สิงหาคม 13, 2569

มายาทางความคิด

 


หลายวันก่อนมีเพื่อนโทรมาปรีกษาว่าจะตัดสินใจยังไงดี กับการทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกเครียดจนอยากจะลาออก  แต่ก็ไม่กล้าลาออก...เพราะกลัวเรื่องปัญหาทางรายได้ที่จะขาดหายไป

หนึ่งเดือนต่อมาเขาโทรมาใหม่ คราวนี้บอกว่ายื่นจดหมายลาออกไปแล้ว และจะมีผลในอีกหนึ่ง-สองเดือนข้างหน้า หลังจากลาออกแล้วเขาจะไปบวชเพื่อตั้งสติสักเดือนนึง

ฉันมานั่งคิดว่าการทำงานในที่ใดที่หนึ่งมันทำให้คนเราเป็นทุกข์ได้ซะขนาดนั้น...ก็ลาออกเหอะ

ลืมบอกไปว่าเรื่องความเครียดที่เพื่อนบอกนั้น  มีเรื่องเล่ามากมายที่อธิบายได้ว่ามันไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบที่เกิดขึ้น แล้วก็หายไป แต่เป็นความเครียดแบบสะสมต่อเนื่อง  เขาเล่าว่าบางทีนอนไม่หลับติดกันหลายคืน สุขภาพแย่ ทางกายและใจ...ถูกโทรตามงานแทบจะทั้งวันทั้งคืน ไม่เว้นวันหยุด สั่งงานมาทาง Line และทางโทรศัพท์ สั่งแล้วเปลี่ยนใจ แล้วสั่งใหม่ เป็นแบบนี้มาตลอดที่ทำงานที่นั่น 

คนส่วนมากก็คงกังวลเรื่องรายได้แทบทั้งนั้นแหละค่ะ ถึงต้องทนอยู่ให้ได้  ความอดทนของแต่ละคนก็ต่างกัน และระดับที่ร่างกายของแต่ละคนจะทนได้ ก็ต่างกันไปด้วย

ผู้เขียนบอกก่อนเลยว่า  ความอดทนทางกาย กับความอดทนทางใจ มันต่างกันนะคะ บางทีเรานึกว่าตัวเองไหว แต่ร่างกายไม่ไหว  ส่งสัญญานให้หยุดพักเท่าไหร่ เราก็หลงลืมไป มองเห็นแต่เรื่องนอกตัวต่างๆนานา

เอาเข้าจริงไม่มีใครอยากสลบคาโต๊ะ หรือขับรถแล้วหลับใน เพราะทำงานหนัก หรือเครียดจนเกินไป เพราะตื่นขึ้นมาจากการสลบ อาจพบตัวเองนอนอยู่โรงพยาบาล หรือขับรถแล้วหลับใน อาจเกิดอุบัติเหตุ  คราวนี้คนข้างหลังจะทำยังไงกันต่อไป เดือดร้อนต้องมารับบทดูแลกันไปอีก

แต่บริษัท เขาก็ต้องหาคนมาทำงานแทนเราจนได้  เป็นความจริงที่ว่า...บริษัทต้องอยู่ต่อไป แต่คนอย่างเราๆ พ่อแม่จะหาใครมาแทนเราคงไม่มี หรือถ้าเราเป็นพ่อแม่คน ลูกเราจะหาใครมาแทนเราได้

ผู้เขียนเองก็เคยฟังมายาทางความคิดของตัวเองมาก่อนค่ะ

ตอนช่วงก่อนมีเหตุ Early Retire ผู้เขียนก็เครียดจนอยากลาออกจะแย่  ช่วงนั้นดิ้นรนหางานใหม่ พอเหมือนจะได้งาน ก็กลับกลัวอีกว่าที่ทำงานใหม่จะงานหนักกว่าเดิมไหม หรือที่คิดว่าตอนนี้ที่มันแย่  ไปที่ใหม่ช่วงปรับตัวจะแย่กว่าเก่าไหม(วะ) สรุปเลยไม่ได้ลาออกซะงั้น  แต่ก็ทำงานต่อไป ด้วยความอดทน5555...และสิ้นหวัง ว่าเราต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปจนอายุ 60 เลยเหรอเนี่ย

คือพนักงานทั่วไปเขาดีใจวันเงินเดือนออก วันจ่ายโบนัส วันขึ้นเงินเดือน แต่ผู้เขียนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงานเหล่านี้ ตั้งแต่ประมวลผลคะแนนการทำงานของคนทั้งบริษัท ทำงบประมาณ ทำ Policy ว่าจะขึ้นเท่าไหร่ และอย่างไร โอ๊ย...สารพัดทุกสิ่งอย่างค่ะ

ผู้เขียนจะเครียดตั้งแต่ประชุมทีมตั้ง Timeline การทำงานว่าจะต้องทำข้อมูลอะไรยังไง ส่งถึงเบื้องบน และทุกหน่วยงานวันไหนเมื่อใด รอรับข้อมูลกลับมาแล้วต้อง screen ข้อมูล+ตรวจสอบอีก กลับบ้านก็จะนอนไม่หลับ  เพราะกว่าผู้บริหารระดับสูงจะตัดสินใจบอกตัวเลขมา ก็จวนตัวทุกครั้ง ทำแทบจะไม่ทัน ถ้าจะให้ทันก็ต้องนอนค้างบริษัท แถมเราจะไปบอกให้ช่วยประชุมกันเร็วๆก็ไม่ได้อีก555

เครียดค่ะ  กลัวว่าจะทำจ่ายไม่ทัน  กลัวว่าจะทำจ่ายผิดพลาด แม้มันไม่เคยพลาดเลยตลอดชีวิตการทำงาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเรื่องตัวเลขนี่มันจะพลาดกันไม่ได้สักวัน ก็กลัวแบบจับใจ  นอนไม่หลับ มันหลอนอยู่ในความคิด  แล้วเรื่องขึ้นเงินเดือน จ่ายโบนัสมันก็มีทุกปี  ปีละสองครั้ง สามครั้ง ไม่นับงานด้านอื่นที่ต้องดูแลด้วยอีก ไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียว 

เมื่อผ่านจุดเหล่านั้นมาแล้ว คือพอต้อง Early retire ออกมาโดยไม่ได้วางแผน ก็มองย้อนกลับไปค่ะ

เรานี่มันคงยึดมั่นกับความสำเร็จอยู่พอตัว  คือไม่ยอมพลาด (แต่มันก็พลาดไม่ได้ค่ะ เรื่องเงินๆของพนักงาน) ถึงต้องใช้พลังงานมหาศาลเพื่อเอาชนะอุปสรรคทุกอย่างให้จงได้

ดีที่รอดชีวิตมาได้...ถึงตอนนี้ 

บอกเพื่อนไปว่า บ่อยครั้งเราก็กลัวจนเกินไป ไม่กล้าตัดสินใจ  ทั้งที่สัญญานทางร่างกายเริ่มไม่ดีแล้ว และอายุเราก็มากขึ้นกว่าตอนเรียนจบมาใหม่ๆ แบกรับอะไรมามากมายตลอดเวลาอันยาวนาน  ออกมาตั้งต้นชีวิตใหม่ก็ยังดีกว่าสลบคาโต๊ะ...

ปล่อยให้คนที่ไหวเขาทำไปเถอะค่ะ  ยังไงบริษัทก็หาคนมาแทนเราได้อยู่แล้ว  

เหมือนการ  Early retire จะผลักผู้เขียนให้ออกมาจากวงจรแห่งความเหนื่อยได้ถูกจังหวะค่ะ แม้จะงงๆเล็กน้อย แต่ไม่เคยเสียน้ำตาสักหยด  ไม่เคยเสียใจที่ต้องออกมา(ซะที)

แม้วันนี้ชีวิตจะดูเคว้งๆยังไงพิกล เหมือนเรือที่มองหาฝั่ง ผ่านมาหลายปี...ก็พอจะมองเห็นฝั่งล่ะค่ะ แต่มันยังดูไกลๆ ซึ่งก็ยังดีกว่าช่วงแรกๆ ที่คิดว่าตัวเองเหมือนตัวละครในหนังเรื่อง Cast Away ที่ติดเกาะร้าง คือไม่มีอะไรเลย...ทุกอย่างต้องหาเอง สร้างเอง

มีบันทึกส่วนตัวที่ผู้เขียนเคยเขียนระบายความรู้สึกในช่วงที่เครียดงานอยู่ชิ้นหนึ่ง  กลับไปอ่านทีไรก็รู้สึก...โห...เรารู้สึกแย่ขนาดนั้นเลยนะเนี่ย

มายาทางความคิด...ต้องสำเร็จ ต้อง Perfect สิ่งเหล่านี้ทำให้มีความทุกข์  สุดท้ายพอออกจากงานมา เขาก็หาคนใหม่มาทำแทนได้  ทำดีหรือไม่ดีกว่าเรา ก็ไม่ใช่เรื่องของเราอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ  ผู้เขียนก็ทำอย่างสุดความสามารถแล้วสำหรับตอนที่ยังอยู่ในความรับผิดชอบ

เพียงเท่านี้ก็พอใจแล้ว  สุดแล้วจริงๆ 

ดีใจที่เพื่อนตัดสินใจด้วยตัวเขาเองได้ค่ะ ขอแอบอนุโมทนาด้วยที่เขาจะไปบวช  เชื่อว่าหลังจากสึกออกมาเขาคงจะคิดอะไรออกได้อีกเยอะค่ะ 

โลกนี้มันกว้างใหญ่ และทุกวันนี้ก็เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ปัญหาของโลกก็ยังวนๆอยู่เรื่องเดิมๆ เพราะมนุษย์นี่ล่ะค่ะ 5555 ในเมื่อปัญหาไม่มีวันหมด แต่ความรู้สึกที่มีต่อปัญหา...กลับเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นในแต่ละยุคสมัย หรือห้วงเวลา  

ทั้งหมดนี่มันก็เหมือนเรื่องมายาทางความคิด ทุกข์ที่แท้จริง หรือสุขที่แท้จริง มันก็คงไม่มีน่ะสิเนี่ย 

อนิจจังไม่เที่ยง...เฮ้อ


ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น