มกราคม 29, 2569
หวังว่าความกล้าหาญจะนำพาเราไป
มกราคม 15, 2569
งานปะติด+ชีวิตปะติด
ถ้าคนไหนได้ลองไปอ่าน post หมวดงาน craft DIY ของผู้เขียนก็คงจะรู้ว่าผู้เขียนทำงานศิลปะหลายแขนงมาก ตั้งแต่งานตัดกระดาษ วาดรูป ถ่ายภาพ แถมยังเลยเถิดถึงขนาดไปทำ podcast
ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงสนุกไปหมดซะทุกอย่าง
งานปะติดก็เป็นส่วนหนึ่งที่ชอบทำค่ะ ทำมาตั้งแต่ยังทำงานอยู่ อาศัยว่าการวาดรูปกว่าจะเสร็จรูปนึงค่อนข้างใช้เวลานาน กว่าจะได้ชื่นชมภาพที่เสร็จสมบูรณ์ ก็เลยมาทำพวกงาน collage หรืองานปะติคั่นเวลา
ที่จริงก็ได้ผลดีมาก คือ สมใจละ อยากทำอะไรก็ต้องลงมือทำทันที อย่ารอ ดูเหมือนงานปะติจะไม่ยากเท่างานวาดรูป ตัดกระดาษมาปะๆ พอทำไปทำมาก็เลยเข้าใจเรื่อง composition หรือองค์ประกอบศิลป์
พวกคำศัพท์แปลกๆทางศิลปะนี่สมัยเรียนมัธยมปลายผู้เเขียนเจอบ่อยค่ะ ลืมเล่าให้ฟังว่าตอนสมัยเรียนมัธยมปลาย ผู้เขียนเอกศิลป์ภาษา คือ เน้นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา อะไรประมาณนี้ ส่วนวิชาโทคือศิลปะ (อันนี้ที่บ้านห้ามไม่ได้นะคะ)
วิชาโทศิลปะ ที่โรงเรียนให้เรียนครบเลยค่ะ มานั่งนึกตอนนี้ว่าเราช่างมีบุญได้เรียนโรงเรียนชั้นนำขนาดนี้ คือพอดีสอบติด ทางบ้านก็กระเสือกกระสนส่งจนจบโดยไม่ให้เปลี่ยนโรงเรียนอีกเลย เรียนตั้งแต่ ป 1 - ม.6 เลยค่ะ
เล่าย้อนไปไกล โรงเรียนเจ๋งยังไง คือมีโรง Shop ที่มีศูนย์ปฎิบัติการทางงานศิลป์ คือผู้เขียนได้เรียนครบตั้งแต่ศิลปะไทย วาดกนก ปั้นกนก ประวัติศาสตร์ศิลป์ งานไม้ งานปั้นเซรามิค งาน drawing แบบมีหุ่นโครงกระดูกเต็มตัวอาจารย์ใหญ่ให้นั่ง sketch ผู้เขียนได้เรียนเขียนแบบ perspective งานประดิษฐ์ตัวอักษร วาดสีน้ำ สีโปสเตอร์ สีชอล์ค สีเทียน และที่เด็ดสุด ชอบมาก คืองานออกแบบผลิตภัณฑ์ ได้ออกแบบเก้าอี้และได้ทำ Model เก้าอี้ที่ออกแบบไปส่งอาจารย์ด้วย
ช่างเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมากเลย
แต่สุดท้ายตอนเลือกคณะเอนทรานซ์ ทางบ้านห้ามเลือกคณะที่มีมหาวิทยาลัยศิลปากร!!!
ที่จริงทางบ้านก็ไม่สนับสนุนนั่นหละค่ะ ผู้เขียนเองมานั่งน้อยใจ คือเพื่อนๆที่เค้าสอบคณะจิตรกรรม เค้ามีการไปติว drawing ซึ่งตอนนั้นผู้เขียนก็ไม่ได้เก่ง drawing เลย ไม่เข้าใจแสงและเงา ยิ่งถ้าจะขอทางบ้านไปติววาดรูปละก็ อย่าหวังเลย...ไม่มีทาง ลำพังติววิชาหลักยังไม่ได้เลย เพราะตอนนั้นทางบ้านฐานะทางการเงินไม่พร้อม
สุดท้ายชีวิตแบบปะๆติดๆ หยิบตรงนั้นที ตรงนี้ทีมารวมร่าง เท่าที่ทรัพยากรจะมี ก็กลายมาเป็นผู้เขียนในวันนี้จนได้ ที่ยังคงรักงาน visual arts อายุปูนนี้แล้วยังนั่งชื่นชม manga ของหลานๆ ยังแอบสนับสนุนและสะสมหนังสือการ์ตูนงานวาดของคนไทย
ช่างไม่ต่างอะไรไปจากตอนยังเยาว์ เฝ้าเก็บเงินค่าขนมไว้รอซื้อการ์ตูนเรื่องโปรด คำสาปฟาโรห์ นักรักโลกมายา 5555รุ่นนั้นละ
เวลาเปิดอ่านการ์ตูนสวยๆเหมือนถูกดึงทะลุมิติ แหมนักวาดรุ่นหลานๆนี่เก่งกันจริงๆค่ะ วาดสวยทัดเทียมงานของการ์ตูนญี่ปุ่นเลย
รู้สึกว่าตัวเองฝันเฟื่องเกินไปแล้ว ถ้าจะกลับมาเขียนการ์ตูน อาศัยว่าเขียนนิยายอยู่ การสร้างเรื่องไม่ได้ยาก แต่การสร้างภาพ...คงจะยากเกิน ก็คงฝัน เป็นได้แค่ฝัน
เอานิยายให้รอดก่อน
เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ เขียนจะจบมิจบแหล่ อยากให้จบ แต่รีบจบก็กลัวโดนต่อว่าว่ารวบรัดไปไหมอีก เฮ้อ เอาเป็นว่าไหนๆก็เเขียนมาเป็นปี ก็เอาให้ดีที่สุดละกันค่ะ
ฝากให้กำลังใจด้วยนะคะ
ธันวาคม 18, 2568
เมื่อเขียนนิยายตอน(ใกล้)จบ
เมื่อเรื่องราวใกล้ปิดฉาก
ทุกครั้งที่นิยายเรื่องหนึ่งใกล้จะจบลง ความรู้สึกของผู้เขียนกับตัวละครที่สร้างสรรค์มาด้วยกันมักจะกลายเป็นความเศร้าเล็กๆ เสมอ
จากหน้ากระดาษเปล่าที่ค่อยๆ ถูกเติมเต็มด้วยเรื่องราว ความรู้สึก และเหตุการณ์ที่ร้อยเรียงกัน ผู้เขียนต้องต่อสู้กับอารมณ์หลากหลายตลอดการเดินทาง—ทั้งความเครียดยามคิดไม่ออก และความท้อแท้เมื่อเห็นยอดอ่านที่ไม่ค่อยสูงเท่านักเขียนท่านอื่น หรือแม้แต่เมื่อเทียบกับเรื่อง "ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว" ของตัวเอง
นี่คือธรรมชาติของคนที่พยายามสร้างสรรค์งานอย่างประณีต—การเปรียบเทียบเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เกือบหนึ่งปีเต็มที่ตัวละครแต่ละตัวได้แสดงบทบาทอย่างเต็มที่ จนผู้เขียนชักจะสนิทสนม และอดคิดถึงไม่ได้เมื่อถึงเวลาต้องจากลา เรื่องนี้มีตัวละครเกือบยี่สิบตัว—ไม่รู้ว่าเยอะหรือน้อย แต่พอมานั่งเรียบเรียงข้อมูลเบื้องหลังการเขียนก็พบว่ามีมากจนรวมเล่มได้อีกเล่มเลย ทั้งเรื่องกิจการผลิตภัณฑ์การเกษตรแปรรูป เรื่องบริษัทของพระเอก และอื่นๆ อีกมากมาย
ใช้เวลาเยอะทั้งการค้นคว้า ประมวลจินตนาการให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และคุมทิศทางเรื่อง
สิ่งที่วางไว้ตอนแรกมักเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสมระหว่างทาง ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งต้องปรับ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว
เมื่อเข็นจนจบได้ก็รู้สึกโล่งใจ—ได้ทำหน้าที่เสร็จสมบูรณ์
ผู้เขียนเตรียมปกนิยายสำหรับ E-book และฉบับพิมพ์เสร็จก่อนเขียนจบเสียอีก เมื่อเขียนจบแล้วก็ต้องมาเรียบเรียงและ re-write บางส่วน แก้ไขปรับเพิ่มให้สมบูรณ์ ดังนั้นฉบับรายตอนอาจไม่เหมือน E-book ทีเดียว แต่ก็ถอดมาประมาณ 90%
📱 อ่านบนมือถือ ใน ReadAWrite: คลิกที่นี่
📱 อ่านบนมือถือ ใน Dek-D: คลิกที่นี่
📱 อ่านบนมือถือ ใน ธัญวลัย: คลิกที่นี่
เรื่องต่อไปจะเป็นแบบไหนก็ยัง...งงอยู่ค่ะ อยากเขียนเรื่องผี เรื่องลึกลับ เรื่องบู๊ เรื่องรบ จะเอายังไงดีให้ได้ทุกอย่างในเรื่องเดียววะ 😄
คราวหน้าให้มีผีเป็นตัวละครสักตัวดีไหมหว่า ... คิดๆๆๆ...คิดกันต่อไปค่ะ
ธันวาคม 07, 2568
ปรากฏการณ์ รู้งี้
หลายคนคงเคยได้ยิน คำบ่น คำอุทาน ทำนองว่า...รู้งี้...(ไม่...ดีกว่า) หรือ รู้งี้...(ทำไปแล้ว)
ใช่ค่ะ คำว่า รู้งี้ เรามักจะใช้เวลาเสียดายโอกาส หรือ รู้สึกว่ากำลังพลาดอะไรบางอย่างไป เป็นคำที่ออกแนว negative มากกว่าจะบอกเล่าอารมณ์เชิงบวก
ผู้เขียนกำลังนั่งนึกถึงประสบการณ์ช่วงก่อร่างสร้างตัวรอบสองของตัวเอง หมายถึงช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิต จากคนมีเงินเดือนประจำ เป็นคนที่ไม่มีเงินเดือน หรือไม่มีรายได้ประจำอีกต่อไป
หลายปีที่ผ่านมานั้นก็รู้สึกว่าเป็นช่วงยากลำบากของชีวิตเลยละค่ะ
ตอนนี้ก็เข้าสู่ภาวะ "เข้าที่" อาจจะหมายถึง "ชินชา" ก็ว่าได้5555 ไม่ได้หมายความว่าเรื่องรายได้มันจะดีขึ้นมาเหมือนตอนมีงานประจำหรอกค่ะ อันนั้นเหมือนฝันที่ผ่านพ้นไป คราใดที่ได้ย้อนคิด ก็มีทั้งความภูมิใจ และสร้างความเชื่อมั่นเล็กๆให้กับตนเองว่า...
ฉันเคยก้าวจากความไม่มีอะไร นอกจากความสามารถและความรู้ที่มี ไปสู่จุดที่ดีกว่าเดิมได้ครั้งหนึ่ง
แม้ว่าจะกลับไปเกือบจุดเริ่มต้น คือ หมดอาชีพ ต้องเริ่มอาชีพใหม่ ฉันก็น่าจะสามารถต่อสู้ เพื่อลุกชึ้นยืนได้อีกครั้ง
แม้ว่าจะบอกใคร หรือบอกตัวเองไม่ได้ ว่าต้องใช้เวลากี่เดือน-กี่ปี
ช่วงทำงานเป็นเจ้าหน้าตัวเล็กๆคนหนึ่งขององค์กร จวบจนก้าวหน้าเติบโต ที่จริงก็ใช้เวลาเป็นสิบปีอยู่นะคะ ได้สั่งสมประสบการณ์ทั้งในเรื่องเนื้องานและการบริหารทีม ได้ดูแลน้องๆที่ร่วมงานกันมา เรียกได้ว่าก็ครบสูตรละค่ะ ทำมาหมดแล้ว
นี่เรากำลังจะกระโดด Jump Up ภายในเวลาไม่กี่ปี แล้วคิดว่าจะสำเร็จง่ายๆงั้นหรือ สงสัยจะยากน่ะสิคะ
แม้ว่าหากใช้เวลาเท่าเดิม สงสัยผู้เขียนอาจจะอายุ 70 ปี 5555 ซึ่งแก่เกินไป หรือไม่ก็อาจไม่ได้อยู่ในโลกแล้วหรือเปล่า
สุดท้ายก็มาคิดว่า อ้อ ที่ฉันคิดว่าต้องสำเร็จให้ได้เร็วๆ เพราะอาจจะกดดันตัวเองมากเกินไป เพราะใช้อายุที่เพิ่มมากขึ้นมาเป็นตัวเกณฑ์นั่นเอง
ผู้เขียนไม่ได้แค่เปลี่ยนอาชีพ จากมนุษย์ออฟฟิศ แต่ยังเปลี่ยนโลกทั้งใบของตัวเอง เพราะโลกการทำงานในองค์กรก็มีสิ่งแวดล้อมและบริบทความเติบโต ที่ต่างไปจากโลกของ Freelance โดยสิ้นเชิงสิคะ
เขียนนิยาย...ไม่ต้องเจอผู้คน ไม่มีเพื่อนร่วมงาน ไม่มีหัวหน้า ไม่มีกรอบการทำงาน นั่นอาจจะทำให้ต้องแสวงหาทิศทางเองทั้งหมด แม้แต่เป้าหมายที่เราอยากจะไป ต้องเขียนแผนที่ด้วยตนเอง ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าจะไปทางไหน ! และทะเล หรือน่านน้ำที่เราอยู่ คลื่นลม เป็นอย่างไร !
รู้งี้... คือรู้ว่าหลายอย่างทำพลาดไป
แต่พอได้ "เรียนรู้" ว่าเราพลาดตรงไหน ก็เลยได้มีโอกาสปรับปรุงไงคะ แก้เกมส์ใหม่ นี่ละ คือ learning curve ที่ยากจะซื้อหาได้
ล้ม แล้วลุกขึ้นใหม่ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น เพราะมันคือรสชาติชีวิต
ปี 2569 กำลังจะมา แล้วปี 2568 ก็กำลังจะโบกมือลา คงมีแต่จะต้องมองไปข้างหน้าละค่ะ เก็บทุกอย่างที่ผ่านไปเป็นบทเรียน...
ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
ธันวาคม 01, 2568
ระหว่างทางที่ค้นพบ
หลายคนคงเป็นเหมือนกันที่ใช้ชีวิตตามวิถีมนุษย์เงินเดือนมาอย่างยาวนาน
บางคนยังอยู่บนเส้นทางนี้ แต่บางคนก็เลือกเดินออกมาเอง...อย่างผู้เขียนเป็นต้น
ถามว่าตลอดเส้นทางชีวิตจนถึงวันนี้ได้ค้นพบอะไรที่ปลายทางบ้าง เดี๋ยวนี่คือระหว่างทาง...ยังไม่ปลายทาง555
แต่ภาพประกอบ post ที่ทำมาเป็นการเตือนตัวเองไปด้วย ว่าสักวันปลายทางจะได้พบเจอกับอะไร...?
ตั้งแต่ early retired ออกมา ผู้เขียนก็พบเจอกับโลกจริงที่ในทางทฤษฎีเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า VUCA
ผู้เขียนได้รู้จักคำว่า VUCA เป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ณ ช่วงเวลานั้นยังทำงานอยู่ค่ะ และได้ฟังเรื่องนี้จากการไปร่วมประชุมสัมมนาประจำปี เกี่ยวกับวงการบริหารค่าจ้างเงินเดือน (Compensation and Benefits) ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำจากต่างประเทศจะคอยนำข้อมูลที่ update เกี่ยวกับ trend ต่างๆของโลกมาเล่าให้ฟังเป็นประจำทุกปีค่ะ
ตอนนั้นฟังแล้วก็รู้สึกตกใจ และคิดว่า...มองโลกในแง่ร้ายไปหรือเปล่า ว่าโลกจะเดินไปเส้นทางนั้น
มาดูกันว่า VUCA คืออะไร
VUCA World: โลกที่ไม่มีอะไรแน่นอนอีกต่อไป
VUCA เป็นคำที่กองทัพสหรัฐใช้อธิบายสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง แต่ตอนนี้เราใช้คำนี้อธิบายโลกที่เราอยู่กันทุกวันนี้แล้วล่ะ
ความหมายของแต่ละตัวอักษร
V - Volatility (ความผันผวน)
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันไม่ทันตั้งตัว มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถควบคุมได้ และเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาอันสั้น
U - Uncertainty (ความไม่แน่นอน)
ความไม่แน่นอนสูง คาดการณ์ได้ยาก ขาดความชัดเจน ไม่สามารถหาข้อมูลที่ชัดเจนมายืนยันในแต่ละสถานการณ์ได้ ทำให้ยากต่อการตัดสินใจ
C - Complexity (ความซับซ้อน)
ความซับซ้อนเชิงระบบที่มากขึ้นเรื่อยๆ มีปัจจัยมากมายและซับซ้อนต่อการตัดสินใจ
A - Ambiguity (ความคลุมเครือ)
ความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ไม่สามารถคาดเดาผลที่จะเกิดขึ้นได้ชัดเจน ปัจจัยที่ทำให้เกิดความคลุมเครือมาจากการขาดข้อมูลที่แท้จริง หรือมีข้อมูลแต่ยังต้องแปลความหรือตีความ
เพราะในโลก VUCA นี้ สิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือ "ความไม่แน่นอน" นั่นเอง
ลองนึกดูสิว่า ตั้งแต่ผู้เขียนออกมาจากงานประจำ สิ่งที่เจอมีอะไรบ้าง
- การเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศ ตอนนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเล็กน้อย มีการเลือกตั้งในรอบ 7 ปี
- ธุรกิจที่ผู้เขียนทำไม่ work ต้องหาอย่างอื่นทำแทน555
- การถูกลดรายได้จาก Partner Platform ต่างประเทศ สะท้อนสัญญาณอะไรสักอย่าง ซึ่งผู้เขียนก็ไม่เข้าใจหรอกค่ะ แต่ก็ต้องยอมรับ
- โรคระบาดที่ไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อน นำมาซึ่งการเสียชีวิต ระบบสาธารณสุขที่ต้องปรับตัว วัคซีนยังไม่มี คนป่วยล้นโรงพยาบาล คนตายไม่มีที่เผา คนตกงานจำนวนมาก ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ต้องปิดทำการ การทำงานจากที่บ้าน work from home และ online meeting ซึ่งสมัยผู้เขียนยังทำงานก็ไม่มีสิ่งเหล่านี้
- หลังโควิทมาเศรษฐกิจไทยไม่ฟื้น สลบยาวค่าาาา (ร้องไห้ทั้งน้ำตา)
- การเข้ามาของ Ai สร้างภาพได้เองโดยใช้ prompt
- การกำเนิดของปัญญาประดิษฐ์ คราวนี้ไม่แค่สร้างภาพ คิดได้ โต้ตอบได้ เก่งกว่ามนุษย์อีก555 แถมเขียนบทความเก่งอีก ตกงานอีกละคราวนี้
- ปีนี้อย่างหนักคือ มีแผ่นดินไหว จนเห็นตึกทั้งตึกล่มคาตา!
- มีภัยสงครามบริเวณชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่สองประเทศก็อยู่ร่วมกันมาแบบนี้มาหลายสิบปี
- สแกมเมอร์ ภัยใหม่ในโลกออนไลน์ค่ะ น่ากลัวมาก
- แถมกลางๆปีมีหลุมยุบขนาดยักษ์ที่เกิดจากการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ไม่มีคนเสียชีวิต แต่ก็หวาดเสียวน่าดู
- มีน้ำท่วมที่น่ากลัวมาก ตั้งแต่ที่แม่สาย จังหวัดเชียงราย ปลายปี 2567 มาจนถึงน้ำท่วมหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 2568 ที่ความสูงของน้ำระดับที่บ้านชั้นเดียวอยู่ไม่ได้!
จุดกำเนิดมาจากกองทัพสหรัฐอเมริกานั่นเอง
VUCA ถูกนำมาใช้ครั้งแรกที่ U.S. Army War College ในปี 1987 โดย แนวคิดนี้พัฒนามาจากงานของ Warren Bennis และ Burton Nanus ในหนังสือ "Leaders: The Strategies for Taking Charge" ปี 1986
คำนี้ถูกใช้เพื่ออธิบายสถานการณ์หลังสงครามเย็นในปี 1991 ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงอย่างต่อเนื่องในช่วงสงครามอัฟกานิสถานและอิรัก เดิมที U.S. Army War College ใช้ VUCA เพื่ออธิบายโลกที่ซับซ้อนขึ้นหลังจากสิ้นสุดสงครามเย็น
การแพร่กระจายสู่โลกธุรกิจ
ในโลกธุรกิจ VUCA กลายเป็นที่นิยมในยุค 2000 เพราะสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เศรษฐกิจและสังคม มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่แพ้สถานการณ์สงคราม
เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ VUCA แพร่หลายมากขึ้น ได้แก่ การเปิดตัว World Wide Web ในปี 1993, เหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001 และวิกฤตการเงินโลกปี 2007-2008
พฤศจิกายน 20, 2568
Free Printable ตาราง Tracker 2569
พฤศจิกายน 04, 2568
เขียนเหมือนไม่รักตัวละครจริงหรือ ? (อีกแล้ว)
เขียนกันยาวๆไปค่ะ ยาววว ปีนึงแล้วยังไม่จบ...
เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ ได้มาถึงตอนที่ 67 แล้วนะคะ ในตอนนี้ระบิล พระรองของผู้เขียนก็ตีบทแตกตามเคย รับบทเป็นผู้แพ้ไปตามระเบียบ ก็เขาไม่ใช่พระเอกนี่คะ5555
จะว่าไปโดยส่วนตัวผู้เขียนชอบใน charactor ของพระรองคนนี้ค่ะ เพราะว่ามีความเด่น คือ เป็นชายแสนงอนนิดๆ และพูดอะไรไม่ค่อยจะคิด สรุปว่าผู้เขียนชอบที่ตัวเองเขียนออกมาได้อย่างมีความสมจริงกว่าพระเอกด้วยซ้ำ
พระเอกของเรา ณทัต อัษฎางค์เวคิน เขาเป็นผู้ชายไม่ค่อยพูดเยอะ คือไม่พูดเสียจนไม่รู้เรื่อง 5555 ผู้เขียนอึดอัดมากกับพระเอกแบบนี้นะคะ ทั้งเรื่องจะให้พูดมากไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวเสียบุคลิก ก็วางให้เขาเป็นคนเงียบๆขรึมๆ พอไม่พูดก็ไม่รู้เรื่องกันสิคะ นางเอกและคนรอบข้างก็มีงง ตีความกันไม่ถูก ซึ่งคนแบบนี้ก็มีเยอะไปในชีวิตจริง
ส่วนนางเอกก็พอกันค่ะ ทีนี้พอต่างคนไม่ค่อยจะพูดความรู้สึกออกมา เลยเกิดความวุ่นวายเล็กน้อย ความเข้าใจผิดพอประมาณนึง และกว่าจะรู้กันว่าอะไรเป็นอะไร ก็...ตอนจบเรื่อง 5555 อ้าว ไม่งั้นจะเป็นนิยายรักได้ไง
ในตอนที่ 67 ประตูสู่อนาคต ระบิลเขาดูน่าสงสารมากนะคะ...สุดท้ายคนที่รักจริง รักมานาน และเสมอต้นเสมอปลาย กลับเป็นฝ่ายที่ต้องเจ็บช้ำ แล้วนี่มันรักแท้ที่ผู้หญิงส่วนมากตามหากันอยู่ไม่ใช่หรือ อันนี้เป็นสิ่งที่ผู้เขียนก็ตั้งคำถามกับตัวเอง และเผื่อว่าผู้อ่านอ่านแล้วจะถามตัวเองด้วยเหมือนกัน
ผู้เขียนก็เขียนไปอย่างชิลๆ ใจเย็นๆ ใจร่มๆ ล่ะค่ะ มีคนอ่านก็ดีใจแล้ว ก็คงได้เท่านี้ละ ใครชอบฝากกดหัวใจ ให้ความเห็นเล็กๆน้อยๆกันหน่อยนะคะ
เรื่องหน้าคนจะรักผู้เขียนกว่านี้ไหม ...จะรออ่านกันอยู่ไหม แอบสงสัยค่ะ
ว่าแต่พอเขียนช่วงนิยายใกล้จบเนี่ย มันเขียนได้เร็วกว่าตอนเริ่มเยอะเลย
ช่วงนี้มรสุมเหมือนพลัดหลงเข้ามาประเทศไทย ฝนตกแทบทุกวัน แถมฟ้ามืดตั้งแต่ห้าโมงเย็น อากาศครึ้มมาก อยากเห็นแสงแดดก็ต้องช่วงเช้าเท่านั้น ทำเอาบรรยาศเข้ากับช่วงเศร้าของนิยายพอดี
สำหรับนิยายเรื่องนี้ก็ทำให้ผู้เขียนได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นเยอะค่ะ แม้ว่าอาจจะไม่ได้ถูกใจนักอ่านนัก สังเกตว่ายอดวิวสู้เรื่อง ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว ไม่ได้เลย แต่ผู้เขียนก็รักนิยายเรื่องนี้ไม่ต่างไปจากเรื่องแรกเลยค่ะ บุคลิกของนิยายเรื่องนี้ต่างออกไปแน่นอน แม้ว่าจะเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ แต่ตลอดระยะทางก็มีอะไรๆที่ละเอียดอ่อนแทรกอยู่
อย่างน้อยก็ได้เขียนแล้ว นิยายรักแนวบังคับแต่งงาน5555
เรื่องใหม่จะเป็นอย่างไรนั้น...ต้องติดตามกันต่อไปนะคะ หากยังมีลมหายใจก็จะเขียนต่อไปค่ะ
ขอบคุณที่ติดตามนะคะ
ตุลาคม 30, 2568
นิยายของคนถูกห้ามอ่านนิยาย
ลมหนาวอย่างเป็นทางการยังไม่เห็นมาเยือนเสียที แต่แค่อากาศราวๆนี้ก็ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีมู้ดในการทำงานมากขึ้นค่ะ เพราะว่าไม่ร้อนจนเหงื่อซึมเหมือนช่วงก่อน แถมก็ไม่มีฝนตกดังโครมครามจนกลัวหลังคาบ้านจะพังอีกด้วย เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดแห่งปีเลยก็ว่าได้
ผู้เขียนมองออกไปนอกประตูบ้าน เห็นอากาศอึมครึมมาก นี่ถ้าเป็นการย้อมสีภาพถ่ายละก็ คงจะถูกย้อมให้ดำเหมือนกับไม่มีแดด หรือว่าเป็นตอนใกล้ค่ำไปเลยทีเดียว
ชีวิตของคนทำงานที่บ้านก็เลยมีเวลานั่งสังเกตแสงและลมค่ะ5555 เมื่อวันก่อนฝนตกหนักเหมือนสั่งลา ผู้เขียนยังไปยืนดูฝนที่กำลังเทโครมคราม แถมเอามือไปรองน้ำฝนที่กำลังไหลลงมาตามต้นมะนาวที่บ้าน สัมผัสกับความเย็นของน้ำ นี่มันคือโลกแห่งความเป็นจริง ธรรมชาติก็มีความงามในแบบของเค้าแหละค่ะ
รูปประกอบ blog ประจำ post นี้ก็ถ่ายที่บ้านผู้เขียน เห็นไหมว่าที่บ้านมีต้นไม้ใหญ่ ก็ฝีมือคุณพ่อคุณแม่สร้างไว้ให้ ตัวผู้เขียนมือไม่เคยจับดิน ไม่เคยปลูกต้นไม้ ถูกเลี้ยงมาแบบเด็กเมือง เรียนหนังสืออย่างเดียวพอ...
ระหว่างเรียนหนังสือก็จะถูกตีกรอบมากหน่อย ห้ามนั่น โน่น นี่ อาจจะประสาเป็นเด็กผู้หญิงล่ะค่ะ ครอบครัวก็ต้องคอยระแวดระวังทุกอย่างให้ แถมเป็นลูกทหารด้วย5555
สมัยก่อนภัยสังคมก็แตกต่างไปจากสมัยนี้...
คือถ้าเดินออกนอกบ้านเมื่อไหร่ก็ต้องระวังค่ะ แต่สมัยนี้มาถึงตัว เข้าทางโทรศัพท์ถือได้ซะอีก
เรื่องการหลอกลวงมีมากมายหลายรูปแบบจนเราไม่อาจวิ่งหนี มีแต่ต้องเรียนรู้ที่จะต้องรับมือนะคะ สมัยผู้เขียนยังเด็ก โตมาในกรมทหาร เรียกได้ว่าลืมล๊อคกุญแจบ้านก็ไม่ต้องกลัวโจรมาปล้นนะคะ เพราะในกรมทหารก็ปลอดภัยมากกว่านอกกรมทหารแน่นอน
ยังจำได้ว่าทุกวันเวลาเดินเข้าประตูกรมทหารจะชินตากับเห็นทหารยืนหน้าป้อมประตูค่ะ ถ้าเป็นช่วงมีเหตุการณ์ทางการเมืองก็จะเห็นทหารหน้าประตูใส่ชุดลายพราง สะพายปืนเอ็มสิบหกเต็มยศ แถมทาหน้าเป็นสีดำๆอีกต่างหาก ผู้เขียนชินแล้วค่ะ ไม่ได้กลัวอะไร ก็โตมากับสิ่งเหล่านี้
ฟิลลิ่งแบบนี้เลยอยู่ในนิยาย ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว และว่าจะเขียนเรื่องอื่นที่เกี่ยวกับทหารอีกค่ะ
นอกจากจะเจอทหารเวลาจะเข้าบ้าน เพราะบ้านอยู่ในเขตทหาร ก็จะต้องมาเจอทหารที่บ้านอีกค่ะ555 คือคุณพ่อนั่นเอง
คุณพ่อนี่ละ เป็นคนห้ามผู้เขียนอ่านนิยาย
สงสัยว่านิยายที่คุณพ่อเคยอ่าน อาจจะมีเนื้อหาไม่เหมาะกับเด็กและเยาวชน ทำเอาผู้เขียนมีหลอนๆทุกครั้งเวลาจะอ่านนิยาย กว่าอารมณ์หลอนนี้จะหายก็นานมากค่ะ เรียกได้ว่าโตจนแก่แล้วก็มีอารมณ์หลอนๆอยู่เลยนะคะ
แล้วโชคชะตาก็พัดพา คนไม่ค่อยได้อ่านนิยาย กลับมีนิยายในหัว...เขียนนิยายอ่านเล่นๆ เขียนการ์ตูนเล่าเป็นเรื่องๆ แล้วก็ต้องมามีอาชีพเขียนนิยายตอนเกษียณไปแล้วซะด้วยสิคะ
นี่เรียกว่าคงจะ born to be
ตอนผู้เขียนหยิบเอา ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว** ฉบับพิมพ์เล่มไปโชว์ให้คุณพ่อดู ท่านทำหน้าภูมิใจ บอกว่าลูกเขียนได้เป็นเล่มหนาขนาดนี้เลยเหรอ พ่อตาไม่ดีแล้ว คงจะอ่านไม่ไหว ...ว่าแต่อยากทำอะไรก็ทำเลยนะลูก
และนี่ละค่ะ
คือสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกดีทุกครั้งที่ upload นิยายตอนใหม่ เรื่องใหม่ อยู่ต่อไป แม้ว่าบางเรื่อง บางตอน บาง platform ก็มีคนอ่าน มากบ้าง-น้อยบ้าง ก็ยังรู้สึกว่าพอจะไปได้อยู่ค่ะ
หวังว่าสักวัน การเขียนนิยาย จะทำให้ผู้เขียนพอจะอยู่ได้...กับชีวิตที่เกษียณก่อนกำหนด
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ
หมายเหตุ : ตอนนี้ฉบับพิมพ์เล่มใกล้คลอดแล้วค่ะ ยังตรวจคำผิดไม่เสร็จเสียที ติดพันภารกิจมากมาย รบกวนอุดหนุน ฉบับ ebook ไปก่อนนะคะ อิอิ ใครอยากได้ฉบับเล่มจริงรบกวนรอต่อไปอีกนิดค่ะ
ตุลาคม 09, 2568
นำทางชีวิตด้วยความปรารถนา
ช่วงนี้ฝนตกหนักหน่วงมากๆค่ะ ที่บ้านน้ำท่วมพอประมาณ แต่ก็ทำให้ปั๊มน้ำที่บ้านร้องดังจนเหมือนอาการไม่ค่อยปกติ พอเรียกช่างมาดูก็ปรากฎว่าเป็นดังคาด คือน้ำท่วมปั๊มเรียบร้อย แม้ว่าจะท่วมในช่วงที่ฝนกำลังเทกระหน่ำ แล้วฝนหายน้ำก็ลด แต่อาการเสียงดังไม่หายไป
กลายเป็นว่าคราวนี้ต้องยกปั๊มขึ้นสูง แถมค่าซ่อมก็หลายพันจนทางบ้านตัดสินใจว่าควรซื้อใหม่ เพราะใช้งานปั๊มน้ำเครื่องนี้มาตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ 2554 จนถึงปัจจุบัน นับว่าแบรนด์นี้ถึกทนอย่างถึงที่สุด เคยเปลี่ยนอะไหล่ล่าสุดเมื่อปี 2562 นี่ถ้าไม่น้ำท่วมปั๊มก็น่าจะยังใช้ต่อไปได้อีก ว่าแล้วก็ขอชื่นชมปั๊มน้ำผลิตจากเดนมาร์คยี่ห้อนี้จริงๆ
เอาล่ะ ฝาก link กันตรงนี้เผื่อใครกำลังดูปั๊มน้ำสำหรับใช้งานตามบ้าน ที่เสียงไม่ดังแสบแก้วหู เป็นระบบปั๊มลม ซึ่งอย่าถามรายละเอียดลึกๆ เพราะไม่ทราบ 5555 แต่ใช้งานจริงในบ้านสองชั้นที่มีห้องน้ำ 4-5 ห้อง ขอแนะนำเลยว่า แบรนด์ Grundfos ผลิตจากประเทศเดนมาร์คนั้นของเขาดีจริงค่ะ
https://s.shopee.co.th/5VMkHEYRtd
(บ้านนี้ห้องน้ำเยอะจังเนอะ)
นอกจากฝนตกหนักจะทำให้บ้านผู้เขียนปั๊มน้ำออกอาการป่วยแล้ว ตัวผู้เขียนก็เหมือนจะแพ้อากาศอยู่สองสามวันเหมือนกันค่ะ คือกลางวันร้อน กลางคืนเย็น เป็นไข้เลย นี่คงลมหนาวเร่ิมจะมา เป็นช่วงที่เค้าเรียกกันปลายฝนต้นหนาว นั่นล่ะค่ะ ตุลาคมของปี
โดยเฉพาะปีนี้ ผู้เขียนมีข้าวของเสียพร้อมๆกันหลายชิ้นจนรู้สึกตลก... ทีวีพัง ปริ๊นเตอร์ต้องส่งไปซ่อม แถมบัตรเอทีเอ็มหายอีก นอกจากนี้ยังขับรถหลงทางเกือบจะกลับทางเดิมไม่ถูกอีก โอ๊ย อะไรกันนี่
แถมการงานก็ดันมาคึกคัก มีโปรเจ็คใหม่ๆที่ถูกกดดันให้ต้องเริ่มภายในเดือนนี้ทั้งที่ยังไม่พร้อม5555 คือพอมันเป็นโอกาสที่อุตส่าห์ได้รับเราก็ต้องรีบคว้าใช่ไหมคะ แถมงานสองอย่างนี้มันก็โหดพอๆกัน
อย่างแรกคือต้องเปิดนิยายเรื่องใหม่ภายในเดือนนี้ เพราะว่าร่วมฉลองวันครบรอบของ platform ประมาณว่าเรื่องใหม่ที่เปิดจะได้รับสิทธิพิเศษ อ้าว...อย่างนี้ก็ไม่ควรพลาดใช่ไหมคะ
แต่ว่าเรื่องใหม่นี่ก็ยังไม่มีความพร้อมหลายอย่างเลยค่ะ คือ โครงเรื่องก็ยังไม่สมบูรณ์ ภาพปกก็ยังไม่มี Typography ก็ยังไม่มี คือจะมีได้ไง...ชื่อเรื่องยังไม่ถูกใจเลยค่ะ ชื่อตัวละครก็ยังไม่ลงตัว
ทำไมชีวิตฉันต้องเป็นฉะนี้...อยากจะสบายหลังเขียน เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ จบ คืออยากพักผ่อนบ้าง แล้วค่อยเขียนเรื่องใหม่ นี่อะไรกันหนอ...ต้องบีบตัวเองให้ฮึดดดด เรื่องเก่ายังไม่จบ แต่ต้องเร่ิมเรื่องใหม่ด้วยอะค่ะ
คือไม่ได้มีใครบังคับ แต่ก็ไม่อยากพลาดโอกาส
อีกโปรเจคหนึ่ง คืองานด้านการถ่ายภาพ ผู้เขียนได้รับการเสนอให้ร่วม join mission การถ่ายภาพด้วย ซึ่งเป็นเรื่องพิเศษมาก คือคุณสมบัติและผลงานภาพถ่ายที่ผ่านมาต้องได้มาตรฐานและไม่เคยทำผิดกฎ ไม่ใช่ทุกคนที่เขาจะมาเชิญ มันทำให้ผู้เขียนปลื้มใจมากเลยค่ะ ในที่สุดเราก็เห็นความก้าวหน้าในอาชีพของตัวเองแล้ว
ข่าวร้าย...คือภาพถ่ายตามโจทย์ที่ได้รับ ต้องเสร็จภายในวันที่ 20 กว่าๆของเดือนตุลาคมนี้เท่านั้น...
เอาละสิ...ทั้งงานนิยาย และงานถ่ายภาพ ต้องทำสองอย่างพร้อมกันให้เสร็จ
งานทั้งสองอย่างนั่นก็เป็น passion ของผู้เขียนล่ะค่ะ หากจะนำทางชีวิตให้ไปรอดด้วยความปรารถนาแล้วละก็ ....ก็ต้องเอาให้สุดใช่ไหมคะ เพราะโอกาสดีๆไม่ได้มีมาบ่อย ถ้าทำออกมาดี เขาก็จะหยิบยื่นโอกาสต่อๆไปให้เรา มีแต่เราต้องสู้เท่านั้นใช่ไหม
ฮึบๆ ฮึบๆ....
นิยายเรื่องเก่าก็ยังเขียนไม่จบ ต้องรีบเปิดเรื่องใหม่ แล้วยังไง...คราวนี้สองเรื่องพร้อมกัน
โอ๊ววว ...ชีวิตต้องสู้อีกแล้วสินะ
สู้ๆๆๆๆๆๆๆ
ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
สิงหาคม 29, 2568
อาชีพนักเขียนนิยาย
วันนี้เป็นวันที่ผู้เขียนเริ่มต้นเขียน post ด้วยวิธีการที่แปลกกว่าทุกที และเป็นครั้งแรกที่ทำแบบนี้
คือปกติจะทำภาพที่ตรงกับประเด็นกับสิ่งที่บอกเล่าให้มากที่สุด เป็นอันดับแรก เสร็จแล้วค่อยเขียนค่ะ
แต่วันนี้มันรู้สึกว่าตัวเองอ่อนล้ายังไงชอบกล ไม่ใช่ว่าเขียนไม่ออก ดูแล้วน่าจะเหนื่อยมากกว่าค่ะ
การเป็นนักเขียนนิยายนี่มันเหนื่อยได้ขนาดนี้ คือต้องคิดเยอะมากค่ะ อย่างที่เคยบ่นไปแล้วหลายครั้ง และวันนี้คงไม่บ่นซ้ำ5555 ตอนนี้ เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ ใกล้จบแล้ว กะว่าอีกประมาณ 10 ตอนก็จะม้วนตัวอวสานลงอย่างสวยงาม
หลังจากเขียนมาได้ 1 ปีแล้ว เกิน 1 ปีซะด้วยสิคะ ต้องขอบคุณนักอ่านที่ยังอุตส่าห์อ่านเป็นเพื่อนกันมาเป็นปี ผู้เขียนเห็นนิยายรายตอนที่เป็นนิยายจีน บางเรื่องมี 4,000 กว่าตอน โอ้โห.... ไม่รู้เหมือนกันว่านิยายไทยจะมียาวขนาดนั้นไหม
คนอ่านบางคนอาจตามอ่านมานานแล้วเกิดความผูกพัน 5555 คือเมื่อไหร่เธอจะเขียนจบ ฉันรอ ฮ่าาาา
อยากให้ผูกพันกับทั้งตัวละคร และคนเขียนนะคะ อิอิ ว่าแต่เรื่องใหม่ก็รอต้องเขียนกันต่อไป ตอนนี้เลือกอยู่ในหัวสมองว่าเขียนเรื่องไหนก่อนดี บาง plot นี่รู้สึกว่ายิ่งใหญ่มาก จนเป็น Masterpiece ได้เลย แต่พอมาคิดอีกที เอาไว้ก่อนเหอะ รายละเอียดยังไม่ค่อยจะมีค่ะ ขืนปล่อยเรื่องออกไปต้องมีการเหนื่อยขั้นหนัก เหมือนเรื่อง เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ นี่ละค่ะ คือเรื่องนี้มี plot แค่ การแต่งงานภาคบังคับ
มีแค่นี้จริงๆค่ะ สาบาน
พอแต่งงานแล้วค่อยรักกัน ความใกล้ชิด การช่วยเหลือ การเป็นที่พึ่ง การผ่านอุปสรรคด้วยกัน ต่างๆนานาเหล่านี้จะทำให้คนรักกัน
เหมือนจะง่าย แต่พอลงมือเขียน อ้าว...แกนหลักย่อมจะไม่เป็นเรื่องความรักอย่างเดียวแน่ๆ อันนี้เป็นสไตล์ส่วนตัว แล้วไงต่อ...ต้องสร้างตัวละครใหม่หมด ไม่มีใครในเรื่องนี้ที่เหมือนใครสักคนในชีวิตจริงของผู้เขียนเลยค่ะ
งานงอกล่ะค่ะ งานช้างด้วย...เมื่อต้องสร้างใหม่หมด ก็ต้องใช้ความคิดและการหาข้อมูลอย่างหนัก
แต่โชคดีนะคะ พอเข้ากลางๆเรื่อง ผู้เขียนชักจะรู้สึกว่าตัวละครเหมือนมีจริง เพราะผู้เขียนเริ่มจะเข้าถึงจิตใจเขาได้อย่างน่าประหลาด
พอเขียนใกล้จบก็รู้สึกโล่งอก ผ่านไปอีก 1 ปี กับอีก 1 เรื่อง โธ่---อย่างนี้เมื่อไหร่จะรวยล่ะ ฮ่าาาา คงต้องเขียนงานกันแบบเอาชีวิตเข้าแลกไหมคะ เอาสักปีละ 2 เรื่อง เป็นไง...จะตายไหมเนี่ย หรือต้องเข้าโรงพยาบาล คนอื่นทำได้ แต่เราทำไม่ได้...ก็ไม่ต้องฝืน
นักเขียนหลายคนอายุน้อยกว่าผู้เขียน บอกว่าเขียนนิยายแล้วปวดหลัง ปวดตา ปวดหัว
สรุป ปีหน้าจะเขียนให้ได้ 2 เรื่อง คอยดู...5555 แต่จะปล่อยให้อ่านรายตอนเรื่องเดียวนะคะ อีกเรื่องเก็บไว้เขียนให้จบแล้วจะปล่อยขึ้นให้อ่านค่ะ เพราะว่าไม่อยากกดดันตัวเอง
ลองมาดูกันซิ ว่าจะทำสำเร็จไหม อันนี้ Goal ของปี 2569
ตอนนี้ผู้เขียนค่อนข้างจะกล้าบอกชาวโลกแล้วว่าตัวเองมีอาชีพนักเขียนนิยายค่ะ หลังจากนิยายเรื่องแรกได้รับการต้อนรับพอสมควร รวมๆแล้วก็ประมาณ 40,000 กว่า view แต่รายได้ถือว่าเล็กๆน้อยๆ ค่ะ ยังไม่เพียงพอต่อการมีชีวิตในโลกยุคนี้
1 รายตอนที่ลงไป หากมีคนซื้อเหรียญเพื่ออ่าน ตามเงื่อนไขของแต่ละ Mobile Application ก็มักจะต้องหักเงินบางส่วนเอาไว้ กว่าจะถึงกระเป๋าเงินของนักเขียน ขอบอกเลยว่าเหลือแค่หนึ่งถึงสองบาทค่ะ
ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องเขียนสัก 20 เรื่องแล้วจะปังงงงงเปรี้ยงๆๆๆๆไหม ก็บอกยากค่ะ
อยากจะมีซัก 40 เรื่อง 5555 แต่ว่าผู้เขียนแก่ชรามากแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าจะมีชีวิตอยู่อีกนานแค่ไหน ถ้าอายุสัก 65 จะยังไหวอยู่ไหม (ตอนนี้ยังแค่เลขหลัก 5 อยู่นะคะ) คือกะว่าชีวิตนี้จะเขียนจนกว่าจะตายเลยค่ะ
คือเรื่อง ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว ค่อนข้างได้รับการต้อนรับที่ดี แม้ว่า เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ จะได้รับความนิยมไม่มากเท่า ผู้เขียนก็ไม่เสียใจ ยังไงก็ทำดีที่สุดไปแล้ว
มีคำคมบอกว่า ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ แต่ผลลัพธ์เป็นเรื่องของสวรรค์จะพิจารณา
ผู้เขียนไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมคนจึงชอบบางเรื่องมากกว่า ก็พยายามเดาไปต่างๆนานาค่ะ เอาเป็นว่าตอนนี้สวรรค์พิจารณาแล้วบอกว่า ฉันให้เรื่องแรกเธอปังก่อน เป็นสัญญาณว่าเปิดทางให้เธอเข้าสู่อาชีพนี้ได้ และเธอจงทำต่อไป สัตย์ซื่อต่ออุดมการณ์ของเธอ ว่านิยายเธออ่านแล้วจะได้ความคิดดีๆ ติดไปด้วย
เอาเป็นว่า....เป็นนักเขียนนิยายแล้ว ก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
เหนื่อยหน่อยแต่ก็จะสู้นะคะ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ
เดี๋ยวต้องไปทำภาพมาประกอบอีกละ Bye ค่ะ
กรกฎาคม 31, 2568
Early Retire ดีไหม ภาค 1/2
Early Retire ดีไหม
ผู้เขียนเชื่อว่ามีหลายคนเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง เมื่อเกิดมีโครงการภาคสมัครใจ หรือ ภาคไม่สะดวกใจ(คือ แบบกดดันให้ออก) บังเกิดขึ้นในสถานที่เราทำงานกันอยู่
อาจมีเพื่อนหลายคนช่วงวัยใกล้กัน แต่อาจทำงานที่อื่น เคยมาบอกเล่าชีวิตเรื่องราวหลังจากที่ได้ออกจากชีวิตการทำงานไปหลายรูปแบบ
ผุ้เขียนก็เป็นคล้ายๆกันคือ พอรู้ว่ามีเพื่อนวัยใกล้กัน หรือเรียนมหาวิทยาลัยรุ่นเดียวกันได้ตัดสินใจ early ออกไปก็จะรู้สึกตกใจก่อนเป็นอย่างแรก จากนั้นก็ถามตัวเอง ว่าถ้าเป็นเรา เราจะสมัครไหม แล้วมันจะดีไหม
พบว่าหลายคนพอได้ออกจากบริษัทไปแล้วก็ตระเวณตะลุยเที่ยวๆๆๆๆกันเป็นส่วนใหญ่ ราวกับว่าเป็นสิ่งที่โหยหามาตลอด บางคนซื้อของที่อยากได้ บางคนซื้อรถคันใหม่ (ตอนอยู่บริษัทใช้รถประจำตำแหน่ง พอออกไปแล้วก้อยังคุ้นชินชีวิตที่ต้องใช้รถยนตร์ส่วนตัว)
แต่สำหรับผู้เขียนแล้วพอออกมาไม่ไปเที่ยวไหนเลย อยากเก็บเงินเอาไว้นานๆ พอดีไม่ใช่คนชอบเที่ยว ส่วนรถยนตร์ก็ใช้คันเดิมที่ผ่อนหมดแล้ว
ได้ข่าวมาว่าพี่คนที่ออกมาพร้อมกันถอยรถป้ายแดงคันละล้านบาทเศษ อีกคนก็ซื้อรถใหม่เหมือนกันอ้างว่าต้องใช้ประกอบการทำมาหากิน ล้านนิดๆเหมือนกัน
ขนาดว่าผู้เขียนพยายามระมัดระวังทางการเงินอย่างสุงสุด ยังไม่รอด...คือยังไงเงินก็หายไปทุกวัน กับการใช้ชีวิตตามปกติ ท่ามกลางภัยพิบัติปกติที่หลายคนก็เจอ เช่น โควิท แผ่นดินไหว ถูก disrupt ด้วยเทคโนโลยี สงครามการค้าที่รุนแรง การไหลท่วมของสินค้าจากประเทศขนาดใหญ่ เศรษฐกิจย่ำแย่ ฯลฯ
ชีวิตทุกวันของผู้เขียน ถ้าวันไหนคิดเรื่องเงินก่อนนอน คืนนั้นจะนอนไม่หลับ ฮ่าาาาา
หลายคนที่ออกจากงานต้องดิ้นรนหาธุรกิจใหม่ทำ รู้หรือยังว่าความรู้ไม่ใช่ของฟรี เวลาบริษัทเรียกไปอบรม หรือสัมมนาอะไรไม่รู้จักเห็นคุณค่ากันใช่ไหม ว่าบริษัทต้องจ่ายเงินหาครูดีๆมาคอย upskill ให้พนักงาน แต่พนักงานไม่สนใจ อันนี้ไม่รวมตัวผู้เขียนนะ เพราะเป็นคนรักความรู้ ไม่เคยพลาดสัก course เดียว
ยิ่งช่วง outing สัมมนาทำ business plan ประจำปีนี่ชอบมาก ได้เห็นภาพกว้างของธุรกิจ และได้เข้าใจว่าหน่วยงานอื่นเค้าทำงานอะไรกัน มีปัญหาอะไรกัน นี่ละ...หัวใจเลย ถ้าเราเข้าใจว่าทีมทำอะไร เราก็จะ engage กับภาระกิจของบริษัท และนี่คือทีม
พอมาทำธุรกิจเอง แค่คำถามข้อแรกว่าจะทำอะไรดี เชื่อว่าหลายคนหมดเงินไปหลายบาทกับการซื้อคอร์ส เพื่อตอบคำถามนี้ 55555 และตามมาด้วยทำอย่างไรให้สำเร็จธุรกิจนั้นได้เงินเป็นแสน เป็นล้าน ภายใน...ปี ขอหัวเราะอีกที 5555
ยังไม่รู้จะทำธุรกิจอะไร ก็ต้องจ่ายตังค์แล้วค่ะ
สมมุติพอรู้ว่าจะทำอะไร ก็ต้องไปหาความรู้เพิ่มอีกว่า คนที่เขาทำสำเร็จนั้นเขาทำอย่างไร แล้วที่เห็นว่ามาโชว์ยอดขายกันเป็นแสนเป็นล้านนั้น ทำตามเขาบอกแล้วจะได้เหมือนเค้าไหม ในเมื่อสถานการณ์มันคนละช่วงเวลา สภาพพฤติกรรมผู้บริโภคมันเปลี่ยนเร็วมากนะคะ
ปี 2567 เริ่มมีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาอีก อันนี้ยิ่งเป็น Game Changer หนักกว่าเดิม
กว่าจะตอบคำถามได้ว่า Early Retire ดีไหม เลยต้องมีสองภาค
คำตอบสำหรับภาคที่ 1 คือ...
ดีไหม...ก็ต้องขอตอบว่า ดี ถ้าคุณออกมาแล้วยังมีรายได้เข้ามา เช่น คุณมีธุรกิจอะไรสำรองอยู่แล้ว เอาแบบธุรกิจนั้นอยู่ตัวในระดับหนึ่งแล้วนะ ไม่ใช่เพิ่งเริ่ม คือมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอจะดีมาก
สอง คุณไม่ควรมีหนี้ หรือสร้างหนี้เด็ดขาด เรื่องหนี้ไม่ค่อยมีใครพูดกับใครตรงๆ คือถ้ามีหนี้ก็มักจะคิดว่า อยากได้เงินจากการ early ไปปลดหนี้ ซึ่งอย่าลืมว่า ถ้าคุณไม่ได้มีที่ทำงานใหม่รอรับช่วงต่อ เอาเงินไปใช้หนี้แล้ว แต่ในระยะยาวคุณจะใช้ชีวิตยังไง เงินจะพอไหม เพราะถ้าไม่พอ มีแนวโน้มว่าคุณอาจกลับไปเป็นหนี้ แล้วทีนี้ถ้าไม่มีรายได้ที่มั่นคง สถาบันการเงินจะมีปัญหากับการให้กู้....แล้วถ้าคิดจะไปกู้นอกระบบละก็...คราวนี้พังแน่
สาม ไม่มีหนี้ แต่ก็มีค่าใช้จ่ายมหาศาล ต้องรับผิดชอบชีวิตคนหลายคน อันนี้ก็ต้องระวัง เพราะพอไม่มีรายได้ประจำ แต่ค่าใช้จ่าย...ยังมาเป็นประจำ...5555
กรกฎาคม 24, 2568
ตัวละครที่ถูกลืม
และแล้วก็เขียน "เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ" ยังไม่จบเลยค่ะ น่าจะเขียนมาได้ประมาณ 1 ปี พอดี ผ่านมาแล้ว 54 ตอนอย่างมุนานะกันต่อไป5555
อันที่จริงงานเขียนนิยายนี่ก็ใช้เวลาค่อนข้างมากที่สุดในบรรดางานที่ผู้เขียนทำ
จะไม่ให้ใช้เวลามากได้อย่างไรคะ ไม่ได้จะอ้างว่าต้องรออารมณ์ก่อนเขียนหรอกนะคะ ผู้เขียนหลุดพ้นจากจุดนั้นมานานแล้วค่ะ ไม่ต้องรอเกิดอารมณ์ สุดท้ายต้องเขียนเพราะความรับผิดชอบต่อนักอ่านค่ะ
เขียนนิยายมีทั้งการหาข้อมูล และออกแบบเนื้อเรื่องให้เกี่ยวพันซึ่งกัน และต้องคิดทุกฉากทุกตอน กว่าจะออกมาได้แต่ละตอนโอ้โห...
ขนาดว่าพยายามคิดและออกแบบอย่างดีที่สุด เขียนไปเขียนมา ก็ดันลืมให้ตัวละครที่มีบทบาทสำคัญโผล่เข้ามาในเรื่องน้อยไปสักนิด
ในเรื่องนี้ก็คือ "ระบิล" เชฟหนุ่มอดีตแฟนของนางเอกค่ะ ที่จะมีส่วนสำคัญในช่วงท้ายเรื่อง สงสัยว่าผู้เขียนจะมัวไปใส่บทให้คนนั้นคนนี้ จนกว่าจะถึงระบิลก็เว้นว่างไปหลายบทค่ะ
สิ่งที่อยากจะบอกเล่าใน post นี้มากที่สุด...คือผู้เขียนเพิ่งจะรู้สึกเป็นครั้งแรกในชีวิตก็ว่าได้ ว่าตัวละครมีชีวิตเป็นอย่างไร
ในช่วงต้นๆของเรื่อง ระบิลก็ไม่ได้ถูกกล่าวถึงอย่างคนสำคัญเท่าไหร่ค่ะ เพราะเขาไม่ใช่พระเอก5555 แต่ผู้เขียนก็จงใจให้เขาเป็นผู้ชายจุกจิก ปากร้ายหน่อยๆ ตามประสาเป็นเชฟที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด แถมยังมีขี้ใจน้อยเสียอีก
เขาก็มีความน้อยใจละว่าถูกนางเอกทิ้งไปแต่งงานกับคนรวย น่าสงสารใช่ไหมคะ
พอมาตอนที่ 54 เท่านั้นแหละ เขาได้พูดบางประโยคออกมา พอผู้เขียนพิมพ์ตัวอักษรสุดท้ายบนแป้นคีย์บอร์ดเสร็จ กลับรู้สึกหดหู่และทรมานใจอย่างประหลาดค่ะ
รู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อยกับชะตากรรมของเขา มันเหมือนว่าเขามีตัวตนอยู่จริงๆ
“ภัสออกไปรอข้างนอกก่อน เดี๋ยวผมล้างมือแล้วจะตามไป”
มือที่กำลังถูเตาเกร็งแข็งขึ้นเล็กน้อย นิ้วบีบผ้าแน่นขึ้น ใบหน้าชายหนุ่มที่เคยแสดงความมั่นใจเมื่อปรุงอาหารตอนนี้เต็มไปด้วยเส้นของความเครียด ลองนึกดูว่าตอนเช้าเขายังยืนอยู่ตรงนี้ เขย่ากระทะ ปรุงรส ตะโกนสั่งการ... และตอนนี้เขากำลังเช็ดล้างทุกอย่าง บางทีอาจเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่นะ
ระบิลล้างมือและซับแห้ง ก่อนจะเดินออกมานั่งเก้าอี้ตรงกันข้ามกับหญิงสาวที่เขาชวนมาวันนี้
“ไม่ได้มาที่ร้านแค่ไม่กี่เดือนเอง รู้สึกว่าร้านแปลกไปนะคะบิล จัดร้านใหม่เหรอ ดูโล่งตาเชียว”
ภัสรวินทร์ตั้งข้อสังเกตอย่างคนมองโลกในแง่ดี ที่จริงหล่อนอยากจะแค่ทักทายระบิลให้มากกว่าแค่ เป็นไงบ้าง หรือ สบายดีไหม แต่สุดท้ายก็กระอักกระอ่วนใจทุกครั้ง กับการพบกันในฐานะใหม่ ฐานะศรีภริยาของณทัต CEO หนุ่มใหญ่แห่งวงการสินค้าเกษตรแปรรูป
“ภัสนี่ก็ยังเหมือนเดิมนะ เห็นร้านดูโล่งๆ ก็ถามผมว่าแต่งร้านใหม่เหรอ แทนที่จะคิดว่าธุรกิจของผมยังดีอยู่หรือเปล่า เป็นห่วงผมบ้าง...อะไรทำนองนี้” ระบิลก็ยังเป็นคนเดิม ที่พูดจาเปิดเผยจนน่ากลัว
“ถึงคิด แต่ใครจะกล้าพูดอย่างนั้น มันเสียมารยาท” หล่อนชักจะเสียงแข็ง
“ก็ผมอยากให้ภัสเป็นห่วง นึกถึงผมบ้างไง จะได้ไม่ลืมว่ายังมีผมอยู่ตรงนี้”
ว่าแล้วก็ชวนไปอ่านนิยายเรื่องนี้กันค่ะ ผลงานเรื่องที่สองของผู้เขียน
ขอบคุณที่ติดตามนะคะ
กรกฎาคม 03, 2568
Generation แห่งความว้าเหว่
ระยะหลังสังเกตว่าหนังสือแนวเยียวยาจิตใจ หรือ ฮีลใจ ออกมาวางบนท้องตลาดมากขึ้นอย่างไรพิกล ถ้าเคยย้อนไปเมื่อหลายปีมาแล้ว ก็มีช่วงหนึ่งที่หนังสือแนวธรรมมะ ก็เคยขึ้นมาขายดีสูงสุดในบางช่วงเวลาเหมือนกัน
อาการติดเทรนด์ หรือกระแสแรงนั้นก็มีอยู่ยาวนานเป็นปี และแล้วหนังสือธรรมมะก็ค่อยๆหายไปจากหน้าแผง กลายเป็นนิยายวาย และ หนังสือแนวพัฒนาตัวเองขึ้นมาแทนที่
ถ้าเป็นหมวดหมู fiction ละก็ นิยายวายมาได้ไกล แถมมีนิยายจีนแปล มีนิยายยูริอีกต่างหาก ส่วน non-fiction กลายเป็นแนวพัฒนาตัวเอง และแนวฮีลใจก็คิดว่าน่าจะเป็นหมวดย่อยลงมาอีกทีของแนวพัฒนาตัวเอง
เกิดอะไรกับคนยุคนี้กันแน่ แล้วผู้อ่านหนังสือแบบนี้เป็นคนช่วงวัยไหน น่าจะวัยทำงานมากที่สุด
ปัญหาเกี่ยวกับร่างกายเรียกว่า โรค ส่วนปัญหาทางใจนั้นก็มองไม่เห็นด้วยตา แต่เจ้าของปัญหาย่อมต้องทนอยู่กับมัน ไม่ต่างอะไรกับการเป็นโรคอะไรสักอย่าง
การเป็นโรคทางร่างกายคงพอวัดได้ จากกระบวนการทางวิทยาศาตร์ เช่น ดูผลเลือด ผล lab แต่ปัญหาทางใจนี่สิ วัดยากเนอะ คุณผู้อ่านว่าไหม
ส่วนมากหนังสือฮีลใจมักจะแปลมาจากหนังสือต่างประเทศ เห็นมากๆก็มีทั้งจากญี่ปุ่น เกาหลี หรือทางนักเขียนซีกตะวันตก
อ้าว...ไม่ค่อยเห็นมีนักเขียนไทย
หรือไปเขียนนิยายกันหมด เพราะกลัวขายไม่ได้ 5555
คนอ่านหนังสือฮีลใจน่าจะเป็นคนวัยทำงาน ดังที่ว่าไว้แล้วข้างบน ซึ่งก็น่าจะเป็น Gen Y-Z-Me แถวๆนี้แหละค่ะ เป็นกลุ่มที่เกิดมาก็มีอินเตอร์เนต มี social media มีโทรศัพท์มือถือ มีไอแพด
ความรวดเร็ว เทคโนโลยี ทำให้อะไรง่ายขึ้นและสบายขึ้นจนเราแทบไม่ต้องทำอะไรเยอะ ในการจะให้ได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่าง
ตัวผู้เขียนเป็นมนุษย์เจน X ที่เป็นลูกครึ่งของสองยุค คืออนาลอค และดิจิทัล ก็ถือว่าได้สนุกสนานไปพร้อมๆกันทั้งสองแบบ เป็นเรื่องที่ถือว่าชีวิตทรงคุณค่าจริงๆ
นอกจากจะชีวิตจะสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกแบบเหงื่อเต็มเม็ด เพราะไปไหนมาไหนก็ยังไม่มีรถไฟฟ้า จะไปเรียนไปทำงาน ติดต่อกับเพื่อน ก็ล้วนเต็มไปด้วยต้องออกแรง เช่น ยืนรอรถเมล์ที่ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ ไม่มีพิกัดบอก GPS ของตำแหน่งรถเมล์ หรือจุดที่เรายืนอยู่ จะเรียนหนังสือให้เก่งก็ไม่มีไอแพด ต้องจดแล้วจดอีก (เลยจำแม่น) ไม่มียูทูป ถ้าฟังอาจารย์ไม่ทันก็เชิญเข้าห้องสมุด ที่ต้องไปรื้อบัตรคำเอาเอง และบัตรคำมันก็เยอะเป็นตู้ๆ แถมแบ่งตามตัวอักษร กับแบ่งหมวดคร่าวๆ ที่กว่าจะหาอะไรเจอก็....หัวหมุน
กระนั้นแล้วเมื่อมองย้อนไปก็เป็นชีวิตที่น่าสนุก เพราะเวลาไม่เคยถูกทิ้งไปเปล่าๆ ทุกนาทีของชีวิตต้องคิดเยอะ ทำเยอะ สงสัยเลยทำให้ไม่มีเวลาว่างพอจะนั่งเหม่อ
คนสมัยนี้ไม่ต้องมีปฎิสัมพันธ์กัน เพราะมีเพื่อนในเกมส์ มีเพื่อนในสังคมออนไลน์ คุยกันทางแชทก็ได้ คนจำนวนมากก็เลยรู้สึกเหมือนอยู่คนเดียว ทั้งที่แค่เเปิดประตูเดินออกมา คุณก็พบคนจำนวนมากในโลกในนี้
ecosystem แบบนี้ทำให้มนุษย์เผลอคิดอะไรคนเดียว คิดวนเวียน หาทางออกไม่ถูก เกินคำว่าฟุ้งซ่านไปจนเป็นคำว่าเตลิด
ถึงบอกว่าเป็น generation แห่งความว้าเหว่ ต้องหาหนังสือดีๆมาอ่านฮีลใจกันยกใหญ่ ซึ่งเก็เป็นเรื่องที่ดีค่ะ ดีกว่าไปทำอย่างอื่นที่จะสร้างปัญหาตามมาให้ตัวเองอีกไม่รู้เท่าไหร่
เหตุเกิดเพราะว่างมากเกินไป สำเร็จรูปเกินไป ยังใช้ความเป็นมนุษย์ไม่คุ้ม เราต้องคลุกฝุ่นสิคะ ต้องตากฝนสิคะ ต้องเจ็บสิคะ ถึงได้รู้....พอน้ำตาไหล เราจะได้รู้ว่านี่คือธรรมชาติ คือความเป็นจริงของโลก
แล้วเราจะได้คิดหาทางออก แต่อ้าว...สมัยนี้แม้แต่จะแก้ปัญหา ยังไปถาม Ai ได้ซะอีก 55555
โอ๊ย...หัวจะปวดล่ะค่ะ
ปล่อยใจ ปล่อย joy มากเกินไป ไม่มีสมาธิ เพราะว่าไม่รู้จะทำอะไรดี ทุกอย่างมันสำเร็จรูปไปหมด เช่นนั้นแล้วมันเลยเกิดความเคว้งในใจสิคะ คนเราถึงจำเป็นต้องมีงานอดิเรก ไม่งั้นจิตมันจะไปเรื่อย หาอะไรทำ ทำในสิ่งที่ชอบ แต่อย่าบอกนะ....ว่าชอบอยู่เฉยๆ
ไม่รู้จะขมวดบทจบยังไงดีล่ะค่ะ5555
งั้นก็ขอทิ้งท้ายเอาไว้แค่นี้ ด้วนๆอย่างนี้แหละ Bye ค่าาาา
มิถุนายน 23, 2568
Pre-Order นิยายพิมพ์เล่ม "ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว"
เบื้องหลังการทำงานกับนิยายเรื่องนี้ได้มอบอะไรกับผู้เขียนอย่างมากมาย มีทั้งความสุขและความเหนื่อย เมื่อในที่สุด "ได้ทำ" ก็เลย "ทำได้" ไงล่ะคะ
++++++++++++++++++++
หนังสือใหม่
** ราคาปก ไม่รวมค่าจัดส่งตามนโยบาย shopee **
ขอไม่รับส่งแบบจัดเก็บเงินปลายทาง เพราะหากมีการตีคืน ดูแล้วจะซับซ้อนเกินกำลังจะจัดการได้ค่ะ
#รายละเอียดหนังสือ
มิถุนายน 12, 2568
"ได้ทำ" มาก่อน "ทำได้" เสมอ
ช่วงนี้ผู้เขียนก็ยังวุ่นอยู่กับการตรวจพิสูจน์อักษรนิยายที่รอจะพิมพ์เล่มอยู่เหมือนเดิมค่ะ ทำอะไรอย่างอื่นก็ไม่ค่อยถนัด คอยแต่จะห่วงว่าเมื่อไหร่จะตรวจเสร็จ คือต้องใช้ความพยายามค่อนข้างมาก ตัวหนังสือที่ปรับเล็กลงมาเพื่อให้เข้ากับมาตรฐานของเล่มอื่นๆ หลังจากครั้งแรกทำตัวหนังสือค่อนข้างใหญ่ (แต่ก็ไม่รู้ตัว จนเห็นตอนพิมพ์ออกเป็นเล่ม555)
ผู้เขียนนึกภูมิใจเล็กๆว่าอย่างน้อยในปีนี้ 2568 ก็ได้ทำ mission ที่ตัวเองตั้งใจเอาไว้นานแล้ว ว่าอยากจะมีหนังสือนิยายพิมพ์เล่มสักครั้ง
ตอนได้จับหนังสือตัวเอง ยังรู้สึกปลื้มไม่หายเลยค่ะ เป็นความรู้สึกที่ต้องจดจำจริงๆ
คราวนี้เลยเกิดมีไฟฮึดสู้ขึ้นมา อยู่ๆเกิดภาพในหัวสมองว่าฉันอยากมีงานหนังสือของตัวเองออกมาแบบว่าวางเต็มแผงเลย อะไรประมาณนั้นค่ะ คือตั้งใจว่าต้องเขียนให้สำเร็จเป็นเล่มๆอีกหลายเรื่องให้ได้
แล้วภาพในหัวสมองนี่ก็ส่งพลังให้กับผู้เขียนอย่างมาก จากตอนเขียนเรื่องแรก ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว นี่ค่อนข้างโหด คือ เขียนไปบ่นไป เขียนเสร็จเหนื่อยมาก จนแอบมีบางแวบที่คิดว่าจะหยุดลงแค่ตรงนี้ดีไหมเรา...คือ หนทางท่าทางจะอีกยาวไกล แล้วเราจะไปต่อไหวไหมเนี่ย ...เราจะอยู่ได้ไหม ด้วยการเขียนนิยาย...
คืออ่านใน Social Media คนชอบมาพูดๆกันว่าเดี๋ยวนี้นักเขียนไม่ไส้แห้งเหมือนแต่ก่อนแล้วน่ะนะ พร้อมกับแปะรูปยอดเงินที่ได้ ใครเห็นก็คงตาลุก และเชื่อตาม
คงเหมือนกับหลายอาชีพ ที่หลายคนเห็นว่าคนอื่นทำแล้วรายได้ดี พากันอยากทำบ้าง ซึ่งเส้นทางของแต่ละคนมันก็แตกต่างกัน ทว่า...ตอนนี้มีแต่คนเขียนหนังสือสอนเขียนนิยายออกมาเยอะพอๆกับขายคอร์สสอนเขียนนิยายแหละค่าาา
บางคนน่าจะขายหนังสือวิธีการเขียนนิยายแล้วได้เงินมากกว่านิยายที่เขียนซะอีก
เรื่องพวกนี้เราไปแอบส่องได้ตามพวก E-Marketplace ต่างๆ บางเล่มยอดเขายเป็นพันเล่ม นับว่าเป็นยุครุ่งเรืองโดยแท้
เอาเป็นว่าสุดท้ายผู้เขียนก็ "ได้ทำ" ในสิ่งที่ตั้งใจก็แล้วกันนะคะ ส่วนคำว่า "ทำได้" นั้น ก็ต้องแล้วแต่จะมานั่งตีความ ว่าเป้าหมายคืออะไรกันแน่ หากเป็นเรื่องรายได้ละก็ คงยังห่างไกลจากที่อยากได้ และคิดเรื่องว่าเขียนแล้วเมื่อไหร่จะได้เงินเยอะๆ คิดว่าไม่เกินสามเรื่อง ถ้าเขียนแล้วยังไปไม่รอด...คงหยุดเขียนแน่
แต่สำหรับผู้เขียนคงยังไม่ใช่...
ก็ยังอยากจะเขียนเรื่องราว หรือ นิยาย ที่ส่งต่อพลังบวกให้กับผู้คน สำหรับเล่มแรกที่กำลังจะพิมพ์ออกมานั้น ก็ถือว่าให้คะแนนในเรื่องนี้เต็มสิบไม่หัก ส่วนแง่อื่นๆ เช่น วิธีการเล่าเรื่อง หรือสำนวนการใช้ภาษา หรืออื่นๆ ขอให้เป็นรสนิยมส่วนตัวของผู้อ่านจะพิจารณาค่ะ หากไม่ชอบประการใดก็ขออภัย จะขอพัฒนาตัวเองต่อไปค่ะ
นวนิยายก็เป็นหนึ่งในงานศิลปะที่ต้องใช้ความพากเพียร และการรังสรรค์งานออกมาไม่ต่างไปจากงานวาดภาพ กว่าจะทำได้ดี หรือเก่ง ก็ต้องใช้เวลาพัฒนางาน แต่จะเพียงพอต่อการเลี้ยงชีวิตหรือไม่นั้น ต้องอาศัยการสนับสนุนจากผู้ชื่นชอบงานนะคะ เพราะถ้าไม่มี...ก็คงจะอยู่ลำบากค่ะ
โลกนิยายถือเป็นโลกอีกใบของผู้เขียนละค่ะ นอกจากงานวาดภาพที่บอกเสมอว่าชอบมากๆแล้ว เห็นจะมีงานเขียนอีกอย่างที่ไม่สามารถขาดไปจากชีวิตได้ ใครอยากรู้ว่าเจ้าของ blog นี้ทำอะไรอยู่บ้าง ก็เลือกอ่านได้ตาม Tab ที่จัดหมวดหมู่คร่าวๆเอาไว้ข้างบนนะคะ
หากจะพอมีบุญเก่าอยู่บ้าง ก็หวังว่าจะประสบความสำเร็จในสักวัน วันไหนไม่รู้ หวังว่าคุณๆผู้ได้ติดตาม Blog นี้มา จะอยู่เป็นเพื่อนกันก่อน รอผู้เขียนมาเล่าประสบการณ์ระหว่างเส้นทางชีวิตให้ฟังกันวันละเล็กละน้อย ว่าสุดท้ายจะไปถึงฝั่งฝันไหม
ที่ผ่านมาทำ Blog นี้มาก็ไม่ต่ำกว่า 10 ปี ใครที่ขยันย้อนไปอ่านทุกโพสต์จะมีหรือเปล่าก็ไม่รู้นะคะ คุณอาจจะได้เห็นภาพบางอย่าง และอาจรู้จักตัวตนของผู้เขียน เพราะสิบปีที่ผ่านมานั้นได้สะท้อนภาพบางส่วน ให้เห็น ว่าเส้นทางของผู้เขียนก็ไม่ได้เข้าสู่การเป็นนักเขียน หรือนักวาด มาตั้งแต่แรก เพียงแต่บอกว่าชอบทำมาตั้งแต่เด็ก และรู้สึกว่าอยากทำอยู่ตลอด
ในที่สุดพอได้ทำ อายุก็ล่วงเลยมาปูนนี้5555 แต่ว่าเราเป็นสายที่เวลาในชีวิตเหลือน้อย อยากทำอะไรต้องรีบทำ จะสำเร็จได้แค่ไหนก็เป็นอีกเรื่อง
ตอนนี้คือ "ได้ทำ" มันมาก่อน "ทำได้" เสมอไปค่ะ
หวังว่าจะได้ข้อคิดกันนะคะ
ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
มิถุนายน 05, 2568
ฝันที่จับต้องได้ซะที
มาแล้วค่าาา
นิยายฉบับพิมพ์เล่มมาถึงมือผู้เขียนเรียบร้อย มือไม้สั่นเวลาได้จับผลงานตัวเอง นี่คือฝันที่จับต้องได้ค่ะ ไม่อยากจะพูดว่าฝันที่เป็นจริง เพราะว่าประโยคมันเชยยย
โรงพิมพ์นี้ดีงามมาก ทำงานเสร็จตรงเวลาเป๊ะ ผู้เขียนนึกว่าจะบวกวันหยุดเข้าไปทำให้ส่งหนังสือช้าออกไปอีก
ซีลพลาสติกมาให้เรียบร้อย ทำให้หนังสือนิยายหนาๆดูเลอค่ายิ่งขึ้นไปอีก แต่ว่า...จะมีใครอยากซื้อมั้ย
ผู้เขียนตั้งใจจะสั่งพิมพ์จำนวนน้อยๆค่ะ ตามประสานักเขียนตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้โด่งดัง ยังไม่มีแฟนคลับ ขืนสั่งพิมพ์มาเยอะมีหวังลำบาก ใครอยากได้เอาไว้อ่านก็ขอให้รอไปอีกสักนิด เพราะว่าเล่มที่ผู้เขียนถ่ายรูปโชว์ให้ดูนี่เป็นเล่มที่จะใช้ในการตรวจคำผิดค่ะ 55555
แปลว่าจะเอามาขีดๆเขียนๆ คำที่โปรแกรมตัดตกคำหรือพยัญชนะลงไปอยู่อีกบรรทัด แล้วต้องกลับไปแก้ไขในโปรแกรมให้ถูกต้องอีกทีนึง
ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าโปรแกรมคงจะเขียนโดยฝรั่ง ไม่ใช่คนไทย อีกอย่างระบบคำในภาษาไทยก็มีเอกลักษณ์เฉพาะ โปรแกรมมันเก่งด้านจัดหน้าให้สวยงาม ดึงช่องว่างเข้าๆออกๆ เพื่อให้ขอบด้านซ้ายและขวาของหน้าหนังสือตรงกันชนิดที่ว่าเอาไม้บรรทัดทาบเลย
สรุปว่าต้องตรวจคำผิดรอบที่ไม่รู้เท่าไหร่
นี่เป็นงานหนักอยู่พอตัวทีเดียว ทำไมไม่ไปจ้างเขาพิสูจน์อักษรล่ะ ตอบได้เลยว่าทำหนังสือเองทั้งหมดแบบนี้ย่อมต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด ค่าพิสูจน์อักษรนั้นไปสืบมาแล้วค่ะ เขาคิดกันหน้าละ 4-5 บาทเลย ลองคำนวณดูว่านิยายมีประมาณสี่ร้อยกว่าหน้าเกือบห้าร้อย ก็ต้องใช้เงินอีกหลักพันล่ะค่ะ
คิดดังนั้นแล้วก็พับแผนการจ้างพิสูจน์อักษรไปก่อนดีกว่า...5555
อะไรที่ไม่อยากจ่ายก็ต้องทำเอง ก็จะทำอย่างดีที่สุดนะคะ ใครซื้อไปแล้วเจอคำผิดบ้างก็โปรดให้อภัย เพราะว่าอ่านงานตัวเองเผลอๆเป็นร้อยรอบหรือเปล่าก็ไม่รู้ ...คือไม่ได้นับค่ะ...
คือเห็นนักเขียนท่านอื่นเค้าเปิดให้ pre-order ผู้เขียนยังมิกล้าเลย น่ากลัวว่าจะไม่มีใครมาพรีออร์เดอร์กับเรา เพราะทำตัว introvert เกินไป สื่อโซเชียลก็ไม่ค่อยจะ post เอาเป็นว่าต้องทำตัวให้คนเห็นมากกว่านี้
คาดหมายว่าจัดพิมพ์ครั้งที่ 1 จะเป็นการแจกฟรีค่ะ 5555 คือมีความมั่นใจมากว่างานของผู้เขียนมีความสร้างสรรค์และจรรโลงสังคม เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี เพราะไม่มีฉากหวาดเสียว หรือฉากที่ไม่เหมาะสำหรับเยาวชน อาจพบเห็นนิยายเล่มนี้ได้ตามห้องสมุดประชาชนนะคะ
ประมาณเดือนกรกฎาคม 2568 จะเริ่มวางขายบน Shoppee ค่ะ ฝากไปเยี่ยมชมร้านกันได้นะคะ ไม่ซื้อไม่ว่าค่ะ เพราะอย่างน้อยผู้เขียนก็ได้ยอดวิวร้าน ว่าฉันก็มีคนมาดูร้านหรอกน่าาาา
เอาเป็นว่าขอตัวไปตรวจคำผิดต่อนะคะ ไหนจะต้องปั่นเรื่องที่ยังไม่จบอีก ขอบคุณที่ติดตามค่า
++
แปะ link ไว้ให้ เผื่อใครอยากอ่านนิยายออนไลน์ที่ยังเขียนไม่จบค่ะ
-------------------------------------
พฤษภาคม 29, 2568
ชีวิตต้องคิดข้าม Shot
Post นี้อยากจะพูดเรื่องการมองข้าม shot หรือการมองชีวิตแบบล่วงหน้า
แม้ว่าจะออกมาจากการทำงานในฐานะมนุษย์ลูกจ้างมาได้หลายปี นับนิ้วก็ประมาณหกปีได้ล่ะค่ะ ก็ยอมรับว่าหลายสิ่งหลายอย่างยังติดอยู่ในความคิด ซึ่งก็นับว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับชีวิตอยู่มาก เอามาใช้กับชีวิตได้ค่ะ เช่น เรื่องการมองปัญหาแบบนักบริหาร เป็นต้น
ที่ติดอยู่ในความคิดเพราะในยามนั้นมีหน้าที่ที่ต้องคิดกลยุทธ์ระยะสั้นถึงระยะกลาง หรือ 3-5-8 ปี ให้กับงานด้านการดูแลพนักงาน หมายถึงว่าทำอย่างไรให้พนักงานอยู่ดีมีสุข ทำงานอย่างทุ่มเท และมีความภักดีต่อองค์กร สมัยก่อนชอบใช้คำว่า loyalty มายุคหลังๆเรียก employee engagement
งานวางแผนจะมานั่งคิดแต่อะไรเฉพาะหน้านั้นคงไม่ได้ เพราะแบบคิดอะไรวันต่อวัน แก้ปัญหาเป็นเรื่องๆ จบๆไปวันๆ หรือรอให้ปัญหาวิ่งเข้ามาแล้วก็แก้ แบบนั้นไม่ใช่งานของระดับวางแผน
คนทำงานบริหารต้องรู้จักมีจินตนาการซะบ้าง อ้าววววว
คือลองคิดไปข้างหน้า หรือ look ahead มองไปว่าถ้าเกิดเหตุการณ์นี่นั่นโน่นขึ้นมา ซึ่งเป็นการใช้ความคิดเชิงคาดการณ์ แล้วจะเกิดปัญหา หรือเหตุการณ์ใดตามมาบ้าง แล้วเราจะมีวิธีรับมือกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไร
นำสิ่งเหล่านั้นมาร่างเป็นแผน หรือโครงการ เพื่อเตรียมการรับมือสิคะ โดยเราไม่ได้ใช้การ "มโน" เอาเองเด็ดขาด
เพราะเราจะเอาจินตนาการไปแถลง หรือ present ต่อหน้าคณะผู้บริหาร มันก็คงจะตลกไปหน่อย
แต่ละคนที่บริษัทจ้างมานั่งประชุมเรื่องแผนงานของบริษัทนี่ก็ค่าตัวไม่ใช่น้อย แถมยังภูมิรู้+ภูมิหลังยังเต็มไปด้วยประสบการณ์อีกต่างหาก ขืนนำเสนออะไรที่ไม่มีข้อมูลมารองรับละก็ ...ถูกปัดตก ไม่ได้รับการอนุมัติงบประมาณแน่นอน
ใช่แล้วค่ะ "ข้อมูล" หรือ data จะต้องถูกนำมาช่วยวิเคราะห์ และ support idea ของเรา
แน่นอนว่าเหล่านี้เมื่อนำมาใช้กับชีวิตจริงหลังเกษียณ ก็ย่อมทำให้เราได้เห็นอะไรหลายอย่าง เป็นต้นว่า ข้อมูลต่างๆในชีวิต เช่น ข้อมูล สถิติด้านสุขภาพ ฯลฯ
ข้อมูลตัวเลขการใช้จ่ายของเรา โดยเฉพาะเรื่อง ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ อย่างเช่น ค่าอินเตอร์เนต ค่าเช่าโปรแกรมลิขสิทธิ์ เช่น Microsoft word หรือโปรแกรมต่างๆนานา นี่เราก็ต้องเป็นผู้จ่ายเงินเองนะคะ
หลายคนลืมไปว่าสิ่งเหล่านี้มีค่าใช้จ่าย ตอนทำงานบริษัทอย่านึกว่าใช้ฟรีทีเดียว บริษัทจ่ายให้เป็น license แบบเหมาๆ นี่ปีละหลายสิบล้าน (บริษัทที่ผู้เขียนทำงานมีพนักงานพันกว่าคน) หลายคนใช้แบบใช้ๆไปอย่างนั้น
หรือ เรื่องการพัฒนาตัวเอง บริษัทหาคอร์สอบรมอะไรมาก็ไม่สนใจจะไปเรียน เหมือนเห็นว่าสิ่งที่บริษัทจัดให้เป็นของตายซะงั้น อยากบอกว่าพอเกษียณออกมาแล้ว อยากรู้อะไรก็ต้องจ่ายเองทั้งหมดนะคะ ถ้าทำตัวเป็นคน blank ละก็ ชีวิตจะลำบากค่ะ
ความรู้+ทักษะคืออาวุธ และจะเป็นเช่นนั้นเสมอ ยิ่งโลกเดี๋ยวนี้อะไรใหม่ๆมาเร็วมาก ต้องปรับตัวเก่งๆ
เอไอก็มา แถมมีหลายตัวซะด้วย ก็ต้องหัดใช้ให้เป็นนะคะ สิ่งเหล่านี้มีไว้เป็นเครื่องมือช่วยให้มนุษย์ไม่ต้องทำอะไรซ้ำๆซากๆ ถ้าใช้ให้เป็น ก็จะเป็นประโยชน์
ตัดภาพกลับมาค่ะ...
นอกจากค่าใช้จ่ายประเภทโปรแกรมต่างๆนานา ก็ยังต้องมีค่าความรู้ด้วย ของฟรีมีในโลก หลายคนอาจจะบอก แต่ว่าของดี ของที่คัดมาแล้ว ส่วนใหญ่ก็ต้องจ่ายค่ะ ไม่งั้นเราอาจต้องเสพข้อมูลจำนวนมาก มีทั้งข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และข้อมูลที่ใช้ไม่ได้
สุดท้ายทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุดคือ เวลา
คนมักยอมจ่ายเพื่อซื้อเวลา ซื้อความสะดวก ดังนั้นของที่มีคนเสียเวลาไปคัดสรรมาไว้ให้ ก็ต้องจ่ายเงินซื้อค่ะ
ชีวิตคนเราถ้าวางแผนให้ดี มองอะไรไปข้างหน้าเสียหน่อย แต่อย่ามองไกลเกิน และยังต้องเผื่อใจไว้สำหรับการเปลี่ยนแปลงข้างหน้า เพราะไม่รู้อะไรจะเกิด ดูเอาสิคะ ประเทศไทยไม่เคยมีแผ่นดินไหว ยังมีได้เลย !!!
คิดไปข้างหน้า แต่อย่าเข้าขั้นวิตกกังวล (อันนี้บอกตัวเองเหมือนกันค่ะ5555)
ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องเอาค่าใช้จ่ายที่ยังไม่เกิดมาเป็นส่วนหนึ่งในการวางแผนชีวิตด้วย อย่างที่ยกตัวอย่าง คือค่าใช้โปรแกรมนี่ผู้เขียนคำนวณไปล่วงหน้าหลายปี ว่าหากจะดำรงอยู่ด้วยการเขียนหนังสือ และอยากใช้โปรแกรมเวิร์ดอย่างเดิม จะต้องหาเงินมาจ่ายอีกเท่าไหร่ อันนี้เป็นตัวอย่างเท่านั้น ชีวิตจริงผู้เขียนทำงานหลายอย่าง ต้องพึ่งพาซอฟท์แวร์หลายตัวเลยค่ะ
กับอีกสิ่งที่ผู้เขียนทำ คือ ไปหัดใช้โปรแกรมฟรี เช่น โปรแกรมเกี่ยวกับพิมพ์งาน ก็มีของ Google Doc เพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะไม่มีเงินจ่ายในสิ่งเหล่านี้เข้าสักวันหรือเปล่า? อย่าให้ถึงวันนั้นเลย ! แต่ยังไงถ้าเกิดวันนั้นมาถึง ผู้เขียนก็ต้องสามารถไปใช้โปรแกรม Google Doc ได้ทันที
ปีนี้ค่า License Microsoft Office 365 ขึ้นราคามาเกือบแตะปีละ 3,000 บาทแล้วละค่ะ และบอกไม่ได้ว่าในอนาคตจะมีค่าใช้จ่ายอะไรที่ปรับราคาขึ้นอีกไหม
เมื่อชีวิตคิดข้าม shot ไปแล้ว เราก็จะต้องมาเขียนคล้ายๆ action plan ว่าเราจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อเตรียมการรองรับ อย่างที่เขียนไปข้างบนเป็นตัวอย่าง ว่าต้องหัดใช้โปรแกรมฟรี เป็นต้นค่ะ
โลกนี้ยังสวยงามอยู่ แต่ก็อย่ามองโลกสวยจนเกินไป ไม่มีแผนสำรองอะไรรองรับชีวิตเลย
หวังว่าผู้อ่านได้อ่าน post นี้แล้วจะไปลองจินตนาการตามผู้เขียนนะคะ ว่าหากเกิดเรื่องไม่คาดคิดใดๆสักอย่างหนึ่ง เราได้เตรียมการอะไรเผื่อไว้บ้าง
ถ้ายังไม่มี...ก็ลองเขียนออกมาดูคร่าวๆนะคะ อย่างน้อยซ้อมคิดไว้ก็ยังดีค่ะ
ขอบคุณที่ติดตามอ่าน เจอกัน post หน้าค่ะ
แปะ link ไว้ให้ เผื่อใครอยากอ่านนิยายออนไลน์ฝีมือผู้เขียนเองนะคะ :) ยังเขียนไม่จบค่ะ
-------------------------------------
พฤษภาคม 15, 2568
ชัยชนะไม่ได้ยั่งยืน
ที่จริง "ชัยชนะไม่ได้ยั่งยืน" เป็นชื่อตอนๆหนึ่งใน เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ ค่ะ
ในตอนนี้พระเอกไปเยี่ยมอาการป่วยของคุณเชิดยศ ซึ่งเป็นศัตรูเก่าของตระกูล แต่ทว่าเขาเองไม่ได้อินกับความแค้นเคืองที่สร้างสมกันมาในรุ่นพ่อ เขาก็เลยไปเยี่ยมด้วยเหตุผลอื่น เช่น ถือว่าคุณเชิดยศเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในธุรกิจเดียวกัน กับอีกเป็นพ่อของแสงสกาว อดีตคนรัก
การได้เห็นภาพผู้ชายแก่ๆที่เคยประสบความสำเร็จ และรุ่งโรจน์ กลายเป็นคนป่วยอาการหนัก แม้แต่จะหายใจยังลำบาก แถมพูดจาเพ้อๆแปลกๆด้วยผลจากยาเข้าไปอีก
เหล่านี้เลยทำให้เขาเร่ิมจะคิด...
คิดว่ากว่าจะได้ความสำเร็จมา ก็ช่างยากลำบาก
แต่สุดท้ายก็อาจถูกพรากไปเพราะความชรา ความเจ็บป่วย หรือความตาย...ในสักวัน
แล้วที่เขากำลังทำอยู่ทั้งหมดตอนนี้ก็ไม่ได้แตกต่าง คือ วิ่งไล่หาความสำเร็จในทางธุรกิจ
ที่เคยชนะ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะชนะได้ตลอดไป แล้วนี่ชีวิตจะตอบแทนเขาในแบบไหนกันเล่า?
ในความดรามา...ก็มีการแทรกเอาไว้ด้วยข้อคิดเล็กๆน้อยๆนะคะ อิอิ นี่ละนิยายในแบบของผู้เขียน
ส่วนความดราม่าของตัวละครก็ย่อมขาดไม่ได้ เดี๋ยวจะขาดอรรถรสชีวิต ได้แก่ มีการปะทะคารมบ้าง ระหว่างแสงสกาวกับนางเอกของเรา
ตอนนี้นางเอกยังอยู่ในห้วงอารมณ์สับสน กับสิ่งที่พระเอกและเธอได้มีร่วมกัน5555
เฮ้อ...เขียนยากไปอีกแบบนึงล่ะค่ะ แต่ก็ต้องสู้กันต่อไป
ตอนเขียนก็นึกย้อนไปถึงชีวิตผู้เขียนสมัยยังทำงานล่ะค่ะ ช่วงที่รุ่งโรจน์ของตัวเองก็มีอยู่ สุดท้ายตอนนี้ก็ถือว่าปิดฉากชีวิตลูกจ้างถาวร ความสำเร็จรับรู้ได้จากการยอมรับของเพื่อนร่วมงาน บริษัท อัตราเงินเดือน และความก้าวหน้าต่างๆ
แล้วมันก้อต้องจบค่ะ หมายถึงมันต้องผ่านไปอะดิ...มันจะสำเร็จค้ำฟ้าอยู่ได้ไง ชีวิตต้องเปลี่ยนผ่านสู่ Episode ใหม่ๆ สิคะ
พอพ้นจากอารมณ์ฉันสำเร็จละ ก็ต้องไปไต่ Challenge อันต่อๆไปอีก และสำหรับบัด now คือการฝ่าฟันชีวิตหลังเกษียณที่ไร้บำนาญ ถ้าอยากจะได้บำนาญต้องหาเอง 55555
นึกๆแล้วคนมีบำนาญนี่ช่างสำราญเสียจริง ผู้เขียนทำงานบริษัทตั้งแต่เรียนยังไม่จบมหาวิทยาลัย (จบสามปีครึ่ง เลยแอบไปทำงานก่อน)
ทั้งที่ทางบ้านก็เป็นข้าราชการกันหมด ใจกลับไม่เคยคิดไปทำงานราชการเลย อาจเป็นเพราะคิดว่าไม่เหมาะกับตัวเองแน่ ทีนี้ชีวิตก็ไม่เคยเหลียวมองการทำงานราชการเลย รู้แต่ว่าเงินเดือนไม่เยอะเท่าเอกชน แต่สวัสดิการดี แถมมีบำนาญตอนแก่
ลองคิดดูว่าคนทั่วไปมักจะทำงานกันประมาณ 35 ปี กว่าจะเกษียณ ถ้าทำงานเอกชนเงินเดือนดี ก็เท่ากับว่าจะได้ใช้ชีวิตอู้ฟู่ตอนยังหนุ่มสาว ส่วนยามแก่ก็ตัวใครตัวมันนะคะ ใครวางแผนดี ก็มีสิทธิรอดตอนแก่ค่ะ ใครไม่รู้จักเก็บออมก็จะแย่ตอนเกษียณ
ส่วนคนทำงานราชการ...กลับกัน คือช่วงหนุ่มสาวรายได้ไม่เยอะ ก็ต้องกินอยู่ให้รอบคอบหน่อย ไหนจะถ้าเกิดมีครอบครัว ต้องเลี้ยงลูก ค่าใช้จ่ายอีกมากมาย เรียกได้ว่าอยู่ลำบากนิดนึง รอสบายตอนแก่ค่ะ (รอนานมาก ต้องอดทนถึกสุดๆค่ะ)
เอาเป็นว่าชีวิตมันมีทางออกเสมอล่ะค่ะ อย่าท้อก็แล้วกันนะคะ อ้าว...จบดื้อๆซะงั้น5555
แปะ link ไว้ให้ เผื่อใครอยากอ่านนิยายออนไลน์เรื่องนี้นะคะ :) ยังเขียนไม่จบค่ะ
-------------------------------------
พฤษภาคม 08, 2568
อยากทำอะไร ก็จงรีบทำซะ !
ว่าแล้วผู้เขียนก็ได้ลองทำ podcast ซะทีค่ะ หลังจากอัดเสียงเอาไว้นานแล้ว ได้เวลาที่ทักษะการใช้โปรแกรมต่างๆนานาจะเข้าที่เข้าทาง ถึงได้เอามาตัดต่อเป็นคลิปเสียงได้สำเร็จ
มันไม่ใช่แค่การพูดใส่โทรศัพท์แล้วอัดออกมาเป็นเสียงแน่นอน เพราะว่าต้องคิดตั้งต้นใหม่ว่าจะทำเกี่ยวกับเรื่องอะไร แล้วเนื้อหาแบบนี้จะมีประโยชน์กับคนฟังมั้ย
ไหนจะต้องทำให้คลิปมันมีลูกเล่นเล็กๆน้อยๆ มีดนตรีแทรกๆ อะไรทำนองนั้นล่ะค่ะ
ที่สำคัญ คือ จะสามารถแตกหน่อเป็นคลิปต่อๆไปได้หรือเปล่า ไม่ใช่ว่ามีแค่ไม่กี่คลิป
อันหลังนี่เป็นเรื่องยากค่ะ คอนเทนต์มากมายในโลกนี้เหมือนจะมีเยอะ แต่พอมาคิดลงมือทำจริงๆแล้ว ทำไมมักจะคิดไม่ออก ทำไปๆแล้วก็ตันขึ้นมา
สรุปว่าสิ่งที่พอจะทำต่อไปได้อีกสักหน่อย คือเรื่องราวเกี่ยวกับการวาดรูปนี่ล่ะค่ะ อยากเอาเรื่องเล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับการเดินทางส่วนตัว หมายถึงเส้นทางการเรียนรู้ของตัวเองมาเล่าให้ฟังแบบสบายๆ
สิ่งที่อยู่กับผู้เเขียนมาตลอดก็คือการวาดรูปนี่ล่ะ
หรือเรื่องเขียนหนังสือ-เขียนนิยาย นี่ก็อยากจะทำเป็น podcast ด้วยเหมือนกัน แต่กลัวว่าจะไม่มีคนฟังน่ะสิคะ 55555
ตอนนี้ใครอยากฟังเสียงจริง ตัวจริง ของผู้เขียนก็ตามไปฟัง podcast กันได้นะคะ
ถือว่าเป็นการเปิดฤกษ์ อยากทำอะไรก็ต้องรีบทำ ชีวิตมันเหลือน้อย
ที่ว่าเหลือน้อยไม่ใช่ว่าจะรีบหายไปไหนหรอกนะคะ กำลังจะบอกว่าไม่มีใครรู้วันข้างหน้า นี่เป็นสัจธรรม เช่นนั้นแล้วดันเกิดมาเป็นคนชอบสร้างสรรค์ ทำโน่นนี่เยอะแยะไปหมด เลยต้องรีบทำ ก่อนสังขารจะค่อยๆโรยราไปกว่านี้
ไม่อยากเสียใจในภายหลัง ว่ารู้งี้...
ชีวิตถึงได้ค่อนข้างจะสนุกในทุกวัน ได้ทำอะไรใหม่ๆตลอด ที่จริงคือจะได้ไม่เอาใจไปนึกถึงแต่ปัญหาไงคะ ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา ก็มีเรื่องแย่ๆในชีวิตเหมือนกับคนทั่วไปนั่นละค่ะ เรื่องใหญ่ก็เห็นจะเป็นเรื่องทำมาหากิน เพราะว่าช่างยากเย็น ใช้จ่ายมากกว่าหาได้ ทั้งที่ก็ประหยัดจนตัวลีบไปหมดแล้วเนี่ย5555
ฝากขอบคุณนักอ่านประมาณ 2 ท่าน ที่คอยสนับสนุนจ่ายเหรียญให้ เพื่ออ่านนิยายรายตอนล่วงหน้า แม้ว่าเงินที่ได้จะไม่มากมาย แต่กำลังใจนั้นท่วมท้นนนน
และผู้เขียนก็ปลื้มใจมาก ที่มีคนยอมจ่ายเงินเพื่อจะอ่านนิยายเรื่องนี้ :)
ส่วนใครอยากฟังเสียงของผู้เขียนก็ตามไปฟังกันได้ตามด้านล่างค่าาาาาา
แล้วเจอกันใหม่ใน post หน้าค่ะ

























