ตุลาคม 01, 2569
มีทุกอย่าง-แต่ไม่มีความสุข
กันยายน 23, 2569
วาดไปเถอะ | คิดแล้วทำเลย
หลังจากฝนตกทุกวันในช่วงนี้กำลังจะผ่านไป วันสองวันมานี่ก็เริ่มจะมีแสงแดดให้เห็นบ้างแล้วค่ะ ผู้เขียนจึงได้โอกาสนำสมุด sketch ออกไปถ่ายรูปกลางแจ้งเสียที
ชีวิตส่วนใหญ่ผู้เขียนวนเวียนอยู่แต่ในห้องทำงาน และรู้สึกเครียดกับข่าวสารบ้านเมืองที่ทุก channel พูดเรื่องน้ำท่วมกันทุกวัน ไม่พูดเปล่าค่ะ เริ่มจะมีการตั้งวงถกเถียง เชิญคนนั้น-คนนี้มาร่วมกันวิเคราะห์ต่างๆนานา ทั้งคนที่น่าจะไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ แต่อาจจะเป็นคนวงนอก เข้ามาร่วมการติติง เหน็บแนม และก่นด่า ยิ่งทำให้บรรยากาศหนักอึ้งมากขึ้นไปอีก แบบนี้คงเรียก rating หรืออย่างไรกัน?
บ้านผู้เขียนเองอยู่ในโซนที่รับผลกระทบ แต่พอดีปีนี้รอดตัวไปอีกปีค่ะ คือไม่ได้ท่วมหนักเหมือนปี 2554 ที่ต้องซื้อเรือมาพายกันในบ้าน ทว่าพอผ่านไป 15 ปี เรือถูกวางพิงไว้หลังบ้านไม่ได้ใช้ ที่บ้านก็เพิ่งจะขนไปให้บ้านญาติที่เขาอยู่ติดแม่น้ำเมื่อต้นปี สรุปว่าตอนนี้ไม่มีเรือแล้ว หรือว่าต้องไปซื้อมาไว้อีกดีไหมนะ คืออย่างน้อยควรต้องมีติดบ้านไว้จริงๆ
ผู้เขียนรู้สึกไม่ค่อยจะสบายใจเท่าไหร่ ก็เลยหันมานั่งวาดรูปอีกตามเคย วาดออกมาแล้วก็ดูว่าเส้นสายมันออกจะมั่วๆ แต่พยายามวาดไปอย่างอิสระที่สุดค่ะ ไม่คาดหวังให้สวย หรือให้ดูออกว่าอะไร5555
ทีแรกหน้าที่เห็นในภาพก็มีภาพสีมั่วๆปาดไปๆมาแหละค่ะ เพิ่งจะเอามาใส่เส้นลงไปทีหลัง โดยจินตนาการเล็กน้อยว่าจะทำให้เห็นเป็นป่า เพราะโทนสีเดิมมีเขียวๆอยู่ มีป่าแล้วก็ควรจะมีสัตว์สักหน่อยค่ะ เติมกระต่ายลงไปหนึ่งตัว เห็นหูแบบนี้ต้องกระต่ายแน่ ไม่ใช่แมว...ฮ่าาา
ว่าแต่ว่าถ่ายภาพด้วยแสงธรรมชาติ หรือแสงแดดด้วยกล้องใหญ่นี่มันออกมาสวยดีนะคะ คำว่ากล้องใหญ่ของผู้เขียนคือ กล้อง DSLR ไม่ใช่กล้องมือถือ เอามาปรับแสงอีกเล็กน้อยใน Photoshop Lightroom ก็ทำให้ภาพออกมาดูมีสกุล มีระดับขึ้นมาทีเดียว อิ อิ
กว่าจะเข้าใจคำว่า "ถ่ายรูปเป็น" ก็ใช้เวลาหลายปีเลยค่ะ เหมือนกับหลายสิ่งอย่างในโลกนี้ เกิดมาก็ทำไม่เป็นมาตั้งแต่เกิด ต้องมาฝึกเอา บางทีอุตส่าห์ไปเข้าคอร์สกับชาวบ้านเขาก็ยังทำไม่เป็นอยู่ดี ไม่เข้าใจว่าตัวเองไม่เข้าใจอะไร สุดท้ายมาเริ่มเข้าใจก็ตอนช่วงหลังเกษียณออกมาแหละค่ะ อาศัยดูจากคลิปใน Youtube แล้วมาทดลองด้วยตัวเอง มันยากตรงที่ถ้าสงสัยขึ้นมาก็ไม่รู้จะถามใคร ถือการตั้งคำถามแบบคนไม่รู้นี่มันก็ยาก พวก Beginner มักไม่เข้าใจศัพท์แสงวิชาการ จะไปถามคนที่เขาเก่งๆแล้วก็ถามไม่ถูก
ช่างเถอะ เมื่อมันผ่านไปแล้ว คือลงมือทำแล้วจะรู้ไปเอง นี่ก็เลยวาดไปเถอะ วาดๆไป ไม่ได้คาดหวังว่าจะสวย แค่ทำแล้วรู้สึกดี
ยังไม่รู้เลยว่าชีวิตวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เขาว่ากันว่าอีกหน่อยกรุงเทพจะจมน้ำ แล้วทีนี้จะอยู่กันอย่างไร คิดแล้วก็ปวดหัว จะหนีทันไหมเนี่ย อ้าว...ไหงกลับไปเรื่องน้ำท่วมอีกจนได้
กลับไปเรื่องวาดรูปค่ะ รูปที่เห็นใช้สี Acrylics ร่วมกับปากกา Brush Pen ที่ซื้อกองไว้จนฝุ่นจับ โชคดีที่เปิดฝาออกมาแล้วยังใช้ได้ คือมีบางแท่งสีแห้งหมดแล้ว น่าเสียดายที่ทิ้งไว้นานไม่ได้ใช้ ความที่ว่ามีอุปกรณ์พวกนี้อยู่จำนวนมาก ใช้ไม่ทัน แต่มีไว้ก็รู้สึกดี (อมยิ้ม)
ว่าแล้วที่ผู้เขียนเคยถูกครหาจากพี่ที่ทำงานคนหนึ่ง (ที่ชอบวาดรูปเหมือนกัน) ว่ามีอุปกรณ์เยอะจนไปเปิดร้านขายเครื่องเขียน หรือพวกอุปกรณ์ศิลปะก็น่าจะเหมาะนะ คือเวลาไปซื้ออะไรใหม่ๆมาพี่เค้าก็เอามาอวด เพราะเป็นคอเดียวกัน พูดกับคนอื่นแล้วเขาฟังไม่รู้เรื่อง
เป็นชีวิตสมัยทำงานในอีกแง่มุมที่มีความสุขค่ะ ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งผู้เขียนจะต้อง early ออกมาตั้งแต่อายุไม่ถึง 50 เลยด้วยซ้ำ ชีวิตเป็นสิ่งคาดเดาไม่ได้ใช่ไหมคะ
นั่นละค่ะ ถึงได้บอกว่า คิดอะไรแล้วให้รีบทำเลย เพราะไม่รู้ว่าชีวิตจะเล่นตลกเมื่อไหร่ พลิกฟ้า พลิกดิน เผลอๆแค่ข้ามคืนชีวิตก็อาจเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม
อะไรที่ไม่เคยเกิด กลับเกิด เช่นคนที่บอกว่าปี 2554 น้ำไม่ได้ท่วมบ้าน แต่ปีนี้ 2569 ทำไมท่วม (วะ)
แล้วชีวิตจะไปต่อยังไงดี...
ทิ้งท้ายเอาไว้ตรงนี้ล่ะค่ะ ว่าต้องกลับไปคิดต่อ
ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะคะ
กันยายน 17, 2569
ฝันร้ายในวันฝนตก (ที่ไม่เคยลืม)
จำไว้เลยนะคะ...ถ้าเจอน้ำท่วมสูงจนน่าเป็นห่วง ให้จอดรถ ถอดท่ออากาศ แล้วค่อยๆ ขับไปเข้าศูนย์ ดีกว่าเสี่ยงขับลุยแบบที่ผู้เขียนเคยทำมาเยอะเลยค่ะ
สิงหาคม 20, 2569
ความทุกข์มีไว้สอนใจ
ยิ่งดำเนินชีวิตต่อไป ก็เหมือนว่าความทุกข์ที่สดใหม่ หรือเพิ่งเกิด ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ เพียงเพราะมันอยู่ใกล้ตัวนี่เอง
เดี๋ยวพอมันคล้อยผ่านเราไปอีกครั้ง ความหนักหนาก็จะค่อยจางคลายลงไปเอง เป็นเช่นนี้เสมอใช่ไหม
มองดูไปแล้ว กว่าจะผ่านความทุกข์ไปได้ในแต่ละครั้ง เราก็ต้องทำอะไรหลายอย่าง ตั้งแต่หยุดคิด หยุดใคร่ครวญ ว่าทำไมมันจึงเกิดแบบนั้น-แบบนี้ แล้วทำยังไงจะไม่ต้องเจอแบบนี้อีก
นั่นแหละค่ะ เรียกว่าความทุกข์มักจะสอนอะไรเราทุกครั้ง
ผู้เขียนรู้สึกว่าความทุกข์ได้ "ให้" อะไรมากกว่า ความสุขด้วยซ้ำไป
ความสุขทำให้เราเบิกบาน ใจฟูฟ่อง แล้วมันก็โบกบินจากเราไปในที่สุดไม่ต่างกัน
แล้วเราก็ได้แต่กลับมานั่งรอ...ให้ความสุขมันพัดผ่านกลับมาอีก
ชีวิตหลังเกษียณของผู้เขียนล้มลุกคลุกคลาน ในที่สุดแล้วก็เหมือนจะไม่ได้เข้าไปใกล้เป้าหมายเสียที
บ่อยครั้งก็นั่งปลอบใจตัวเองไปวันๆ ว่าไม่ต้องถึงเป้าหมายก็คงไม่เป็นไรหรอก เป้าหมายเราเป็นคนกำหนดเอง จะเขียนใหม่ให้มันเป็นยังไงก็ได้ตามใจเรา แค่มองเป้าหมายไว้พอเป็นเข็มทิศก็พอ ไม่ต้องวิ่งจ้ำไล่ตามเหมือนเมื่อตอนอายุยังน้อยๆก็ได้
แต่ละช่วงวัยเราก็ได้ทำหน้าที่เต็มที่มาหมดแล้ว ตอนนี้เป็นช่วงท้ายของชีวิต หน้าที่ของเราคงมีแค่มีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความหมาย
เป้าหมายทางการเงินเป็นอะไรที่ทำให้เครียดมากที่สุดค่ะ
สมัยยังทำงานรู้สึกมีความมั่นคงในชีวิตมากๆ ก็แน่ล่ะ ที่เรามีรายได้แน่นอนทุกเดือน มีอนาคต แต่ก็หาเวลาทำในสิ่งที่อยากทำไม่ได้ แถมสุขภาพถูกบั่นทอน
พอมาตอนนี้เป็นเหมือนพวกหาเดือนชนเดือน วันชนวัน เริ่มจะชินแล้วล่ะค่ะ แต่ก็อยากให้มัน stable กว่านี้อีกสักหน่อยคงดี
ค่อนข้างจะมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ มีอิสระเต็มที่ แต่ก็อดจะกลัวอนาคตไม่ได้ค่ะ
ความทุกข์ที่ผ่านๆมาสอนอะไรเอาไว้หลายอย่าง โดยเฉพาะ "อย่าประมาท"
กระนั้นคนเราก็คงจะมีแผนสำรองไว้รองรับไม่ได้ทุกอย่างไปหรอกค่ะ ยิ่งตอนนี้ทรัพยากรน้อยลงไป คิดอยากจะทำอะไรก็ค่อนข้างติดขัด เลยได้แต่แอบกังวลโน่นนี่ไปเรื่อยตามประสา
สุดท้ายก็ลงเอยแค่ว่า ทำให้ดีที่สุด อะไรไหวไม่ไหวก็ช่างมันแล้วค่ะ สุดความสามารถแล้วก็จบ เพราะมันได้แค่นี้จริงๆ ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ก็ต้องหาทางอยู่ให้ได้ค่ะ
ชีวิตคุณผู้อ่านเป็นยังไงกันบ้างคะ 555 ถามไปอย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะมีใครอยากพูดอะไรบ้างไหม เพราะไม่เคยมีใครเขียนความเห็นส่งเสียงกันมาบ้างเลย ผู้เขียนเหมือนจะบ่นอะไรอยู่คนเดียวมาตลอดหลายปี
วันนี้เขียนเหมือนจะออกโทนหม่นๆตามฟ้าฝน ท้องฟ้าแดดไม่ค่อยมี ทำให้รู้สึกเหนื่อยหรือไม่นะเรา
พูดเรื่องทุกข์มายาวเหยียด มีอีกเรื่องที่ทุกข์กำลังสอนอยู่ตอนนี้เหมือนกันค่ะ...
ตั้งใจไว้ว่าปีนี้จะเขียนนิยายพร้อมกันสองเรื่อง ก็ยังไม่ได้เริ่มเลยค่ะ แต่โครงเรื่องก็พัฒนาไปได้ไกลแล้ว อาจจะใกล้เวลาได้เริ่มตอนที่ 1 ซะที
ความอยากเขียนยังมี แต่ก็ติดต้องไปทำมาหากินค่ะ หวังว่าคงจะเข้าใจเพราะงานเขียนใช้ร่างกายและหัวใจล้วนๆ นี่สุดท้ายเราก็ต้องแคร์ว่าทำอะไรแล้วพอจะมีกินบ้าง
เลิกคิดไปแล้ว หรือเลิกตั้งคำถามไปแล้วว่าทำไมบางคนเขาบอกว่าเขียนนิยายแล้วรวยอย่างนั้นอย่างนี้
เพราะว่าคงไม่ได้เกิดกับคนอย่างเรา หรือแนวนิยายที่เราเขียน
เอาเป็นว่าถ้ารักจะทำก็ทำต่อไปค่ะ ก็ทำได้แค่นี้ ดีที่สุดที่ทำได้แล้ว...นี่ก็คงเป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ทุกข์สอนไว้เหมือนกัน คือทำเต็มที่แล้วปล่อยวางที่เหลือ
เฮ้อ...(ถอนใจดังไปไหม)
ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ เจอกันใหม่ Post หน้าค่ะ
สิงหาคม 13, 2569
มายาทางความคิด
สิงหาคม 06, 2569
กลับสู่ตัวตน
ว่ากันว่ายิ่งพอแก่ตัวลง คนเราจะชอบพูดเรื่องเก่าๆ หรือเรื่องอดีตนั่นละค่ะ
ผู้เขียนก็มักได้ยินประโยคทำนองนี้มาเหมือนกัน ได้ยินมานานตั้งแต่โลกนี้ยังไม่มีอินเตอร์เนต ยังไม่มีโลกแห่งการยัดเยียด content ให้กับชาวโลกมากเท่าตอนนี้มาก่อนเลยจริงๆ
โลกสมัยผู้เขียนยังเรียนหนังสือ ดูราวกับเป็นโลกที่มีแต่ความสงบขึ้นมาเสียอย่างนั้น อาจเป็นเพราะการสื่อสารไม่ได้ฉับพลันว่องไว การจะรับรู้เรื่องอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องดี-เรื่องร้าย ดูมันจะรับรู้แบบ delay ไปพอสมควร
ข่าวสารที่ว่าเร็วสุดขีดในยุคนั้น ก็คือ "โทรเลข" คือจะส่งข้อความหาใครสักคนไปยังอีกสถานที่ หรือต่างจังหวัด ก็ต้องไปที่สำนักงานไปรษณีย์ที่ใกล้บ้าน แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ว่าจะมาส่งโทรเลข
จดหมายโทรเลขผู้เขียนจำได้ลางๆว่ามาในซองขนาดเล็ก ข้างในมีกระดาษที่คล้ายๆจะพิมพ์ข้อความมาด้วยพิมพ์ดีด เป็นข้อความสั้นๆแต่ได้ใจความ มากกว่าจะเป็นจดหมายพรรณาอะไรยาวยืด
โทรเลขที่ผู้เขียนจำได้จนถึงทุกวันนี้เกี่ยวกับเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่ต่างจังหวัด พี่สาวของเพื่อนส่งโทรเลขมาบอกผู้เขียนว่าเพื่อนคนนี้เสียชีวิตแล้ว ทำเอาผู้เขียนกลับเพื่อนอีกคน (เป็นเพื่อนในกลุ่มแก๊งค์เดียวกัน)ร้องห่มร้องไห้กันอยู่หลายวัน
ฮ่าาาาา ขำค่ะ คงจะสงสัยล่ะสิว่าเพื่อนเสียชีวิต ทำไมถึงขำ (หลังจากร้องไห้กันไปและหายเศร้าไปแล้ว)
ต่อมาจากนั้นประมาณเดือนหรือสองเดือนจำไม่ได้ มารู้ภายหลังว่าเพื่อนคนนั้นยังไม่ตาย แค่เขาส่งโทรเลขมาแบบนั้นเฉยๆ ซึ่งจนถึงวันนี้ผู้เขียนกับเพื่อนที่ร้องไห้ด้วยกัน ก็ยังไม่รู้ว่าเขาแบบนั้นทำไม เพราะว่าพอมาเจอเพื่อนหลังจากเหตุการณ์นั้นแล้วก็คงจะไปต่อว่าเพื่อนเสียยกใหญ่ ตอนนี้จำไม่ได้ซะแล้วว่าเรื่องราวเป็นยังไงแน่
เหลือแค่ความทรงจำเกี่ยวกับโทรเลขบอกว่ามันตายเท่านี้ล่ะค่ะ ขอเรียกมัน เพราะว่าเล่นอะไรไม่รู้ แบบนี้ไม่สนุกหรอกค่ะ5555
ทีนี้หลังจากนั้นพวกเราก็ค่อยๆห่างหายกันไปตามประสาชีวิตที่ต้องพัดพา ผู้เขียนไม่ได้เจอเพื่อนคนนั้นอีกเลย ถ้าเป็นยุคนี้คงไปตามหากันใน Facebook ก็อาจจะพอเจอ แต่ผู้เขียนก็จำเขาได้แค่ชื่อเล่น คงจะตามกันไม่ได้แล้วล่ะค่ะ
เมื่อข่าวสารพัดพา+ถาโถมเข้าใส่คนเราไม่ยั้งอย่างทุกวันนี้ ผู้เขียนจึงว่าคนเราอยู่ยากขึ้นกว่าสมัยก่อน เวลามีเหตุการณ์ร้ายๆเกิดขึ้นกับสังคม ก็มักจะถูกขยายข่าวให้มีแง่มุมหลากหลาย ไหนจะพวกความเห็นต่างนานาจากผู้คนในโลกโซเชียล กลายเป็นว่าทำให้สังคมค่อนข้างจะเครียด เพราะถูกกระตุ้นให้ต้อง "รู้สึก" อยู่ตลอดเวลา
ไหนจะการหลอกลวงออนไลน์จะมาด้วยเทคนิคใหม่ๆ ไหนจะข่าวสารทางการตลาดที่มาในรูปแบบเนียนๆที่ทำให้เราอยากซื้อของ อยากได้นั่นนี่โดยไม่รู้ตัว ทั้งหมดนี่ก็ปลุกเร้าให้เราวิ่งออกไปจากจุดที่เรายืน
ยี่สิบสี่ชั่วโมงที่เราใช้ชีวิต...มีแค่ช่วงนอนหลับหรือเปล่า ที่เราหยุดการรับสารจากภายนอก
เดี๋ยวนี้มีคำใหม่ คือคำว่า digital detox
คือการล้างพิษตัวเองจากข่าวสารที่มาทางโทรศัพท์มือถือ ทางโลกออนไลน์ คือน่าสนใจดีนะคะ...ลองทำดูแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตสงบดีเหมือนกัน
พอนั่งเงียบๆซะบ้าง หยุดการดูจอ ไม่ว่าจะจอโทรศัพท์มือถือ หรือจอคอมพิวเตอร์
ทีนี้จะให้นั่งเฉยๆไม่ทำอะไรเลยผู้เขียนก็ทำไม่ได้หรอกค่ะ5555
ช่วงนี้เลยหยิบพวกอุปกรณ์ปักผ้า กับพวกไหมพรม และเข็มโครเชท์มานั่งถักไหมพรมไปเรื่อยๆ ลายอะไรก็ได้ที่มันซ้ำๆกันค่ะ จะได้ไม่ต้องคิด หยุดตรรกะทุกอย่างชั่วคราว ถือว่าพักสมอง
ปรากฏว่าได้ผลดีนะคะ นี่แสดงว่าสมองคนเราสามารถโปรแกรมได้เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์
โลกเราทุกวันนี้อาจไม่ได้โหดร้ายกว่าแต่ก่อน แต่เป็นเพราะขอบเขตการรับรู้ถูกทำให้เร็วขึ้นด้วยอำนาจของเทคโนโลยี
โลกก็ยังเหมือนเดิม แต่สมัยก่อนเราแค่รู้บ้าง-ไม่รู้บ้าง
บางทีการหยุดพักใจด้วยการกลับเข้าสู่ตัวตนของเราเองก็ดีนะคะ ถึงยังไงเราก็ไม่มีทางจะหนีข่าวสารพ้นหรอกค่ะ เดี๋ยวสักพักพอเรามีแรงก็ค่อยกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้
วันนี้มาเล่าเรื่องโทรเลขของเพื่อนให้ฟังไว้ขำๆ
แต่ตอนนั้นก็ขำไม่ออกหรอกค่ะ นึกว่าเพื่อนมันตายจริง
แถมในโทรเลขก็ไม่ได้บอกว่าเป็นอะไรตาย ด้วยความต้องสั้นกระชับประสาโทรเลขไงคะ จะเหมือนสมัยนี้ได้ยังไง ที่มีทั้ง Chat มีทั้ง Social Media
เอาเป็นว่าขอกลับไปถักไหมพรมต่อ
แล้วนี้ก็ว่าจะไปหาผ้ามานั่งปักแก้เครียดด้วยค่ะ...5555
ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ
กรกฎาคม 30, 2569
ความปกติ คือความสุข
ช่วงนี้อยู่ๆผู้เขียนก็เกิดปวดหัวไหล่ข้างขวาขึ้นมา บางทีก็ปวดระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ถึงนิ้วกลางมือขวา ทำให้ใช้งานเม้าส์คอมพิวเตอร์ไม่ค่อยสะดวก คือพอใช้ไปสักพักก็จะรู้สึกปวด เลยต้องหยุดทำงานเป็นช่วงๆ ค่ะ กลายเป็นว่าวันหนึ่งๆเหมือนแทบจะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
รูปที่เอามาแปะข้างบนก็เป็นงานวาดของผู้เขียนที่วาดเล่นๆเอาไว้เมื่อวาน แล้วเอามาสงสีวันนี้ค่ะ คือมาลองหัดใช้โปรแกรม Clip Studio สำหรับวาดบน iPad หมายว่าใช้มือจับดินสอ apple pencil แทนใช้เม้าส์อาจจะทำให้ปวดมือน้อยลง
แรงบันดาลใจของภาพสาวน้อยตาโตข้างบนคือแนวการ์ตูนญี่ปุ่นผู้หญิงสมัยผู้เขียนยังเด็กนั่นเองค่ะ สมัยนั้นเค้าฮิตผู้หญิงตาเท่าไข่ห่านกัน ในตาเจ้าหล่อนจะมีประกายวิบวับ พริบพราย ส่งแสงแวววาว แต่รูปนี้ก็ไม่ได้จะขนาดนั้นหรอกค่ะ ฝีมือผู้เขียนยังไม่โปร แถมยังงงอยู่กับโปรแกรม Clip Studio อยู่ด้วย ก็วาดได้เท่านี้ละค่ะ
ต้องบอกก่อนว่าส่วนที่ผู้เขียนวาดเองคือตัว Character หลักของภาพ หมายถึงสาวน้อยผมทอง แต่ว่าฉากหลังนั้นไม่ได้วาดเองนะคะ เอาภาพอื่นมาแปะแทนไว้ให้มันไม่โล่งเกินไปค่ะ ส่วนดอกไม้ด้านล่างที่ไม่ได้ลงสีก็เอามาแปะจากในโปรแกรมที่เขามีของเล่น ของตกแต่งเอาไว้ให้ใช้ฟรี ไม่งั้นต้องวาดหมดทุกอย่างก็คงลำบากค่ะ อย่างผู้เขียนวาดดอกไม้ไม่สวย วาดฉากก็ไม่เป็นค่ะ
หลังจากวาดและระบายสีเสร็จก็นั่งมองงานตัวเองสักพัก รู้สึกว่าเส้นขอบภาพจะหนาและแข็งไปสักหน่อย เหมือนพวกภาพวาดระบายสีทั่วๆไป ที่จริงเส้นควรต้องบางกว่านี้ แถมลงสีผิวหน้าก็ออกชมพูไปทั้งหน้า ดูออกมาแบนๆยังไงชอบกล คือไม่แม่นเรื่องแสงเงาเท่าไหร่ เลยไม่กล้าลงเงา กลัวหน้าน้องจะดำ555
แต่ว่าจะให้แก้ ก็คงจะต้องใส่สีคู่ตรงข้ามลงไปบ้างกระมัง ไม่ให้มันดู monotone เหมือนในภาพ คงไปฝึกต่ออีกเยอะค่ะ อันนี้วาดเล่นเพราะคิดถึงเรื่องราวเก่าๆตอนยังเด็ก วาดไปเรื่อยไม่ได้คาดหวังอะไร มันคงจะคาดหวังอะไรไม่ได้แล้ว อยากจะวาดให้สวยดั่งใจคิดก็คงต้องปลงค่ะ เพราะว่าพอวาดเสร็จไม่แค่ปวดตา ยังปวดคอและปวดหลังหน่อยๆด้วย คือต้องจ้องจอไอแพดอยู่เป็นชั่วโมง กว่าจะวาดเสร็จ ความแก่ทำให้เราไม่ถึกเหมือนเดิมน่ะสิคะ
อยากจะวาดให้เก่งกว่านี้ สวยกว่านี้...แต่พอเหอะ5555 ต้องไปทำมาหากินต่อน่ะสิคะ
ผู้เขียนกำลังนึกถึงวันเวลาในชีวิต ที่ไม่มีโอกาสได้อยู่บนเส้นทางการวาดภาพ ซึ่งที่จริงมันอาจจะดีก็ได้ เพราะเป็นนักวาดภาพในสมัยก่อนนั้น...ยิ่งกว่ากินเกลือแน่ และทางบ้านไม่สนับสนุนใดๆทั้งสิ้น ขีดเส้นให้ผู้เขียนเดินเข้าสู่คณะอะไรก็ได้ในมหาวิทยาลัย ที่ไม่ใช่...ศิลปะ
ชีวิตเดินทางมาไกลโข บนเส้นทางสายมนุษย์เงินเดือน
แม้ว่าจะเกษียณก่อนวัยไปสักนิด แต่ต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง กลายเป็นว่าจะมานั่งวาดรูปจริงจังก็ไม่คงไม่รอดอีกอย่างเดิม ฝีมือผู้เขียนแค่วาดให้ตัวเองพอใจ จะไปเทียบกับคนที่เขามีโอกาสได้เรียนมาทางสายนี้ไม่ได้แน่นอน
ลึกๆก็ยังฝันจะวาดให้ได้สวยกว่านี้
พอคิดอีกที ก็ไม่อยากจะฝันอะไรไปให้มากค่ะ ยิ่งฝันก็ยิ่งต้องไล่ล่าให้ได้มา ไม่ว่ายามหลับ-ยามตื่น รู้สึกว่าเหนื่อย กระหืดกระหอบกับการต้องพยายามอยู่ตลอด ตกลงว่าความสุขมันรออยู่ตรงปลายทาง ตรงที่สำเร็จดั่งฝันใช่ไหม...
ที่จริงได้ตื่นขึ้นมาทุกวัน เห็นแสงแดด รับรู้ถึงสายลม หูได้ยินเสียงนกร้อง มีข้าวกิน มีกาแฟปรุงสำเร็จกินก็ยังดีกว่าไม่มี มีน้ำ มีไฟฟ้า มีอินเตอร์เนตให้ใช้ทำงาน ร้อนก็เปิดพัดลมได้ อยากจะไปไหนก็ยังมีรถเก่าๆที่ยังใช้งานได้ดีไว้ขับไปทำธุระโน่นนี่บ้าง
แล้วแค่นี้ไม่เรียกความสุขงั้นหรือ ความปกติของชีวิตนี่ไง คือความสุขแล้วล่ะค่ะ
ไม่ต้องไปมองหาให้ไกลตัว หรือหวังในสิ่งที่เราไม่มี
ตอนนี้แค่สุขภาพปกติ คนรอบข้างก็อยู่กันปกติ ไม่มีใครเจ็บป่วย เหมือนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา ทว่า...วันใดหากมีอะไรไม่เหมือนเดิม คงจะไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นใช่ไหมคะ
แล้วจะคิดถึงวันที่ชีวิตเราเดินไปอย่างปกติ วันที่อะไรมันเดินไปซ้ำเดิม ไม่ได้น่าตื่นเต้น...แต่ช่างเป็นวันที่มีค่า
มาเข้าใจคำว่า "ปกติสุข" ก็วันนี้แหละค่ะ บางทีเหมือนเป็นคำที่เราพูดกันติดปาก ไม่ได้คิดถึงความหมายอันลึกซึ้ง ที่จริงมันเต็มไปด้วยสัจธรรมในคำนี้
ขอจบแบบห้วนไปนิด เพราะได้เวลาที่ควรเข้านอนล่ะค่ะ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ
กรกฎาคม 16, 2569
ไปให้ถึงฝัน : Dare to Dream
ไม่ว่าอายุจะไปไกลถึงเลข 5 นำหน้าและอีกไม่กี่ปีก็ต้องผ่านไปเป็นเลข 6 ก็ไม่ทำให้คนอย่างผู้เขียนหมดฝันไปได้
ความฝันคงเป็นของมนุษย์ทุกคน เป็นวาทกรรมสวยๆแทนคำว่า "อยากได้ อยากมี อยากเป็น" หรือภาษาธรรมะ อาจเรียกได้ว่ากิเลส
ไม่อยากพูดไกลไปถึงเรื่องศาสนา แต่ก็อดจะเสริมไม่ได้ว่า ไม่ใช่แค่ "อยากได้ อยากมี อยากเป็น" แต่มันก็มี "ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น" รวมอยู่ด้วยเป็นของคู่
ผู้เขียนพูดเสมอว่าชีวิตมีการวาดภาพเป็นแสงนำทาง หรือตอนนี้ขอเรียกใหม่ว่า visual arts ทั้งหลายแหล่ ดังนั้นคำว่า Inspired by art ที่เกิดขึ้นมาเป็นชื่อ Blog นั้นถือเป็นแสงแรกที่ต้องการจะทำในสิ่งที่อยากทำค่ะ
คำว่า Inspired by art มาเป็นจุดเริ่มก่อนจะมี Blog ซะอีก คือช่วงแรกของการมีอินเตอร์เนตในประเทศไทยตอนนั้นก็ยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า Blog และยังไม่มี Google อุบัติในโลก (ยุคแรกมี Netscape+Yahoo)
พวก website ยุคแรกเริ่มไม่รู้มีใครจำได้บ้าง ว่ามี website ชื่อ Geocities.com ซึ่งเปิดให้ใครก็ได้มาสร้าง Website ฟรี ผู้เขียนก็ชอบเล่นสนุกเลยสร้าง web อยู่หลาย web ค่ะ มีทั้งสร้างให้เพื่อนและตัวเอง ก็งมพวกภาษา html อยู่พักใหญ่ สนุกดีค่ะ ชอบของแปลกอยู่แล้ว ก็เลยพอจะมีความรู้เรื่อง Domain name เรื่องภาษา html กับเรื่องต่างๆนานาเกี่ยวกับการจะมี web เป็นของตัวเอง
ชื่อ Inspired by art เคยใช้ตอนหัดขายของออนไลน์ยุคแรกๆ คือสร้างเป็นร้านขายโปสเตอร์ภาพ Fine Art ค่ะ พวกภาพ Fine Art ที่ฝรั่งเขาพิมพ์เป็นโปสเตอร์กระดาษอย่างดี ตอนนั้นชื่อ Allposters.com ซึ่งเคยปิดกิจการไปช่วงหนึ่ง ปัจจุบันเข้าไปลอง search ดูปรากฏว่ากลับมาเปิดกิจการอีกละค่ะ แต่ตอนนั้น (ประมาณ ปี 2540-2550) ผู้เขียนก็ขายโปสเตอร์ได้อยู่หลายภาพเหมือนกันนะคะ คือเมื่อมีคนสั่งซื้อเราก็ส่งคำสั่งให้ทางโน้น แล้วเขาก็ส่งโปสเตอร์มาจากอเมริกา ทางผู้เขียนก็ส่งต่อให้ลูกค้าอีกที ก็ได้เงินมานิดๆหน่อยๆ ไม่ได้เยอะอะไร ทว่ามันก็เป็นอะไรที่แปลกใหม่
ต่อมาผู้เขียนก็ชื้อ Domain name เป็นเรื่องเป็นราว ไปๆมาๆก็เหมือนว่าจะต่ออายุมาเกิน 10-20 ปีแล้ว แต่เวบก็ไม่ได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน คือใช้สำหรับเป็นที่ลงของ Blog ซะเป็นงานหลัก
เหมือนว่าคำชุดนี้มีมนตร์ขลัง คอยสะกดให้ผู้เขียนต้องตระหนักเอาไว้เสมอว่า...ที่มาคือจุดนี้ และจุดที่อยากไป...จริงแล้วก็คือตามภาพข้างบน คือยังฝันจะได้วาดรูปบนแคนวาสใหญ่ๆ 555
ได้ทำงานวาดรูปในสตูดิโอที่มีแสงสว่างแบบนี้ รายล้อมไปด้วยอุปกรณ์ศิลปะมากมาย(ที่มีพร้อมตอนนี้แล้วค่ะ5555)
จะว่าไปความอยากมันเริ่มมาอีกทีไร ก็นึกจะกดสั่งผืนผ้าใบขนาดสักหนึ่งเมตรมาละเลงสีสักหน่อยดีไหมนะ อิ อิ
ต้องรีบสกัดความคิดนั้นเอาไว้ก่อนค่ะ เพราะในห้องทำงานปัจจุบันคงไม่มีที่จะพิงผืนผ้าใบใหญ่ขนาดนั้น
หรือว่าจะพิงไว้ก่อนในที่จอดรถก็พอได้อยู่ แต่วางไว้ข้างนอกห้องก็อาจต้องเจอฝุ่นจับเป็นแน่ แถมอากาศประเทศไทยร้อนซะขนาดนี้ จะไปยืนวาดข้างนอกคงต้องเปิดพัดลมเป่าตัวเองตลอดเวลา
ผู้เขียนเคยวาดภาพสีน้ำมันไปร่วมแสดงนิทรรศการอยู่งานหนึ่ง เมื่อประมาณปี 2541-2 ขนาดประมาณ 60 คูณ 80 เซนติเมตร ยังจำความรู้สึกได้ว่า...ทำไมมันใหญ่อย่างนี้(วะ) เมื่อไหร่จะวาดเสร็จล่ะเนี่ย...5555
ช่วงนั้นมีความคลั่งไคล้ Impressionist ค่ะ งานช่วงนั้นก็ออกมาแบบนั้นหมด
ส่วนตอนนี้อยากวาด Abstract เหมือนมันอัดอั้นตันใจอะไรหลายอย่างในชีวิต จะดูซิว่าภาพที่วาดออกมาจะออกมาเป็นแบบไหนกันนะ
ส่วนการเขียนนิยาย...เชื่อว่าชีวิตนี้ก็คงไม่ทิ้งหรอกค่ะ
อันนี้ต้องทำอยู่ต่อไปจนกว่าจะเขียนไม่ไหว อย่าถามว่าทำไม...เพราะไม่ทราบจริงๆ รู้แต่ว่าต้องทำ นักอ่านส่วนใหญ่มาอ่านก็ดีใจแล้วค่ะ แต่อาจจะทำน้อยลงมาหน่อยนะคะ ต้องเอาเวลาไปทำในสิ่งที่พอจะเป็นรายได้ก่อน
ผู้เขียนจะเอาภาพสองภาพด้านบนไปแปะไว้ในสมุด หรือที่ผู้เขียนเคยเล่าเอาไว้ใน Post เก่า post หนึ่งเรื่องการทำ Vision Board ถ้าท่านไหนอาจจะยังไม่ได้อ่าน กด link อ่านด้านล่างได้นะคะ
https://theinspiredbyart.blogspot.com/2026/06/blog-post.html
คือเอาภาพฝันของเราไว้เป็นหมุดหมายในใจค่ะ
ความฝันเป็นของมนุษย์ทุกคน มีไว้ให้ชุ่มชื่นหัวใจ และทำให้ตัวเองมีแรงเดินต่อ
ไม่ว่าจะวัยหนุ่มสาว หรือวัยเกษียณเร็วอย่างผู้เขียน ทุกคนคงมีฝันที่ต่างกันไปเนอะ...เอาใจช่วยทุกคนนะคะ
ว่าแล้วก็ค่อยพบกันใหม่ Post (บทความ) หน้านะคะ...ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ
กรกฎาคม 09, 2569
ชีวิตไม่เคยง่าย
ในความเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ยอมรับว่ามีบางทีที่รู้สึกอิจฉาคนที่ได้เกษียณตอนอายุครบ 60 ปี ค่ะ
เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ๆหลายคนเริ่มทะยอยเกษียณออกจากบริษัทอย่างสวยงาม แม้ว่าผู้เขียนจะ early retire ออกมาก่อนหลายปี ก็ยังได้ติดต่อพูดคุยกับพี่ๆหลายคนที่เคยทำงานร่วมกัน บางคนเกษียณออกมาแล้วประมาณ 5 ปี ก็ยังได้พบปะนัดทานข้าวกันบ้าง
บางคนเป็นรุ่นน้อง ก็ลาออกไปเติบโตยังองค์กรใหม่ ตำแหน่งงานใหญ่โตกว่าเดิมก็มีค่ะ
คนที่เกษียณตามรอบปกติดูจะมีความสุขกันพอดู กับจำนวนเงินที่เก็บออมมาทั้งชีวิตการทำงาน ไหนจะพวกเงินกองทุนต่างๆที่รอจ่ายให้ตอนเกษียณ ยอดเงินพอเอามากองรวมๆกันแล้วก็คงจะมีชีวิตที่ดีกันล่ะค่ะ
ส่วนผู้เขียนเองเกษียณเร็วไปหน่อย ตั้งแต่อายุ 48 ซึ่งก็เร็วจนพี่ๆหลายคนบ่นว่า เธอไม่น่าออกมาเลย
แต่เหตุผลหลายข้อ ที่บังคับให้ผู้เขียนต้องตัดสินใจอย่างนั้น มันมีน้ำหนักที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆค่ะ
และจนถึงทุกวันนี้ เหตุผลเหล่านั้นก็ไม่ได้เสื่อมสิ้นพลัง แปลว่าการตัดสินใจตอนนั้นถูกต้องแล้ว ไม่ได้ตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบอย่างแน่นอน
ที่จริงจะไปอิจฉาคนที่เขาอุตส่าห์เหนื่อยจนถึงอายุ 60 ก็คงจะไม่ถูก เรามันดันออกมาใช้ชีวิตเองเร็ว เครียดน้อยกว่าคนที่เขายังต้องทำงาน พอมาก้มมองดูเงินในกระเป๋าก็ใจหาย เพราะการใช้ชีวิตตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราต้องพึ่งตัวเองโดยสมบูรณ์ เอาเป็นว่าไม่ไ้ด้ป่วยเป็นอะไรร้ายแรงก็นับว่าบุญแล้ว
ได้เงิน กับ เสียเงิน มันเป็นของคู่กัน
คนที่เขาต้องอดทนและต่อสู้กับทั้งเรื่องงาน และการเมืองต่างๆในองค์กรก็คงต้องสมควรได้รับรางวัลไม่ใช่เหรอ นี่มันก็ถูกต้องแล้วนะ
ถึงผู้เขียนจะกลุ้มเรื่องต้องทำมาหากินซะจนเห็นเรื่องอื่นเป็นเรื่องเล็กไปหมดก็ตาม ...
เชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าจะเป็นคนที่รวยที่สุด ชีวิตดูน่าอิจฉาแค่ไหน แต่เชื่อไหม...ไม่ได้มีใครมีความสุขตลอดเวลา ธรรมดามนุษย์...ที่ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีไงคะ
คนมีเงิน ก็อาจจะทุกข์เรื่องอื่น ส่วนคนมีเงินน้อยๆก็คงจะทุกข์เพราะเรื่องเงินทอง การทำมาหากิน หรือไม่ก็เรื่องอื่นพ่วงด้วย ไม่ว่าจะโรคภัยของตัวเองหรือคนใกล้ชิด เรื่องทุกข์มันมีร้อยแปดพันเก้า
ถึงบอกว่าชีวิตไม่เคยง่าย...โดยเฉพาะกับชีวิตผู้เขียน
เคยนั่งมองชีวิตตัวเองย้อนหลังไปถึงวัยเด็ก ก็ไม่ได้ลำบากขนาดไม่มีกิน หรือไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ แต่ก็พบกับปัญหาเรื่องอื่นๆอยู่ดี ทว่า...ก็ต้องเต็มไปด้วยการต่อสู้ และใช้ความพยายามของตัวเอง เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้นให้จงได้
แต่แล้วช่วงชีวิตที่สวยงาม เราก็ตะครุปมันเอาไว้ให้อยู่กับเราตลอดไปไม่ได้
หลุดมือไปแล้ว...พร้อมกับการตัดสินใจ Early Retire ออกมา แล้วทุกวันนี้ได้แต่นั่งมองความเฟื่องฟูในอดีต อย่างน้อยสุขภาพยังปกติ5555 มีบ้านอยู่ มี passion ที่ทำให้ทุกวันมีความหมาย
แม้จะโดดเดี่ยวบ้าง มีเหงานานๆครั้ง ที่เหลือในหัวสมองมีแต่การทำงาน ไม่ว่าจะเขียนนิยาย กับงานอีกหลายโปรเจคที่พอจะมีรายได้นิดๆหน่อยๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เขียนแทบจะไม่ได้มีเวลาคิดเรื่องอื่นเลยค่ะ
พอไม่ได้คิดเรื่องที่มันเป็นแค่สิ่งจุกจิก เหมือนเรามีสมาธิแน่วแน่ จดจ่อ ความเว้าวอนหาเรื่องทุกข์ใส่หัวสมองตัวเองมันก็น้อยลงไป แต่ไม่ได้บอกว่าไม่มีความทุกข์นะคะ มีน่ะมีแน่...ก็บ่นอยู่ทุกวันว่าเมื่อไหร่ชีวิตฉันจะไปรอดซะทีนะ....
มันผ่านมาหลายปีมากแล้ว นี่มันโอกาสสุดท้าย เพราะมีแต่จะแก่ตัวลงไปทุกวัน เรี่ยวแรงถดถอย แล้วนี่จะมีชีวิตอยู่ยังไงหากสักวันแย่ขนาดว่าอาจจะไม่มีกินขึ้นมา
นี่ล่ะค่ะ ไม่มีใครทำให้เรากลัวได้เท่าความคิดตัวเราเองนี่ละ แต่ทั้งที่รู้...มันห้ามไม่ให้กลัวก็ยากใช่ไหม
ยิ่งกลัว ก็ต้องขยันให้มากขึ้นไปอีก (ตกลงว่ามีแต่เหนื่อย กับเหนื่อยค่ะ)
ตอนนี้ผู้เขียนกำลังเขียนนิยายตอนพิเศษอยู่ค่ะ เป็นตอนพิเศษของ เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ คือเขียนทั้งตอนพิเศษ และกำลังรวมเล่มคือเอาทุกตอน 80 ตอน มาเรียบเรียงใหม่เป็น e-book ด้วย
ใช้เวลามากกว่าที่คิด เพราะกลายเป็นว่าช่วง บทที่ 1-4 เขียนเพิ่มเข้าไปอีกเยอะ เพื่อให้เนื้อเรื่องมันแน่น และเข้มข้น ไม่งั้นมันจะมาหนักท้ายๆเรื่อง เรียกได้ว่าปรับ balanced ของเรื่องใหม่ แล้วยังไม่รู้ว่าจะแก้อีกนานแค่ไหน555 เอาเป็นว่าอยากให้ออกมาดีที่สุด
พอยิ่งอ่านไปมันยิ่งคันไม้คันมือ อยากแก้ตรงนั้นตรงนี้ เพราะว่าพอเขียนจบแล้วจะเห็นช่องโหว่ค่ะ ว่าตรงไหนเราเขียนหลวมไป หรือบางไป
ปีนี้ผ่านมาเกินครึ่งปีแล้วสินะ นิยายเรื่องที่สามและสี่ยังไม่ได้เริ่มซะทีเลยค่ะ ตั้งใจว่าปี 2569 จะเขียนสองเรื่องพร้อมกัน แต่นี่ยังนั่งแก้เรื่องเก่าอยู่เลย เฮ้อ...
แต่เรื่องที่สามกับเรื่องที่สี่ก็มีโครงเรื่องที่ชัดเจนมากพอจะเริ่มเขียนได้บ้างล่ะค่ะ
....
ว่าแล้วก็ต้องฮึดสู้กันต่อไป
....
ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ
มิถุนายน 18, 2569
ร้าวแล้ว-ร้าวได้อีก
พฤษภาคม 07, 2569
และแล้ว...นิยายก็จบ
เขียนนิยายจบไปอีกหนึ่งเรื่องแล้ว...ไชโย้
อยากจะร้องตะโกนดังๆเลยค่ะ แต่คงได้แค่คิด เพราะขืนทำอย่างนั้นออกมาก็จะอาจรับตัวเองไม่ได้5555 ปกติเป็นคนไม่ยอมแสดงออก ไม่ใช่ไม่กล้า หรือไม่มั่นใจในตัวเอง แต่เป็นเพราะพอแก่ตัวลง ก็รู้ว่า ดีใจไปก็เดี๋ยวเดียว แล้วมันก็จะผ่านไปอีก
เคยไหมคะ เวลาดีใจมากๆ พอสักพัก กลายเป็นหดหู่ อ้าว... เลยต้องนั่งมองความดีใจ
กว่าจะจบได้ ก็เขียนมาปีเศษ ตั้งใจว่าจะเขียนให้เร็วขึ้นกว่าเดิม กลายเป็นช้ากว่าเดิมเล็กน้อย เพราะมีเหตุอันเข้ามาขัดจังหวะ ก็ต้องฝ่าด่านอรหันต์ (สำนวนหนังจีนในยุค 80s หมายถึงด่านอุปสรรค์ที่จอมยุทธต้องแก้ปัญหาและฝ่าฟันเข้าไปในสำนักวัดเส้าหลิน)
และแล้วจอมยุทธหญิงคนนี้ก็ฝ่าด่านเข้าไปสำเร็จ ได้นิยายมาเป็นของตัวเองอีก 1 เล่ม (เดี๋ยวค่อยพิมพ์เล่ม)
ใครไปแอบส่องร้าน BooksCottage ก็คงจะพบว่าร้านนี้ยังเงียบ no change 5555 คือนิยายเรื่องปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว ยังตรวจพิสูจน์อักษรไม่เสร็จ คือ เกรงใจคนจ่ายเงินซื้อ และสงสารตัวเองที่ไม่มีทุนขนาดไปจ้างเขาตรวจให้ เพราะได้ข่าวว่าเขาคิดกันหน้าละ 5 บาท คิดดูว่านิยายหนาเกือบ 400 หน้าจะเป็นค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ สำหรับคนเกษียณไร้บำนาญ ก็นับว่าเอาเรื่องนะคะ
หรือว่าจะทำรุ่น limited คือขออนุญาตมีคำผิดนิดหน่อยนะคะ เพราะว่าคนเขียนตรวจเอง ดีไหม อิอิ มีน้องๆที่เคยทำงานด้วยกันติดต่อขอซื้อเป็นคนแรกแล้ว
เออ...จะขายได้แค่คนรู้จักหรือเปล่านะ แบบว่าน้องๆอยากสนับสนุนพี่ และอยากได้เป็นที่ระลึก เผื่อคนขายเกิดดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมา5555
สำหรับคนเขียนมีผลงานขึ้นมาอีกเล่มก็ดีใจมากแล้วค่ะ พอประกาศปิดเรื่อง เปิดเครื่องหมายว่า "จบ" เท่านั้นแหละ คนเข้ามาอ่านถล่มทลาย ชนิดที่ว่าเขียนให้อ่านฟรีมาตั้งปีนึง ใยจึงไม่มาอ่านกันเน้อ
อาจเป็นเพราะนักอ่านทั้งหลายคงโดนทำให้ผิดหวังบ่อยๆ หลายเรื่องเขียนยังไม่จบ ติดเหรียญไปด้วยระหว่างการเขียน และน่าจะส่วนมากที่เป็นวิธีนี้ พอสุดท้ายเกิดเขียนไม่จบขึ้นมา แปลว่าเงินที่นักอ่านจ่ายไปตอนต้นเรื่อง ก็เป็นอันเก้อ แล้วอย่างที่เคยบอกค่ะ การเขียนให้จบไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเปิดเรื่องใหม่เวลาอารมณ์กำลังพุ่งปรี๊ดว่าอยากเขียนนั้นมันง่าย
หลายคนพอเขียนเรื่องหนึ่งไม่จบ ก็หนีไปเปิดเรื่องใหม่ต่อ
ความโชคร้ายกลับไปอยู่ที่คนอ่านแทน ดังนั้นแล้วใครประกาศว่าเรื่องนี้เขียนจบได้ นักอ่านก็เลยแห่กันมาค่ะ
โธ่ มีคนเข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ว...
ผ่านไปไม่ทันไร หลังจากเพิ่งดีใจ ความอยากเขียนเรื่องใหม่มันก็มาในทันที5555
คือเริ่มวางโครงสร้างเอาไว้บ้างแล้วค่ะ แต่ยังไม่ครบ และยังไม่รู้จะเริ่มเขียนเมื่อไหร่ และที่สำคัญคือคราวนี้จะไม่ยอมกดดันชีวิตด้วยการเขียนไปด้วย ลงรายตอนไปด้วยแล้วนะคะ (ทำเสียงจริงจังค่ะ)
คือมันไม่คุ้มกับการเสียสุขภาพ/สังขาร
ที่สำคัญคือ ไม่ได้เป็นนักเขียนปากกาทองที่เขียนแล้วคนอ่านหลักล้านวิว และ pay ให้กันกระหน่ำจนมีกินมีใช้ มีบ้าน มีรถ
ตอนที่ 79 ของพันธนาการรัก ขอสลักเอาไว้แนบใจ (2568) ทำเอาผู้เขียนป่วยไปสองสัปดาห์ ระบบย่อยอาหารรวนค่ะ ถ้าใครติดตามไปอ่านจะเห็นว่า update ห่างกันเป็นเดือน คือช่วงนั้นทานอะไรก็ปวดท้อง เวียนหัว ผู้เขียนก็เลยเข็ด
อีกทั้งตอนเขียนเรื่อง ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว (2567) ก็ทำให้ผู้เขียนปวดหลัง ปวดคอ และไมเกรนขึ้นเป็นระยะ
เดี๋ยวนี้เห็นชุมชนนักเขียนใน tiktok เขาบ่นกันมาก เรื่องมีนักเขียนบางคนให้ Ai ช่วยเขียนให้ สำนวนภาษาประหลาด และเนื้อเรื่องมีความวกวน จนนักอ่านบางคนเริ่มจับได้5555 ว่ามันดีเกินจริง และขาดความเป็นมนุษย์ คือมันดีจนแข็งทื่อ ชวนให้สงสัย
เดี๋ยวนี้ Ai ก็เข้ามามีบทบาทแทบทุกวงการ เราก็ต้องอยู่ร่วมกับเขาแหละค่ะ เขาก็มีข้อดีมากมาย และถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยมนุษย์ เราคงต้องหนีไปอยู่ดาวอังคาร (ซึ่งตอนนี้ยังไม่พร้อมให้อยู่) ถ้าจะไม่อยากให้ Ai เข้ามาอยู่ใกล้ๆ
สำหรับ ปี 2569 ผู้เขียนคงจะยังอยากมีนิยายของตัวเองไว้อีกสักเรื่อง เป็นเรื่องที่ 3 ค่ะ
และจะนำมาเล่าสู่กันฟังใน Blog นี้ไปก่อนจะลงตอนจริงใน Platform นิยายออนไลน์นะคะ คือจะได้ไม่ต้องกดดันตัวเองเกินไป จริงๆก็ทำ Facebook Fanpage เอาไว้ แต่ไม่ค่อยจะไป post อะไร (อ้าว) เพราะยังเริ่มต้นไม่ถูก5555 กับไม่ค่อยได้เข้า Facebook อันนี้เรื่องจริง
ความอยากเริ่มตอนที่ 1 ของเรื่องใหม่มันก็มีมากอยู่นะคะ แบบไฟแรง (ต้องแรงไว้ก่อน)
เรื่องราวจะเป็นอย่างไร และเกี่ยวกับอะไรนั้นจะทะยอยมาหยอดให้ฟังนะคะ
ท้ายนี้ก็ขอขอบคุณที่มาอ่าน Blog เล็กๆอันนี้ค่ะ
📱 อ่านบนมือถือ ใน ReadAWrite: คลิกที่นี่
📱 อ่านบนมือถือ ใน Dek-D: คลิกที่นี่
📱 อ่านบนมือถือ ใน ธัญวลัย: คลิกที่นี่
เมษายน 09, 2569
ฝึกกันต่อไป Digital Painting
นี่เป็นผลงานล่าสุดของผู้เขียน ที่วาดและ painting หนุ่มหน้าหวานที่เข้าใจว่าหน้าตาแบบนี้คงจะ in trend ในยุคปัจจุบัน
(แต่ไม่ใช่รสนิยมสวนตัวของผู้เขียนหรอกค่ะ)
เวลาดูซีรีส์จีนแล้วผู้เขียนออกจะตกใจเล็กน้อย(ถึงมากที่สุด)555 ว่าผู้ชายสมัยนี้ทำไมคางแหลม และแต่งหน้าจนเนียนพอๆกับนางเอก แบบแทบไม่เเห็นรูขุมขน
แถมดูไปดูมาโครงหน้าก็ละม้ายกับพระเอกในหนังสือการ์ตูน หรือ webtoon ด้วยซ้ำไป คือหน้าจะแหลมเรียว ตาก็เรียวยาวซะด้วย
แทบไม่ต้องไปดูพวกตระกูลสายนิยายวาย หรือ boy love เพราะสายนั้นผู้ชายหน้าหวานมาก คล้ายๆที่ผู้เขียนวาดออกมาข้างบนนั่นแหละค่ะ
รูปนี้รู้สึกภูมิใจมากกับการเหลาจมูกออกมาได้ดี คือใส่เงาแล้วดูนุ่มนวล
นี่หละค่ะ สงสัยอีกหน่อยต้องวาดปกนิยายเอง เพราะ platform ตั้งท่ากีดกันภาพจาก Ai แล้วนี่ทำไมฉันจะต้องทำเองทุกอย่างด้วย(วะ) มันเหนื่อยนะเนี่ย
ไม่ต้องแปลกใจนะคะ รูปข้างบนยังวาดไม่เสร็จค่ะ เอามาให้ดูตามนี้ไปก่อน แถมไม่รู้จะเสร็จเมื่อไหร่ มีอะไรต้องทำเยอะไปหมด 😅
อีกอย่างคือต้องทิ้งไว้ให้ลืมสักพัก เดี๋ยวกลับมาระบายต่อจะเห็นข้อบกพร่องที่ตอนนี้มักจะไม่เห็นค่ะ
ตอนนี้อารมณ์เห่อ ดูยังไงก็คิดว่าตัวเองวาดและระบายโอเคแล้ว 5555
หัวเราะทั้งน้ำตา เพราะค่าจ้างนักวาดแสนจะแพง แล้วนักเขียนส่วนใหญ่เขาไม่ได้เขียนนิยายแล้วได้เงินเยอะกันทุกคน ที่เห็นว่าได้เยอะ จนผ่อนบ้าน ผ่อนรถกันได้นั้น คงมีจำนวนไม่เยอะหรอกค่ะ
อย่าให้บอกเชียวว่าที่เขียนมาสองเรื่อง ใช้เวลาเรื่องละ 1 ปี นั้น ได้เงินกี่บาท
ใครรู้เข้าคงจะบอกว่า "ไปทำอย่างอื่นเถอะ"
เฮ้อ อากาศหน้าร้อนมันก็ต้องร้อน เมษายนจะให้เย็นได้ยังไง อากาศไม่ร้อนเปล่า เหตุการณ์รอบประเทศก็ระอุ น้ำมันแพง ข้าวของแพง คนอย่างเราก็ลำบากมากขึ้นไปอีก มีความสามารถอะไรก็หยิบมาใช้จนหมดสิ้น ไม่มีใครช่วยเรา เราก็ต้องพึ่งตัวเองสินะ
บ่นเรื่องอากาศสักหน่อยค่ะ ก่อนจะบ่นต่อว่านิยายวายเขาขายดีกันจริงๆ แต่ผู้เขียนคงจะได้แต่มองค่ะ ในยุคที่เติบโตมาเรื่องเหล่านี้มันช่างไกลตัวมากๆ แล้วจะขยับไปเขียนนิยายตามกระแสจะไหวเหรอ (ถามตัวเอง)
สรุป อีโรติก ก็ไม่เขียน
นิยายวาย ก็ไม่เขียน
ผู้เขียนได้แต่แหงนหน้ามองฟ้าแล้วล่ะค่ะ เบื้องบนโน้นมีเทพเทวาใช่ไหม
รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรเยอะแยะ แต่ก็ดูจะยังไม่เป็นผลเท่าไหร่ ไหนจะต้องสู้กับโลกภายนอกที่ช่างโหมกระหน่ำลงมาใส่
เฮ้อ
ขอถอนหายใจค่ะ... ไว้เจอกัน Post หน้านะคะ
มีนาคม 26, 2569
ทักษะการรับฟังข่าวร้าย
ชีวิตก็คือชีวิตค่ะ ผู้เขียนคิดว่าอยากจะเล่าเรื่องทักษะที่ควรมีเอาไว้ติดตัว ยามเมื่อต้องพบเจอกับสิ่งที่ไม่ได้พึงปรารถนา แต่มันก็โถมเข้าหาเรา...อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับระลอกสึนามิ
เรื่องเจ้าแมวไข่เจียวเพิ่งหายจากติดเชื้อบาดทะยักได้เพียง 1 เดือน คราวนี้สร้างเรื่องใหม่ให้ผู้เขียนต้องทำใจอีกแล้ว
อันว่าการอุปการะลูกแมวจรโดยที่โครงสร้างพื้นฐานตัวเองไม่พอนี่ก็เป็นบทเรียนสำคัญ
หมายความว่าไม่ได้คิดไกลไปว่าเวลาแมวป่วย เกิดต้องแยกขัง แล้วไม่มีที่ให้ขัง จะทำอย่างไรต่อไป
แต่ก่อนเลี้ยงสุนัข ทางบ้านเลี้ยงเพื่อกันขโมยโดยให้อยู่นอกบ้าน ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนรับรู้ และสมัยก่อนผู้เขียนยังทำงานประจำมีรายได้ วันๆก็อยู่แต่ที่ทำงาน เสาร์อาทิตย์ก็อยู่นอกบ้าน ไปโน่นนี่ ไม่เคยได้ใกล้ชิดสัตว์เลี้ยงเท่าไหร่ เพียงแค่เห็นเขามานั่งรอหน้าประตูตอนค่ำทุกวัน กับตอนเช้าวิ่งไปส่ง แค่นี้ก็ทำให้รู้สึกว่าการมีสัตว์เลี้ยงนั้นมันดี และเมื่อมาถึงระยะเวลาหนึ่ง เขาก็แก่ชราและจากไปตามวาระ ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรดราม่าเท่ากับการเลี้ยงแมวเลยค่ะ
วีรกรรมเด็ดของสุนัขก็มี ใช่ว่าจะราบรื่น น้องเงิน (อ่านต่อเรื่องน้องเงิน) สุนัขตัวสุดท้ายที่ทางบ้านคิดจะเลี้ยง บางทีเขาก็ออกไปกัดคนที่คิดว่าไม่น่าไว้ใจ5555 เช่น คนแต่งตัวเหมือนคนทำงานก่อสร้าง อะไรประมาณนี้ ทางบ้านต้องตามไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าทำขวัญให้อยู่หลายครั้ง
ใหญ่สุดคือไปกัดสุนัขพันธุ์เล็กที่เจ้าของอาจไม่รู้ว่ามีหมาใหญ่อยู่แถวนั้น กัดจนน้องหมาเขากลับดาว ผู้เขียนเองก็เข้าใจว่าน้องเงินเคยนอนเล่นกับตุ๊กตาหมาน้อยตอนเขายังเด็ก อาจจะคิดว่าเป็นตุ๊กตาไหม เข้าไปงับดู แล้วงานนั้นก็ถูกเรียกค่าชีวิตหมาพันธุ์เล็กหลักหมื่น ผู้เขียนต้องรีบไปรับผิดชอบ เพราะทางบ้านโกรธมากบอกว่าจะไล่น้องเงินออกจากบ้าน หรือไม่ก็เอาไปปล่อย
หมาก็คือหมาค่ะ เขาก็คงไม่รู้เรื่อง
ความธรรมดาสามัญข้างต้นที่เล่าไป ทำให้ผู้เขียนทำใจลำบากตั้งแต่น้องไข่เจียว(แมว) อยู่ดีๆติดเชื้อบาดทะยัก (Felish Tetanus) อันเกิดได้ยากยิ่งกับแมว หมดค่ารักษาไปเกินหลักหมื่น และไม่มีใครยอมรับปากว่ารักษาแล้วจะหายไหม
ใครอยากอ่านเรื่องไข่เจียวเป็นบาดทะยักรออ่านได้นะคะ
คราวนี้พอจบเรื่องบาดทะยัก เพราะในที่สุดน้องก็รอด และกลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงแมวปกติได้เพียง 1 เดือน
คือยังไม่ทันจะพาไปทำหมันเลยนะคะ ตั้งแต่เขาเกือบหายดี เขาก็แหกกรงออกไปเที่ยวนอกบ้าน แถมกลับบ้านวันเว้นวัน เว้นสองวัน กลับมาก็หิวโซ กินไม่ยั้ง กินแล้วนอน พอหัวค่ำก็ออกไปอีกค่ะ
โครงสร้างพื้นฐานไม่เหมาะกับการเลี้ยงแมวเริ่มแสดงปัญหา คือ ไม่สามารถถถเลี้ยงแบบปิด คือให้อยู่ในห้อง หรือในบ้าน ก็บ้านไม่มีห้องเหลือสำหรับแมวอยู่ค่ะ นอกจากต้องทำกรงใหญ่ให้อยู่นอกบ้าน ซึ่งต้องใช้เงินอีกจำนวนพอสมควรเลย แถมเราเป็นผู้อาศัยพ่อแม่อยู่ บางทีเราก็ไม่ได้มีสิทธิจะทำอะไรก็ได้ใช่ไหม
ในเมื่อออกไปนอกบ้านได้ คาดว่าคงไปเปิดศึกแย่งตัวเมียตามสัญชาตญานแหละค่ะ รอบนี้กลับมาบ้านมีแผลหลายที่ ผู้เขียนก็พยามสังเกตแผล แต่สายตาคนอย่างเราที่ไม่ใช่หมอ ก็เห็นแค่ว่าบวมไหม น้องซึมไหม อะไรอย่างนี้แค่นั้น
เหมือนมีลางสังหรณ์ไม่ดี ก็เลยโทรไปนัดทำหมัน และพาไปหาหมอเพื่อทำมันซะเถอะ กะว่าเจอหมอก็ได้ฝากดูแผลไปด้วย
เหตุการณ์ก็ประมาณว่าแผลที่ได้มาเป็นแผลโพรง (Pocket wound) ต้องรักษากันอย่างหนัก สรุปต้อง admit อีก ไหนจะตรวจเลือดเพิ่ม ไหนจะค่าทำหมันอีก โอ๊ย...ผู้เขียนนั่งฟังการประเมินค่ารักษาแล้วยอมรับว่า...ทรุด
ของเดิมเมื่อคราวโรคบาดทะยักยังไม่ทันหารายได้มาเติมเลย ต้องมาจ่ายเรื่องใหม่อีก แค่นี้ก็เครียดแล้ว
การไม่สามารถขังเขาไว้ได้มันเป็นอย่างนี้นี่เอง
คือน้องสีส้มเขาก็มีหนีเที่ยวแบบนี้ แต่ไม่เคยต้องพาไปทำแผลหมดเป็นหมื่นๆแบบนี้เลยค่ะ ส่วนใหญ่เห็นเป็นแผลเล็กเท่านั้น
แล้วแค่นี้ยังไม่พอ ผลเลือดออกมาอีกว่าน้องไข่เจียวไปติดเชื้อลูคิเมีย มาจากแมวตัวอื่นที่กัดกันอีก
อะไรกันเนี่ย...ผู้เขียนได้แต่ยืนนิ่งอึ้งค่ะ อาจทำหน้าเฉยๆตอนได้รับฟัง แต่ข้างในใจรู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงบนหัว
เป็นวันที่ช่างสาหัสเหลือเกินค่ะ...
ฉันจะอยู่กับสิ่งเหล่านี้อย่างไรดี รู้แต่ว่าฉันทำทุกอย่างเต็มที่หมดแล้ว นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนบอกตัวเองค่ะ ยอมรับมันว่าเกิดขึ้นแล้ว มันเกิดขึ้นได้ใช่ไหมล่ะคะ เพราะปัจจัยต่างๆเราก็รู้ดี
ผู้เขียนกลับมาบ้าน นั่งบนโต๊ะทำงาน แล้วก็นั่งคิดค่ะ ลูคิเมียทำให้แมวอายุสั้น อาจเเหลือเวลาอยู่กับเจ้าของเพียงแค่เต็มที่ 5 ปี หมอบอกอย่างนั้นนะคะ
โธ่...นิยายพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ ตอนจบ คือตอนที่ 80 ยังไม่เสร็จซักทีล่ะค่ะ
พายุและมรสุมชีวิตยังพัดเข้าใส่ไม่หยุด คนเราเวลาต้องฟังข่าวร้ายควรต้องรับมือกับมันอย่างไรดีคะ...
ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ
มกราคม 29, 2569
หวังว่าความกล้าหาญจะนำพาเราไป


















