขาให้เรียกว่า ความท้าทาย แทนค่ะ

เรื่องของเรื่องคือแมวที่ผู้เขียนเลี้ยงเกิดติดเชื้อบาดทะยัก  ซึ่งตามข้อมูลวิชาการแล้วพบว่าแมวมีภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติที่โอกาสติดเชื้อได้ยากมาก ถึงยากมากที่สุด และมีภูมิสูงกว่ามนุษย์ถึง 2,400 เท่า พูดง่ายๆคือมนุษย์มีโอกาสติดบาดทะยักได้มากกว่าแมว

ถึงแม้อาการจะเกิดเฉพาะที่ขาหลังหนึ่งข้างของแมว แต่ทำเอาชีวิตผู้เขียนเหมือนถูกสึนามิถล่ม ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายที่ต้องให้แมว admit 7 วัน ค่ายาต่างๆนานา แถมต้องขับรถไปซื้อยาเซรุ่มบาดทะยักที่โรงพยาบาลของคนเพื่อนำมาให้สัตวแพทย์ฉีดให้แมวอีกต่างหาก

ความเป็นห่วงที่มีต่อสัตว์เลี้ยงทำให้ผู้เขียนไปเยี่ยมทุกวัน ทุกครั้งที่ฟังเรื่องตัวเลขค่าใช้จ่ายก็บอกตามตรงว่าเครียดเลยค่ะ แต่ก็ต้องจ่ายใช่ไหมคะ

จนบัดนี้ความโกลาหลในชีวิตยังไม่หมด  เมื่อแมวออกจากโรงพยาบาลต้องนำมาจำกัดพื้นที่ต่อที่บ้านอีกเป็นเดือน ไหนจะค่ากรง ค่าอุปกรณ์จิปาถะ  ที่ร้ายสุดคือการป้อนยาซึ่งผู้เขียนไม่เคยทำมาก่อน และพบกับความเครียดอีกตามเคยคือ ให้ยาไม่ครบ น้องจะเป็นไรไหม

นี่เมื่อเช้าขาข้างที่เจ็บของน้องก็ดันไปติดในซี่กรงอีก เห็นเขาร้องดังสงสัยจะเจ็บ ทำเอาผู้เขียนใจหาย นี่ฉันต้องพาไปให้หมอดูแผลอีกใช่ไหม  นี่ยังไม่นับว่าหมอนัดทำโน่นนี่อีกแทบจะวันเว้นวันจนผู้เขียนต้องร้องขอชีวิต5555  จะจับแมวใส่กรงเล็กเพื่อพาไปหาหมอแต่ละทีก็ต้องมีการหลอกล่อมากมาย  บอกตามตรงว่าผู้เขียนไม่ชินค่ะ  ที่บ้านเคยเลี้ยงสุนัขมาสามรุ่น 3-4 ตัว ก็แก่ตายไปทีละตัว  ไม่ได้เลี้ยงแบบคุณหนู ไม่เห็นจะเคยต้องไปหาหมอกันถี่ขนาดนี้ 

 มีแต่ความกังวลและความกลุ้มใจทั้งนั้น ไหนจะกลัวว่าน้องจะพิการถาวร ก็จะรักษาให้ดีที่สุด แต่ก็ไม่มีใครการันตีกับผู้เขียนเลยว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร บอกแค่ว่าโรคแบบนี้รักษากันนาน ต้องรอระบบประสาทค่อยๆฟื้นฟูตัวเอง

ผู้เขียนยังแวบเข้าไปดูบ้าง  ว่าก็ยังมีคนมาอ่านนิยายที่ค้างไว้อยู่นิดหน่อย คือเขียนถึงเหมือนตอนจบ แต่ที่จริงยังไม่จบนะคะ555  ขอสารภาพว่าผู้เขียนตอนนี้สภาพจิตใจไม่พร้อม...แต่ก็จะพยายามเขียนให้ได้นะคะ รบกวนรอสักหน่อย

ดูเอาเถอะ ความอดทน ก็ยังไม่พอ ยังต้องกล้าหาญที่จะฝ่าฟันไปข้างหน้า ผู้เขียนรู้สึกหมดเรี่ยวแรงและสมองล้าไปเลย  จนต้องหันมานั่งทำงานศิลปะแทน เพื่อจะได้ไม่คิด ไม่กังวล ไม่ทุกข์

ก็ละเลงสีลงไปในสมุดสเก็ตล่ะค่ะ เอาแบบนามธรรม ดูไม่ออกมารูปอะไร เน้นคลายเครียด เพราะเครียดจริงๆ สรุปว่าทำๆไปก็รู้สึกดีขึ้นค่ะ  ไม่คาดหวังอะไร ไม่ต้องสวย ไม่ต้องมีหลักการอะไรทั้งสิ้น  ตัดๆแปะๆป้ายๆ ไปเรื่อยๆ ไม่มีจบ คือ หน้าที่เคยวาดไปแล้ว เอามาซ้ำใหม่ได้อีกนะคะ อยากทำอะไรก็ทำเลยค่ะ


พอก่อนนะคะวันนี้ ไว้เจอกัน post หน้าอีก 


Bye ค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น