นี่มันก็กลางปีแล้วสินะคะ รู้สึกว่าปีนี้ผู้เขียนยังเจออะไรหนักๆแบบเข้ามาเรื่อยๆ จนต้องขึ้น caption ข้างบนเอาไว้ตามนั้น คือ ร้าวแล้ว-ร้าวได้อีก
อะไรจะรุนแรงต่อใจได้เท่ากับพายุค่าใช้จ่าย ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เริ่มด้วยเครื่อง Printer เสีย, กล้องถ่ายรูปเสีย, แมวป่วยไปสองรอบ ตอนนี้กล้องที่พึ่งซ่อมไป หมดระยะประกันการซ่อมไปแล้ว ดันมาออกอาการรวนๆอีก แถมซอฟแวร์ที่ต้องใช้งานเกี่ยวกับตัวกล้องก็ออกอาการใช้ได้ประมาณชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็ดับไปเองซะงั้น
คราวก่อนที่ส่งศูนย์ของแบรนด์กล้อง ก็ต้องจ่ายค่าเปลี่ยนเมนบอร์ดกล้องเลยทีเดียว หมดไปเยอะค่ะ นึกว่าซ่อมศูนย์อะไหล่แท้แน่นอนจะเสถียร กลายเป็นว่าดวงชะตาของเรามันอาจไม่ดีซะเอง ดันมาทำท่าจะเสียอีกรอบ
ผู้เขียนนั่งถามตัวเองว่า แล้วคราวนี้จะเอาไงต่อ...
ก็คิดว่าทนใช้ไปทั้งสภาพนั้นก่อน ปรับตัวนิดหน่อยใน work flow การทำงานของตัวเอง ก็พอจะแก้ปัญหาไปได้ อะไรที่มันไม่สมบูรณ์แบบก็มองข้ามมันไปเสียบ้าง
ที่ผ่านมาความที่ตัวเองชอบทำอะไรให้มันดีที่สุดเสมอๆนั้น เป็นตัวที่ทำให้เกิดความทุกข์ล่ะค่ะ
ในแง่การทำงานในองค์กรเราอาจจะขึ้นมายืนแถวหน้าๆได้ เพราะต้องอึดถึกเข้าไว้ เพื่อให้ได้คุณภาพงานอันยอดเยี่ยม แล้วรับก็ได้รับการมองเห็นจากคนระดับบนๆว่าคนนี้ใช้ได้ เราถึงได้ level up ตัวเอง ได้เงินเดือนขึ้นตัวเลขดีๆ ได้โบนัส ฯลฯ
แต่พอกลับมาในโลกใหม่ โลกนอกองค์กร...แม้เราจะทำเท่าไหร่ ก็เหมือนไม่ได้รับการมองเห็นจากใครเลยค่ะ
ตอนนี้เริ่มจะคิดแล้วล่ะค่ะ...อีกไม่ช้าไม่นานหรอก ฉันจะเลิกทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำอยู่นี้
ทุกอย่างมันมีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะโปรแกรม หรือ Knowledge ผู้เขียนนั่งคำนวณๆดู อีกหน่อย Microsoft word ก็คงต้องเลิกใช้ มาใช้ Google Docs รวมทั้งพวก Excel ด้วย ส่วนใหญ่หลัง early retire มาก็ใช้แค่สองโปรแกรมนี้ละค่ะ ที่ช่วยทำงานพวกเขียนนิยาย กับงานคำนวณทั่วๆไป ส่วน Power Point เขามีมาใน Set แต่เราก็ไม่ได้ใช้
ส่วนชุด Creative Cloud ที่ใช้ทำงานอีกด้าน ทุกวันนี้ก็ต้องจ่ายเป็นรายเดือน อีกหน่อยก็ต้องเลิก ถ้าขืนรายได้มันไม่สามารถจะเลี้ยงตัวมันเองได้ โปรแกรมฟรีก็มีให้ใช้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนค่ะ เช่น Affinity เป็นต้น
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้เขียนจะต้องดิ้นรนในการฝึกฝนโปรแกรมมากมาย เพราะไม่รู้ว่าวันไหนเราอาจไปต่อไม่ไหวกับโปรแกรมมืออาชีพที่แสนจะสุดยอด... เราก็จะพออยู่ได้บ้าง กับโปรแกรมฟรี
อย่างน้อยเราใช้โปรแกรมสุดยอดที่เราเคยใช้ก็สอนอะไรให้เรามากมาย มีเทคนิควิธีที่อาจจะเหมือนกันแต่ถูกเรียกชื่อต่างกันในอีกโปรแกรม ทว่าการทำงานพื้นฐานก็เรียกได้ว่าทำได้เหมือนกัน อยู่ที่ user ว่าจะเข้าใจแค่ไหน
การสร้างทักษะให้ตัวเองจึงเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุด...และผู้เขียนก็เชื่อใน "ทักษะ" มาตั้งแต่สมัยยังทำงาน
ไม่อยากทิ้งงานที่เรารัก แต่ถ้ามันถึงจุดที่บุญเก่าไม่เหลือจริงๆ เราก็ต้องยอมแพ้...กระมัง
ตอนนี้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทุกวัน ก็เริ่มมีเสียง Harddisk ดังคลิกๆๆ เป็นระยะ สัญญานแบบนี้ไม่ค่อยจะดี เหมือนเขากำลังบอกเราว่า ฉันใกล้จะไปแล้วนะเธอ...เตรียมตัว เอ๊ย...เตรียมเงินไว้หรือยัง5555
กว่าจะคล่องแคล่วชำนาญการในการใช้โปรแกรม เครื่องก็กำลังจะพังพอดี แบบนี้จะไม่ได้บ่น ว่าร้าวแล้ว...ยังร้าวได้อีกได้ยังไงคะ
คำว่าโอกาสสุดท้าย ผู้เขียนใช้เป็นประจำค่ะ ตั้งแต่ออกจากงานมา มันคือต้องตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง ใช้ชีวิตเหมือนคนหลังพิงฝา แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็พบว่าโลกนอกบริษัทมันกว้างใหญ่ไพศาลมาก ต่อให้สู้เต็มที่ยังไงก็เหมือนไม่ค่อยเป็นผลสักเท่าไหร่...
ในขณะที่ต้องเดิมพันด้วยทุนส่วนตัว และเวลาที่ผ่านไป อายุที่ผ่านไป และสภาพร่างกายที่ต้องเป็นไปตามอายุขัย
โลกไม่ได้โหดร้ายหรอกค่ะ เพราะโลกก็หมุนไปตามแรงเหวี่ยงของเขา เพียงแต่เราต้องยอมรับความจริง...
เมื่อ "มี" ต้องคู่กับ "หมด"... ไม่มีสิ่งใดยั่งยืน
รู้สึกวันนี้จะออกแนวหดหู่ไปสักหน่อย ต้องขออภัยผู้อ่านค่ะ 5555
นี่เป็นความ realistic ของชีวิต ผู้เขียนกำลังพยายามทำตัวนิ่งๆให้มากที่สุด และมองโลกตามความเป็นจริง...ว่าจะอยู่ยังไงต่อไป ให้ยังได้เขียนนิยาย ได้ทำงานศิลปะต่อไป
เว้นวรรคให้กับชีวิตสักเล็กน้อย...เผื่อว่าจะมองอะไรได้ชัดเจนนะคะ
ขอบคุณทุกท่านที่กรุณาติดตามชีวิตผู้เขียนค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น