สิงหาคม 20, 2569

ความทุกข์มีไว้สอนใจ


 
หลายครั้งที่ตลอดชีวิตคนเราต้องพบเจอสิ่งที่ไม่พึงประสงค์กันทุกคน กว่าจะเติบโตมาจนป่านนี้ มองย้อนหลังกลับไป ก็พบว่าทุกข์ที่เคยเป็นเรื่องใหญ่ กลายเป็นว่ายิ่งเติบโต เราก็ยิ่งมองว่าเรื่องที่เคยผ่านพ้นมาได้ ก็กลายเป็นทุกข์ที่ไม่ได้ใหญ่โตเกินจะรับไหว

ยิ่งดำเนินชีวิตต่อไป ก็เหมือนว่าความทุกข์ที่สดใหม่ หรือเพิ่งเกิด ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ เพียงเพราะมันอยู่ใกล้ตัวนี่เอง 

เดี๋ยวพอมันคล้อยผ่านเราไปอีกครั้ง ความหนักหนาก็จะค่อยจางคลายลงไปเอง เป็นเช่นนี้เสมอใช่ไหม

มองดูไปแล้ว กว่าจะผ่านความทุกข์ไปได้ในแต่ละครั้ง เราก็ต้องทำอะไรหลายอย่าง ตั้งแต่หยุดคิด หยุดใคร่ครวญ ว่าทำไมมันจึงเกิดแบบนั้น-แบบนี้  แล้วทำยังไงจะไม่ต้องเจอแบบนี้อีก

นั่นแหละค่ะ เรียกว่าความทุกข์มักจะสอนอะไรเราทุกครั้ง

ผู้เขียนรู้สึกว่าความทุกข์ได้ "ให้" อะไรมากกว่า ความสุขด้วยซ้ำไป

ความสุขทำให้เราเบิกบาน ใจฟูฟ่อง แล้วมันก็โบกบินจากเราไปในที่สุดไม่ต่างกัน

แล้วเราก็ได้แต่กลับมานั่งรอ...ให้ความสุขมันพัดผ่านกลับมาอีก

ชีวิตหลังเกษียณของผู้เขียนล้มลุกคลุกคลาน ในที่สุดแล้วก็เหมือนจะไม่ได้เข้าไปใกล้เป้าหมายเสียที 

บ่อยครั้งก็นั่งปลอบใจตัวเองไปวันๆ ว่าไม่ต้องถึงเป้าหมายก็คงไม่เป็นไรหรอก เป้าหมายเราเป็นคนกำหนดเอง จะเขียนใหม่ให้มันเป็นยังไงก็ได้ตามใจเรา แค่มองเป้าหมายไว้พอเป็นเข็มทิศก็พอ ไม่ต้องวิ่งจ้ำไล่ตามเหมือนเมื่อตอนอายุยังน้อยๆก็ได้

แต่ละช่วงวัยเราก็ได้ทำหน้าที่เต็มที่มาหมดแล้ว  ตอนนี้เป็นช่วงท้ายของชีวิต หน้าที่ของเราคงมีแค่มีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความหมาย 

เป้าหมายทางการเงินเป็นอะไรที่ทำให้เครียดมากที่สุดค่ะ

สมัยยังทำงานรู้สึกมีความมั่นคงในชีวิตมากๆ ก็แน่ล่ะ ที่เรามีรายได้แน่นอนทุกเดือน มีอนาคต แต่ก็หาเวลาทำในสิ่งที่อยากทำไม่ได้   แถมสุขภาพถูกบั่นทอน

พอมาตอนนี้เป็นเหมือนพวกหาเดือนชนเดือน วันชนวัน เริ่มจะชินแล้วล่ะค่ะ แต่ก็อยากให้มัน stable กว่านี้อีกสักหน่อยคงดี 

ค่อนข้างจะมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ มีอิสระเต็มที่ แต่ก็อดจะกลัวอนาคตไม่ได้ค่ะ

ความทุกข์ที่ผ่านๆมาสอนอะไรเอาไว้หลายอย่าง โดยเฉพาะ "อย่าประมาท" 

กระนั้นคนเราก็คงจะมีแผนสำรองไว้รองรับไม่ได้ทุกอย่างไปหรอกค่ะ  ยิ่งตอนนี้ทรัพยากรน้อยลงไป คิดอยากจะทำอะไรก็ค่อนข้างติดขัด  เลยได้แต่แอบกังวลโน่นนี่ไปเรื่อยตามประสา

สุดท้ายก็ลงเอยแค่ว่า  ทำให้ดีที่สุด อะไรไหวไม่ไหวก็ช่างมันแล้วค่ะ  สุดความสามารถแล้วก็จบ เพราะมันได้แค่นี้จริงๆ  ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ก็ต้องหาทางอยู่ให้ได้ค่ะ

ชีวิตคุณผู้อ่านเป็นยังไงกันบ้างคะ 555 ถามไปอย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะมีใครอยากพูดอะไรบ้างไหม เพราะไม่เคยมีใครเขียนความเห็นส่งเสียงกันมาบ้างเลย ผู้เขียนเหมือนจะบ่นอะไรอยู่คนเดียวมาตลอดหลายปี

วันนี้เขียนเหมือนจะออกโทนหม่นๆตามฟ้าฝน ท้องฟ้าแดดไม่ค่อยมี ทำให้รู้สึกเหนื่อยหรือไม่นะเรา

พูดเรื่องทุกข์มายาวเหยียด มีอีกเรื่องที่ทุกข์กำลังสอนอยู่ตอนนี้เหมือนกันค่ะ...

ตั้งใจไว้ว่าปีนี้จะเขียนนิยายพร้อมกันสองเรื่อง ก็ยังไม่ได้เริ่มเลยค่ะ แต่โครงเรื่องก็พัฒนาไปได้ไกลแล้ว อาจจะใกล้เวลาได้เริ่มตอนที่ 1 ซะที

ความอยากเขียนยังมี แต่ก็ติดต้องไปทำมาหากินค่ะ หวังว่าคงจะเข้าใจเพราะงานเขียนใช้ร่างกายและหัวใจล้วนๆ นี่สุดท้ายเราก็ต้องแคร์ว่าทำอะไรแล้วพอจะมีกินบ้าง 

เลิกคิดไปแล้ว หรือเลิกตั้งคำถามไปแล้วว่าทำไมบางคนเขาบอกว่าเขียนนิยายแล้วรวยอย่างนั้นอย่างนี้

เพราะว่าคงไม่ได้เกิดกับคนอย่างเรา หรือแนวนิยายที่เราเขียน

เอาเป็นว่าถ้ารักจะทำก็ทำต่อไปค่ะ ก็ทำได้แค่นี้ ดีที่สุดที่ทำได้แล้ว...นี่ก็คงเป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ทุกข์สอนไว้เหมือนกัน คือทำเต็มที่แล้วปล่อยวางที่เหลือ

เฮ้อ...(ถอนใจดังไปไหม)


ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ เจอกันใหม่ Post หน้าค่ะ



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น