ว่ากันว่ายิ่งพอแก่ตัวลง คนเราจะชอบพูดเรื่องเก่าๆ หรือเรื่องอดีตนั่นละค่ะ
ผู้เขียนก็มักได้ยินประโยคทำนองนี้มาเหมือนกัน ได้ยินมานานตั้งแต่โลกนี้ยังไม่มีอินเตอร์เนต ยังไม่มีโลกแห่งการยัดเยียด content ให้กับชาวโลกมากเท่าตอนนี้มาก่อนเลยจริงๆ
โลกสมัยผู้เขียนยังเรียนหนังสือ ดูราวกับเป็นโลกที่มีแต่ความสงบขึ้นมาเสียอย่างนั้น อาจเป็นเพราะการสื่อสารไม่ได้ฉับพลันว่องไว การจะรับรู้เรื่องอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องดี-เรื่องร้าย ดูมันจะรับรู้แบบ delay ไปพอสมควร
ข่าวสารที่ว่าเร็วสุดขีดในยุคนั้น ก็คือ "โทรเลข" คือจะส่งข้อความหาใครสักคนไปยังอีกสถานที่ หรือต่างจังหวัด ก็ต้องไปที่สำนักงานไปรษณีย์ที่ใกล้บ้าน แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ว่าจะมาส่งโทรเลข
จดหมายโทรเลขผู้เขียนจำได้ลางๆว่ามาในซองขนาดเล็ก ข้างในมีกระดาษที่คล้ายๆจะพิมพ์ข้อความมาด้วยพิมพ์ดีด เป็นข้อความสั้นๆแต่ได้ใจความ มากกว่าจะเป็นจดหมายพรรณาอะไรยาวยืด
โทรเลขที่ผู้เขียนจำได้จนถึงทุกวันนี้เกี่ยวกับเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่ต่างจังหวัด พี่สาวของเพื่อนส่งโทรเลขมาบอกผู้เขียนว่าเพื่อนคนนี้เสียชีวิตแล้ว ทำเอาผู้เขียนกลับเพื่อนอีกคน (เป็นเพื่อนในกลุ่มแก๊งค์เดียวกัน)ร้องห่มร้องไห้กันอยู่หลายวัน
ฮ่าาาาา ขำค่ะ คงจะสงสัยล่ะสิว่าเพื่อนเสียชีวิต ทำไมถึงขำ (หลังจากร้องไห้กันไปและหายเศร้าไปแล้ว)
ต่อมาจากนั้นประมาณเดือนหรือสองเดือนจำไม่ได้ มารู้ภายหลังว่าเพื่อนคนนั้นยังไม่ตาย แค่เขาส่งโทรเลขมาแบบนั้นเฉยๆ ซึ่งจนถึงวันนี้ผู้เขียนกับเพื่อนที่ร้องไห้ด้วยกัน ก็ยังไม่รู้ว่าเขาแบบนั้นทำไม เพราะว่าพอมาเจอเพื่อนหลังจากเหตุการณ์นั้นแล้วก็คงจะไปต่อว่าเพื่อนเสียยกใหญ่ ตอนนี้จำไม่ได้ซะแล้วว่าเรื่องราวเป็นยังไงแน่
เหลือแค่ความทรงจำเกี่ยวกับโทรเลขบอกว่ามันตายเท่านี้ล่ะค่ะ ขอเรียกมัน เพราะว่าเล่นอะไรไม่รู้ แบบนี้ไม่สนุกหรอกค่ะ5555
ทีนี้หลังจากนั้นพวกเราก็ค่อยๆห่างหายกันไปตามประสาชีวิตที่ต้องพัดพา ผู้เขียนไม่ได้เจอเพื่อนคนนั้นอีกเลย ถ้าเป็นยุคนี้คงไปตามหากันใน Facebook ก็อาจจะพอเจอ แต่ผู้เขียนก็จำเขาได้แค่ชื่อเล่น คงจะตามกันไม่ได้แล้วล่ะค่ะ
เมื่อข่าวสารพัดพา+ถาโถมเข้าใส่คนเราไม่ยั้งอย่างทุกวันนี้ ผู้เขียนจึงว่าคนเราอยู่ยากขึ้นกว่าสมัยก่อน เวลามีเหตุการณ์ร้ายๆเกิดขึ้นกับสังคม ก็มักจะถูกขยายข่าวให้มีแง่มุมหลากหลาย ไหนจะพวกความเห็นต่างนานาจากผู้คนในโลกโซเชียล กลายเป็นว่าทำให้สังคมค่อนข้างจะเครียด เพราะถูกกระตุ้นให้ต้อง "รู้สึก" อยู่ตลอดเวลา
ไหนจะการหลอกลวงออนไลน์จะมาด้วยเทคนิคใหม่ๆ ไหนจะข่าวสารทางการตลาดที่มาในรูปแบบเนียนๆที่ทำให้เราอยากซื้อของ อยากได้นั่นนี่โดยไม่รู้ตัว ทั้งหมดนี่ก็ปลุกเร้าให้เราวิ่งออกไปจากจุดที่เรายืน
ยี่สิบสี่ชั่วโมงที่เราใช้ชีวิต...มีแค่ช่วงนอนหลับหรือเปล่า ที่เราหยุดการรับสารจากภายนอก
เดี๋ยวนี้มีคำใหม่ คือคำว่า digital detox
คือการล้างพิษตัวเองจากข่าวสารที่มาทางโทรศัพท์มือถือ ทางโลกออนไลน์ คือน่าสนใจดีนะคะ...ลองทำดูแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตสงบดีเหมือนกัน
พอนั่งเงียบๆซะบ้าง หยุดการดูจอ ไม่ว่าจะจอโทรศัพท์มือถือ หรือจอคอมพิวเตอร์
ทีนี้จะให้นั่งเฉยๆไม่ทำอะไรเลยผู้เขียนก็ทำไม่ได้หรอกค่ะ5555
ช่วงนี้เลยหยิบพวกอุปกรณ์ปักผ้า กับพวกไหมพรม และเข็มโครเชท์มานั่งถักไหมพรมไปเรื่อยๆ ลายอะไรก็ได้ที่มันซ้ำๆกันค่ะ จะได้ไม่ต้องคิด หยุดตรรกะทุกอย่างชั่วคราว ถือว่าพักสมอง
ปรากฏว่าได้ผลดีนะคะ นี่แสดงว่าสมองคนเราสามารถโปรแกรมได้เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์
โลกเราทุกวันนี้อาจไม่ได้โหดร้ายกว่าแต่ก่อน แต่เป็นเพราะขอบเขตการรับรู้ถูกทำให้เร็วขึ้นด้วยอำนาจของเทคโนโลยี
โลกก็ยังเหมือนเดิม แต่สมัยก่อนเราแค่รู้บ้าง-ไม่รู้บ้าง
บางทีการหยุดพักใจด้วยการกลับเข้าสู่ตัวตนของเราเองก็ดีนะคะ ถึงยังไงเราก็ไม่มีทางจะหนีข่าวสารพ้นหรอกค่ะ เดี๋ยวสักพักพอเรามีแรงก็ค่อยกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้
วันนี้มาเล่าเรื่องโทรเลขของเพื่อนให้ฟังไว้ขำๆ
แต่ตอนนั้นก็ขำไม่ออกหรอกค่ะ นึกว่าเพื่อนมันตายจริง
แถมในโทรเลขก็ไม่ได้บอกว่าเป็นอะไรตาย ด้วยความต้องสั้นกระชับประสาโทรเลขไงคะ จะเหมือนสมัยนี้ได้ยังไง ที่มีทั้ง Chat มีทั้ง Social Media
เอาเป็นว่าขอกลับไปถักไหมพรมต่อ
แล้วนี้ก็ว่าจะไปหาผ้ามานั่งปักแก้เครียดด้วยค่ะ...5555
ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น