ตุลาคม 01, 2569

มีทุกอย่าง-แต่ไม่มีความสุข

 


ผู้เขียนนึกอยากเล่าเรื่องนี้ขึ้นมา หลังจากได้ไปพบปะพูดคุยกับเพื่อนคนหนึ่งค่ะ

เขาเพิ่งจะถูกบีบให้ลาออกจากงานในขณะที่อายุย่างเข้าเลข 5 แล้ว เล่าคร่าวๆว่ามีความขัดแย้งทางความคิดกับหัวหน้าในเรื่องทิศทางการทำงาน  เขาก็เลยตัดสินใจลาออก ดีกว่ามาทำงานด้วยความลำบากใจ

วันที่เกิดเรื่องเขาก็โทรมาบอกผู้เขียน ว่าจะลาออกแล้ว เรื่องราวรายละเอียดจะเอาไว้เล่าให้ฟังวันหลัง ประมาณว่าคงจะรอให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อนน่ะแหละค่ะ

และแล้วเวลาก้อผ่านไปนานร่วม 4 เดือน ผู้เขียนถึงได้มีโอกาสเจอหน้าเขาซะที

ที่จริงเขาก็ดูสดชื่นกว่าแต่ก่อน คือหน้าตาไม่ค่อยเคร่งเครียดเหมือนสมัยยังทำงานค่ะ ทว่า...แต่ละอย่างที่เขาระบายให้ฟัง ฟังแล้วทำให้รู้ว่า เขายังคงจำบรรยากาศการถูกบีบคั้นต่างๆนานาที่เคยเจอมาได้เป็นอย่างดี  ทั้งที่ผ่านมาตั้งสี่เดือน ยังเข้าใจว่าเขาจะดูดีกว่านี้เลยค่ะ

สี่เดือนคงยังเป็นแผลทางใจที่สดใหม่อยู่สินะ

เขายังเชื่อว่ามีคงมีการวางแผนให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้  คือที่ทำงานคงจงใจอยากให้เขาอึดอัดจนต้องออกปากออกมาเองว่าขอลาออก

ผู้เขียนได้แต่นั่งฟัง  คือความที่เคยทำงานเป็น HR มาตลอดหลายปี ก็เข้าใจได้เป็นอย่างดีค่ะ ว่ารายนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง คือเบื้องหลังของเรื่องก็มีอยู่  เล่าให้ฟังย่อๆนะคะ

เพื่อนคนนี้เข้าทำงานในตำแหน่งหนึ่งในองค์กร ด้วยเงินเดือนที่ค่อนข้างจะสูง  ด้วยการถูกชักชวนจากคนในวงการให้เข้ามาร่วมงานกัน เพราะในขณะนั้นตำแหน่งงานลักษณะนี้หาคนทำได้ค่อนข้างยากอยู่ค่ะ 

ต่อมาประมาณหนึ่งปีเขาก็ได้รับการทาบทามจากอีกองค์กรให้ไปร่วมงาน  ให้เงินเดือนที่สูงกว่า ทีนี้ก็เลยมาขอลาออกเพื่อย้ายไปที่ใหม่

ความที่องค์กรเก่าจะเดือดร้อนหนัก หากขาดความรู้ความชำนาญของเพื่อนคนนี้ ก็เลยดึงให้อยู่ต่อ ด้วยการยอมไปร้องขอกับผู้บริหารระดับสูงให้ขึ้นเงินเดือนสู้กับอีกองค์กรที่มาชักชวน

ฟังถึงตรงนี้เหมือนจะเดาได้ใช่ไหมคะ ว่าบุญหล่นทับใส่หัวเพื่อนตูมใหญ่5555 สรุปไม่ต้องลาออกไปเสี่ยงในที่องค์กรใหม่  แถมยังได้เงินเดือนขึ้นมาอีกเยอะ แหม...เป็นใครก็คงว่าโชคดีสิคะ

ต่อมาค่ะ  หลังจากเพิ่มเงินเดือนให้แล้ว  ที่องค์กรเก่าก็เพิ่มทั้งงาน เพิ่มทั้งความรับผิดชอบให้  หาลูกทีมมาเป็นผู้ช่วยให้อีก 1 คน ตั้งแผนกให้อีก  จะได้ให้สมน้ำสมเนื้อกับเงินเดือนที่อุตส่าห์เปย์ให้ล่ะค่ะ

สองปีผ่านไป, อะไรๆชักจะเริ่มไม่สวย เพราะงานใหม่ที่ได้รับมอบหมายมา เพื่อนคนนี้ทำไม่ได้

...คือเขาไม่ถนัดเรื่องงาน paper, งานวิเคราะห์ต่าง ๆโดยเฉพาะเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ การใช้ระบบต่างๆ เขาไม่ถนัดเลยค่ะ  ที่เขาโดดเด่นมักจะเป็นงานภาคสนาม คือออกไปพบลูกค้า  ออกไปเจรจาต่อรอง อะไรประมาณนี้

ทีนี้ระดับเงินเดือนที่ได้มาน่ะ มันสูงระดับเงินเดือนผู้บริหารนะคะ ใครจะมาปล่อยให้เงินเดือนขนาดนี้ แล้วมานั่งทำงานในระดับ Operation ทั่วๆไปได้ล่ะ 

เท่านี้ยังไม่พอ เมื่อปริมาณงานมันเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ใช้ระบบไม่เป็น มีผู้ช่วยให้ 1 คน แต่สอนงานลูกทีมไม่เป็นอีกต่างหาก คือแกน่าจะเก่งในการเป็นผู้เชี่ยวชาญ คือทำงานคนเดียวค่ะ  แต่ถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองทำให้คนอื่นทำตามไม่เป็น ทำให้งานมันไม่ลดลง คือยิ่งทำก็ยิ่งงานไม่เสร็จ

เจอหน้าพบปะเขาทีไรเขาก็บอกว่าเครียดงาน ทำงานไม่ทันอยู่เสมอ จนความดันขึ้น ต้องหยุดพักเพราะปวดศีรษะ

พอถึงรอบการประเมินลูกทีม  แกก็เขียนบรรยายหรือสาธยายไม่เป็นว่าควรจะบอกลูกน้อง หรือเจ้านายอย่างไรว่าผลการปฎิบัติงานเป็นอย่างไร 

ฟังแล้วเริ่มจะเหมือนหนัง Horror ค่ะ 

คือแบบนี้ผู้เขียนก็เดาอนาคตเอาไว้ในใจได้เลย  เขาก็เคยโทรมาเล่าให้ฟังด้วยว่าที่ทำงานหาคนมาสอนคอมพิวเตอร์ให้เขา คือ โปรแกรม Excel นั่นละค่ะ เขาก็เขินๆว่าอายุปูนนี้แล้วยังจะต้องมาเรียน เด็กรุ่นหลังมันไปไกลแล้ว (โว้ย)

ปากก็ได้แต่บอกว่าพยายามนะ คือ skill การใช้พวกโปรแกรมนี่มันเป็นเรื่องมาตรฐาน ตำแหน่งขนาดนี้ต้องทำได้ ไม่งั้นจะทำงานไม่ทัน ถ้าไม่ใช้เครื่องมือช่วย

คือการทำงานที่สำคัญไม่ทันกลายเป็นปลายเหตุ  เพราะเกิดเรื่องทันที่ที่พลาด timeline บางอย่างไปจนกระทั่งบริษัทเสียหาย

สุดท้ายก็ต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ 

เขาก็ทำถูกแหละค่ะ แล้วเป็นใครก็คงต้องทำแบบนั้น...

หลังการลาออกมาได้สี่เดือน เขาก็บอกว่าสบายดี กลับไปอยู่บ้านซึ่งมีกิจการทำสวนของครอบครัว เอาเป็นว่า  ไม่มีอด กินดีอยู่ดีแน่นอน มีบ้านอยู่ มีรถขับที่ปลอดหนี้แล้ว มีคอนโดที่ยังหนี้ค้างกับธนาคาร แต่เขาก็ดูไม่ได้ทุกข์กับหนี้ก้อนนี้เลย อย่างเก่งเขาก็บอกว่าแค่ขายทิ้ง เขาไม่ได้ติดใจอะไร

เออ...ฟังดูก็ไม่น่ามีปัญหานะ ไม่ได้ทุกข์เกี่ยวกับเรื่องหนี้ หรือเรื่องเงินสักเท่าไหร่

พอคุยๆไปสักพัก ก็พอจะเข้าใจได้ว่าเขาอยากได้งานทำ  งานที่ทำให้เขาไม่ต้องอยู่บ้าน ได้ไปโน่นไปนี่เรื่อยๆ ซึ่งก็เหมือนงานเดิมที่เขาเคยทำแหละค่ะ คือเขาจะต้องออกต่างจังหวัดตลอด 

เขาไม่อยากอยู่บ้านเพราะลำบากใจ  เห็นกิจการที่ครอบครัวทำอยู่ก่อน แล้วตัวเองก็เหมือนไม่มีบทบาทอะไร ครั้นจะไปมีบทบาทตอนนี้ ก็กลัวเขาจะว่าเอา เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมายุ่ง...อะไรประมาณนี้แหละค่ะ

สรุปว่า...บ้านก็เลยไม่อยากอยู่ ทั้งที่มีบ้านอยู่ คือคงรู้สึกแปลกแยก ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งประมาณนั้น

จะทำอย่างไรดีคะ  เขามีทุกอย่าง แต่ก็ดูยังไม่มีความสุข...

ผู้เขียนก็ได้แต่เป็นผู้ฟังที่ดี (ต่อไป) นึกในใจว่ามนุษย์นี้หนอ...ช่างหาความสุขได้ยากแท้  

ที่จริงไม่ต้องทำงานให้เขาโขกสับ  แต่มีกิน มีบ้านไม่ต้องเช่า แค่นี้สำหรับผู้เขียนก็ว่าน่าจะมีความสุขได้ละนะ  เขาอาจยังต้องการทำงาน เพราะยังต้องใช้เงินแหละค่ะ 

การไม่มีงาน ไม่ว่าจะเป็นงานที่เป็นเจ้านายตัวเอง หรือการไปเป็นลูกจ้าง ทั้งหมดนี้การทำงานทำให้คนเรามีเป้าหมาย มีหน้าที่อะไรบางอย่าง นั่นทำให้เรารู้สึกว่า เรามีความ "เต็ม" สินะคะ 

พอหลุดจากระบบ เช่น การออกมาว่างงาน ทำให้เรารู้สึกว่าเคว้งขึ้นมาทันที เพราะวันๆไม่รู้จะทำอะไร  รายได้ก็ไม่มี

เพื่อนคนนี้ วันๆก็ไปบ้านคนนั้นที คนนี้ที ไปอยู่วันสองวัน แล้วก็ไปหาที่ใหม่ๆ เหมือนคนไม่มีบ้าน  ที่จริงเป็นปัญหาทางใจมากกว่าจะเป็นปัญหาเชิง physical 

ทำอย่างไรจะช่วยเขาได้  จะเอาเป้าหมายยัดใส่มือใครสักคนแล้วให้เขาเดินอย่างที่เราคิดให้...! จะทำได้เหรอคะ !

เป้าหมายต้องผลิบานออกมาจากตัวคนนั้น ผ่านการตระหนักรู้ หรือ learning หรือค้นพบอะไรบางอย่างด้วยตนเอง และในเวลาที่พร้อมค่ะ ย้ำว่า...เวลาที่พร้อม ซึ่งของคนแต่ละคนก็ต่างกันไปอีก

ก็หวังว่าเขาจะค้นพบในเร็ววัน

เอาใจช่วยค่ะ

เล่าให้ฟังเพื่อชวนให้คิด ว่าวันใดวันหนึ่งหากเกิดขึ้นมา...จะได้เป็นอุทาหรณ์นะคะ ทุกคนเรียนรู้จากชีวิตคนอื่นได้เสมอค่ะ






ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะคะ





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น