ช่วงนี้ผู้เขียนเหมือนจะดวงตก(อีกหรือเปล่า) เพราะความเจ็บป่วยเล็กน้อยๆที่มาเป็นชุดทำให้ร่างกายไม่ค่อยคล่องตัวเอาเสียเลยค่ะ
เริ่มตั้งแต่อยู่ดีๆในเช้าวันหนึ่งเพิ่งตื่นนอนใหม่ๆ ยังนอนอยู่บนเตียงแท้ๆ แค่เอื้อมมือไปจับหมอน แต่คงจะเอื้อมสุดแรงไปหน่อย เลยทำให้หลังจากนั้นเหมือนกล้ามเนื้อไหล่จะตึงๆแปลกๆ แล้วพาลเจ็บลงมาถึงแขนและมือขวา นี่ก็ยังปวดๆมาเป็นสัปดาห์ คือผู้เขียนทำโน่นนี่ทั้งวัน และฝั่งที่เจ็บเป็นด้านถนัดพอดี เรียกได้ว่าไม่มีโอกาสพักแขน หรือมือหรอกค่ะ คือใช้งานปกติ นี่ก็เลยทำให้หายปวดช้ามาก
ถัดมาก็โดนขวดน้ำดื่มที่มีน้ำอยู่เต็มขวดตกใส่เท้า เล่นเอาตอนโดนใหม่ๆปวดจี๊ดจนน้ำตาจะไหล ต่อมาเท้าตรงที่โดนก็ปูดบวมนูนขึ้นมาเป็นลูก คงเหมือนคนหัวโนอะไรประมาณนั้น โชคดีที่ยังเดินได้ค่อนข้างปกติ แต่จะเจ็บมาก เวลาใส่รองเท้าแบบที่มันมีสายพาดไปบริเวณที่เจ็บพอดีค่ะ
ถ้ายังเดินได้ปกติเหมือนไม่น่าจะมีอะไร ทว่าคืนแรกนั่นเล่นเอาเหมือนจับไข้เลยค่ะ คือมันปวดตุบๆ ตลอด ผู้เขียนเอาครีมเรพาริลที่ใส่ไว้ในตู้เย็นตลอดเวลา หยิบออกมาทานวดเป็นระยะ ทำให้ตรงที่ปูดบวมยุบค่อนข้างเร็ว และไม่มีอาการเขียวช้ำ ถึงวันนี้ผ่านมาเกือบสัปดาห์ก็ยังบวมอยู่นะคะ แต่ค่อยๆลดบวมลงไป และยังเจ็บอยู่ค่ะ
เจ็บแขน เจ็บหัวไหล่ เจ็บมือก็เลยทำให้ใช้คอมพิวเตอร์ได้ไม่นานค่ะ คือขยับเม้าส์ไปได้สักระยะก็จะปวดแล้ว
อยากจะเล่าเรื่องฝันร้ายในวันฝนตก ก็เลยไม่สะดวก ปวดทั้งแขนทั้งมือ แต่ตอนนี้พอจะพิมพ์ไหวแล้ว เอาเป็นว่ามาเล่าให้ฟังเลยดีกว่าค่ะ
เรื่องของเรื่อง...มันคือ...
ช่วงเวลาหน้าฝนโดยเฉพาะเข้าเดือนกันยายน จะเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก คนทำงานตามออฟฟิศจะรู้เลยว่าฝนตกเช้าวันจันทร์ กับเย็นวันศุกร์ มันโหดร้ายเหลือค่ะ เพราะรถจะติดมาก
เอาเป็นว่าฝนชอบตกช่วงใกล้เลิกงาน บางทีก็ตกช่วงเช้าตรู่รับอรุณ ทำให้รถติดช่วงเช้า ก็โหดพอกัน
เลยรู้สึกว่ามีประสบการณ์ที่อยากเขียนเล่าให้อ่านกัน ซึ่งผู้เขียนโดนมากับตัวเมื่อหลายปีมาแล้ว (ตั้งแต่ในยุคที่ยังทำงานบริษัท)
เอาละค่ะ...เหมือนที่ฝนกำลังตกกระหน่ำใส่ชาวกรุงเทพในช่วงเดือนกันยายนนี้... ถ้าจะดูในภาพข้างบนจะเห็นว่าเป็นภาพรถจอดอยู่ท่ามกลางน้ำรอระบายในที่แห่งหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนเป็นผู้ประสบภัยเองแหละค่ะ !!
ซอยนั้นเป็นซอยทางลัดออกไปสู่ถนนใหญ่ ที่เป็นเส้นทางประจำที่ผู้เขียนใช้ขับรถไปทำงาน เท่าที่เคยขับผ่านไปมาอยู่หลายปีแล้ว ก็ไม่เคยเห็นว่าน้ำจะท่วมตรงนั้นสูงจนเกิดเรื่องวุ่นวายกับชีวิต คืออย่างเก่งก็น่าจะท่วมประมาณ 10-20 เซนติเมตรค่ะ
วันนั้นก็ออกจากบ้านตามปกติ ขับไปในเส้นทางเดิม พอเข้าเขตน้ำเริ่มท่วม ก็ยังเอ๊ะ...หรือมันจะท่วมแค่นี้ คงจะขับลุยต่อไปไหวหรอกน่า 55555
ไม่รู้ตัวหรอกว่ากำลังคิดผิดถนัด คนมันซวย ก็ช่วยไม่ได้ (ใช่ไหม)
สมัยนั้นไม่มี App ให้คนรู้ว่าตรงไหนน้ำกำลังท่วมแบบ realtime นะคะ ถ้ารู้ก่อนคงจะหนีทันแหละค่ะ
ผู้เขียนก็ขับลุยๆๆไปเรื่อยค่ะ ยิ่งขับไปไหงน้ำยิ่งลึกหว่า แต่ว่ามันกลับลำไม่ทันแล้ว ถ้ากลับรถกลางถนนตอนนี้ คันอื่นเขาต้องหยุดรอกันหมด แล้วดูจากสถานการณ์รอบๆ ทุกคนก็มองหน้ากันแบบงงๆ ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาลุยรับชะตากรรมเหมือนๆกัน น้ำก็สูงมากค่ะ
นึกไปถึงรถคันแรกของผู้เขียนที่สมัยนั้นยังเป็นเกียร์ธรรมดา และเครื่องยนตร์แบบคาร์บูเรเตอร์ เคยขับลุยน้ำสูงประมาณนี้ได้ อย่างเก่งตอนนั้นเครื่องก็ดับค่ะ 5555 แต่ทว่าตอนนั้นมีคนช่วยเข็นมาเข้าโซนแห้งกว่า แล้วรอเวลาสักระยะ รถก็สามารถสตาร์ทติดใหม่แล้วขับต่อได้ ....เจ๋งเนอะ
มาถึงคันนี้ ที่กำลังสู้กับระดับน้ำสูงเกิน 30 เซนติเมตร เป็นเกียร์ออโต้ เครื่องยนตร์หัวฉีด ....555 ยังไงดีวะเนี่ย ถ้าเกิดดับขึ้นมา ฉันจะต้องทำไงต่อ น้ำเข้าเครื่องยนตร์แล้วจะเกิดไรขึ้น 3-4-5-6-โอ๊ย คิดไปไกลเลยค่ะ
ผู้เขียนพยายามประคองรถให้อยู่ตรงกลางถนนเข้าไว้ค่ะ เพราะว่าเป็นส่วนที่สูงกว่าขอบถนน สังเกตระดับน้ำของรถที่วิ่งตรงกลางจะเหมือนพอสู้ไหวนะคะ แถมปิดแอร์ในรถด้วย นั่นละ...ฮึบๆๆๆ ใจเต้นมาก
จังหวะซวยมาพอดี คือซอยนั้นเป็นอู่รถทัวร์ มีรถบัสขนาดใหญ่กำลังมาเข้าอู่ ขณะที่รถบัสกำลังเคลื่อนตัว จึงทำให้เกิดคลื่นน้ำขนาดใหญ่ซัดออกมา ซัดตูมเดียวค่ะ จะเหลือไหม...น้ำน่าจะเข้าแล้ว เสียงเครื่องยนตร์รถผู้เขียนสะอึกและกระตุกเล็กน้อย ก่อนมันจะเงียบสนิท โอ้วววว ดับแล้วค่าาาา
รถสุดที่รักค่อยๆกลายสภาพเป็นเรือค่ะ คือน้องลอยแล้วทำท่าจะไปขวางรถคนอื่นอีก ผู้เขียนควบคุมรถไม่ได้แล้วค่ะ พวงมาลัยไม่ทำงาน แล้วตอนนี้ก็อยากเข้าห้องน้ำซะด้วย5555 รถเริ่มลอยไปลอยมา ผู้เขียนแง้มกระจกก่อนค่ะ คือจะหายใจไม่ออก เพราะปิดแอร์อยู่ จะเปิดกระจกเยอะไม่ได้ น้ำจากคันอื่นจะกระเซ็นเข้ามาในรถอีกต่างหาก โอ๊ย อะไรมันจะแย่ขนาดนี้
ผู้เขียนนั่งตาปรอย ทำหน้าน่าสงสารเข้าไว้ มีรถกระบะใจดีขับสวนมา แล้วมองสบตาผู้เขียน เขาคงอ่านสถานการณ์ออก ดูเขาอยากจะลงมาช่วยแน่ๆ แต่ก็ขับผ่านไปค่ะ เฮ้อ...
คนจากอู่รถทัวร์ออกมาช่วยดันรถผู้เขียนให้เข้าข้างทางค่ะ รถจะได้ไม่ลอยไปขวางคนอื่น แต่ตรงนั้นน้ำก็ยังสูงอยู่ดี นาทีนั้น...ผู้เขียนคิดว่าอยากจะเข้าห้องน้ำคงต้องปีนออกทางหน้าต่างแน่นอน เปิดประตูรถไม่ได้ น้ำสูงกว่าประตูรถน่ะสิคะ แล้วนึกภาพตัวเอง ใส่กระโปรงอยู่ แล้วปีนออกมายังไงดี ท่าไหนดี 5555
จากนั้นกลั้นการอยากเข้าห้องน้ำไว้ก่อนดีกว่า นั่งคิดว่าเอาไงต่อดี ไม่กล้าสตาร์ทรถแน่นอน ด้วยสัญชาตญาณว่ามันเป็นรถหัวฉีด ดูมันซับซ้อน ไฮเทคโนโลยีกว่าเครื่องยนต์รุ่นใช้หัวเทียนแน่ ทีนี้ก็เลยโทรไปหาศูนย์ฯรถค่ะ ถามเขาว่าต้องทำไง...
เขารีบบอกว่าคุณลูกค้าห้ามสตาร์ทรถเด็ดขาด ไม่งั้นเสื้อสูบพัง เสื้อสูบพังแล้วยุ่งมาก ต้องไปแจ้งขนส่งใหม่ (คงหมายถึงกรมการขนส่งทางบก) ที่เหลือคือ บลา...ๆ..ๆ
ผู้เขียนไม่รู้หรอกค่ะ ว่าเสื้อสูบคือส่วนไหนของรถ เอาเป็นว่าต้องรีบหารถมาลากไปเข้าศูนย์ฯ และห้ามสตาร์ทรถ
รวบรัดตัดความมาที่กว่าจะได้เบอร์คนที่รับลากรถ รอรถลากมารับอีก 2 ชั่วโมง...คุณพระช่วย สองชั่วโมงได้ค่ะ ที่นั่งรอในรถ ลงไปไหนไม่ได้ คือวันนั้นน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง ท่วมไปจนถึงที่ที่รถลากจะมาหาเรา กว่าจะมาถึงผู้เขียนได้ก็ฝ่าน้ำท่วมมาเหมือนกัน
ระหว่างนั้นก็โทรไปลางานสิคะ หัวหน้าคะ ลาครึ่งวันค่ะ รถจมน้ำค่าาาา หัวหน้าบอกวันนี้คนมาสายกันเพียบ เจอน้ำท่วมกันทั่วหน้า
เมื่อรถลากมาถึงตอนประมาณสิบโมง กว่าจะลากไปถึงศูนย์รถก็เกือบเที่ยง5555 ทั้งที่ระยะทางไม่ได้ไกล ใช้เวลาพอๆกับจากบ้านไปหัวหินเลยค่ะ
บอกคนขับรถลากว่า ได้โปรดเถอะ ช่วยแวะปั๊มน้ำมันกลางทางหน่อยนะ อยากเข้าห้องน้ำ ฮ่าาา คือผู้เขียนก็ต้องนั่งในรถตัวเองระหว่างที่รถลากยกช่วงล้อหน้าขึ้นสูงนะคะ คือระหว่างขับผ่านท้องถนน รถคันอื่นก็มองเข้ามา คงจะคิดในใจกันไปต่างๆนานา เฮ้อ...ใครมันจะอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้วะ
ถึงศูนย์บริการก็โล่งอก เขายังย้ำว่าลูกค้าไม่ได้สตาร์ทรถใช่ไหม ใช่ค่ะ...แล้วไงต่อ ต้องซ่อมยังไงคะ (อยากรู้) ใช้เวลาเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ อันนี้ละ....สำคัญสุด
ศูนย์บริการบอกว่าค่าใช้จ่ายรวมๆแล้วสูงอยู่ แต่พอดีผู้เขียนมีประกันชั้นหนึ่ง ก็เลยเคลมได้ ลดไปได้ครึ่งหนึ่งค่ะ แต่อีกครึ่งที่ต้องจ่ายก็ไม่เบานะคะ เหตุการณ์นี้หลายปีมาแล้ว อาจจะเกือบสิบปีที่แล้ว แต่ตอนนั้นก็จ่ายไปน่าจะหลายหมื่น ที่ร้ายพอๆกันคือใช้เวลาซ่อมประมาณ...หนึ่งเดือน...คือ นานนนนมาก
ราคานี้คือยังโชคดีที่...ถ้าเสื้อสูบของรถไม่ได้บิดเบี้ยว คือช่างต้องแกะดูทั้งหมดว่าน้ำเข้าไปถึงระบบไหนบ้าง ระบบไฟฟ้า ระบบแอร์ ระบบนี่นั่นโน่น แต่ถ้าหลังจากจมน้ำมา หรือขณะจมน้ำแล้วมีการสตาร์ทรถละก้อ...เสื้อสูบพังแน่นอนครับผม ราคานี้ไม่รวมเรื่องเสื้อสูบ5555
โปรดทราบนะทุกคน รถจมน้ำอยู่ห้ามสตาร์ทซ้ำเด็ดขาด
ทีนี้ปัญหาเรื่องระหว่างรถที่ต้องขับไปทำงานทุกวัน ต้องซ่อมเป็นเดือนนั้นก็นับว่าหนักหนาค่ะ คือแถวบ้านผู้เขียนแทบไม่มีรถประจำทาง (เหมือนจะมี 1-2 สายเท่านั้น) หรือว่าต้องตื่นมาเรียกแท็กซี่ทุกวันทั้งขาไปทำงานและขากลับบ้านก็น่าจะไม่โอเคเลยค่ะ ยิ่งหน้าฝนแบบนี้แย่งกันเรียกแท๊กซี่โดยเฉพาะขากลับบ้านนั้นแทบจะเป็นไปได้ลำบาก อีกอย่างผู้เขียนก็มักจะต้องอยู่ทำงานจนค่ำมืดเพื่อเลี่ยงรถติด ไหนจะต้องหามื้อเย็นทานนอกบ้านด้วย คิดแล้วก็มาลงเอยที่การเช่ารถมาขับน่าจะคุ้มกว่า อาจแพงกว่าเล็กน้อย แต่ได้รับความคล่องตัวในการใช้ชีวิตมากกว่าแน่นอน
รวมๆ แล้วการต้องจ่ายค่าซ่อมกับค่าเช่ารถก็คงจะราวๆสี่ห้าหมื่นได้มั้ง แต่อย่างว่า...เป็นมนุษย์เงินเดือนมีรายได้อยู่ก็คงจะไม่หนักหนา จ่ายๆไปเหอะ
ถามทางศูนย์บริการว่าซ่อมอะไร (วะ) ทำไมนานเป็นเดือน เนี่ย...ต้องเดือดร้อนไปเช่ารถอีก มีค่าใช้จ่ายตามมา
ช่างบอกว่าต้องแกะทุกชิ้นส่วนออกมาตากแดด 5555 เอาจริงดิ อย่างนั้นเลยค่ะ เสร็จแล้วประกอบกลับเข้าไปใหม่ แค่นั้นยังไม่เสร็จค่ะ ต้อง Overhaul คือผู้เขียนไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร ช่างบอกว่าคือการ reset ตั้งค่าเครื่องยนตร์ใหม่หมด คือหลังจากซ่อมเสร็จรถจะนับรอบการใช้งานใหม่ ราวกับเพิ่งประกอบออกจากโรงงาน...ประมาณนั้นเลย ลูกค้าจะใช้ต่อไปได้อีกหลายปีโดยไม่ต้องห่วงว่าจะมีปัญหารถพังจากเคยรถเคยจมน้ำระดับนี้มาก่อน
ได้ยินดังนั้น ผู้เขียนก็ Wow ในใจค่ะ...จะขนาดนั้นเลยเหรอ คือซ่อมศูนย์ฯ จ่ายแพงแต่ไม่ต้องปวดหัวในภายหลังมันดีอย่างนี้จริงเหรอ
รถคันนึงก็แพงอยู่นะคะ แล้วมาจมน้ำแบบนี้ ซ่อมแล้วกลับไปเหมือนเดิมได้หายห่วง อย่างนี้ก็เป็นเรื่องดีมากเลยค่ะ ไม่ใช่ว่าซ่อมแล้วขับอีกสักพัก แล้วต้องกลับมาซ่อมเพิ่ม จุกจิก และเสียอารมณ์ จนต้องขายทิ้ง อย่างนี้คงไม่ไหวใช่ไหมคะ
ตัดกลับมาปัจจุบันเล็กน้อย (หลังจากผ่านเหตุการณ์มาได้ ประมาณ 10 ปี) ผู้เขียนยังใช้รถคันนี้อยู่ ซึ่งอายุรถน่าจะ 14 ปี แต่รถยังใช้งานได้ดีไม่มีปัญหาค่ะ จะมีปัญหาก็คือผู้เขียนนี่แหละ.... คือจะเข็ดมากกับหน้าฝน คือ ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ขับรถออกไปในสถานที่ที่ไม่แน่ใจว่าน้ำจะท่วมไหม
สรุปว่าที่ศูนย์บริการบอกนั้นก็เป็นความจริงที่พิสูจน์แล้วค่าาาา เย้ๆๆๆตบมือๆๆ
ขอเอาใจช่วยมนุษย์ออฟฟิศทุกท่าน ที่ยังต้องเผชิญชีวิตโหดในช่วงหน้าฝนของกรุงเทพมหานคร เปิดดูข่าวทีไรเห็นตรงนั้นตรงนี้น้ำท่วมสูง รถราจอดตายเป็นแถวๆแล้วก็นึกถึงเรื่องของตัวเองขึ้นมาทุกทีค่ะ
เอามาเล่ายาวให้ฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์ อย่างน้อยถ้าใครเจอแบบนี้ก็จะได้จัดการชีวิตได้ถูก หรืออย่างน้อยก็รู้ว่าต้องเจอกับอะไรบ้างนะคะ
สิบปีผ่านไปมาเล่าเหมือนเป็นเรื่องสนุกไปได้ แต่ตอนนั้นก็เครียดละค่ะ
ขอให้ทุกคนผ่านพ้นหน้าฝนไปได้ด้วยดีนะคะ สำหรับผู้เขียนก็ภาวนาว่าอย่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกเลยค่ะ ตอนนี้เป็นมนุษย์เกษียณแล้ว หากเกิดอีกก็คงจะร้องไห้แน่ ถ้าต้องจ่ายเงินมากขนาดนั้น
ยังไงผู้เขียนก็คงต้องใช้รถคันเดิมต่อไปอีกนานค่ะ
หวังว่าจะสนุกไปกับสิ่งที่ผู้เขียนเล่านะคะ...แล้วพบกันใหม่


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น