มิถุนายน 18, 2569
ร้าวแล้ว-ร้าวได้อีก
มิถุนายน 11, 2569
แปะรูปกันเถอะ
นอกจากงานยามว่างที่ผู้เขียนสนใจเรื่อง scrapbooking มาตั้งแต่ราวๆปี 2010 ก็เริ่มจะเห็นว่ามีศาสตร์ใหม่ที่เหมือนจะต่อขยายมาจาก scrapbooking ก็คือการทำ vision board
คำว่า vision board ผู้เขียนว่ามันคล้ายๆกับคำว่า mood board ที่เดี๋ยวนี้ชาว creative ทั้งหลายมักจะใช้กันในการวาง concept งาน art หรือไม่ก็งานโฆษณา ซึ่งถ้าเป็นคำว่า story board ก็จะใช้เรียกภาพสเก็ตช์ที่เป็น block ต่อๆกันเพื่อสื่อสารลำดับภาพ motion หรือภาพยนตร์ ใช้วางแผนการถ่ายและลำดับภาพ ตั้งแต่ก่อนถ่ายจริงไปจนถึงขั้นตัดต่อ
เอาภาษาง่ายๆก็มีไว้ช่วยวางแนวทางการตัดต่อคลิบวีดีโอนั่นละ ว่าเราจะเอาภาพประมาณไหนขึ้นก่อน หรือมาทีหลัง
แต่ vision board ที่อยากพูดถึงในตอนนี้ เห็นใช้กันมากขึ้นในการวางเป้าหมายชีวิตให้กับตัวเอง ที่จริงก็คือเอาภาพที่เราอยากจะเป็น หรือสิ่งของที่เราอยากจะได้ แปะรวมกันไว้สักที่หนึ่ง บางทีอาจเป็นกระดานเล็กๆ หรือไม่ก็สมุดบันทึก หรือบางคนจะแปะบนประตูตู้เย็นก็คงไม่ผิดหรอกค่ะ
แปะแบบมีสไตล์กันหน่อย คือสไตล์ใครว่าสวยแบบไหนก็ตามใจชอบ เน้นให้ตัวเองดูแล้วเกิดพลังฮึดสู้ นอกจากแปะรูปแล้วอาจจะตกแต่งด้วยวาชิเทป (washi tape) สวยๆ หรือระบายสีนิดนึง เอาเป็นว่าอยากทำอะไรก็ทำเถอะ
คนยุคก่อนๆเขามักจะนำนิตยสารมาตัดภาพสวยๆกันค่ะ แต่พอมาสมัยนี้กลายเป็นว่านิตยสารเป็นของหายาก ก็อาจจะหยิบพวก Newsletter ที่เขาพิมพ์แจกฟรีตามสถานีรถไฟฟ้า หรือที่สาธารณะก็ได้ แบบนี้ก็ไม่ผิด แต่บางทีมันก็อาจจะหารูปที่สวยถูกใจกันยากหน่อย
สมมุติว่าถ้าจะทำเกี่ยวกับเรื่องความสำเร็จ คุณกำลังอยากจะหาคำว่า Winner คุณก็ต้องหาตัวอักษรภาษาอังกฤษให้ครบทุกตัวอักษรมาแปะต่อกัน กว่าจะครบทุกตัวคงจะเลิกแปะดีกว่า หรือไม่ก็เขียนเอาเองก็ได้นะคะ
หรือถ้าบ้านไหนมีเครื่อง printer ก็ยังต้องหาไฟล์ภาพที่ตัวเองอยากได้มาพิมพ์เองอยู่ดี สรุปแล้วถ้าอยากจะลองทำ vision board ไว้ดูเล่นเป็นแรงบันดาลใจก็ต้องออกแรงพยายามกันหน่อย
เลยคิดว่า...ถ้างั้นทำเองเลยดีกว่า...
นี่ผู้เขียนว่าจะทำหนังสือรวมภาพสำหรับทำ vision board สักเล่ม ตอนแรกว่าจะทำไว้ใช้เอง ทีนี้สั่งพิมพ์ออกมาเล่มเดียวคงไม่คุ้ม อาจจะพิมพ์ขั้นต่ำแค่ 10 เล่ม เผื่อมีใครอยากเอาไปลองเล่นทำ vision board ด้วยกัน
เพราะท้ายที่สุด vision board มันไม่ได้แค่สวยงามค่ะ...
สำหรับใครที่อ่าน blog ของผู้เขียนก็รับไปก่อน 4 แผ่น 5555(หัวเราะอีกแล้ว) คือคนมันอยากแจกค่ะ5555
คือรูปมันล้นเครื่องคอมพิวเตอร์ คิดว่าทำแจกซะบ้างเถอะ
แจกกันทีเดียว 4 แผ่น (รูปภาพ+พื้นหลัง+คำคม+ตัวอักษร) ก็ช่วยรับไปแบบ PDF ไฟล์นะคะ
นอกจากจะแจกรูปแล้วยังมี Layout ให้ไปดูเป็น idea อีกต่างหากว่าจะแปะตรงไหนกันได้บ้าง ถึงจะสวย ที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องทำตาม Layout หรอกค่ะ อยากแปะยังไงก็แปะไปเถอะ ว่าชีวิตแบบที่เราอยากได้นั้นมันเป็นยังไง เผื่อจะทำให้ตัวเราเห็นภาพในหัวชัดเจนมากขึ้น และนี่จะเป็นพลังให้เราขับเคลื่อนชีวิตไปต่อได้ค่ะ อย่างน้อยดู vision board ก็จะมีกำลังใจ มีความหวังเล็กๆน้อยๆบ้างแหละค่ะ
ขอออกตัวก่อนว่าภาพที่แจกเป็นภาพที่ Generated by Ai นะคะ หลายภาพอาจไม่ได้ตรงตามความต้องการของทุกคน รับไฟล์ไปแล้วก็ถือซะว่าเป็น sample ให้เอาไปลองตัดแปะสมุดดูเล่นๆก่อนค่ะ
ผู้เขียนจะทำไว้ให้หลาย theme สำหรับวันนี้เอาไปแค่ 1 Theme ก่อนนะคะ
- Theme A : ชีวิตหรูหราที่ฟ้าประทานให้ (Luxury Girl Boss)
- Theme B (รอติดตามใน post ถัดๆไปค่าาาา)
- Theme C (รอติดตามใน post ถัดๆไปค่าาาา)
ขอขอบคุณสำหรับทุกการเข้ามาอ่านค่ะ ขอให้สนุกกับการทำ vision board จ้า
พฤษภาคม 28, 2569
ทางผ่าน...ไม่ใช่ทางแยก
หลังจากเขียนนิยายเรื่องล่าสุด เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ จบลงไปแล้ว ผู้เขียนก็พักใจได้เพียงแค่สัปดาห์หรือสองสัปดาห์ เพราะในหัวเริ่มคิดต่อว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป...เขียนเรื่องใหม่ หรือ...พักก่อน
จากที่ก่อนหน้าบ่นกับตัวเองว่าเหนื่อยมากกับการเขียนนิยายให้จบสักเรื่อง เรียกได้ว่าบนตั้งแต่เริ่มเขียนสักพักในช่วงตอนต้น สำหรับคนเขียนจะรู้สึกมาก ว่าเรื่องและตัวละครมันลอยๆยังไงชอบกล อาจจะเหมือนละคร EP. แรกๆที่นักแสดงกับบท หรือด้วยเงื่อนไขอื่น ที่ทำให้ทุกคนยังไม่เข้าขากัน หรือยังไม่เข้าถึงบทบาท
สำหรับนักเขียนที่ต้องหยิบยกแง่มุมต่างๆมาเขียนเพื่อปูพื้นให้เรื่องมันดำเนินต่อไปได้อย่างมีเหตุผล พบว่านักอ่านบางท่านก็อาจหายไปตั้งแต่สองสามบทแรก5555 เพราะว่าเหมือนเรื่องมันไม่เดิน อาจจะน่าเบื่อ และไม่มีลุ้นอะไรให้ตื่นเต้น
ผู้เขียนก็ได้แต่นั่งมองยอดวิวอันต่ำเตี้ยเรี่ยดินตาปริบๆ แบบว่าทำอะไรไม่ได้
Let it go and Let it be
นักอ่านจะโผล่กันมาใหม่ตอนเกือบกลางเรื่อง เหมือนกลับมาเช็คว่าเรื่องนี้ไปถึงไหน และยอดจะเริ่มมากขึ้นหน่อยในช่วงใกล้ปิดปมปัญหาสำคัญ
ที่พูดไปทั้งหมดคือยอดอ่านฟรีนะคะ5555 ไม่ค่อยมียอดเงินค่ะ
ดังนี้แล้วในฐานะคนเขียน ซึ่งเครียดทั้งสังขาร และแรงใจค่ะ คือแนวงานของเรามันไม่ใช่แนวติดตลาด เช่น นิยายจีน หรือนิยายวาย เกิดมียอดจ่ายเพื่ออ่านขึ้นมาบ้าง ก็เหลือเพียงน้อยนิด จนเรียกได้ว่า ถ้าไม่ได้รักการเขียนจริงๆ ก็ควรไปหาอย่างอื่นทำเถอะ
และยังไม่ทันที่จะหายใจได้เต็มปอด โลกภายนอกก็ไม่ได้รอให้เราเหนื่อยเสร็จก่อน เพราะไหนจะเดี๋ยวนี้มีประเด็นใหม่เข้ามา disrupt...
ก็คือมีบางคนใช้เอไอ generated นิยายออกมาโดยไม่ได้เขียนเอง ทำให้มีนิยายใหม่ๆหลั่งไหลออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว
ในทางอัลกอริทึ่มของ platform ก็จะดันงานใหม่ขึ้นให้นักอ่านได้เห็น งานที่เก่ากว่า(ที่มีทั้งมนุษย์เขียนและเอไอเขียน) จะถูกดันออก เพราะกลายเป็นงานเก่าอย่างรวดเร็ว
ใครมันจะไปเขียนทันเอไอได้ล่ะคะ...
ปรากฎการณ์คล้ายๆกันเกิดขึ้นในหลายวงการที่เกี่ยวกับงาน creative เช่น ภาพประกอบ ภาพถ่าย เพลง น่าจะทำเอาผู้สร้างสรรค์งานเจ็บจุกไปตามๆกัน
แล้วควรจะทำอย่างไรต่อไป...?
ก็คิดว่าไม่ต้องไปทำอะไรหรอกค่ะ ปล่อยให้เป็นไปแบบนี้แหละ
เมื่อถึงเวลาผลงานจะออกมาพิสูจน์ตัวเอง
เมื่องานที่คุณภาพไม่ตรงตามต้องการมีมากจนล้น งานที่ดีจะค่อยๆฉายแสงค่ะ (อันนี้ไม่ได้พูดถึงงานตัวเองนะคะ)
มนุษย์ก็มีหน้าที่แบบมนุษย์ อย่าหยุดพัฒนาตัวเองเท่านั้นพอค่ะ แม้ว่าเราไม่ได้พัฒนาได้ก้าวกระโดด แต่ความ dynamic แบบมนุษย์จริงๆมันก็มีเสน่ห์ค่ะ คือ มากไปบ้าง น้อยไปบ้าง ที่แน่ๆคือถ้าเราหยุดพัฒนาเมื่อไหร่ เราคงจะยิ่งตามโลกไม่ทันไปกันใหญ่
เอไอก็มีส่วนดีมากมายค่ะ มองเขาเป็นเครื่องมือ เครื่องทุ่นแรง เหมือนเดี๋ยวนี้ใครจะไปหาเบอร์โทรศัพท์จากสมุดหน้าเหลืองหรือ yellow pages กันล่ะ เขาก็ search google กันทั้งนั้น คนไหนอยากหาอะไรที่คำตอบมันกว้างขวางกว่าแค่เบอร์โทร ก็ถามคุณเอไอ จะเหมือนถามเรื่องเดียวแต่ได้คำตอบกว้างขวางกว่าที่ถามไป
เราห้ามความเจริญก้าวหน้าของโลกไม่ได้ เช่นนั้นก็เหมือนสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเหมือนทางผ่านที่เราต้องพบเจอระหว่างทางค่ะ
มองเป็นทางผ่านซะงั้น...ไม่ต้องคิดแบบเลือกข้างเสมอไป ว่าฉันไม่เอาAi หรือฉันจะมุ่งไปทาง Ai อย่างเดียว
เรียนรู้เอาไว้ก็ไม่เสียหลายสิคะ...
พูดถึงเอไอแล้วก็นึกถึงตัวเองขึ้นมา เพราะช่วงเตรียมนิยายเรื่องใหม่ของผู้เขียนก็ต้องพึ่งเขาเหมือนกันค่ะ
วกมาเรื่องของผู้เขียน ช่วงเตรียมนิยายเรื่องใหม่ของผู้เขียนก็ต้องหาข้อมูลเยอะมากค่ะ ตั้งใจว่าเป็นนิยายแนวย้อนยุค555 ย้อนไปยุค 80s ที่ไม่มีอินเตอร์เนต ไม่มีโทรศัพท์มือถือ
อ้าว...นั่นก็เป็นช่วงชีวิตที่ผู้เขียนเพิ่งเรียนจบและเริ่มทำงานใหม่ๆ 555 เรียกได้ว่าย้อนไปโลกสมัยตัวเองยังเป็นวัยทำงานตอนต้นสิคะ ขนาดว่าใช้ชีวิตร่วมสมัยมาแล้ว ถึงตอนนี้ยังลืมหลายๆเรื่องไปซะแล้วสิ
ช่วงนั้นมีเพจเจอร์ใช้ก่อนค่ะ เวลาจะฝากข้อความต้องโทรเข้าพวกโอเปอร์เรเตอร์ แล้วเขาจะยิง text เข้าเครื่อง พอข้อความส่งเข้ามา เพจเจอร์จะสั่นและดังติ๊ดๆๆๆๆ ถ้าข้อความยาวเกินกำหนด จะตัดข้อความเป็น 2 ท่อน ต้องส่งสองครั้ง โดนคิดเงินเพิ่มอีก...😅
ขนาดว่าตัวเองร่วมสมัยด้วยแท้ๆ หลายเรื่องยังจำผิดจำถูก ก็ต้องพึ่งพาคุณเอไอเหมือนกันค่ะ แถมคุณเอไอให้ข้อมูลมาแบบเป็นระบบ แต่ก็ต้องระวังค่ะ...บางเรื่องก็ผิด 5555
ที่เรารู้ว่าผิด ก็เพราะเราอยู่ในยุคนั้นมาจริงๆน่ะสิคะ
ประสบการณ์ตรงนี้เองที่ย้ำเตือนได้ดีที่สุดว่า... Ai can make mistake...
นิยายเรื่องใหม่ยังอยู่ในระหว่างพัฒนา Plot และจะเขียนโดยไม่ลง platform นะคะ
เพราะอย่างที่บอกไปข้างต้น...ว่ามันกดดันมากและเสียสุขภาพ และไม่ได้อะไรขึ้นมาค่ะ
ไว้เขียนใกล้จบ หรือจบเรื่องโดยสมบูรณ์ จะค่อยนำมาลง ซึ่งโดยเฉลี่ยผู้เขียนก็เขียนเป็นปี ฮ่าาาา แต่จะแอบเอามาปล่อยใน Blog เป็นช่วงๆค่ะ
เพื่อให้ทราบว่ายังเขียนอยู่นะคะ ยังไม่ได้หายไปไหน
เดี๋ยวนี้แม้แต่ Plot ก็ยังมี Case ว่ามีการขโมยได้ ไหนจะชื่อเรื่อง ชื่อตัวละคร โอ๊ยยยย อะไรมันจะขนาดนั้นล่ะวงการนี้ เอาเป็นว่าเขียนจบทีเดียวค่อยปล่อยดีกว่าค่ะ
ทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ค่ะ Ai can make mistake...และ คนใช้ Ai ต้องมีภูมิคุ้มกันว่าสิ่งใดที่เอไอบอกมามันใช่หรือไม่ใช่
ขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านนะคะ เจอกัน Post หน้าค่ะ
พฤษภาคม 07, 2569
และแล้ว...นิยายก็จบ
เขียนนิยายจบไปอีกหนึ่งเรื่องแล้ว...ไชโย้
อยากจะร้องตะโกนดังๆเลยค่ะ แต่คงได้แค่คิด เพราะขืนทำอย่างนั้นออกมาก็จะอาจรับตัวเองไม่ได้5555 ปกติเป็นคนไม่ยอมแสดงออก ไม่ใช่ไม่กล้า หรือไม่มั่นใจในตัวเอง แต่เป็นเพราะพอแก่ตัวลง ก็รู้ว่า ดีใจไปก็เดี๋ยวเดียว แล้วมันก็จะผ่านไปอีก
เคยไหมคะ เวลาดีใจมากๆ พอสักพัก กลายเป็นหดหู่ อ้าว... เลยต้องนั่งมองความดีใจ
กว่าจะจบได้ ก็เขียนมาปีเศษ ตั้งใจว่าจะเขียนให้เร็วขึ้นกว่าเดิม กลายเป็นช้ากว่าเดิมเล็กน้อย เพราะมีเหตุอันเข้ามาขัดจังหวะ ก็ต้องฝ่าด่านอรหันต์ (สำนวนหนังจีนในยุค 80s หมายถึงด่านอุปสรรค์ที่จอมยุทธต้องแก้ปัญหาและฝ่าฟันเข้าไปในสำนักวัดเส้าหลิน)
และแล้วจอมยุทธหญิงคนนี้ก็ฝ่าด่านเข้าไปสำเร็จ ได้นิยายมาเป็นของตัวเองอีก 1 เล่ม (เดี๋ยวค่อยพิมพ์เล่ม)
ใครไปแอบส่องร้าน BooksCottage ก็คงจะพบว่าร้านนี้ยังเงียบ no change 5555 คือนิยายเรื่องปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว ยังตรวจพิสูจน์อักษรไม่เสร็จ คือ เกรงใจคนจ่ายเงินซื้อ และสงสารตัวเองที่ไม่มีทุนขนาดไปจ้างเขาตรวจให้ เพราะได้ข่าวว่าเขาคิดกันหน้าละ 5 บาท คิดดูว่านิยายหนาเกือบ 400 หน้าจะเป็นค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ สำหรับคนเกษียณไร้บำนาญ ก็นับว่าเอาเรื่องนะคะ
หรือว่าจะทำรุ่น limited คือขออนุญาตมีคำผิดนิดหน่อยนะคะ เพราะว่าคนเขียนตรวจเอง ดีไหม อิอิ มีน้องๆที่เคยทำงานด้วยกันติดต่อขอซื้อเป็นคนแรกแล้ว
เออ...จะขายได้แค่คนรู้จักหรือเปล่านะ แบบว่าน้องๆอยากสนับสนุนพี่ และอยากได้เป็นที่ระลึก เผื่อคนขายเกิดดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมา5555
สำหรับคนเขียนมีผลงานขึ้นมาอีกเล่มก็ดีใจมากแล้วค่ะ พอประกาศปิดเรื่อง เปิดเครื่องหมายว่า "จบ" เท่านั้นแหละ คนเข้ามาอ่านถล่มทลาย ชนิดที่ว่าเขียนให้อ่านฟรีมาตั้งปีนึง ใยจึงไม่มาอ่านกันเน้อ
อาจเป็นเพราะนักอ่านทั้งหลายคงโดนทำให้ผิดหวังบ่อยๆ หลายเรื่องเขียนยังไม่จบ ติดเหรียญไปด้วยระหว่างการเขียน และน่าจะส่วนมากที่เป็นวิธีนี้ พอสุดท้ายเกิดเขียนไม่จบขึ้นมา แปลว่าเงินที่นักอ่านจ่ายไปตอนต้นเรื่อง ก็เป็นอันเก้อ แล้วอย่างที่เคยบอกค่ะ การเขียนให้จบไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเปิดเรื่องใหม่เวลาอารมณ์กำลังพุ่งปรี๊ดว่าอยากเขียนนั้นมันง่าย
หลายคนพอเขียนเรื่องหนึ่งไม่จบ ก็หนีไปเปิดเรื่องใหม่ต่อ
ความโชคร้ายกลับไปอยู่ที่คนอ่านแทน ดังนั้นแล้วใครประกาศว่าเรื่องนี้เขียนจบได้ นักอ่านก็เลยแห่กันมาค่ะ
โธ่ มีคนเข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ว...
ผ่านไปไม่ทันไร หลังจากเพิ่งดีใจ ความอยากเขียนเรื่องใหม่มันก็มาในทันที5555
คือเริ่มวางโครงสร้างเอาไว้บ้างแล้วค่ะ แต่ยังไม่ครบ และยังไม่รู้จะเริ่มเขียนเมื่อไหร่ และที่สำคัญคือคราวนี้จะไม่ยอมกดดันชีวิตด้วยการเขียนไปด้วย ลงรายตอนไปด้วยแล้วนะคะ (ทำเสียงจริงจังค่ะ)
คือมันไม่คุ้มกับการเสียสุขภาพ/สังขาร
ที่สำคัญคือ ไม่ได้เป็นนักเขียนปากกาทองที่เขียนแล้วคนอ่านหลักล้านวิว และ pay ให้กันกระหน่ำจนมีกินมีใช้ มีบ้าน มีรถ
ตอนที่ 79 ของพันธนาการรัก ขอสลักเอาไว้แนบใจ (2568) ทำเอาผู้เขียนป่วยไปสองสัปดาห์ ระบบย่อยอาหารรวนค่ะ ถ้าใครติดตามไปอ่านจะเห็นว่า update ห่างกันเป็นเดือน คือช่วงนั้นทานอะไรก็ปวดท้อง เวียนหัว ผู้เขียนก็เลยเข็ด
อีกทั้งตอนเขียนเรื่อง ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว (2567) ก็ทำให้ผู้เขียนปวดหลัง ปวดคอ และไมเกรนขึ้นเป็นระยะ
เดี๋ยวนี้เห็นชุมชนนักเขียนใน tiktok เขาบ่นกันมาก เรื่องมีนักเขียนบางคนให้ Ai ช่วยเขียนให้ สำนวนภาษาประหลาด และเนื้อเรื่องมีความวกวน จนนักอ่านบางคนเริ่มจับได้5555 ว่ามันดีเกินจริง และขาดความเป็นมนุษย์ คือมันดีจนแข็งทื่อ ชวนให้สงสัย
เดี๋ยวนี้ Ai ก็เข้ามามีบทบาทแทบทุกวงการ เราก็ต้องอยู่ร่วมกับเขาแหละค่ะ เขาก็มีข้อดีมากมาย และถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยมนุษย์ เราคงต้องหนีไปอยู่ดาวอังคาร (ซึ่งตอนนี้ยังไม่พร้อมให้อยู่) ถ้าจะไม่อยากให้ Ai เข้ามาอยู่ใกล้ๆ
สำหรับ ปี 2569 ผู้เขียนคงจะยังอยากมีนิยายของตัวเองไว้อีกสักเรื่อง เป็นเรื่องที่ 3 ค่ะ
และจะนำมาเล่าสู่กันฟังใน Blog นี้ไปก่อนจะลงตอนจริงใน Platform นิยายออนไลน์นะคะ คือจะได้ไม่ต้องกดดันตัวเองเกินไป จริงๆก็ทำ Facebook Fanpage เอาไว้ แต่ไม่ค่อยจะไป post อะไร (อ้าว) เพราะยังเริ่มต้นไม่ถูก5555 กับไม่ค่อยได้เข้า Facebook อันนี้เรื่องจริง
ความอยากเริ่มตอนที่ 1 ของเรื่องใหม่มันก็มีมากอยู่นะคะ แบบไฟแรง (ต้องแรงไว้ก่อน)
เรื่องราวจะเป็นอย่างไร และเกี่ยวกับอะไรนั้นจะทะยอยมาหยอดให้ฟังนะคะ
ท้ายนี้ก็ขอขอบคุณที่มาอ่าน Blog เล็กๆอันนี้ค่ะ
📱 อ่านบนมือถือ ใน ReadAWrite: คลิกที่นี่
📱 อ่านบนมือถือ ใน Dek-D: คลิกที่นี่
📱 อ่านบนมือถือ ใน ธัญวลัย: คลิกที่นี่
เมษายน 22, 2569
หลบความร้อนไปหาที่เย็น
อากาศกรุงเทพช่วงนี้มันช่างร้อนเเหลือเกินสิคะ ผู้เขียนต้องทนนั่งในห้องทำงานซึ่งอากาศอบอ้าวมาก
เพราะห้องนี้เเป็นส่วนต่อเติมจากตัวบ้านหลักอีกที คือเอาพื้นที่เดิมที่เป็นใต้ระเบียงมาทำเป็นห้องนั่นหละค่ะ ก้อเห็นว่าหลายบ้านก็ต่อเติมประมาณนี้ พอดีมีส่วนพื้นที่ยื่นออกไปด้านหลังอีกหน่อย จะได้กว้างขวางมากขึ้น แล้วส่วนนั้นก็ต้องมุงหลังคาด้วยแผ่นเมทัลชีท พอดีงบจำกัด และตอนนั้นยังไม่มีเรื่องการ early retire เข้ามาในชีวิต ผู้เขียนก็เลยคิดว่าเอาแค่นี้ไปก่อน ฝ้าก็ยังไม่ต้องมีก็ได้ เพราะว่าห้องนี้เหมือนห้องที่ต้องเดินผ่านออกจากบ้านไปสู่ที่จอดรถของบ้านอีกที คือประมาณว่าฉันแค่เดินผ่านเพราะต้องไปทำงานทุกวัน ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรกับห้องนี้เท่าไหร่ เสาร์อาทิตย์ก็ยังออกนอกบ้านอยู่ดี กลายเเป็นว่าห้องนี้ในตอนนั้นก็ใช้วางข้าวของที่ล้นออกมาจากห้องนอน
ทว่า...โชคดีที่ผู้เเขียนยังติดแอร์ระดับ heavy duty เอาไว้ด้วย ช่างที่มาปรับปรุงพื้นที่ถามว่าไม่ทำฝ้าเหรอ เดี๋ยวจะร้อนหน่อยนะ ผู้เขียนก็บอกว่า เอาไว้ทีหลังก่อน ห้องนี้ไม่ค่อยได้ใช้ทำอะไรเท่าไหร่ ไม่ค่อยได้อยู่ ว่างั้นเถอะ
ตอนนี้ได้แค่นึก...ไม่น่าเลย
กลายเป็นว่าชีวิต 90 เปอร์เซนต์ของหลังเกษียณผู้เขียนนั่งทำงานในห้องนี้
คือห้องมันกว้างกว่าห้องเดิมที่เป็นห้องนอน พอให้วางโต๊ะวางทีวี วางอะไรได้เยอะอยู่ค่ะ คิดดูว่าผู้เขียนสามารถมีเตาอบขนมเตาใหญ่ได้ มีโต๊ะสำหรับทำเบเกอรี่ได้ นอกจากนี้ยังมีโต๊ะคอมพิวเตอร์ โอ๊ย...แต่ว่ามันไม่พอสำหรับคนสร้างสรรค์อย่างผู้เขียนหรอกค่ะ 5555 อย่าให้บอกเชียวว่าผู้เขียนทำอะไรบ้าง
อากาศร้อนจนทำอะไรแทบไม่ได้ จะเปิดแอร์ช่วงกลางวันก็กลัวค่าไฟแพง สรุปว่าวันๆแทบจะไม่ได้ทำอะไร บางทีต้องหนีกลับเข้าไปห้องนอน เพราะเย็นกว่า
ค่อยมาเปิดแอร์ช่วงเย็นๆค่ะ หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าจะหมดไปอีกวัน เครียด...จะออกไปตากแอร์ตามห้างสรรพสินค้าเหมือนแต่ก่อนก็ไม่อยากไป ไหนจะเปลืองค่าน้ำมัน ไหนแมวจะต้องกินข้าว สุดท้ายก็นั่งทนร้อน เอาพวกรูปมาตัดแปะสมุดคลายเครียดค่ะ
ทั้งแปะ ทั้งระบายทับ ขนสีไม้ที่ซื้อเอาไว้สมัยยังอู้ฟู่มาใช้ โอ้โห ซื้อมาเยอะมาก ยังเคยแซวกันเเองระหว่างพี่ที่ทำงานคนหนึ่งค่ะ ว่าเราสองคนซื้ออุปกรณ์มาเรียกว่าตายไปก็ใช้ไม่หมด5555
ทุกวันนี้เห็นพี่เขาใน facebook ว่าแข็งแรงดี เห็นออกงานวิ่งมาราธอนอยู่เเรื่อยๆ
ส่วนตัวผู้เขียนเก็บตัวเงียบเชียบ วันๆต้องคิดแต่เรื่องทำมาหากิน นี่ละ ชีวิตหลัง early retire ของคนที่ต้องเลี้ยงตัวเอง (แล้วยังจะมีแมวอีก)
ภาพตัดแปะ theme วินเทจเป็นของชอบของผู้เขียนเลยค่ะ เผื่อใครชอบเหมือนกันคอยติดตามนะคะ จะทำ collage sheet แจกฟรี ให้มา download กันไปตัดปะสมุด
เดี๋ยวนี้เเห็นใน tiktok ก็มีคนเเริ่มมาทำพวกนี้กันมากขึ้น แต่บางทีก็เเรียก junk journal บ้าง ส่วนมากก็เอาพวกกระดาษนิตยสารบ้าง กล่องขนมบ้าง จริงๆแล้วก็กระดาษทุกชนืดแหละค่ะ แล้วแต่ใครชอบแบบไหน
พอได้ตัดกระดาษด้วยกรรไกร จิตใจเราจะค่อยๆสงบ เลิกยุ่งกับเทคโนโลยีชั่วคราว
โลกยุคนี้มันสะดวกสบายเกินไปแล้ว ข้าวของหลายอย่างก็ถูกลงมาก โดยเฉพาะของที่มาจากประเทศจีนค่ะ
ผู้เขียนมาเริ่มทำพวกงาน scrapbook จริงจังก็ประมาณปี 2009 เป็นต้นมา ช่วงนั้นมีแต่ของจากฝั่งอเมริกา ผู้เขียนก็ยังอุตส่าห์ดั้นด้นซื้อมาจาก ebay ราคาก็ไม่เบานะคะ แพงอยู่ แต่ขอบอกเลยว่าคุณภาพดีมาก คือผ่านมาปีนี้ 2026 พวกกระดาษลายสวยๆที่ซื้อเก็บเอาไว้สียังสดใหม่เหมือนเดิม
พวก tools ต่างๆ ไม่ว่าจะกรรไกร หรือพวก paper punch นี่ก็ทนทานมาก ถ้ามาซื้อตอนนี้คงไม่มีปัญญาซื้อ ก็นับว่าตัวเองคิดถูกที่ซื้อซะเต็มที่เลยค่ะ ประมาณว่ากลัวต่อไปจะไม่ได้ซื้อ หรือซื้อไม่ได้ ยังกับมีลางสังหรณ์
เวลาไปรื้อกล่องดู ตัวผู้เขียนยังตกใจเอง ว่าทำไมมันเยอะอะไรไปหมด555 แต่ก็อุทานกับตัวเองอย่างมีความสุขนะคะ เพราะฉันชอบของพวกนี้
ฉันไม่สนใจพวกกระเป๋าแบรนด์ หรือของหรูหรา แต่ชอบเครื่องเขียน อุปกรณ์ประดิดประดอยนี่ละ
Link Free Download : JPG
https://drive.google.com/file/d/16s3yu4yZrrcHdB83-NzsN4cdklH-si1d/view?usp=sharing
ส่วนใครขี้เกียจตัดกระดาษแปะด้วยกาวแล้วกาวเลอะมือ หรือกลัวทากาวไม่ทั่วก็แนะนำให้ print ลงบนกระดาษสติ๊กเกอร์ inkjet ได้นะคะ สะดวกมาก ผู้เขียนแนะนำซื้อตาม Link ด้านล่าง เป็นเกรดปกติ ใช้แล้วสีสดและกันน้ำได้ในระดับหนึ่ง (แบบ 10 แผ่นต่อกล่องก็มีนะคะ เดี๋ยววันหลังหา link มาให้ อีกที)
https://s.shopee.co.th/BQQUjoP30
แบบพรีเมี่ยมกว่า print ออกมาสีสดกว่าก็มีค่ะ
ว่าแล้วก็ขอตัวไปตัดรูปไว้แปะสมุดต่อนะคะ...ไว้เจอกันใหม่ post หน้า
เมษายน 09, 2569
ฝึกกันต่อไป Digital Painting
นี่เป็นผลงานล่าสุดของผู้เขียน ที่วาดและ painting หนุ่มหน้าหวานที่เข้าใจว่าหน้าตาแบบนี้คงจะ in trend ในยุคปัจจุบัน
(แต่ไม่ใช่รสนิยมสวนตัวของผู้เขียนหรอกค่ะ)
เวลาดูซีรีส์จีนแล้วผู้เขียนออกจะตกใจเล็กน้อย(ถึงมากที่สุด)555 ว่าผู้ชายสมัยนี้ทำไมคางแหลม และแต่งหน้าจนเนียนพอๆกับนางเอก แบบแทบไม่เเห็นรูขุมขน
แถมดูไปดูมาโครงหน้าก็ละม้ายกับพระเอกในหนังสือการ์ตูน หรือ webtoon ด้วยซ้ำไป คือหน้าจะแหลมเรียว ตาก็เรียวยาวซะด้วย
แทบไม่ต้องไปดูพวกตระกูลสายนิยายวาย หรือ boy love เพราะสายนั้นผู้ชายหน้าหวานมาก คล้ายๆที่ผู้เขียนวาดออกมาข้างบนนั่นแหละค่ะ
รูปนี้รู้สึกภูมิใจมากกับการเหลาจมูกออกมาได้ดี คือใส่เงาแล้วดูนุ่มนวล
นี่หละค่ะ สงสัยอีกหน่อยต้องวาดปกนิยายเอง เพราะ platform ตั้งท่ากีดกันภาพจาก Ai แล้วนี่ทำไมฉันจะต้องทำเองทุกอย่างด้วย(วะ) มันเหนื่อยนะเนี่ย
ไม่ต้องแปลกใจนะคะ รูปข้างบนยังวาดไม่เสร็จค่ะ เอามาให้ดูตามนี้ไปก่อน แถมไม่รู้จะเสร็จเมื่อไหร่ มีอะไรต้องทำเยอะไปหมด 😅
อีกอย่างคือต้องทิ้งไว้ให้ลืมสักพัก เดี๋ยวกลับมาระบายต่อจะเห็นข้อบกพร่องที่ตอนนี้มักจะไม่เห็นค่ะ
ตอนนี้อารมณ์เห่อ ดูยังไงก็คิดว่าตัวเองวาดและระบายโอเคแล้ว 5555
หัวเราะทั้งน้ำตา เพราะค่าจ้างนักวาดแสนจะแพง แล้วนักเขียนส่วนใหญ่เขาไม่ได้เขียนนิยายแล้วได้เงินเยอะกันทุกคน ที่เห็นว่าได้เยอะ จนผ่อนบ้าน ผ่อนรถกันได้นั้น คงมีจำนวนไม่เยอะหรอกค่ะ
อย่าให้บอกเชียวว่าที่เขียนมาสองเรื่อง ใช้เวลาเรื่องละ 1 ปี นั้น ได้เงินกี่บาท
ใครรู้เข้าคงจะบอกว่า "ไปทำอย่างอื่นเถอะ"
เฮ้อ อากาศหน้าร้อนมันก็ต้องร้อน เมษายนจะให้เย็นได้ยังไง อากาศไม่ร้อนเปล่า เหตุการณ์รอบประเทศก็ระอุ น้ำมันแพง ข้าวของแพง คนอย่างเราก็ลำบากมากขึ้นไปอีก มีความสามารถอะไรก็หยิบมาใช้จนหมดสิ้น ไม่มีใครช่วยเรา เราก็ต้องพึ่งตัวเองสินะ
บ่นเรื่องอากาศสักหน่อยค่ะ ก่อนจะบ่นต่อว่านิยายวายเขาขายดีกันจริงๆ แต่ผู้เขียนคงจะได้แต่มองค่ะ ในยุคที่เติบโตมาเรื่องเหล่านี้มันช่างไกลตัวมากๆ แล้วจะขยับไปเขียนนิยายตามกระแสจะไหวเหรอ (ถามตัวเอง)
สรุป อีโรติก ก็ไม่เขียน
นิยายวาย ก็ไม่เขียน
ผู้เขียนได้แต่แหงนหน้ามองฟ้าแล้วล่ะค่ะ เบื้องบนโน้นมีเทพเทวาใช่ไหม
รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรเยอะแยะ แต่ก็ดูจะยังไม่เป็นผลเท่าไหร่ ไหนจะต้องสู้กับโลกภายนอกที่ช่างโหมกระหน่ำลงมาใส่
เฮ้อ
ขอถอนหายใจค่ะ... ไว้เจอกัน Post หน้านะคะ
มีนาคม 26, 2569
ทักษะการรับฟังข่าวร้าย
ชีวิตก็คือชีวิตค่ะ ผู้เขียนคิดว่าอยากจะเล่าเรื่องทักษะที่ควรมีเอาไว้ติดตัว ยามเมื่อต้องพบเจอกับสิ่งที่ไม่ได้พึงปรารถนา แต่มันก็โถมเข้าหาเรา...อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับระลอกสึนามิ
เรื่องเจ้าแมวไข่เจียวเพิ่งหายจากติดเชื้อบาดทะยักได้เพียง 1 เดือน คราวนี้สร้างเรื่องใหม่ให้ผู้เขียนต้องทำใจอีกแล้ว
อันว่าการอุปการะลูกแมวจรโดยที่โครงสร้างพื้นฐานตัวเองไม่พอนี่ก็เป็นบทเรียนสำคัญ
หมายความว่าไม่ได้คิดไกลไปว่าเวลาแมวป่วย เกิดต้องแยกขัง แล้วไม่มีที่ให้ขัง จะทำอย่างไรต่อไป
แต่ก่อนเลี้ยงสุนัข ทางบ้านเลี้ยงเพื่อกันขโมยโดยให้อยู่นอกบ้าน ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนรับรู้ และสมัยก่อนผู้เขียนยังทำงานประจำมีรายได้ วันๆก็อยู่แต่ที่ทำงาน เสาร์อาทิตย์ก็อยู่นอกบ้าน ไปโน่นนี่ ไม่เคยได้ใกล้ชิดสัตว์เลี้ยงเท่าไหร่ เพียงแค่เห็นเขามานั่งรอหน้าประตูตอนค่ำทุกวัน กับตอนเช้าวิ่งไปส่ง แค่นี้ก็ทำให้รู้สึกว่าการมีสัตว์เลี้ยงนั้นมันดี และเมื่อมาถึงระยะเวลาหนึ่ง เขาก็แก่ชราและจากไปตามวาระ ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรดราม่าเท่ากับการเลี้ยงแมวเลยค่ะ
วีรกรรมเด็ดของสุนัขก็มี ใช่ว่าจะราบรื่น น้องเงิน (อ่านต่อเรื่องน้องเงิน) สุนัขตัวสุดท้ายที่ทางบ้านคิดจะเลี้ยง บางทีเขาก็ออกไปกัดคนที่คิดว่าไม่น่าไว้ใจ5555 เช่น คนแต่งตัวเหมือนคนทำงานก่อสร้าง อะไรประมาณนี้ ทางบ้านต้องตามไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าทำขวัญให้อยู่หลายครั้ง
ใหญ่สุดคือไปกัดสุนัขพันธุ์เล็กที่เจ้าของอาจไม่รู้ว่ามีหมาใหญ่อยู่แถวนั้น กัดจนน้องหมาเขากลับดาว ผู้เขียนเองก็เข้าใจว่าน้องเงินเคยนอนเล่นกับตุ๊กตาหมาน้อยตอนเขายังเด็ก อาจจะคิดว่าเป็นตุ๊กตาไหม เข้าไปงับดู แล้วงานนั้นก็ถูกเรียกค่าชีวิตหมาพันธุ์เล็กหลักหมื่น ผู้เขียนต้องรีบไปรับผิดชอบ เพราะทางบ้านโกรธมากบอกว่าจะไล่น้องเงินออกจากบ้าน หรือไม่ก็เอาไปปล่อย
หมาก็คือหมาค่ะ เขาก็คงไม่รู้เรื่อง
ความธรรมดาสามัญข้างต้นที่เล่าไป ทำให้ผู้เขียนทำใจลำบากตั้งแต่น้องไข่เจียว(แมว) อยู่ดีๆติดเชื้อบาดทะยัก (Felish Tetanus) อันเกิดได้ยากยิ่งกับแมว หมดค่ารักษาไปเกินหลักหมื่น และไม่มีใครยอมรับปากว่ารักษาแล้วจะหายไหม
ใครอยากอ่านเรื่องไข่เจียวเป็นบาดทะยักรออ่านได้นะคะ
คราวนี้พอจบเรื่องบาดทะยัก เพราะในที่สุดน้องก็รอด และกลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงแมวปกติได้เพียง 1 เดือน
คือยังไม่ทันจะพาไปทำหมันเลยนะคะ ตั้งแต่เขาเกือบหายดี เขาก็แหกกรงออกไปเที่ยวนอกบ้าน แถมกลับบ้านวันเว้นวัน เว้นสองวัน กลับมาก็หิวโซ กินไม่ยั้ง กินแล้วนอน พอหัวค่ำก็ออกไปอีกค่ะ
โครงสร้างพื้นฐานไม่เหมาะกับการเลี้ยงแมวเริ่มแสดงปัญหา คือ ไม่สามารถถถเลี้ยงแบบปิด คือให้อยู่ในห้อง หรือในบ้าน ก็บ้านไม่มีห้องเหลือสำหรับแมวอยู่ค่ะ นอกจากต้องทำกรงใหญ่ให้อยู่นอกบ้าน ซึ่งต้องใช้เงินอีกจำนวนพอสมควรเลย แถมเราเป็นผู้อาศัยพ่อแม่อยู่ บางทีเราก็ไม่ได้มีสิทธิจะทำอะไรก็ได้ใช่ไหม
ในเมื่อออกไปนอกบ้านได้ คาดว่าคงไปเปิดศึกแย่งตัวเมียตามสัญชาตญานแหละค่ะ รอบนี้กลับมาบ้านมีแผลหลายที่ ผู้เขียนก็พยามสังเกตแผล แต่สายตาคนอย่างเราที่ไม่ใช่หมอ ก็เห็นแค่ว่าบวมไหม น้องซึมไหม อะไรอย่างนี้แค่นั้น
เหมือนมีลางสังหรณ์ไม่ดี ก็เลยโทรไปนัดทำหมัน และพาไปหาหมอเพื่อทำมันซะเถอะ กะว่าเจอหมอก็ได้ฝากดูแผลไปด้วย
เหตุการณ์ก็ประมาณว่าแผลที่ได้มาเป็นแผลโพรง (Pocket wound) ต้องรักษากันอย่างหนัก สรุปต้อง admit อีก ไหนจะตรวจเลือดเพิ่ม ไหนจะค่าทำหมันอีก โอ๊ย...ผู้เขียนนั่งฟังการประเมินค่ารักษาแล้วยอมรับว่า...ทรุด
ของเดิมเมื่อคราวโรคบาดทะยักยังไม่ทันหารายได้มาเติมเลย ต้องมาจ่ายเรื่องใหม่อีก แค่นี้ก็เครียดแล้ว
การไม่สามารถขังเขาไว้ได้มันเป็นอย่างนี้นี่เอง
คือน้องสีส้มเขาก็มีหนีเที่ยวแบบนี้ แต่ไม่เคยต้องพาไปทำแผลหมดเป็นหมื่นๆแบบนี้เลยค่ะ ส่วนใหญ่เห็นเป็นแผลเล็กเท่านั้น
แล้วแค่นี้ยังไม่พอ ผลเลือดออกมาอีกว่าน้องไข่เจียวไปติดเชื้อลูคิเมีย มาจากแมวตัวอื่นที่กัดกันอีก
อะไรกันเนี่ย...ผู้เขียนได้แต่ยืนนิ่งอึ้งค่ะ อาจทำหน้าเฉยๆตอนได้รับฟัง แต่ข้างในใจรู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงบนหัว
เป็นวันที่ช่างสาหัสเหลือเกินค่ะ...
ฉันจะอยู่กับสิ่งเหล่านี้อย่างไรดี รู้แต่ว่าฉันทำทุกอย่างเต็มที่หมดแล้ว นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนบอกตัวเองค่ะ ยอมรับมันว่าเกิดขึ้นแล้ว มันเกิดขึ้นได้ใช่ไหมล่ะคะ เพราะปัจจัยต่างๆเราก็รู้ดี
ผู้เขียนกลับมาบ้าน นั่งบนโต๊ะทำงาน แล้วก็นั่งคิดค่ะ ลูคิเมียทำให้แมวอายุสั้น อาจเเหลือเวลาอยู่กับเจ้าของเพียงแค่เต็มที่ 5 ปี หมอบอกอย่างนั้นนะคะ
โธ่...นิยายพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ ตอนจบ คือตอนที่ 80 ยังไม่เสร็จซักทีล่ะค่ะ
พายุและมรสุมชีวิตยังพัดเข้าใส่ไม่หยุด คนเราเวลาต้องฟังข่าวร้ายควรต้องรับมือกับมันอย่างไรดีคะ...
ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ
กุมภาพันธ์ 24, 2569
ปัดฝุ่นทักษะ drawing
จำได้ว่าเคยเรียน drawing กับอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงทางด้านวาดภาพเหมือน อาจารย์ท่านนี้เขียนหนังสือสอนการวาดภาพอยู่หลายเล่มเหมือนกัน ปัจจุบันทราบมาว่าท่านไปเป็นช่างสิบหมู่ หรือช่างเขียนสังกัดกรมศิลปากร แอบเข้าไปส่องดูงานของอาจารย์แล้วฝีมือยังเทพเหมือนเดิม
ภาพวาดแบบ drawing เพื่อศึกษาแสงเงาในช่วงนั้นก็มีอยู่หลายภาพ ที่ผู้เขียนกำลังร้อนวิชาก็เลยวาดได้หลายรูปอยู่ รวมทั้งวาดภาพคุณพ่อเอาไว้ น่าภูมิใจที่ปัจจุบันรูปนั้นใส่กรอบแขวนไว้ในห้องนอนของคุณพ่อ เวลาขึ้นไปดูรูปนี้ทีไรก็นึกภูมิใจ ว่าฝีมือเราพอไหวนะเนี่ย5555
เรื่องโครงสร้างใบหน้าคนที่อาจารย์เคยสอนเอาไว้ตอนนี้ลืมหมดแล้วนะคะ ฮ่าาาา ที่วาดข้างบนนี้ออกแนวมั่วค่ะ แต่วาดไปวาดมา พอเอาไปกลับด้านดูใน photoshop ก็ต้องร้องว๊าวเลย เพราะหน้าไม่เบี้ยวเลยจ้าาา อะไรกันนี่ ไม่ได้วาดมาตั้งหลายปี (อาจจะถึง 10 ปีขึ้นไป) ฝีมือยังพอจะปัดฝุ่นได้อยู่นะ
ว่าแล้วก็ภูมิใจ ขอเอามาแปะโชว์ไว้ในนี้ ให้เป็น milestone ค่ะ
ตั้งแต่เกษียณมาก็ตั้งตาเอาแต่คิดเรื่องหาเงินค่ะ ไม่คิดเรื่องหาเงินแล้วจะให้คิดเรื่องอื่นหรือคะ คราวนี้ก็เลยคร่ำเครียดอยู่กับการทำมาหากิน ซึ่งที่จริงมันก็ใช้ทักษะทางศิลปะอันกระท่อนกระแท่นไปก่อน ทว่าก็ได้เงินจากการทำพวกงานกราฟฟิกดีไซน์มาบ้างนะคะ มันก็เครือๆหรือจักรวาลเดียวกันกับการวาดภาพแหละค่ะ
แต่เรื่องเขียนนิยายนี่ หลุดออกนอกไปอีกโลกเลย
แต่สุดท้ายก็ต้องมาจัดหน้าเอง ทำภาพประกอบเอง ทำปกเอง โอ๊ยทำอะไรเยอะแยะไปหมด ทำเองทั้งนั้นก็เลยไม่ต้องไปเสียเงินจ้างคนอื่นไงคะ เป็นการประหยัดต้นทุนสูงสุดค่ะ
ที่จริงก็อยากจะวาดภาพปกนิยายของตัวเอง แต่ฝีมือยังต้องพัฒนาต่อค่ะ แต่จะไปจ้างนักวาดก็ไม่มีงบประมาณ เราไม่ได้มียอดขายขนาดจะไปทำอย่างนั้นได้ ขืนไปจ้างวาดมีหวังผิดหลักการทำการค้า เพราะตัวเลขติดลบแน่นอน
เดี๋ยวนี้บาง platform ให้ declare ว่าใช้ภาพประกอบจาก Ai Generative ไหม ทราบว่านักอ่านบางกลุ่มถึงขนาดต่อต้านภาพจาก Ai ประมาณว่านักเขียนคนไหนใช้ภาพเอไอจะโดนปิดกั้นการมองเห็นไหม อันนี้ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจค่ะ คือในบาง platform ที่ผู้เขียนเอางานไปลง ลงแบบสม่ำเสมอมาเป็นปีๆ แต่ยอดอ่านแทบไม่มี คือบางที 1 วิว หรือศูนย์เลยออกจะบ่อยมากค่ะ ทำเอาท้อใจมาก แต่ไม่รู้จะทำไงค่ะ แต่ในบาง platform ก็มีนักอ่านแวะเวียนเข้ามาทุกวัน มากบ้าง น้อยบ้าง อันนี้ค่อยยังชั่วหน่อย
คือสุดท้ายที่ไม่ค่อยมียอดวิว เป็นเพราะแนวนิยายไม่ตรงจริตใน platform นั้น หรือว่าเป็นเพราะภาพที่ใช้ไม่ได้จ้างนักวาดกันแน่
เอาเป็นว่าเราสวนกระแสไม่ได้ แต่เราก็ไม่มีทุนจะไปจ้างวาดหรอกค่ะ
บางทีเห็นงาดวาดที่ขายราคาย่อมเยาหน่อย แต่ความที่ตัวเองเป็นกราฟฟิกดีไซน์ ก็พอจะมองออกว่านักวาดบางคนยังเป็น beginner แต่อาจจะใจรักการวาด คือวาดจมูกเบี้ยวจากแนว เส้นแนวสายตาผิดที่ผิดทางไปหน่อย เงาก็ดูแปลกๆอะไรยังงี้ เลยขออนุญาติบอกผ่านไปก่อนดีกว่านะคะ
สุดท้ายเราก็หนีไม่พ้นรอยเท้าเดิมของตัวเองค่ะ จุดเริ่มต้นทั้งหมดในความเป็นตัวเองคือการวาดรูป ยังไงก็ต้องกลับไปที่นั่น
ชีวิตจะดีจะร้ายก็ยังจะกลับไปค่ะ ยิ่งช่วงที่ผ่านมารู้สึกว่าโดนอะไรโหดๆฟาดเข้ามาเยอะ แต่พอได้ sketch ภาพเพียงแค่ 15-20 นาที ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกโล่ง สงบ และเป็นสุขขึ้นมาบ้างทันทีเลยค่ะ
อย่างน้อยศิลปะก็ช่วยรักษาจิตใจของผู้เขียนได้
หวังว่าชีวิตข้างหน้าจะไม่โหดร้ายก็คงไม่ได้ ทุกอย่างยังต้องดำเนินต่อไป
แวะหยุดพัก หากำลังใจให้ตัวเอง
และเป็นกำลังใจให้ทุกคนด้วยนะคะ
ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ
กุมภาพันธ์ 18, 2569
เขียนนิยายตอนจบ (2)
ว่าด้วย post เขียนนิยายตอนจบ (2) เกิดจะมีภาคต่อขึ้นมาอย่างงงๆค่ะ ไม่ใช่ภาคต่อของนิยายนะคะ เพราะนิยายยังคืบคลานไปสู่ตอนจบอย่างละมุนละม่อมสุดๆ
กระนั้นแล้วรู้ไหมว่าระหว่างการเดินทางไปสู่ตอนจบที่แสนชื่นมื่นของพระเอกนางเอกนั้น ชีวิตของผู้เขียนมีแต่คราบน้ำตา โฮๆๆๆ 5555 อันนี้เป็นตลกร้ายในชีวิตที่ได้พบเจอกับช่วงดิ่งอีกแล้ว (แค่นี้ยังดำดิ่งไม่พอใช่ไหม)
ทำไงดีที่ชีวิตคนเขียนกำลังเศร้า แต่ดันต้องรีดเอาความหวานและความฉ่ำให้สุดจากหัวใจออกมาให้คนอ่านได้อ่าน
ช่างเป็นงานที่ตรงกันข้ามเสียจริงๆค่ะ
ความเศร้าก็ต้องเก็บเอาไว้ งานต้องมาก่อน5555 ชีวิตคนเราสวมหมวกหลายใบพร้อมๆกัน คนหนึ่งคนเป็นทั้งเจ้านาย เป็นลูกน้อง เป็นครอบครัว และเป็นอีกหลายอย่าง เหมือนผู้เขียนที่กำลังเป็นนักเขียน พร้อมกับเป็นเจ้าของแมว5555
เรื่องแมวป่วยติดเชื้อบาดทะยัก (Feline Tetanus) ยังไม่จบสิ้นความวุ่นวาย ผ่านมาแล้ว 20 กว่าวัน น้องแมวอาการดีขึ้น ขาเริ่มจะงอได้ ผู้เขียนพาไปพบแพทย์ระบบประสาทโดยตรง พอหมอจับขาน้องให้งอ แล้วขาก็งอได้จริง เท่านั้นแหละค่ะ ผู้เขียนน้ำตาซึม คิดในใจว่า แมวฉันไม่ต้องเป็นอัมพาตแล้ว ดีใจจัง
คือถ้าน้องเป็นอัมพาตนี่เรื่องจะยาวและแย่กว่านี้มากค่ะ เอาแค่ว่าเป็นทุพพลภาพชั่วคราว ไม่ใช่การทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรก็ถือว่าเป็นโชคของเจ้าของและแมว เหมือนเคยทำบุญ (หรือกรรม) มาร่วมกัน ดันมาเป็นโรคที่พบได้ยากกกกกมาก
ผู้เขียนบ่นให้เพื่อนฟัง เพื่อนยังบอกว่าแบบนี้เรียกว่า โชคร้าย แบบว่ากำหนดมาที่ผู้เขียนโดยเฉพาะ เหมือนเป็นผู้ที่สวรรค์เลือกแล้ว ว่าต้องเจอเหตุการณ์นี้5555
เหมือนดีใจที่แมวมีแนวโน้มหายป่วยได้ แต่พอหันมองค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ก็เครียดล่ะค่ะ ทั้งเครียดไปด้วยเศร้าไปด้วยปนๆกัน เอาเป็นว่าช่วงชีวิตมีเคราะห์ก็ต้องอดทน ไหนจะนิยายก็เขียนไม่จบซะที 5555ใกล้เต็มทีแล้วค่าาาคุณนักอ่านทั้งหลาย ปูเสื่อรอเลยยยย
ตอนที่ 77 ผู้เขียนได้ upload ไปเรียบร้อยแล้ว ตอนที่ 78 กำลังบ่มเพาะอยู่ค่าาา
ใครอยากเสพความหวานฉ่ำก็ไปตามลิงค์ด้านล่างเลยนะคะ ปล่อยให้อ่านกันแบบชิลล์ไปจนจบ เมื่ออีบุ๊คทำเสร็จก็คิดว่าคงจะปิดอ่านฟรีตามธรรมเนียมค่ะ (ก็เดี๊ยวไม่มีใครอุดหนุนอีบุ๊คเล่มสมบูรณ์ อิอิ)
📱 อ่านบนมือถือ ใน ReadAWrite: คลิกที่นี่
📱 อ่านบนมือถือ ใน Dek-D: คลิกที่นี่
📱 อ่านบนมือถือ ใน ธัญวลัย: คลิกที่นี่
ทั้งนี้ทั้งนั้นกว่าจะเขียนจนจบได้ชีวิตก็ต้องเผชิญกับอะไรมากมายระหว่างทาง เมื่อเริ่มมองเห็นฝั่งแล้ว (ว่าเขียนจบไปได้อีกเรื่องแล้วโว้ยยย) ก็รู้สึกว่าเวลาที่ผ่านไปช่างมีค่าค่ะ
ขอบคุณที่ติดตามนะคะ
มกราคม 29, 2569
หวังว่าความกล้าหาญจะนำพาเราไป
มกราคม 15, 2569
งานปะติด+ชีวิตปะติด
ถ้าคนไหนได้ลองไปอ่าน post หมวดงาน craft DIY ของผู้เขียนก็คงจะรู้ว่าผู้เขียนทำงานศิลปะหลายแขนงมาก ตั้งแต่งานตัดกระดาษ วาดรูป ถ่ายภาพ แถมยังเลยเถิดถึงขนาดไปทำ podcast
ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงสนุกไปหมดซะทุกอย่าง
งานปะติดก็เป็นส่วนหนึ่งที่ชอบทำค่ะ ทำมาตั้งแต่ยังทำงานอยู่ อาศัยว่าการวาดรูปกว่าจะเสร็จรูปนึงค่อนข้างใช้เวลานาน กว่าจะได้ชื่นชมภาพที่เสร็จสมบูรณ์ ก็เลยมาทำพวกงาน collage หรืองานปะติคั่นเวลา
ที่จริงก็ได้ผลดีมาก คือ สมใจละ อยากทำอะไรก็ต้องลงมือทำทันที อย่ารอ ดูเหมือนงานปะติจะไม่ยากเท่างานวาดรูป ตัดกระดาษมาปะๆ พอทำไปทำมาก็เลยเข้าใจเรื่อง composition หรือองค์ประกอบศิลป์
พวกคำศัพท์แปลกๆทางศิลปะนี่สมัยเรียนมัธยมปลายผู้เเขียนเจอบ่อยค่ะ ลืมเล่าให้ฟังว่าตอนสมัยเรียนมัธยมปลาย ผู้เขียนเอกศิลป์ภาษา คือ เน้นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา อะไรประมาณนี้ ส่วนวิชาโทคือศิลปะ (อันนี้ที่บ้านห้ามไม่ได้นะคะ)
วิชาโทศิลปะ ที่โรงเรียนให้เรียนครบเลยค่ะ มานั่งนึกตอนนี้ว่าเราช่างมีบุญได้เรียนโรงเรียนชั้นนำขนาดนี้ คือพอดีสอบติด ทางบ้านก็กระเสือกกระสนส่งจนจบโดยไม่ให้เปลี่ยนโรงเรียนอีกเลย เรียนตั้งแต่ ป 1 - ม.6 เลยค่ะ
เล่าย้อนไปไกล โรงเรียนเจ๋งยังไง คือมีโรง Shop ที่มีศูนย์ปฎิบัติการทางงานศิลป์ คือผู้เขียนได้เรียนครบตั้งแต่ศิลปะไทย วาดกนก ปั้นกนก ประวัติศาสตร์ศิลป์ งานไม้ งานปั้นเซรามิค งาน drawing แบบมีหุ่นโครงกระดูกเต็มตัวอาจารย์ใหญ่ให้นั่ง sketch ผู้เขียนได้เรียนเขียนแบบ perspective งานประดิษฐ์ตัวอักษร วาดสีน้ำ สีโปสเตอร์ สีชอล์ค สีเทียน และที่เด็ดสุด ชอบมาก คืองานออกแบบผลิตภัณฑ์ ได้ออกแบบเก้าอี้และได้ทำ Model เก้าอี้ที่ออกแบบไปส่งอาจารย์ด้วย
ช่างเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมากเลย
แต่สุดท้ายตอนเลือกคณะเอนทรานซ์ ทางบ้านห้ามเลือกคณะที่มีมหาวิทยาลัยศิลปากร!!!
ที่จริงทางบ้านก็ไม่สนับสนุนนั่นหละค่ะ ผู้เขียนเองมานั่งน้อยใจ คือเพื่อนๆที่เค้าสอบคณะจิตรกรรม เค้ามีการไปติว drawing ซึ่งตอนนั้นผู้เขียนก็ไม่ได้เก่ง drawing เลย ไม่เข้าใจแสงและเงา ยิ่งถ้าจะขอทางบ้านไปติววาดรูปละก็ อย่าหวังเลย...ไม่มีทาง ลำพังติววิชาหลักยังไม่ได้เลย เพราะตอนนั้นทางบ้านฐานะทางการเงินไม่พร้อม
สุดท้ายชีวิตแบบปะๆติดๆ หยิบตรงนั้นที ตรงนี้ทีมารวมร่าง เท่าที่ทรัพยากรจะมี ก็กลายมาเป็นผู้เขียนในวันนี้จนได้ ที่ยังคงรักงาน visual arts อายุปูนนี้แล้วยังนั่งชื่นชม manga ของหลานๆ ยังแอบสนับสนุนและสะสมหนังสือการ์ตูนงานวาดของคนไทย
ช่างไม่ต่างอะไรไปจากตอนยังเยาว์ เฝ้าเก็บเงินค่าขนมไว้รอซื้อการ์ตูนเรื่องโปรด คำสาปฟาโรห์ นักรักโลกมายา 5555รุ่นนั้นละ
เวลาเปิดอ่านการ์ตูนสวยๆเหมือนถูกดึงทะลุมิติ แหมนักวาดรุ่นหลานๆนี่เก่งกันจริงๆค่ะ วาดสวยทัดเทียมงานของการ์ตูนญี่ปุ่นเลย
รู้สึกว่าตัวเองฝันเฟื่องเกินไปแล้ว ถ้าจะกลับมาเขียนการ์ตูน อาศัยว่าเขียนนิยายอยู่ การสร้างเรื่องไม่ได้ยาก แต่การสร้างภาพ...คงจะยากเกิน ก็คงฝัน เป็นได้แค่ฝัน
เอานิยายให้รอดก่อน
เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ เขียนจะจบมิจบแหล่ อยากให้จบ แต่รีบจบก็กลัวโดนต่อว่าว่ารวบรัดไปไหมอีก เฮ้อ เอาเป็นว่าไหนๆก็เเขียนมาเป็นปี ก็เอาให้ดีที่สุดละกันค่ะ
ฝากให้กำลังใจด้วยนะคะ
ธันวาคม 18, 2568
เมื่อเขียนนิยายตอน(ใกล้)จบ
เมื่อเรื่องราวใกล้ปิดฉาก
ทุกครั้งที่นิยายเรื่องหนึ่งใกล้จะจบลง ความรู้สึกของผู้เขียนกับตัวละครที่สร้างสรรค์มาด้วยกันมักจะกลายเป็นความเศร้าเล็กๆ เสมอ
จากหน้ากระดาษเปล่าที่ค่อยๆ ถูกเติมเต็มด้วยเรื่องราว ความรู้สึก และเหตุการณ์ที่ร้อยเรียงกัน ผู้เขียนต้องต่อสู้กับอารมณ์หลากหลายตลอดการเดินทาง—ทั้งความเครียดยามคิดไม่ออก และความท้อแท้เมื่อเห็นยอดอ่านที่ไม่ค่อยสูงเท่านักเขียนท่านอื่น หรือแม้แต่เมื่อเทียบกับเรื่อง "ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว" ของตัวเอง
นี่คือธรรมชาติของคนที่พยายามสร้างสรรค์งานอย่างประณีต—การเปรียบเทียบเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เกือบหนึ่งปีเต็มที่ตัวละครแต่ละตัวได้แสดงบทบาทอย่างเต็มที่ จนผู้เขียนชักจะสนิทสนม และอดคิดถึงไม่ได้เมื่อถึงเวลาต้องจากลา เรื่องนี้มีตัวละครเกือบยี่สิบตัว—ไม่รู้ว่าเยอะหรือน้อย แต่พอมานั่งเรียบเรียงข้อมูลเบื้องหลังการเขียนก็พบว่ามีมากจนรวมเล่มได้อีกเล่มเลย ทั้งเรื่องกิจการผลิตภัณฑ์การเกษตรแปรรูป เรื่องบริษัทของพระเอก และอื่นๆ อีกมากมาย
ใช้เวลาเยอะทั้งการค้นคว้า ประมวลจินตนาการให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และคุมทิศทางเรื่อง
สิ่งที่วางไว้ตอนแรกมักเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสมระหว่างทาง ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งต้องปรับ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว
เมื่อเข็นจนจบได้ก็รู้สึกโล่งใจ—ได้ทำหน้าที่เสร็จสมบูรณ์
ผู้เขียนเตรียมปกนิยายสำหรับ E-book และฉบับพิมพ์เสร็จก่อนเขียนจบเสียอีก เมื่อเขียนจบแล้วก็ต้องมาเรียบเรียงและ re-write บางส่วน แก้ไขปรับเพิ่มให้สมบูรณ์ ดังนั้นฉบับรายตอนอาจไม่เหมือน E-book ทีเดียว แต่ก็ถอดมาประมาณ 90%
📱 อ่านบนมือถือ ใน ReadAWrite: คลิกที่นี่
📱 อ่านบนมือถือ ใน Dek-D: คลิกที่นี่
📱 อ่านบนมือถือ ใน ธัญวลัย: คลิกที่นี่
เรื่องต่อไปจะเป็นแบบไหนก็ยัง...งงอยู่ค่ะ อยากเขียนเรื่องผี เรื่องลึกลับ เรื่องบู๊ เรื่องรบ จะเอายังไงดีให้ได้ทุกอย่างในเรื่องเดียววะ 😄
คราวหน้าให้มีผีเป็นตัวละครสักตัวดีไหมหว่า ... คิดๆๆๆ...คิดกันต่อไปค่ะ
ธันวาคม 07, 2568
ปรากฏการณ์ รู้งี้
หลายคนคงเคยได้ยิน คำบ่น คำอุทาน ทำนองว่า...รู้งี้...(ไม่...ดีกว่า) หรือ รู้งี้...(ทำไปแล้ว)
ใช่ค่ะ คำว่า รู้งี้ เรามักจะใช้เวลาเสียดายโอกาส หรือ รู้สึกว่ากำลังพลาดอะไรบางอย่างไป เป็นคำที่ออกแนว negative มากกว่าจะบอกเล่าอารมณ์เชิงบวก
ผู้เขียนกำลังนั่งนึกถึงประสบการณ์ช่วงก่อร่างสร้างตัวรอบสองของตัวเอง หมายถึงช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิต จากคนมีเงินเดือนประจำ เป็นคนที่ไม่มีเงินเดือน หรือไม่มีรายได้ประจำอีกต่อไป
หลายปีที่ผ่านมานั้นก็รู้สึกว่าเป็นช่วงยากลำบากของชีวิตเลยละค่ะ
ตอนนี้ก็เข้าสู่ภาวะ "เข้าที่" อาจจะหมายถึง "ชินชา" ก็ว่าได้5555 ไม่ได้หมายความว่าเรื่องรายได้มันจะดีขึ้นมาเหมือนตอนมีงานประจำหรอกค่ะ อันนั้นเหมือนฝันที่ผ่านพ้นไป คราใดที่ได้ย้อนคิด ก็มีทั้งความภูมิใจ และสร้างความเชื่อมั่นเล็กๆให้กับตนเองว่า...
ฉันเคยก้าวจากความไม่มีอะไร นอกจากความสามารถและความรู้ที่มี ไปสู่จุดที่ดีกว่าเดิมได้ครั้งหนึ่ง
แม้ว่าจะกลับไปเกือบจุดเริ่มต้น คือ หมดอาชีพ ต้องเริ่มอาชีพใหม่ ฉันก็น่าจะสามารถต่อสู้ เพื่อลุกชึ้นยืนได้อีกครั้ง
แม้ว่าจะบอกใคร หรือบอกตัวเองไม่ได้ ว่าต้องใช้เวลากี่เดือน-กี่ปี
ช่วงทำงานเป็นเจ้าหน้าตัวเล็กๆคนหนึ่งขององค์กร จวบจนก้าวหน้าเติบโต ที่จริงก็ใช้เวลาเป็นสิบปีอยู่นะคะ ได้สั่งสมประสบการณ์ทั้งในเรื่องเนื้องานและการบริหารทีม ได้ดูแลน้องๆที่ร่วมงานกันมา เรียกได้ว่าก็ครบสูตรละค่ะ ทำมาหมดแล้ว
นี่เรากำลังจะกระโดด Jump Up ภายในเวลาไม่กี่ปี แล้วคิดว่าจะสำเร็จง่ายๆงั้นหรือ สงสัยจะยากน่ะสิคะ
แม้ว่าหากใช้เวลาเท่าเดิม สงสัยผู้เขียนอาจจะอายุ 70 ปี 5555 ซึ่งแก่เกินไป หรือไม่ก็อาจไม่ได้อยู่ในโลกแล้วหรือเปล่า
สุดท้ายก็มาคิดว่า อ้อ ที่ฉันคิดว่าต้องสำเร็จให้ได้เร็วๆ เพราะอาจจะกดดันตัวเองมากเกินไป เพราะใช้อายุที่เพิ่มมากขึ้นมาเป็นตัวเกณฑ์นั่นเอง
ผู้เขียนไม่ได้แค่เปลี่ยนอาชีพ จากมนุษย์ออฟฟิศ แต่ยังเปลี่ยนโลกทั้งใบของตัวเอง เพราะโลกการทำงานในองค์กรก็มีสิ่งแวดล้อมและบริบทความเติบโต ที่ต่างไปจากโลกของ Freelance โดยสิ้นเชิงสิคะ
เขียนนิยาย...ไม่ต้องเจอผู้คน ไม่มีเพื่อนร่วมงาน ไม่มีหัวหน้า ไม่มีกรอบการทำงาน นั่นอาจจะทำให้ต้องแสวงหาทิศทางเองทั้งหมด แม้แต่เป้าหมายที่เราอยากจะไป ต้องเขียนแผนที่ด้วยตนเอง ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าจะไปทางไหน ! และทะเล หรือน่านน้ำที่เราอยู่ คลื่นลม เป็นอย่างไร !
รู้งี้... คือรู้ว่าหลายอย่างทำพลาดไป
แต่พอได้ "เรียนรู้" ว่าเราพลาดตรงไหน ก็เลยได้มีโอกาสปรับปรุงไงคะ แก้เกมส์ใหม่ นี่ละ คือ learning curve ที่ยากจะซื้อหาได้
ล้ม แล้วลุกขึ้นใหม่ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น เพราะมันคือรสชาติชีวิต
ปี 2569 กำลังจะมา แล้วปี 2568 ก็กำลังจะโบกมือลา คงมีแต่จะต้องมองไปข้างหน้าละค่ะ เก็บทุกอย่างที่ผ่านไปเป็นบทเรียน...
ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
ธันวาคม 01, 2568
ระหว่างทางที่ค้นพบ
หลายคนคงเป็นเหมือนกันที่ใช้ชีวิตตามวิถีมนุษย์เงินเดือนมาอย่างยาวนาน
บางคนยังอยู่บนเส้นทางนี้ แต่บางคนก็เลือกเดินออกมาเอง...อย่างผู้เขียนเป็นต้น
ถามว่าตลอดเส้นทางชีวิตจนถึงวันนี้ได้ค้นพบอะไรที่ปลายทางบ้าง เดี๋ยวนี่คือระหว่างทาง...ยังไม่ปลายทาง555
แต่ภาพประกอบ post ที่ทำมาเป็นการเตือนตัวเองไปด้วย ว่าสักวันปลายทางจะได้พบเจอกับอะไร...?
ตั้งแต่ early retired ออกมา ผู้เขียนก็พบเจอกับโลกจริงที่ในทางทฤษฎีเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า VUCA
ผู้เขียนได้รู้จักคำว่า VUCA เป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ณ ช่วงเวลานั้นยังทำงานอยู่ค่ะ และได้ฟังเรื่องนี้จากการไปร่วมประชุมสัมมนาประจำปี เกี่ยวกับวงการบริหารค่าจ้างเงินเดือน (Compensation and Benefits) ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำจากต่างประเทศจะคอยนำข้อมูลที่ update เกี่ยวกับ trend ต่างๆของโลกมาเล่าให้ฟังเป็นประจำทุกปีค่ะ
ตอนนั้นฟังแล้วก็รู้สึกตกใจ และคิดว่า...มองโลกในแง่ร้ายไปหรือเปล่า ว่าโลกจะเดินไปเส้นทางนั้น
มาดูกันว่า VUCA คืออะไร
VUCA World: โลกที่ไม่มีอะไรแน่นอนอีกต่อไป
VUCA เป็นคำที่กองทัพสหรัฐใช้อธิบายสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง แต่ตอนนี้เราใช้คำนี้อธิบายโลกที่เราอยู่กันทุกวันนี้แล้วล่ะ
ความหมายของแต่ละตัวอักษร
V - Volatility (ความผันผวน)
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันไม่ทันตั้งตัว มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถควบคุมได้ และเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาอันสั้น
U - Uncertainty (ความไม่แน่นอน)
ความไม่แน่นอนสูง คาดการณ์ได้ยาก ขาดความชัดเจน ไม่สามารถหาข้อมูลที่ชัดเจนมายืนยันในแต่ละสถานการณ์ได้ ทำให้ยากต่อการตัดสินใจ
C - Complexity (ความซับซ้อน)
ความซับซ้อนเชิงระบบที่มากขึ้นเรื่อยๆ มีปัจจัยมากมายและซับซ้อนต่อการตัดสินใจ
A - Ambiguity (ความคลุมเครือ)
ความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ไม่สามารถคาดเดาผลที่จะเกิดขึ้นได้ชัดเจน ปัจจัยที่ทำให้เกิดความคลุมเครือมาจากการขาดข้อมูลที่แท้จริง หรือมีข้อมูลแต่ยังต้องแปลความหรือตีความ
เพราะในโลก VUCA นี้ สิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือ "ความไม่แน่นอน" นั่นเอง
ลองนึกดูสิว่า ตั้งแต่ผู้เขียนออกมาจากงานประจำ สิ่งที่เจอมีอะไรบ้าง
- การเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศ ตอนนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเล็กน้อย มีการเลือกตั้งในรอบ 7 ปี
- ธุรกิจที่ผู้เขียนทำไม่ work ต้องหาอย่างอื่นทำแทน555
- การถูกลดรายได้จาก Partner Platform ต่างประเทศ สะท้อนสัญญาณอะไรสักอย่าง ซึ่งผู้เขียนก็ไม่เข้าใจหรอกค่ะ แต่ก็ต้องยอมรับ
- โรคระบาดที่ไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อน นำมาซึ่งการเสียชีวิต ระบบสาธารณสุขที่ต้องปรับตัว วัคซีนยังไม่มี คนป่วยล้นโรงพยาบาล คนตายไม่มีที่เผา คนตกงานจำนวนมาก ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ต้องปิดทำการ การทำงานจากที่บ้าน work from home และ online meeting ซึ่งสมัยผู้เขียนยังทำงานก็ไม่มีสิ่งเหล่านี้
- หลังโควิทมาเศรษฐกิจไทยไม่ฟื้น สลบยาวค่าาาา (ร้องไห้ทั้งน้ำตา)
- การเข้ามาของ Ai สร้างภาพได้เองโดยใช้ prompt
- การกำเนิดของปัญญาประดิษฐ์ คราวนี้ไม่แค่สร้างภาพ คิดได้ โต้ตอบได้ เก่งกว่ามนุษย์อีก555 แถมเขียนบทความเก่งอีก ตกงานอีกละคราวนี้
- ปีนี้อย่างหนักคือ มีแผ่นดินไหว จนเห็นตึกทั้งตึกล่มคาตา!
- มีภัยสงครามบริเวณชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่สองประเทศก็อยู่ร่วมกันมาแบบนี้มาหลายสิบปี
- สแกมเมอร์ ภัยใหม่ในโลกออนไลน์ค่ะ น่ากลัวมาก
- แถมกลางๆปีมีหลุมยุบขนาดยักษ์ที่เกิดจากการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ไม่มีคนเสียชีวิต แต่ก็หวาดเสียวน่าดู
- มีน้ำท่วมที่น่ากลัวมาก ตั้งแต่ที่แม่สาย จังหวัดเชียงราย ปลายปี 2567 มาจนถึงน้ำท่วมหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 2568 ที่ความสูงของน้ำระดับที่บ้านชั้นเดียวอยู่ไม่ได้!
จุดกำเนิดมาจากกองทัพสหรัฐอเมริกานั่นเอง
VUCA ถูกนำมาใช้ครั้งแรกที่ U.S. Army War College ในปี 1987 โดย แนวคิดนี้พัฒนามาจากงานของ Warren Bennis และ Burton Nanus ในหนังสือ "Leaders: The Strategies for Taking Charge" ปี 1986
คำนี้ถูกใช้เพื่ออธิบายสถานการณ์หลังสงครามเย็นในปี 1991 ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงอย่างต่อเนื่องในช่วงสงครามอัฟกานิสถานและอิรัก เดิมที U.S. Army War College ใช้ VUCA เพื่ออธิบายโลกที่ซับซ้อนขึ้นหลังจากสิ้นสุดสงครามเย็น
การแพร่กระจายสู่โลกธุรกิจ
ในโลกธุรกิจ VUCA กลายเป็นที่นิยมในยุค 2000 เพราะสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เศรษฐกิจและสังคม มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่แพ้สถานการณ์สงคราม
เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ VUCA แพร่หลายมากขึ้น ได้แก่ การเปิดตัว World Wide Web ในปี 1993, เหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001 และวิกฤตการเงินโลกปี 2007-2008
พฤศจิกายน 20, 2568
Free Printable ตาราง Tracker 2569
พฤศจิกายน 04, 2568
เขียนเหมือนไม่รักตัวละครจริงหรือ ? (อีกแล้ว)
เขียนกันยาวๆไปค่ะ ยาววว ปีนึงแล้วยังไม่จบ...
เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ ได้มาถึงตอนที่ 67 แล้วนะคะ ในตอนนี้ระบิล พระรองของผู้เขียนก็ตีบทแตกตามเคย รับบทเป็นผู้แพ้ไปตามระเบียบ ก็เขาไม่ใช่พระเอกนี่คะ5555
จะว่าไปโดยส่วนตัวผู้เขียนชอบใน charactor ของพระรองคนนี้ค่ะ เพราะว่ามีความเด่น คือ เป็นชายแสนงอนนิดๆ และพูดอะไรไม่ค่อยจะคิด สรุปว่าผู้เขียนชอบที่ตัวเองเขียนออกมาได้อย่างมีความสมจริงกว่าพระเอกด้วยซ้ำ
พระเอกของเรา ณทัต อัษฎางค์เวคิน เขาเป็นผู้ชายไม่ค่อยพูดเยอะ คือไม่พูดเสียจนไม่รู้เรื่อง 5555 ผู้เขียนอึดอัดมากกับพระเอกแบบนี้นะคะ ทั้งเรื่องจะให้พูดมากไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวเสียบุคลิก ก็วางให้เขาเป็นคนเงียบๆขรึมๆ พอไม่พูดก็ไม่รู้เรื่องกันสิคะ นางเอกและคนรอบข้างก็มีงง ตีความกันไม่ถูก ซึ่งคนแบบนี้ก็มีเยอะไปในชีวิตจริง
ส่วนนางเอกก็พอกันค่ะ ทีนี้พอต่างคนไม่ค่อยจะพูดความรู้สึกออกมา เลยเกิดความวุ่นวายเล็กน้อย ความเข้าใจผิดพอประมาณนึง และกว่าจะรู้กันว่าอะไรเป็นอะไร ก็...ตอนจบเรื่อง 5555 อ้าว ไม่งั้นจะเป็นนิยายรักได้ไง
ในตอนที่ 67 ประตูสู่อนาคต ระบิลเขาดูน่าสงสารมากนะคะ...สุดท้ายคนที่รักจริง รักมานาน และเสมอต้นเสมอปลาย กลับเป็นฝ่ายที่ต้องเจ็บช้ำ แล้วนี่มันรักแท้ที่ผู้หญิงส่วนมากตามหากันอยู่ไม่ใช่หรือ อันนี้เป็นสิ่งที่ผู้เขียนก็ตั้งคำถามกับตัวเอง และเผื่อว่าผู้อ่านอ่านแล้วจะถามตัวเองด้วยเหมือนกัน
ผู้เขียนก็เขียนไปอย่างชิลๆ ใจเย็นๆ ใจร่มๆ ล่ะค่ะ มีคนอ่านก็ดีใจแล้ว ก็คงได้เท่านี้ละ ใครชอบฝากกดหัวใจ ให้ความเห็นเล็กๆน้อยๆกันหน่อยนะคะ
เรื่องหน้าคนจะรักผู้เขียนกว่านี้ไหม ...จะรออ่านกันอยู่ไหม แอบสงสัยค่ะ
ว่าแต่พอเขียนช่วงนิยายใกล้จบเนี่ย มันเขียนได้เร็วกว่าตอนเริ่มเยอะเลย
ช่วงนี้มรสุมเหมือนพลัดหลงเข้ามาประเทศไทย ฝนตกแทบทุกวัน แถมฟ้ามืดตั้งแต่ห้าโมงเย็น อากาศครึ้มมาก อยากเห็นแสงแดดก็ต้องช่วงเช้าเท่านั้น ทำเอาบรรยาศเข้ากับช่วงเศร้าของนิยายพอดี
สำหรับนิยายเรื่องนี้ก็ทำให้ผู้เขียนได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นเยอะค่ะ แม้ว่าอาจจะไม่ได้ถูกใจนักอ่านนัก สังเกตว่ายอดวิวสู้เรื่อง ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว ไม่ได้เลย แต่ผู้เขียนก็รักนิยายเรื่องนี้ไม่ต่างไปจากเรื่องแรกเลยค่ะ บุคลิกของนิยายเรื่องนี้ต่างออกไปแน่นอน แม้ว่าจะเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ แต่ตลอดระยะทางก็มีอะไรๆที่ละเอียดอ่อนแทรกอยู่
อย่างน้อยก็ได้เขียนแล้ว นิยายรักแนวบังคับแต่งงาน5555
เรื่องใหม่จะเป็นอย่างไรนั้น...ต้องติดตามกันต่อไปนะคะ หากยังมีลมหายใจก็จะเขียนต่อไปค่ะ
ขอบคุณที่ติดตามนะคะ
ตุลาคม 30, 2568
นิยายของคนถูกห้ามอ่านนิยาย
ลมหนาวอย่างเป็นทางการยังไม่เห็นมาเยือนเสียที แต่แค่อากาศราวๆนี้ก็ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีมู้ดในการทำงานมากขึ้นค่ะ เพราะว่าไม่ร้อนจนเหงื่อซึมเหมือนช่วงก่อน แถมก็ไม่มีฝนตกดังโครมครามจนกลัวหลังคาบ้านจะพังอีกด้วย เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดแห่งปีเลยก็ว่าได้
ผู้เขียนมองออกไปนอกประตูบ้าน เห็นอากาศอึมครึมมาก นี่ถ้าเป็นการย้อมสีภาพถ่ายละก็ คงจะถูกย้อมให้ดำเหมือนกับไม่มีแดด หรือว่าเป็นตอนใกล้ค่ำไปเลยทีเดียว
ชีวิตของคนทำงานที่บ้านก็เลยมีเวลานั่งสังเกตแสงและลมค่ะ5555 เมื่อวันก่อนฝนตกหนักเหมือนสั่งลา ผู้เขียนยังไปยืนดูฝนที่กำลังเทโครมคราม แถมเอามือไปรองน้ำฝนที่กำลังไหลลงมาตามต้นมะนาวที่บ้าน สัมผัสกับความเย็นของน้ำ นี่มันคือโลกแห่งความเป็นจริง ธรรมชาติก็มีความงามในแบบของเค้าแหละค่ะ
รูปประกอบ blog ประจำ post นี้ก็ถ่ายที่บ้านผู้เขียน เห็นไหมว่าที่บ้านมีต้นไม้ใหญ่ ก็ฝีมือคุณพ่อคุณแม่สร้างไว้ให้ ตัวผู้เขียนมือไม่เคยจับดิน ไม่เคยปลูกต้นไม้ ถูกเลี้ยงมาแบบเด็กเมือง เรียนหนังสืออย่างเดียวพอ...
ระหว่างเรียนหนังสือก็จะถูกตีกรอบมากหน่อย ห้ามนั่น โน่น นี่ อาจจะประสาเป็นเด็กผู้หญิงล่ะค่ะ ครอบครัวก็ต้องคอยระแวดระวังทุกอย่างให้ แถมเป็นลูกทหารด้วย5555
สมัยก่อนภัยสังคมก็แตกต่างไปจากสมัยนี้...
คือถ้าเดินออกนอกบ้านเมื่อไหร่ก็ต้องระวังค่ะ แต่สมัยนี้มาถึงตัว เข้าทางโทรศัพท์ถือได้ซะอีก
เรื่องการหลอกลวงมีมากมายหลายรูปแบบจนเราไม่อาจวิ่งหนี มีแต่ต้องเรียนรู้ที่จะต้องรับมือนะคะ สมัยผู้เขียนยังเด็ก โตมาในกรมทหาร เรียกได้ว่าลืมล๊อคกุญแจบ้านก็ไม่ต้องกลัวโจรมาปล้นนะคะ เพราะในกรมทหารก็ปลอดภัยมากกว่านอกกรมทหารแน่นอน
ยังจำได้ว่าทุกวันเวลาเดินเข้าประตูกรมทหารจะชินตากับเห็นทหารยืนหน้าป้อมประตูค่ะ ถ้าเป็นช่วงมีเหตุการณ์ทางการเมืองก็จะเห็นทหารหน้าประตูใส่ชุดลายพราง สะพายปืนเอ็มสิบหกเต็มยศ แถมทาหน้าเป็นสีดำๆอีกต่างหาก ผู้เขียนชินแล้วค่ะ ไม่ได้กลัวอะไร ก็โตมากับสิ่งเหล่านี้
ฟิลลิ่งแบบนี้เลยอยู่ในนิยาย ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว และว่าจะเขียนเรื่องอื่นที่เกี่ยวกับทหารอีกค่ะ
นอกจากจะเจอทหารเวลาจะเข้าบ้าน เพราะบ้านอยู่ในเขตทหาร ก็จะต้องมาเจอทหารที่บ้านอีกค่ะ555 คือคุณพ่อนั่นเอง
คุณพ่อนี่ละ เป็นคนห้ามผู้เขียนอ่านนิยาย
สงสัยว่านิยายที่คุณพ่อเคยอ่าน อาจจะมีเนื้อหาไม่เหมาะกับเด็กและเยาวชน ทำเอาผู้เขียนมีหลอนๆทุกครั้งเวลาจะอ่านนิยาย กว่าอารมณ์หลอนนี้จะหายก็นานมากค่ะ เรียกได้ว่าโตจนแก่แล้วก็มีอารมณ์หลอนๆอยู่เลยนะคะ
แล้วโชคชะตาก็พัดพา คนไม่ค่อยได้อ่านนิยาย กลับมีนิยายในหัว...เขียนนิยายอ่านเล่นๆ เขียนการ์ตูนเล่าเป็นเรื่องๆ แล้วก็ต้องมามีอาชีพเขียนนิยายตอนเกษียณไปแล้วซะด้วยสิคะ
นี่เรียกว่าคงจะ born to be
ตอนผู้เขียนหยิบเอา ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว** ฉบับพิมพ์เล่มไปโชว์ให้คุณพ่อดู ท่านทำหน้าภูมิใจ บอกว่าลูกเขียนได้เป็นเล่มหนาขนาดนี้เลยเหรอ พ่อตาไม่ดีแล้ว คงจะอ่านไม่ไหว ...ว่าแต่อยากทำอะไรก็ทำเลยนะลูก
และนี่ละค่ะ
คือสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกดีทุกครั้งที่ upload นิยายตอนใหม่ เรื่องใหม่ อยู่ต่อไป แม้ว่าบางเรื่อง บางตอน บาง platform ก็มีคนอ่าน มากบ้าง-น้อยบ้าง ก็ยังรู้สึกว่าพอจะไปได้อยู่ค่ะ
หวังว่าสักวัน การเขียนนิยาย จะทำให้ผู้เขียนพอจะอยู่ได้...กับชีวิตที่เกษียณก่อนกำหนด
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ
หมายเหตุ : ตอนนี้ฉบับพิมพ์เล่มใกล้คลอดแล้วค่ะ ยังตรวจคำผิดไม่เสร็จเสียที ติดพันภารกิจมากมาย รบกวนอุดหนุน ฉบับ ebook ไปก่อนนะคะ อิอิ ใครอยากได้ฉบับเล่มจริงรบกวนรอต่อไปอีกนิดค่ะ
ตุลาคม 09, 2568
นำทางชีวิตด้วยความปรารถนา
ช่วงนี้ฝนตกหนักหน่วงมากๆค่ะ ที่บ้านน้ำท่วมพอประมาณ แต่ก็ทำให้ปั๊มน้ำที่บ้านร้องดังจนเหมือนอาการไม่ค่อยปกติ พอเรียกช่างมาดูก็ปรากฎว่าเป็นดังคาด คือน้ำท่วมปั๊มเรียบร้อย แม้ว่าจะท่วมในช่วงที่ฝนกำลังเทกระหน่ำ แล้วฝนหายน้ำก็ลด แต่อาการเสียงดังไม่หายไป
กลายเป็นว่าคราวนี้ต้องยกปั๊มขึ้นสูง แถมค่าซ่อมก็หลายพันจนทางบ้านตัดสินใจว่าควรซื้อใหม่ เพราะใช้งานปั๊มน้ำเครื่องนี้มาตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ 2554 จนถึงปัจจุบัน นับว่าแบรนด์นี้ถึกทนอย่างถึงที่สุด เคยเปลี่ยนอะไหล่ล่าสุดเมื่อปี 2562 นี่ถ้าไม่น้ำท่วมปั๊มก็น่าจะยังใช้ต่อไปได้อีก ว่าแล้วก็ขอชื่นชมปั๊มน้ำผลิตจากเดนมาร์คยี่ห้อนี้จริงๆ
เอาล่ะ ฝาก link กันตรงนี้เผื่อใครกำลังดูปั๊มน้ำสำหรับใช้งานตามบ้าน ที่เสียงไม่ดังแสบแก้วหู เป็นระบบปั๊มลม ซึ่งอย่าถามรายละเอียดลึกๆ เพราะไม่ทราบ 5555 แต่ใช้งานจริงในบ้านสองชั้นที่มีห้องน้ำ 4-5 ห้อง ขอแนะนำเลยว่า แบรนด์ Grundfos ผลิตจากประเทศเดนมาร์คนั้นของเขาดีจริงค่ะ
https://s.shopee.co.th/5VMkHEYRtd
(บ้านนี้ห้องน้ำเยอะจังเนอะ)
นอกจากฝนตกหนักจะทำให้บ้านผู้เขียนปั๊มน้ำออกอาการป่วยแล้ว ตัวผู้เขียนก็เหมือนจะแพ้อากาศอยู่สองสามวันเหมือนกันค่ะ คือกลางวันร้อน กลางคืนเย็น เป็นไข้เลย นี่คงลมหนาวเร่ิมจะมา เป็นช่วงที่เค้าเรียกกันปลายฝนต้นหนาว นั่นล่ะค่ะ ตุลาคมของปี
โดยเฉพาะปีนี้ ผู้เขียนมีข้าวของเสียพร้อมๆกันหลายชิ้นจนรู้สึกตลก... ทีวีพัง ปริ๊นเตอร์ต้องส่งไปซ่อม แถมบัตรเอทีเอ็มหายอีก นอกจากนี้ยังขับรถหลงทางเกือบจะกลับทางเดิมไม่ถูกอีก โอ๊ย อะไรกันนี่
แถมการงานก็ดันมาคึกคัก มีโปรเจ็คใหม่ๆที่ถูกกดดันให้ต้องเริ่มภายในเดือนนี้ทั้งที่ยังไม่พร้อม5555 คือพอมันเป็นโอกาสที่อุตส่าห์ได้รับเราก็ต้องรีบคว้าใช่ไหมคะ แถมงานสองอย่างนี้มันก็โหดพอๆกัน
อย่างแรกคือต้องเปิดนิยายเรื่องใหม่ภายในเดือนนี้ เพราะว่าร่วมฉลองวันครบรอบของ platform ประมาณว่าเรื่องใหม่ที่เปิดจะได้รับสิทธิพิเศษ อ้าว...อย่างนี้ก็ไม่ควรพลาดใช่ไหมคะ
แต่ว่าเรื่องใหม่นี่ก็ยังไม่มีความพร้อมหลายอย่างเลยค่ะ คือ โครงเรื่องก็ยังไม่สมบูรณ์ ภาพปกก็ยังไม่มี Typography ก็ยังไม่มี คือจะมีได้ไง...ชื่อเรื่องยังไม่ถูกใจเลยค่ะ ชื่อตัวละครก็ยังไม่ลงตัว
ทำไมชีวิตฉันต้องเป็นฉะนี้...อยากจะสบายหลังเขียน เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ จบ คืออยากพักผ่อนบ้าง แล้วค่อยเขียนเรื่องใหม่ นี่อะไรกันหนอ...ต้องบีบตัวเองให้ฮึดดดด เรื่องเก่ายังไม่จบ แต่ต้องเร่ิมเรื่องใหม่ด้วยอะค่ะ
คือไม่ได้มีใครบังคับ แต่ก็ไม่อยากพลาดโอกาส
อีกโปรเจคหนึ่ง คืองานด้านการถ่ายภาพ ผู้เขียนได้รับการเสนอให้ร่วม join mission การถ่ายภาพด้วย ซึ่งเป็นเรื่องพิเศษมาก คือคุณสมบัติและผลงานภาพถ่ายที่ผ่านมาต้องได้มาตรฐานและไม่เคยทำผิดกฎ ไม่ใช่ทุกคนที่เขาจะมาเชิญ มันทำให้ผู้เขียนปลื้มใจมากเลยค่ะ ในที่สุดเราก็เห็นความก้าวหน้าในอาชีพของตัวเองแล้ว
ข่าวร้าย...คือภาพถ่ายตามโจทย์ที่ได้รับ ต้องเสร็จภายในวันที่ 20 กว่าๆของเดือนตุลาคมนี้เท่านั้น...
เอาละสิ...ทั้งงานนิยาย และงานถ่ายภาพ ต้องทำสองอย่างพร้อมกันให้เสร็จ
งานทั้งสองอย่างนั่นก็เป็น passion ของผู้เขียนล่ะค่ะ หากจะนำทางชีวิตให้ไปรอดด้วยความปรารถนาแล้วละก็ ....ก็ต้องเอาให้สุดใช่ไหมคะ เพราะโอกาสดีๆไม่ได้มีมาบ่อย ถ้าทำออกมาดี เขาก็จะหยิบยื่นโอกาสต่อๆไปให้เรา มีแต่เราต้องสู้เท่านั้นใช่ไหม
ฮึบๆ ฮึบๆ....
นิยายเรื่องเก่าก็ยังเขียนไม่จบ ต้องรีบเปิดเรื่องใหม่ แล้วยังไง...คราวนี้สองเรื่องพร้อมกัน
โอ๊ววว ...ชีวิตต้องสู้อีกแล้วสินะ
สู้ๆๆๆๆๆๆๆ
ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
สิงหาคม 29, 2568
อาชีพนักเขียนนิยาย
วันนี้เป็นวันที่ผู้เขียนเริ่มต้นเขียน post ด้วยวิธีการที่แปลกกว่าทุกที และเป็นครั้งแรกที่ทำแบบนี้
คือปกติจะทำภาพที่ตรงกับประเด็นกับสิ่งที่บอกเล่าให้มากที่สุด เป็นอันดับแรก เสร็จแล้วค่อยเขียนค่ะ
แต่วันนี้มันรู้สึกว่าตัวเองอ่อนล้ายังไงชอบกล ไม่ใช่ว่าเขียนไม่ออก ดูแล้วน่าจะเหนื่อยมากกว่าค่ะ
การเป็นนักเขียนนิยายนี่มันเหนื่อยได้ขนาดนี้ คือต้องคิดเยอะมากค่ะ อย่างที่เคยบ่นไปแล้วหลายครั้ง และวันนี้คงไม่บ่นซ้ำ5555 ตอนนี้ เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ ใกล้จบแล้ว กะว่าอีกประมาณ 10 ตอนก็จะม้วนตัวอวสานลงอย่างสวยงาม
หลังจากเขียนมาได้ 1 ปีแล้ว เกิน 1 ปีซะด้วยสิคะ ต้องขอบคุณนักอ่านที่ยังอุตส่าห์อ่านเป็นเพื่อนกันมาเป็นปี ผู้เขียนเห็นนิยายรายตอนที่เป็นนิยายจีน บางเรื่องมี 4,000 กว่าตอน โอ้โห.... ไม่รู้เหมือนกันว่านิยายไทยจะมียาวขนาดนั้นไหม
คนอ่านบางคนอาจตามอ่านมานานแล้วเกิดความผูกพัน 5555 คือเมื่อไหร่เธอจะเขียนจบ ฉันรอ ฮ่าาาา
อยากให้ผูกพันกับทั้งตัวละคร และคนเขียนนะคะ อิอิ ว่าแต่เรื่องใหม่ก็รอต้องเขียนกันต่อไป ตอนนี้เลือกอยู่ในหัวสมองว่าเขียนเรื่องไหนก่อนดี บาง plot นี่รู้สึกว่ายิ่งใหญ่มาก จนเป็น Masterpiece ได้เลย แต่พอมาคิดอีกที เอาไว้ก่อนเหอะ รายละเอียดยังไม่ค่อยจะมีค่ะ ขืนปล่อยเรื่องออกไปต้องมีการเหนื่อยขั้นหนัก เหมือนเรื่อง เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ นี่ละค่ะ คือเรื่องนี้มี plot แค่ การแต่งงานภาคบังคับ
มีแค่นี้จริงๆค่ะ สาบาน
พอแต่งงานแล้วค่อยรักกัน ความใกล้ชิด การช่วยเหลือ การเป็นที่พึ่ง การผ่านอุปสรรคด้วยกัน ต่างๆนานาเหล่านี้จะทำให้คนรักกัน
เหมือนจะง่าย แต่พอลงมือเขียน อ้าว...แกนหลักย่อมจะไม่เป็นเรื่องความรักอย่างเดียวแน่ๆ อันนี้เป็นสไตล์ส่วนตัว แล้วไงต่อ...ต้องสร้างตัวละครใหม่หมด ไม่มีใครในเรื่องนี้ที่เหมือนใครสักคนในชีวิตจริงของผู้เขียนเลยค่ะ
งานงอกล่ะค่ะ งานช้างด้วย...เมื่อต้องสร้างใหม่หมด ก็ต้องใช้ความคิดและการหาข้อมูลอย่างหนัก
แต่โชคดีนะคะ พอเข้ากลางๆเรื่อง ผู้เขียนชักจะรู้สึกว่าตัวละครเหมือนมีจริง เพราะผู้เขียนเริ่มจะเข้าถึงจิตใจเขาได้อย่างน่าประหลาด
พอเขียนใกล้จบก็รู้สึกโล่งอก ผ่านไปอีก 1 ปี กับอีก 1 เรื่อง โธ่---อย่างนี้เมื่อไหร่จะรวยล่ะ ฮ่าาาา คงต้องเขียนงานกันแบบเอาชีวิตเข้าแลกไหมคะ เอาสักปีละ 2 เรื่อง เป็นไง...จะตายไหมเนี่ย หรือต้องเข้าโรงพยาบาล คนอื่นทำได้ แต่เราทำไม่ได้...ก็ไม่ต้องฝืน
นักเขียนหลายคนอายุน้อยกว่าผู้เขียน บอกว่าเขียนนิยายแล้วปวดหลัง ปวดตา ปวดหัว
สรุป ปีหน้าจะเขียนให้ได้ 2 เรื่อง คอยดู...5555 แต่จะปล่อยให้อ่านรายตอนเรื่องเดียวนะคะ อีกเรื่องเก็บไว้เขียนให้จบแล้วจะปล่อยขึ้นให้อ่านค่ะ เพราะว่าไม่อยากกดดันตัวเอง
ลองมาดูกันซิ ว่าจะทำสำเร็จไหม อันนี้ Goal ของปี 2569
ตอนนี้ผู้เขียนค่อนข้างจะกล้าบอกชาวโลกแล้วว่าตัวเองมีอาชีพนักเขียนนิยายค่ะ หลังจากนิยายเรื่องแรกได้รับการต้อนรับพอสมควร รวมๆแล้วก็ประมาณ 40,000 กว่า view แต่รายได้ถือว่าเล็กๆน้อยๆ ค่ะ ยังไม่เพียงพอต่อการมีชีวิตในโลกยุคนี้
1 รายตอนที่ลงไป หากมีคนซื้อเหรียญเพื่ออ่าน ตามเงื่อนไขของแต่ละ Mobile Application ก็มักจะต้องหักเงินบางส่วนเอาไว้ กว่าจะถึงกระเป๋าเงินของนักเขียน ขอบอกเลยว่าเหลือแค่หนึ่งถึงสองบาทค่ะ
ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องเขียนสัก 20 เรื่องแล้วจะปังงงงงเปรี้ยงๆๆๆๆไหม ก็บอกยากค่ะ
อยากจะมีซัก 40 เรื่อง 5555 แต่ว่าผู้เขียนแก่ชรามากแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าจะมีชีวิตอยู่อีกนานแค่ไหน ถ้าอายุสัก 65 จะยังไหวอยู่ไหม (ตอนนี้ยังแค่เลขหลัก 5 อยู่นะคะ) คือกะว่าชีวิตนี้จะเขียนจนกว่าจะตายเลยค่ะ
คือเรื่อง ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว ค่อนข้างได้รับการต้อนรับที่ดี แม้ว่า เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ จะได้รับความนิยมไม่มากเท่า ผู้เขียนก็ไม่เสียใจ ยังไงก็ทำดีที่สุดไปแล้ว
มีคำคมบอกว่า ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ แต่ผลลัพธ์เป็นเรื่องของสวรรค์จะพิจารณา
ผู้เขียนไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมคนจึงชอบบางเรื่องมากกว่า ก็พยายามเดาไปต่างๆนานาค่ะ เอาเป็นว่าตอนนี้สวรรค์พิจารณาแล้วบอกว่า ฉันให้เรื่องแรกเธอปังก่อน เป็นสัญญาณว่าเปิดทางให้เธอเข้าสู่อาชีพนี้ได้ และเธอจงทำต่อไป สัตย์ซื่อต่ออุดมการณ์ของเธอ ว่านิยายเธออ่านแล้วจะได้ความคิดดีๆ ติดไปด้วย
เอาเป็นว่า....เป็นนักเขียนนิยายแล้ว ก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
เหนื่อยหน่อยแต่ก็จะสู้นะคะ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ
เดี๋ยวต้องไปทำภาพมาประกอบอีกละ Bye ค่ะ























