กันยายน 17, 2569

ฝันร้ายในวันฝนตก (ที่ไม่เคยลืม)

 



ช่วงนี้ผู้เขียนเหมือนจะดวงตก(อีกหรือเปล่า) เพราะความเจ็บป่วยเล็กน้อยๆที่มาเป็นชุดทำให้ร่างกายไม่ค่อยคล่องตัวเอาเสียเลยค่ะ

เริ่มตั้งแต่อยู่ดีๆในเช้าวันหนึ่งเพิ่งตื่นนอนใหม่ๆ ยังนอนอยู่บนเตียงแท้ๆ แค่เอื้อมมือไปจับหมอน แต่คงจะเอื้อมสุดแรงไปหน่อย เลยทำให้หลังจากนั้นเหมือนกล้ามเนื้อไหล่จะตึงๆแปลกๆ แล้วพาลเจ็บลงมาถึงแขนและมือขวา  นี่ก็ยังปวดๆมาเป็นสัปดาห์ คือผู้เขียนทำโน่นนี่ทั้งวัน และฝั่งที่เจ็บเป็นด้านถนัดพอดี เรียกได้ว่าไม่มีโอกาสพักแขน หรือมือหรอกค่ะ คือใช้งานปกติ นี่ก็เลยทำให้หายปวดช้ามาก

ถัดมาก็โดนขวดน้ำดื่มที่มีน้ำอยู่เต็มขวดตกใส่เท้า เล่นเอาตอนโดนใหม่ๆปวดจี๊ดจนน้ำตาจะไหล ต่อมาเท้าตรงที่โดนก็ปูดบวมนูนขึ้นมาเป็นลูก  คงเหมือนคนหัวโนอะไรประมาณนั้น โชคดีที่ยังเดินได้ค่อนข้างปกติ แต่จะเจ็บมาก เวลาใส่รองเท้าแบบที่มันมีสายพาดไปบริเวณที่เจ็บพอดีค่ะ 

ถ้ายังเดินได้ปกติเหมือนไม่น่าจะมีอะไร  ทว่าคืนแรกนั่นเล่นเอาเหมือนจับไข้เลยค่ะ คือมันปวดตุบๆ ตลอด  ผู้เขียนเอาครีมเรพาริลที่ใส่ไว้ในตู้เย็นตลอดเวลา  หยิบออกมาทานวดเป็นระยะ  ทำให้ตรงที่ปูดบวมยุบค่อนข้างเร็ว และไม่มีอาการเขียวช้ำ  ถึงวันนี้ผ่านมาเกือบสัปดาห์ก็ยังบวมอยู่นะคะ แต่ค่อยๆลดบวมลงไป และยังเจ็บอยู่ค่ะ

เจ็บแขน เจ็บหัวไหล่ เจ็บมือก็เลยทำให้ใช้คอมพิวเตอร์ได้ไม่นานค่ะ คือขยับเม้าส์ไปได้สักระยะก็จะปวดแล้ว 

อยากจะเล่าเรื่องฝันร้ายในวันฝนตก ก็เลยไม่สะดวก ปวดทั้งแขนทั้งมือ แต่ตอนนี้พอจะพิมพ์ไหวแล้ว เอาเป็นว่ามาเล่าให้ฟังเลยดีกว่าค่ะ

เรื่องของเรื่อง...มันคือ...

ช่วงเวลาหน้าฝนโดยเฉพาะเข้าเดือนกันยายน  จะเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก คนทำงานตามออฟฟิศจะรู้เลยว่าฝนตกเช้าวันจันทร์ กับเย็นวันศุกร์  มันโหดร้ายเหลือค่ะ เพราะรถจะติดมาก

เอาเป็นว่าฝนชอบตกช่วงใกล้เลิกงาน บางทีก็ตกช่วงเช้าตรู่รับอรุณ  ทำให้รถติดช่วงเช้า  ก็โหดพอกัน

เลยรู้สึกว่ามีประสบการณ์ที่อยากเขียนเล่าให้อ่านกัน  ซึ่งผู้เขียนโดนมากับตัวเมื่อหลายปีมาแล้ว  (ตั้งแต่ในยุคที่ยังทำงานบริษัท) 

เอาละค่ะ...เหมือนที่ฝนกำลังตกกระหน่ำใส่ชาวกรุงเทพในช่วงเดือนกันยายนนี้...  ถ้าจะดูในภาพข้างบนจะเห็นว่าเป็นภาพรถจอดอยู่ท่ามกลางน้ำรอระบายในที่แห่งหนึ่ง  ซึ่งผู้เขียนเป็นผู้ประสบภัยเองแหละค่ะ !! 

ซอยนั้นเป็นซอยทางลัดออกไปสู่ถนนใหญ่  ที่เป็นเส้นทางประจำที่ผู้เขียนใช้ขับรถไปทำงาน เท่าที่เคยขับผ่านไปมาอยู่หลายปีแล้ว ก็ไม่เคยเห็นว่าน้ำจะท่วมตรงนั้นสูงจนเกิดเรื่องวุ่นวายกับชีวิต  คืออย่างเก่งก็น่าจะท่วมประมาณ 10-20 เซนติเมตรค่ะ

วันนั้นก็ออกจากบ้านตามปกติ ขับไปในเส้นทางเดิม  พอเข้าเขตน้ำเริ่มท่วม ก็ยังเอ๊ะ...หรือมันจะท่วมแค่นี้ คงจะขับลุยต่อไปไหวหรอกน่า  55555

ไม่รู้ตัวหรอกว่ากำลังคิดผิดถนัด คนมันซวย ก็ช่วยไม่ได้ (ใช่ไหม)

สมัยนั้นไม่มี App ให้คนรู้ว่าตรงไหนน้ำกำลังท่วมแบบ realtime นะคะ ถ้ารู้ก่อนคงจะหนีทันแหละค่ะ

ผู้เขียนก็ขับลุยๆๆไปเรื่อยค่ะ  ยิ่งขับไปไหงน้ำยิ่งลึกหว่า  แต่ว่ามันกลับลำไม่ทันแล้ว ถ้ากลับรถกลางถนนตอนนี้ คันอื่นเขาต้องหยุดรอกันหมด แล้วดูจากสถานการณ์รอบๆ ทุกคนก็มองหน้ากันแบบงงๆ ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาลุยรับชะตากรรมเหมือนๆกัน น้ำก็สูงมากค่ะ

นึกไปถึงรถคันแรกของผู้เขียนที่สมัยนั้นยังเป็นเกียร์ธรรมดา  และเครื่องยนตร์แบบคาร์บูเรเตอร์ เคยขับลุยน้ำสูงประมาณนี้ได้  อย่างเก่งตอนนั้นเครื่องก็ดับค่ะ 5555 แต่ทว่าตอนนั้นมีคนช่วยเข็นมาเข้าโซนแห้งกว่า แล้วรอเวลาสักระยะ  รถก็สามารถสตาร์ทติดใหม่แล้วขับต่อได้ ....เจ๋งเนอะ

มาถึงคันนี้ ที่กำลังสู้กับระดับน้ำสูงเกิน 30 เซนติเมตร เป็นเกียร์ออโต้ เครื่องยนตร์หัวฉีด ....555 ยังไงดีวะเนี่ย ถ้าเกิดดับขึ้นมา ฉันจะต้องทำไงต่อ  น้ำเข้าเครื่องยนตร์แล้วจะเกิดไรขึ้น  3-4-5-6-โอ๊ย คิดไปไกลเลยค่ะ

ผู้เขียนพยายามประคองรถให้อยู่ตรงกลางถนนเข้าไว้ค่ะ เพราะว่าเป็นส่วนที่สูงกว่าขอบถนน สังเกตระดับน้ำของรถที่วิ่งตรงกลางจะเหมือนพอสู้ไหวนะคะ  แถมปิดแอร์ในรถด้วย  นั่นละ...ฮึบๆๆๆ ใจเต้นมาก

จังหวะซวยมาพอดี คือซอยนั้นเป็นอู่รถทัวร์  มีรถบัสขนาดใหญ่กำลังมาเข้าอู่  ขณะที่รถบัสกำลังเคลื่อนตัว จึงทำให้เกิดคลื่นน้ำขนาดใหญ่ซัดออกมา  ซัดตูมเดียวค่ะ จะเหลือไหม...น้ำน่าจะเข้าแล้ว  เสียงเครื่องยนตร์รถผู้เขียนสะอึกและกระตุกเล็กน้อย ก่อนมันจะเงียบสนิท  โอ้วววว ดับแล้วค่าาาา

รถสุดที่รักค่อยๆกลายสภาพเป็นเรือค่ะ  คือน้องลอยแล้วทำท่าจะไปขวางรถคนอื่นอีก  ผู้เขียนควบคุมรถไม่ได้แล้วค่ะ พวงมาลัยไม่ทำงาน แล้วตอนนี้ก็อยากเข้าห้องน้ำซะด้วย5555 รถเริ่มลอยไปลอยมา ผู้เขียนแง้มกระจกก่อนค่ะ คือจะหายใจไม่ออก เพราะปิดแอร์อยู่ จะเปิดกระจกเยอะไม่ได้  น้ำจากคันอื่นจะกระเซ็นเข้ามาในรถอีกต่างหาก โอ๊ย อะไรมันจะแย่ขนาดนี้

ผู้เขียนนั่งตาปรอย ทำหน้าน่าสงสารเข้าไว้  มีรถกระบะใจดีขับสวนมา แล้วมองสบตาผู้เขียน  เขาคงอ่านสถานการณ์ออก  ดูเขาอยากจะลงมาช่วยแน่ๆ แต่ก็ขับผ่านไปค่ะ เฮ้อ...

คนจากอู่รถทัวร์ออกมาช่วยดันรถผู้เขียนให้เข้าข้างทางค่ะ  รถจะได้ไม่ลอยไปขวางคนอื่น แต่ตรงนั้นน้ำก็ยังสูงอยู่ดี  นาทีนั้น...ผู้เขียนคิดว่าอยากจะเข้าห้องน้ำคงต้องปีนออกทางหน้าต่างแน่นอน  เปิดประตูรถไม่ได้ น้ำสูงกว่าประตูรถน่ะสิคะ แล้วนึกภาพตัวเอง ใส่กระโปรงอยู่ แล้วปีนออกมายังไงดี ท่าไหนดี 5555

คิดไปคิดมา จะปีนออกไปเข้าห้องน้ำก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน กระเป๋าก็ต้องรวบไปด้วย จะทิ้งกระจกเปิดอ้าไว้ก็กลัวน้ำกระเซ็นจากรถคันอื่นเข้ามาอีก แถมรถอาจลอยเยื้องออกจากตำแหน่งเดิมตอนที่เราไม่อยู่ในรถ ยิ่งคิดยิ่งกลัว เพราะเคยได้ยินเพื่อนเล่าว่าเจอน้ำท่วมแบบนี้ ถ้าน้ำเข้าไปในห้องโดยสารได้  พวกพรมบุพื้นรถจะแฉะจนเหม็นอับเป็นปีเลย นึกภาพแล้วสยอง สู้ทนไปก่อนดีกว่า

จากนั้นกลั้นการอยากเข้าห้องน้ำไว้ก่อนดีกว่า  นั่งคิดว่าเอาไงต่อดี  ไม่กล้าสตาร์ทรถแน่นอน ด้วยสัญชาตญาณว่ามันเป็นรถหัวฉีด ดูมันซับซ้อน ไฮเทคโนโลยีกว่าเครื่องยนต์รุ่นใช้หัวเทียนแน่  ทีนี้ก็เลยโทรไปหาศูนย์ฯรถค่ะ ถามเขาว่าต้องทำไง...

เขารีบบอกว่าคุณลูกค้าห้ามสตาร์ทรถเด็ดขาด  ไม่งั้นเสื้อสูบพัง เสื้อสูบพังแล้วยุ่งมาก ต้องไปแจ้งขนส่งใหม่ (คงหมายถึงกรมการขนส่งทางบก) ที่เหลือคือ บลา...ๆ..ๆ

ผู้เขียนไม่รู้หรอกค่ะ ว่าเสื้อสูบคือส่วนไหนของรถ เอาเป็นว่าต้องรีบหารถมาลากไปเข้าศูนย์ฯ และห้ามสตาร์ทรถ  

รวบรัดตัดความมาที่กว่าจะได้เบอร์คนที่รับลากรถ  รอรถลากมารับอีก 2 ชั่วโมง...คุณพระช่วย  สองชั่วโมงได้ค่ะ ที่นั่งรอในรถ ลงไปไหนไม่ได้ คือวันนั้นน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง ท่วมไปจนถึงที่ที่รถลากจะมาหาเรา กว่าจะมาถึงผู้เขียนได้ก็ฝ่าน้ำท่วมมาเหมือนกัน 

ระหว่างนั้นก็โทรไปลางานสิคะ  หัวหน้าคะ ลาครึ่งวันค่ะ รถจมน้ำค่าาาา  หัวหน้าบอกวันนี้คนมาสายกันเพียบ เจอน้ำท่วมกันทั่วหน้า

เมื่อรถลากมาถึงตอนประมาณสิบโมง กว่าจะลากไปถึงศูนย์รถก็เกือบเที่ยง5555 ทั้งที่ระยะทางไม่ได้ไกล  ใช้เวลาพอๆกับจากบ้านไปหัวหินเลยค่ะ  

บอกคนขับรถลากว่า ได้โปรดเถอะ ช่วยแวะปั๊มน้ำมันกลางทางหน่อยนะ อยากเข้าห้องน้ำ ฮ่าาา  คือผู้เขียนก็ต้องนั่งในรถตัวเองระหว่างที่รถลากยกช่วงล้อหน้าขึ้นสูงนะคะ  คือระหว่างขับผ่านท้องถนน รถคันอื่นก็มองเข้ามา คงจะคิดในใจกันไปต่างๆนานา  เฮ้อ...ใครมันจะอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้วะ

ถึงศูนย์บริการก็โล่งอก เขายังย้ำว่าลูกค้าไม่ได้สตาร์ทรถใช่ไหม  ใช่ค่ะ...แล้วไงต่อ ต้องซ่อมยังไงคะ (อยากรู้) ใช้เวลาเท่าไหร่  ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ อันนี้ละ....สำคัญสุด  




ศูนย์บริการบอกว่าค่าใช้จ่ายรวมๆแล้วสูงอยู่ แต่พอดีผู้เขียนมีประกันชั้นหนึ่ง ก็เลยเคลมได้ ลดไปได้ครึ่งหนึ่งค่ะ  แต่อีกครึ่งที่ต้องจ่ายก็ไม่เบานะคะ  เหตุการณ์นี้หลายปีมาแล้ว อาจจะเกือบสิบปีที่แล้ว แต่ตอนนั้นก็จ่ายไปน่าจะหลายหมื่น ที่ร้ายพอๆกันคือใช้เวลาซ่อมประมาณ...หนึ่งเดือน...คือ นานนนนมาก

ราคานี้คือยังโชคดีที่...ถ้าเสื้อสูบของรถไม่ได้บิดเบี้ยว คือช่างต้องแกะดูทั้งหมดว่าน้ำเข้าไปถึงระบบไหนบ้าง ระบบไฟฟ้า ระบบแอร์ ระบบนี่นั่นโน่น แต่ถ้าหลังจากจมน้ำมา หรือขณะจมน้ำแล้วมีการสตาร์ทรถละก้อ...เสื้อสูบพังแน่นอนครับผม  ราคานี้ไม่รวมเรื่องเสื้อสูบ5555 

โปรดทราบนะทุกคน  รถจมน้ำอยู่ห้ามสตาร์ทซ้ำเด็ดขาด

ทีนี้ปัญหาเรื่องระหว่างรถที่ต้องขับไปทำงานทุกวัน  ต้องซ่อมเป็นเดือนนั้นก็นับว่าหนักหนาค่ะ  คือแถวบ้านผู้เขียนแทบไม่มีรถประจำทาง (เหมือนจะมี 1-2 สายเท่านั้น) หรือว่าต้องตื่นมาเรียกแท็กซี่ทุกวันทั้งขาไปทำงานและขากลับบ้านก็น่าจะไม่โอเคเลยค่ะ  ยิ่งหน้าฝนแบบนี้แย่งกันเรียกแท๊กซี่โดยเฉพาะขากลับบ้านนั้นแทบจะเป็นไปได้ลำบาก อีกอย่างผู้เขียนก็มักจะต้องอยู่ทำงานจนค่ำมืดเพื่อเลี่ยงรถติด ไหนจะต้องหามื้อเย็นทานนอกบ้านด้วย คิดแล้วก็มาลงเอยที่การเช่ารถมาขับน่าจะคุ้มกว่า อาจแพงกว่าเล็กน้อย แต่ได้รับความคล่องตัวในการใช้ชีวิตมากกว่าแน่นอน

รวมๆ แล้วการต้องจ่ายค่าซ่อมกับค่าเช่ารถก็คงจะราวๆสี่ห้าหมื่นได้มั้ง แต่อย่างว่า...เป็นมนุษย์เงินเดือนมีรายได้อยู่ก็คงจะไม่หนักหนา จ่ายๆไปเหอะ 

ถามทางศูนย์บริการว่าซ่อมอะไร (วะ) ทำไมนานเป็นเดือน เนี่ย...ต้องเดือดร้อนไปเช่ารถอีก มีค่าใช้จ่ายตามมา 

ช่างบอกว่าต้องแกะทุกชิ้นส่วนออกมาตากแดด 5555 เอาจริงดิ  อย่างนั้นเลยค่ะ เสร็จแล้วประกอบกลับเข้าไปใหม่  แค่นั้นยังไม่เสร็จค่ะ ต้อง Overhaul  คือผู้เขียนไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร  ช่างบอกว่าคือการ reset ตั้งค่าเครื่องยนตร์ใหม่หมด คือหลังจากซ่อมเสร็จรถจะนับรอบการใช้งานใหม่ ราวกับเพิ่งประกอบออกจากโรงงาน...ประมาณนั้นเลย  ลูกค้าจะใช้ต่อไปได้อีกหลายปีโดยไม่ต้องห่วงว่าจะมีปัญหารถพังจากเคยรถเคยจมน้ำระดับนี้มาก่อน

ได้ยินดังนั้น ผู้เขียนก็ Wow ในใจค่ะ...จะขนาดนั้นเลยเหรอ คือซ่อมศูนย์ฯ จ่ายแพงแต่ไม่ต้องปวดหัวในภายหลังมันดีอย่างนี้จริงเหรอ 

รถคันนึงก็แพงอยู่นะคะ แล้วมาจมน้ำแบบนี้  ซ่อมแล้วกลับไปเหมือนเดิมได้หายห่วง อย่างนี้ก็เป็นเรื่องดีมากเลยค่ะ ไม่ใช่ว่าซ่อมแล้วขับอีกสักพัก แล้วต้องกลับมาซ่อมเพิ่ม จุกจิก และเสียอารมณ์ จนต้องขายทิ้ง แล้วรถมีประวัติน้ำเข้าเครื่องยนต์ราคาก็ตกสิ อย่างนี้คงไม่ไหวใช่ไหมคะ

ตัดกลับมาปัจจุบันเล็กน้อย (หลังจากผ่านเหตุการณ์มาได้ ประมาณ 10 ปี) ผู้เขียนยังใช้รถคันนี้อยู่ ซึ่งอายุรถน่าจะ 14 ปี แต่รถยังใช้งานได้ดีไม่มีปัญหาค่ะ  จะมีปัญหาก็คือผู้เขียนนี่แหละ.... คือจะเข็ดมากกับหน้าฝน คือ ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ขับรถออกไปในสถานที่ที่ไม่แน่ใจว่าน้ำจะท่วมไหม

สรุปว่าที่ศูนย์บริการบอกนั้นก็เป็นความจริงที่พิสูจน์แล้วค่าาาา  เย้ๆๆๆตบมือๆๆ

อ้อ...แล้วมีเกร็ดหนึ่งที่ช่างเล่าให้ฟังตอนไปรับรถคืน ว่าถ้าเจอน้ำท่วมสูงแบบนี้อีกในอนาคต ให้จอดรถ เปิดฝากระโปรง แล้วถอดท่ออากาศเข้าเครื่องยนต์ออกก่อน (เพื่อบายพาสไม่ให้น้ำถูกดูดเข้าไปในเครื่อง) แล้วค่อยขับรถต่อแบบช้าๆ ไปเข้าศูนย์...ทำงี้ได้ด้วยแฮะ ถ้ารู้ก่อนก็คงดีสิคะ

ระหว่างทางไฟเตือนระบบเครื่องยนต์ (Check Engine) อาจจะขึ้นก็ไม่ต้องตกใจนะคะ เพราะเป็นแค่ระบบแจ้งเตือนว่าค่าที่วัดได้ผิดไปจากปกติ (เนื่องจากท่อไม่ได้ต่ออยู่ในตำแหน่งเดิม) ไม่ได้แปลว่าเครื่องพัง ยังขับต่อไปเข้าศูนย์ได้ตามปกติค่ะ

จำไว้เลยนะคะ...ถ้าเจอน้ำท่วมสูงจนน่าเป็นห่วง ให้จอดรถ ถอดท่ออากาศ แล้วค่อยๆ ขับไปเข้าศูนย์ ดีกว่าเสี่ยงขับลุยแบบที่ผู้เขียนเคยทำมาเยอะเลยค่ะ


ไงก็ขอเอาใจช่วยมนุษย์ออฟฟิศทุกท่าน  ที่ยังต้องเผชิญชีวิตโหดในช่วงหน้าฝนของกรุงเทพมหานคร  เปิดดูข่าวทีไรเห็นตรงนั้นตรงนี้น้ำท่วมสูง  รถราจอดตายเป็นแถวๆแล้วก็นึกถึงเรื่องของตัวเองขึ้นมาทุกทีค่ะ

เอามาเล่ายาวให้ฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์  อย่างน้อยถ้าใครเจอแบบนี้ก็จะได้จัดการชีวิตได้ถูก หรืออย่างน้อยก็รู้ว่าต้องเจอกับอะไรบ้างนะคะ 

สิบปีผ่านไปมาเล่าเหมือนเป็นเรื่องสนุกไปได้  แต่ตอนนั้นก็เครียดละค่ะ 

ขอให้ทุกคนผ่านพ้นหน้าฝนไปได้ด้วยดีนะคะ  สำหรับผู้เขียนก็ภาวนาว่าอย่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกเลยค่ะ  ตอนนี้เป็นมนุษย์เกษียณแล้ว  หากเกิดอีกก็คงจะร้องไห้แน่ ถ้าต้องจ่ายเงินมากขนาดนั้น

ยังไงผู้เขียนก็คงต้องใช้รถคันเดิมต่อไปอีกนานค่ะ  



หวังว่าจะสนุกไปกับสิ่งที่ผู้เขียนเล่านะคะ...แล้วพบกันใหม่ วันนี้เขียนยาวมั่กๆ








สิงหาคม 20, 2569

ความทุกข์มีไว้สอนใจ


 
หลายครั้งที่ตลอดชีวิตคนเราต้องพบเจอสิ่งที่ไม่พึงประสงค์กันทุกคน กว่าจะเติบโตมาจนป่านนี้ มองย้อนหลังกลับไป ก็พบว่าทุกข์ที่เคยเป็นเรื่องใหญ่ กลายเป็นว่ายิ่งเติบโต เราก็ยิ่งมองว่าเรื่องที่เคยผ่านพ้นมาได้ ก็กลายเป็นทุกข์ที่ไม่ได้ใหญ่โตเกินจะรับไหว

ยิ่งดำเนินชีวิตต่อไป ก็เหมือนว่าความทุกข์ที่สดใหม่ หรือเพิ่งเกิด ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ เพียงเพราะมันอยู่ใกล้ตัวนี่เอง 

เดี๋ยวพอมันคล้อยผ่านเราไปอีกครั้ง ความหนักหนาก็จะค่อยจางคลายลงไปเอง เป็นเช่นนี้เสมอใช่ไหม

มองดูไปแล้ว กว่าจะผ่านความทุกข์ไปได้ในแต่ละครั้ง เราก็ต้องทำอะไรหลายอย่าง ตั้งแต่หยุดคิด หยุดใคร่ครวญ ว่าทำไมมันจึงเกิดแบบนั้น-แบบนี้  แล้วทำยังไงจะไม่ต้องเจอแบบนี้อีก

นั่นแหละค่ะ เรียกว่าความทุกข์มักจะสอนอะไรเราทุกครั้ง

ผู้เขียนรู้สึกว่าความทุกข์ได้ "ให้" อะไรมากกว่า ความสุขด้วยซ้ำไป

ความสุขทำให้เราเบิกบาน ใจฟูฟ่อง แล้วมันก็โบกบินจากเราไปในที่สุดไม่ต่างกัน

แล้วเราก็ได้แต่กลับมานั่งรอ...ให้ความสุขมันพัดผ่านกลับมาอีก

ชีวิตหลังเกษียณของผู้เขียนล้มลุกคลุกคลาน ในที่สุดแล้วก็เหมือนจะไม่ได้เข้าไปใกล้เป้าหมายเสียที 

บ่อยครั้งก็นั่งปลอบใจตัวเองไปวันๆ ว่าไม่ต้องถึงเป้าหมายก็คงไม่เป็นไรหรอก เป้าหมายเราเป็นคนกำหนดเอง จะเขียนใหม่ให้มันเป็นยังไงก็ได้ตามใจเรา แค่มองเป้าหมายไว้พอเป็นเข็มทิศก็พอ ไม่ต้องวิ่งจ้ำไล่ตามเหมือนเมื่อตอนอายุยังน้อยๆก็ได้

แต่ละช่วงวัยเราก็ได้ทำหน้าที่เต็มที่มาหมดแล้ว  ตอนนี้เป็นช่วงท้ายของชีวิต หน้าที่ของเราคงมีแค่มีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความหมาย 

เป้าหมายทางการเงินเป็นอะไรที่ทำให้เครียดมากที่สุดค่ะ

สมัยยังทำงานรู้สึกมีความมั่นคงในชีวิตมากๆ ก็แน่ล่ะ ที่เรามีรายได้แน่นอนทุกเดือน มีอนาคต แต่ก็หาเวลาทำในสิ่งที่อยากทำไม่ได้   แถมสุขภาพถูกบั่นทอน

พอมาตอนนี้เป็นเหมือนพวกหาเดือนชนเดือน วันชนวัน เริ่มจะชินแล้วล่ะค่ะ แต่ก็อยากให้มัน stable กว่านี้อีกสักหน่อยคงดี 

ค่อนข้างจะมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ มีอิสระเต็มที่ แต่ก็อดจะกลัวอนาคตไม่ได้ค่ะ

ความทุกข์ที่ผ่านๆมาสอนอะไรเอาไว้หลายอย่าง โดยเฉพาะ "อย่าประมาท" 

กระนั้นคนเราก็คงจะมีแผนสำรองไว้รองรับไม่ได้ทุกอย่างไปหรอกค่ะ  ยิ่งตอนนี้ทรัพยากรน้อยลงไป คิดอยากจะทำอะไรก็ค่อนข้างติดขัด  เลยได้แต่แอบกังวลโน่นนี่ไปเรื่อยตามประสา

สุดท้ายก็ลงเอยแค่ว่า  ทำให้ดีที่สุด อะไรไหวไม่ไหวก็ช่างมันแล้วค่ะ  สุดความสามารถแล้วก็จบ เพราะมันได้แค่นี้จริงๆ  ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ก็ต้องหาทางอยู่ให้ได้ค่ะ

ชีวิตคุณผู้อ่านเป็นยังไงกันบ้างคะ 555 ถามไปอย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะมีใครอยากพูดอะไรบ้างไหม เพราะไม่เคยมีใครเขียนความเห็นส่งเสียงกันมาบ้างเลย ผู้เขียนเหมือนจะบ่นอะไรอยู่คนเดียวมาตลอดหลายปี

วันนี้เขียนเหมือนจะออกโทนหม่นๆตามฟ้าฝน ท้องฟ้าแดดไม่ค่อยมี ทำให้รู้สึกเหนื่อยหรือไม่นะเรา

พูดเรื่องทุกข์มายาวเหยียด มีอีกเรื่องที่ทุกข์กำลังสอนอยู่ตอนนี้เหมือนกันค่ะ...

ตั้งใจไว้ว่าปีนี้จะเขียนนิยายพร้อมกันสองเรื่อง ก็ยังไม่ได้เริ่มเลยค่ะ แต่โครงเรื่องก็พัฒนาไปได้ไกลแล้ว อาจจะใกล้เวลาได้เริ่มตอนที่ 1 ซะที

ความอยากเขียนยังมี แต่ก็ติดต้องไปทำมาหากินค่ะ หวังว่าคงจะเข้าใจเพราะงานเขียนใช้ร่างกายและหัวใจล้วนๆ นี่สุดท้ายเราก็ต้องแคร์ว่าทำอะไรแล้วพอจะมีกินบ้าง 

เลิกคิดไปแล้ว หรือเลิกตั้งคำถามไปแล้วว่าทำไมบางคนเขาบอกว่าเขียนนิยายแล้วรวยอย่างนั้นอย่างนี้

เพราะว่าคงไม่ได้เกิดกับคนอย่างเรา หรือแนวนิยายที่เราเขียน

เอาเป็นว่าถ้ารักจะทำก็ทำต่อไปค่ะ ก็ทำได้แค่นี้ ดีที่สุดที่ทำได้แล้ว...นี่ก็คงเป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ทุกข์สอนไว้เหมือนกัน คือทำเต็มที่แล้วปล่อยวางที่เหลือ

เฮ้อ...(ถอนใจดังไปไหม)


ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ เจอกันใหม่ Post หน้าค่ะ



สิงหาคม 13, 2569

มายาทางความคิด

 


หลายวันก่อนมีเพื่อนโทรมาปรีกษาว่าจะตัดสินใจยังไงดี กับการทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกเครียดจนอยากจะลาออก  แต่ก็ไม่กล้าลาออก...เพราะกลัวเรื่องปัญหาทางรายได้ที่จะขาดหายไป

หนึ่งเดือนต่อมาเขาโทรมาใหม่ คราวนี้บอกว่ายื่นจดหมายลาออกไปแล้ว และจะมีผลในอีกหนึ่ง-สองเดือนข้างหน้า หลังจากลาออกแล้วเขาจะไปบวชเพื่อตั้งสติสักเดือนนึง

ฉันมานั่งคิดว่าการทำงานในที่ใดที่หนึ่งมันทำให้คนเราเป็นทุกข์ได้ซะขนาดนั้น...ก็ลาออกเหอะ

ลืมบอกไปว่าเรื่องความเครียดที่เพื่อนบอกนั้น  มีเรื่องเล่ามากมายที่อธิบายได้ว่ามันไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบที่เกิดขึ้น แล้วก็หายไป แต่เป็นความเครียดแบบสะสมต่อเนื่อง  เขาเล่าว่าบางทีนอนไม่หลับติดกันหลายคืน สุขภาพแย่ ทางกายและใจ...ถูกโทรตามงานแทบจะทั้งวันทั้งคืน ไม่เว้นวันหยุด สั่งงานมาทาง Line และทางโทรศัพท์ สั่งแล้วเปลี่ยนใจ แล้วสั่งใหม่ เป็นแบบนี้มาตลอดที่ทำงานที่นั่น 

คนส่วนมากก็คงกังวลเรื่องรายได้แทบทั้งนั้นแหละค่ะ ถึงต้องทนอยู่ให้ได้  ความอดทนของแต่ละคนก็ต่างกัน และระดับที่ร่างกายของแต่ละคนจะทนได้ ก็ต่างกันไปด้วย

ผู้เขียนบอกก่อนเลยว่า  ความอดทนทางกาย กับความอดทนทางใจ มันต่างกันนะคะ บางทีเรานึกว่าตัวเองไหว แต่ร่างกายไม่ไหว  ส่งสัญญานให้หยุดพักเท่าไหร่ เราก็หลงลืมไป มองเห็นแต่เรื่องนอกตัวต่างๆนานา

เอาเข้าจริงไม่มีใครอยากสลบคาโต๊ะ หรือขับรถแล้วหลับใน เพราะทำงานหนัก หรือเครียดจนเกินไป เพราะตื่นขึ้นมาจากการสลบ อาจพบตัวเองนอนอยู่โรงพยาบาล หรือขับรถแล้วหลับใน อาจเกิดอุบัติเหตุ  คราวนี้คนข้างหลังจะทำยังไงกันต่อไป เดือดร้อนต้องมารับบทดูแลกันไปอีก

แต่บริษัท เขาก็ต้องหาคนมาทำงานแทนเราจนได้  เป็นความจริงที่ว่า...บริษัทต้องอยู่ต่อไป แต่คนอย่างเราๆ พ่อแม่จะหาใครมาแทนเราคงไม่มี หรือถ้าเราเป็นพ่อแม่คน ลูกเราจะหาใครมาแทนเราได้

ผู้เขียนเองก็เคยฟังมายาทางความคิดของตัวเองมาก่อนค่ะ

ตอนช่วงก่อนมีเหตุ Early Retire ผู้เขียนก็เครียดจนอยากลาออกจะแย่  ช่วงนั้นดิ้นรนหางานใหม่ พอเหมือนจะได้งาน ก็กลับกลัวอีกว่าที่ทำงานใหม่จะงานหนักกว่าเดิมไหม หรือที่คิดว่าตอนนี้ที่มันแย่  ไปที่ใหม่ช่วงปรับตัวจะแย่กว่าเก่าไหม(วะ) สรุปเลยไม่ได้ลาออกซะงั้น  แต่ก็ทำงานต่อไป ด้วยความอดทน5555...และสิ้นหวัง ว่าเราต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปจนอายุ 60 เลยเหรอเนี่ย

คือพนักงานทั่วไปเขาดีใจวันเงินเดือนออก วันจ่ายโบนัส วันขึ้นเงินเดือน แต่ผู้เขียนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงานเหล่านี้ ตั้งแต่ประมวลผลคะแนนการทำงานของคนทั้งบริษัท ทำงบประมาณ ทำ Policy ว่าจะขึ้นเท่าไหร่ และอย่างไร โอ๊ย...สารพัดทุกสิ่งอย่างค่ะ

ผู้เขียนจะเครียดตั้งแต่ประชุมทีมตั้ง Timeline การทำงานว่าจะต้องทำข้อมูลอะไรยังไง ส่งถึงเบื้องบน และทุกหน่วยงานวันไหนเมื่อใด รอรับข้อมูลกลับมาแล้วต้อง screen ข้อมูล+ตรวจสอบอีก กลับบ้านก็จะนอนไม่หลับ  เพราะกว่าผู้บริหารระดับสูงจะตัดสินใจบอกตัวเลขมา ก็จวนตัวทุกครั้ง ทำแทบจะไม่ทัน ถ้าจะให้ทันก็ต้องนอนค้างบริษัท แถมเราจะไปบอกให้ช่วยประชุมกันเร็วๆก็ไม่ได้อีก555

เครียดค่ะ  กลัวว่าจะทำจ่ายไม่ทัน  กลัวว่าจะทำจ่ายผิดพลาด แม้มันไม่เคยพลาดเลยตลอดชีวิตการทำงาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเรื่องตัวเลขนี่มันจะพลาดกันไม่ได้สักวัน ก็กลัวแบบจับใจ  นอนไม่หลับ มันหลอนอยู่ในความคิด  แล้วเรื่องขึ้นเงินเดือน จ่ายโบนัสมันก็มีทุกปี  ปีละสองครั้ง สามครั้ง ไม่นับงานด้านอื่นที่ต้องดูแลด้วยอีก ไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียว 

เมื่อผ่านจุดเหล่านั้นมาแล้ว คือพอต้อง Early retire ออกมาโดยไม่ได้วางแผน ก็มองย้อนกลับไปค่ะ

เรานี่มันคงยึดมั่นกับความสำเร็จอยู่พอตัว  คือไม่ยอมพลาด (แต่มันก็พลาดไม่ได้ค่ะ เรื่องเงินๆของพนักงาน) ถึงต้องใช้พลังงานมหาศาลเพื่อเอาชนะอุปสรรคทุกอย่างให้จงได้

ดีที่รอดชีวิตมาได้...ถึงตอนนี้ 

บอกเพื่อนไปว่า บ่อยครั้งเราก็กลัวจนเกินไป ไม่กล้าตัดสินใจ  ทั้งที่สัญญานทางร่างกายเริ่มไม่ดีแล้ว และอายุเราก็มากขึ้นกว่าตอนเรียนจบมาใหม่ๆ แบกรับอะไรมามากมายตลอดเวลาอันยาวนาน  ออกมาตั้งต้นชีวิตใหม่ก็ยังดีกว่าสลบคาโต๊ะ...

ปล่อยให้คนที่ไหวเขาทำไปเถอะค่ะ  ยังไงบริษัทก็หาคนมาแทนเราได้อยู่แล้ว  

เหมือนการ  Early retire จะผลักผู้เขียนให้ออกมาจากวงจรแห่งความเหนื่อยได้ถูกจังหวะค่ะ แม้จะงงๆเล็กน้อย แต่ไม่เคยเสียน้ำตาสักหยด  ไม่เคยเสียใจที่ต้องออกมา(ซะที)

แม้วันนี้ชีวิตจะดูเคว้งๆยังไงพิกล เหมือนเรือที่มองหาฝั่ง ผ่านมาหลายปี...ก็พอจะมองเห็นฝั่งล่ะค่ะ แต่มันยังดูไกลๆ ซึ่งก็ยังดีกว่าช่วงแรกๆ ที่คิดว่าตัวเองเหมือนตัวละครในหนังเรื่อง Cast Away ที่ติดเกาะร้าง คือไม่มีอะไรเลย...ทุกอย่างต้องหาเอง สร้างเอง

มีบันทึกส่วนตัวที่ผู้เขียนเคยเขียนระบายความรู้สึกในช่วงที่เครียดงานอยู่ชิ้นหนึ่ง  กลับไปอ่านทีไรก็รู้สึก...โห...เรารู้สึกแย่ขนาดนั้นเลยนะเนี่ย

มายาทางความคิด...ต้องสำเร็จ ต้อง Perfect สิ่งเหล่านี้ทำให้มีความทุกข์  สุดท้ายพอออกจากงานมา เขาก็หาคนใหม่มาทำแทนได้  ทำดีหรือไม่ดีกว่าเรา ก็ไม่ใช่เรื่องของเราอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ  ผู้เขียนก็ทำอย่างสุดความสามารถแล้วสำหรับตอนที่ยังอยู่ในความรับผิดชอบ

เพียงเท่านี้ก็พอใจแล้ว  สุดแล้วจริงๆ 

ดีใจที่เพื่อนตัดสินใจด้วยตัวเขาเองได้ค่ะ ขอแอบอนุโมทนาด้วยที่เขาจะไปบวช  เชื่อว่าหลังจากสึกออกมาเขาคงจะคิดอะไรออกได้อีกเยอะค่ะ 

โลกนี้มันกว้างใหญ่ และทุกวันนี้ก็เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ปัญหาของโลกก็ยังวนๆอยู่เรื่องเดิมๆ เพราะมนุษย์นี่ล่ะค่ะ 5555 ในเมื่อปัญหาไม่มีวันหมด แต่ความรู้สึกที่มีต่อปัญหา...กลับเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นในแต่ละยุคสมัย หรือห้วงเวลา  

ทั้งหมดนี่มันก็เหมือนเรื่องมายาทางความคิด ทุกข์ที่แท้จริง หรือสุขที่แท้จริง มันก็คงไม่มีน่ะสิเนี่ย 

อนิจจังไม่เที่ยง...เฮ้อ


ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ



สิงหาคม 06, 2569

กลับสู่ตัวตน

 


ว่ากันว่ายิ่งพอแก่ตัวลง คนเราจะชอบพูดเรื่องเก่าๆ หรือเรื่องอดีตนั่นละค่ะ

ผู้เขียนก็มักได้ยินประโยคทำนองนี้มาเหมือนกัน ได้ยินมานานตั้งแต่โลกนี้ยังไม่มีอินเตอร์เนต ยังไม่มีโลกแห่งการยัดเยียด content ให้กับชาวโลกมากเท่าตอนนี้มาก่อนเลยจริงๆ

โลกสมัยผู้เขียนยังเรียนหนังสือ ดูราวกับเป็นโลกที่มีแต่ความสงบขึ้นมาเสียอย่างนั้น อาจเป็นเพราะการสื่อสารไม่ได้ฉับพลันว่องไว การจะรับรู้เรื่องอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องดี-เรื่องร้าย ดูมันจะรับรู้แบบ delay ไปพอสมควร

ข่าวสารที่ว่าเร็วสุดขีดในยุคนั้น ก็คือ "โทรเลข" คือจะส่งข้อความหาใครสักคนไปยังอีกสถานที่ หรือต่างจังหวัด ก็ต้องไปที่สำนักงานไปรษณีย์ที่ใกล้บ้าน แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ว่าจะมาส่งโทรเลข 

จดหมายโทรเลขผู้เขียนจำได้ลางๆว่ามาในซองขนาดเล็ก ข้างในมีกระดาษที่คล้ายๆจะพิมพ์ข้อความมาด้วยพิมพ์ดีด เป็นข้อความสั้นๆแต่ได้ใจความ  มากกว่าจะเป็นจดหมายพรรณาอะไรยาวยืด 

โทรเลขที่ผู้เขียนจำได้จนถึงทุกวันนี้เกี่ยวกับเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่ต่างจังหวัด  พี่สาวของเพื่อนส่งโทรเลขมาบอกผู้เขียนว่าเพื่อนคนนี้เสียชีวิตแล้ว  ทำเอาผู้เขียนกลับเพื่อนอีกคน (เป็นเพื่อนในกลุ่มแก๊งค์เดียวกัน)ร้องห่มร้องไห้กันอยู่หลายวัน

ฮ่าาาาา ขำค่ะ  คงจะสงสัยล่ะสิว่าเพื่อนเสียชีวิต ทำไมถึงขำ (หลังจากร้องไห้กันไปและหายเศร้าไปแล้ว)

ต่อมาจากนั้นประมาณเดือนหรือสองเดือนจำไม่ได้ มารู้ภายหลังว่าเพื่อนคนนั้นยังไม่ตาย แค่เขาส่งโทรเลขมาแบบนั้นเฉยๆ ซึ่งจนถึงวันนี้ผู้เขียนกับเพื่อนที่ร้องไห้ด้วยกัน ก็ยังไม่รู้ว่าเขาแบบนั้นทำไม เพราะว่าพอมาเจอเพื่อนหลังจากเหตุการณ์นั้นแล้วก็คงจะไปต่อว่าเพื่อนเสียยกใหญ่  ตอนนี้จำไม่ได้ซะแล้วว่าเรื่องราวเป็นยังไงแน่

เหลือแค่ความทรงจำเกี่ยวกับโทรเลขบอกว่ามันตายเท่านี้ล่ะค่ะ  ขอเรียกมัน เพราะว่าเล่นอะไรไม่รู้ แบบนี้ไม่สนุกหรอกค่ะ5555

ทีนี้หลังจากนั้นพวกเราก็ค่อยๆห่างหายกันไปตามประสาชีวิตที่ต้องพัดพา  ผู้เขียนไม่ได้เจอเพื่อนคนนั้นอีกเลย  ถ้าเป็นยุคนี้คงไปตามหากันใน Facebook ก็อาจจะพอเจอ แต่ผู้เขียนก็จำเขาได้แค่ชื่อเล่น คงจะตามกันไม่ได้แล้วล่ะค่ะ

เมื่อข่าวสารพัดพา+ถาโถมเข้าใส่คนเราไม่ยั้งอย่างทุกวันนี้ ผู้เขียนจึงว่าคนเราอยู่ยากขึ้นกว่าสมัยก่อน เวลามีเหตุการณ์ร้ายๆเกิดขึ้นกับสังคม ก็มักจะถูกขยายข่าวให้มีแง่มุมหลากหลาย ไหนจะพวกความเห็นต่างนานาจากผู้คนในโลกโซเชียล  กลายเป็นว่าทำให้สังคมค่อนข้างจะเครียด เพราะถูกกระตุ้นให้ต้อง "รู้สึก" อยู่ตลอดเวลา

ไหนจะการหลอกลวงออนไลน์จะมาด้วยเทคนิคใหม่ๆ  ไหนจะข่าวสารทางการตลาดที่มาในรูปแบบเนียนๆที่ทำให้เราอยากซื้อของ  อยากได้นั่นนี่โดยไม่รู้ตัว ทั้งหมดนี่ก็ปลุกเร้าให้เราวิ่งออกไปจากจุดที่เรายืน

ยี่สิบสี่ชั่วโมงที่เราใช้ชีวิต...มีแค่ช่วงนอนหลับหรือเปล่า ที่เราหยุดการรับสารจากภายนอก 

เดี๋ยวนี้มีคำใหม่ คือคำว่า digital detox 

คือการล้างพิษตัวเองจากข่าวสารที่มาทางโทรศัพท์มือถือ ทางโลกออนไลน์  คือน่าสนใจดีนะคะ...ลองทำดูแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตสงบดีเหมือนกัน

พอนั่งเงียบๆซะบ้าง หยุดการดูจอ ไม่ว่าจะจอโทรศัพท์มือถือ หรือจอคอมพิวเตอร์ 

ทีนี้จะให้นั่งเฉยๆไม่ทำอะไรเลยผู้เขียนก็ทำไม่ได้หรอกค่ะ5555  

ช่วงนี้เลยหยิบพวกอุปกรณ์ปักผ้า กับพวกไหมพรม และเข็มโครเชท์มานั่งถักไหมพรมไปเรื่อยๆ ลายอะไรก็ได้ที่มันซ้ำๆกันค่ะ  จะได้ไม่ต้องคิด หยุดตรรกะทุกอย่างชั่วคราว ถือว่าพักสมอง

ปรากฏว่าได้ผลดีนะคะ  นี่แสดงว่าสมองคนเราสามารถโปรแกรมได้เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์

โลกเราทุกวันนี้อาจไม่ได้โหดร้ายกว่าแต่ก่อน แต่เป็นเพราะขอบเขตการรับรู้ถูกทำให้เร็วขึ้นด้วยอำนาจของเทคโนโลยี

โลกก็ยังเหมือนเดิม แต่สมัยก่อนเราแค่รู้บ้าง-ไม่รู้บ้าง

บางทีการหยุดพักใจด้วยการกลับเข้าสู่ตัวตนของเราเองก็ดีนะคะ ถึงยังไงเราก็ไม่มีทางจะหนีข่าวสารพ้นหรอกค่ะ  เดี๋ยวสักพักพอเรามีแรงก็ค่อยกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้

วันนี้มาเล่าเรื่องโทรเลขของเพื่อนให้ฟังไว้ขำๆ

แต่ตอนนั้นก็ขำไม่ออกหรอกค่ะ  นึกว่าเพื่อนมันตายจริง

แถมในโทรเลขก็ไม่ได้บอกว่าเป็นอะไรตาย  ด้วยความต้องสั้นกระชับประสาโทรเลขไงคะ  จะเหมือนสมัยนี้ได้ยังไง ที่มีทั้ง Chat มีทั้ง Social Media 

เอาเป็นว่าขอกลับไปถักไหมพรมต่อ

แล้วนี้ก็ว่าจะไปหาผ้ามานั่งปักแก้เครียดด้วยค่ะ...5555



ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ  พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ




กรกฎาคม 30, 2569

ความปกติ คือความสุข

 


ช่วงนี้อยู่ๆผู้เขียนก็เกิดปวดหัวไหล่ข้างขวาขึ้นมา บางทีก็ปวดระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ถึงนิ้วกลางมือขวา ทำให้ใช้งานเม้าส์คอมพิวเตอร์ไม่ค่อยสะดวก คือพอใช้ไปสักพักก็จะรู้สึกปวด เลยต้องหยุดทำงานเป็นช่วงๆ ค่ะ กลายเป็นว่าวันหนึ่งๆเหมือนแทบจะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

รูปที่เอามาแปะข้างบนก็เป็นงานวาดของผู้เขียนที่วาดเล่นๆเอาไว้เมื่อวาน แล้วเอามาสงสีวันนี้ค่ะ คือมาลองหัดใช้โปรแกรม Clip Studio สำหรับวาดบน iPad หมายว่าใช้มือจับดินสอ apple pencil แทนใช้เม้าส์อาจจะทำให้ปวดมือน้อยลง

แรงบันดาลใจของภาพสาวน้อยตาโตข้างบนคือแนวการ์ตูนญี่ปุ่นผู้หญิงสมัยผู้เขียนยังเด็กนั่นเองค่ะ สมัยนั้นเค้าฮิตผู้หญิงตาเท่าไข่ห่านกัน  ในตาเจ้าหล่อนจะมีประกายวิบวับ พริบพราย ส่งแสงแวววาว แต่รูปนี้ก็ไม่ได้จะขนาดนั้นหรอกค่ะ ฝีมือผู้เขียนยังไม่โปร แถมยังงงอยู่กับโปรแกรม Clip Studio อยู่ด้วย ก็วาดได้เท่านี้ละค่ะ

ต้องบอกก่อนว่าส่วนที่ผู้เขียนวาดเองคือตัว Character หลักของภาพ หมายถึงสาวน้อยผมทอง แต่ว่าฉากหลังนั้นไม่ได้วาดเองนะคะ เอาภาพอื่นมาแปะแทนไว้ให้มันไม่โล่งเกินไปค่ะ ส่วนดอกไม้ด้านล่างที่ไม่ได้ลงสีก็เอามาแปะจากในโปรแกรมที่เขามีของเล่น ของตกแต่งเอาไว้ให้ใช้ฟรี  ไม่งั้นต้องวาดหมดทุกอย่างก็คงลำบากค่ะ  อย่างผู้เขียนวาดดอกไม้ไม่สวย วาดฉากก็ไม่เป็นค่ะ 

หลังจากวาดและระบายสีเสร็จก็นั่งมองงานตัวเองสักพัก  รู้สึกว่าเส้นขอบภาพจะหนาและแข็งไปสักหน่อย เหมือนพวกภาพวาดระบายสีทั่วๆไป ที่จริงเส้นควรต้องบางกว่านี้ แถมลงสีผิวหน้าก็ออกชมพูไปทั้งหน้า ดูออกมาแบนๆยังไงชอบกล  คือไม่แม่นเรื่องแสงเงาเท่าไหร่ เลยไม่กล้าลงเงา กลัวหน้าน้องจะดำ555

แต่ว่าจะให้แก้ ก็คงจะต้องใส่สีคู่ตรงข้ามลงไปบ้างกระมัง ไม่ให้มันดู monotone เหมือนในภาพ  คงไปฝึกต่ออีกเยอะค่ะ อันนี้วาดเล่นเพราะคิดถึงเรื่องราวเก่าๆตอนยังเด็ก  วาดไปเรื่อยไม่ได้คาดหวังอะไร  มันคงจะคาดหวังอะไรไม่ได้แล้ว อยากจะวาดให้สวยดั่งใจคิดก็คงต้องปลงค่ะ  เพราะว่าพอวาดเสร็จไม่แค่ปวดตา  ยังปวดคอและปวดหลังหน่อยๆด้วย คือต้องจ้องจอไอแพดอยู่เป็นชั่วโมง กว่าจะวาดเสร็จ ความแก่ทำให้เราไม่ถึกเหมือนเดิมน่ะสิคะ

อยากจะวาดให้เก่งกว่านี้ สวยกว่านี้...แต่พอเหอะ5555 ต้องไปทำมาหากินต่อน่ะสิคะ

ผู้เขียนกำลังนึกถึงวันเวลาในชีวิต ที่ไม่มีโอกาสได้อยู่บนเส้นทางการวาดภาพ ซึ่งที่จริงมันอาจจะดีก็ได้ เพราะเป็นนักวาดภาพในสมัยก่อนนั้น...ยิ่งกว่ากินเกลือแน่  และทางบ้านไม่สนับสนุนใดๆทั้งสิ้น  ขีดเส้นให้ผู้เขียนเดินเข้าสู่คณะอะไรก็ได้ในมหาวิทยาลัย ที่ไม่ใช่...ศิลปะ

ชีวิตเดินทางมาไกลโข บนเส้นทางสายมนุษย์เงินเดือน

แม้ว่าจะเกษียณก่อนวัยไปสักนิด แต่ต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง กลายเป็นว่าจะมานั่งวาดรูปจริงจังก็ไม่คงไม่รอดอีกอย่างเดิม  ฝีมือผู้เขียนแค่วาดให้ตัวเองพอใจ จะไปเทียบกับคนที่เขามีโอกาสได้เรียนมาทางสายนี้ไม่ได้แน่นอน

ลึกๆก็ยังฝันจะวาดให้ได้สวยกว่านี้

พอคิดอีกที   ก็ไม่อยากจะฝันอะไรไปให้มากค่ะ  ยิ่งฝันก็ยิ่งต้องไล่ล่าให้ได้มา ไม่ว่ายามหลับ-ยามตื่น รู้สึกว่าเหนื่อย กระหืดกระหอบกับการต้องพยายามอยู่ตลอด  ตกลงว่าความสุขมันรออยู่ตรงปลายทาง ตรงที่สำเร็จดั่งฝันใช่ไหม...

ที่จริงได้ตื่นขึ้นมาทุกวัน เห็นแสงแดด รับรู้ถึงสายลม หูได้ยินเสียงนกร้อง มีข้าวกิน มีกาแฟปรุงสำเร็จกินก็ยังดีกว่าไม่มี  มีน้ำ มีไฟฟ้า มีอินเตอร์เนตให้ใช้ทำงาน ร้อนก็เปิดพัดลมได้ อยากจะไปไหนก็ยังมีรถเก่าๆที่ยังใช้งานได้ดีไว้ขับไปทำธุระโน่นนี่บ้าง

แล้วแค่นี้ไม่เรียกความสุขงั้นหรือ ความปกติของชีวิตนี่ไง คือความสุขแล้วล่ะค่ะ

ไม่ต้องไปมองหาให้ไกลตัว หรือหวังในสิ่งที่เราไม่มี 

ตอนนี้แค่สุขภาพปกติ คนรอบข้างก็อยู่กันปกติ ไม่มีใครเจ็บป่วย  เหมือนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา ทว่า...วันใดหากมีอะไรไม่เหมือนเดิม  คงจะไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นใช่ไหมคะ

แล้วจะคิดถึงวันที่ชีวิตเราเดินไปอย่างปกติ วันที่อะไรมันเดินไปซ้ำเดิม ไม่ได้น่าตื่นเต้น...แต่ช่างเป็นวันที่มีค่า

มาเข้าใจคำว่า "ปกติสุข" ก็วันนี้แหละค่ะ บางทีเหมือนเป็นคำที่เราพูดกันติดปาก ไม่ได้คิดถึงความหมายอันลึกซึ้ง ที่จริงมันเต็มไปด้วยสัจธรรมในคำนี้


ขอจบแบบห้วนไปนิด เพราะได้เวลาที่ควรเข้านอนล่ะค่ะ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ


 

กรกฎาคม 16, 2569

ไปให้ถึงฝัน : Dare to Dream

 


ไม่ว่าอายุจะไปไกลถึงเลข 5 นำหน้าและอีกไม่กี่ปีก็ต้องผ่านไปเป็นเลข 6 ก็ไม่ทำให้คนอย่างผู้เขียนหมดฝันไปได้

ความฝันคงเป็นของมนุษย์ทุกคน เป็นวาทกรรมสวยๆแทนคำว่า "อยากได้ อยากมี อยากเป็น" หรือภาษาธรรมะ อาจเรียกได้ว่ากิเลส

ไม่อยากพูดไกลไปถึงเรื่องศาสนา แต่ก็อดจะเสริมไม่ได้ว่า  ไม่ใช่แค่ "อยากได้ อยากมี อยากเป็น" แต่มันก็มี "ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น" รวมอยู่ด้วยเป็นของคู่

ผู้เขียนพูดเสมอว่าชีวิตมีการวาดภาพเป็นแสงนำทาง หรือตอนนี้ขอเรียกใหม่ว่า  visual arts ทั้งหลายแหล่ ดังนั้นคำว่า Inspired by art ที่เกิดขึ้นมาเป็นชื่อ Blog นั้นถือเป็นแสงแรกที่ต้องการจะทำในสิ่งที่อยากทำค่ะ

คำว่า Inspired by art มาเป็นจุดเริ่มก่อนจะมี Blog ซะอีก คือช่วงแรกของการมีอินเตอร์เนตในประเทศไทยตอนนั้นก็ยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า Blog และยังไม่มี Google อุบัติในโลก (ยุคแรกมี Netscape+Yahoo)

พวก website ยุคแรกเริ่มไม่รู้มีใครจำได้บ้าง ว่ามี website ชื่อ Geocities.com ซึ่งเปิดให้ใครก็ได้มาสร้าง Website ฟรี ผู้เขียนก็ชอบเล่นสนุกเลยสร้าง web อยู่หลาย web ค่ะ มีทั้งสร้างให้เพื่อนและตัวเอง ก็งมพวกภาษา html อยู่พักใหญ่ สนุกดีค่ะ  ชอบของแปลกอยู่แล้ว ก็เลยพอจะมีความรู้เรื่อง Domain name เรื่องภาษา html กับเรื่องต่างๆนานาเกี่ยวกับการจะมี web เป็นของตัวเอง

ชื่อ Inspired by art เคยใช้ตอนหัดขายของออนไลน์ยุคแรกๆ คือสร้างเป็นร้านขายโปสเตอร์ภาพ Fine Art ค่ะ พวกภาพ Fine Art ที่ฝรั่งเขาพิมพ์เป็นโปสเตอร์กระดาษอย่างดี ตอนนั้นชื่อ Allposters.com ซึ่งเคยปิดกิจการไปช่วงหนึ่ง ปัจจุบันเข้าไปลอง search ดูปรากฏว่ากลับมาเปิดกิจการอีกละค่ะ แต่ตอนนั้น (ประมาณ ปี 2540-2550) ผู้เขียนก็ขายโปสเตอร์ได้อยู่หลายภาพเหมือนกันนะคะ คือเมื่อมีคนสั่งซื้อเราก็ส่งคำสั่งให้ทางโน้น แล้วเขาก็ส่งโปสเตอร์มาจากอเมริกา ทางผู้เขียนก็ส่งต่อให้ลูกค้าอีกที ก็ได้เงินมานิดๆหน่อยๆ ไม่ได้เยอะอะไร ทว่ามันก็เป็นอะไรที่แปลกใหม่

ต่อมาผู้เขียนก็ชื้อ Domain name เป็นเรื่องเป็นราว ไปๆมาๆก็เหมือนว่าจะต่ออายุมาเกิน 10-20 ปีแล้ว แต่เวบก็ไม่ได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน คือใช้สำหรับเป็นที่ลงของ Blog ซะเป็นงานหลัก

เหมือนว่าคำชุดนี้มีมนตร์ขลัง คอยสะกดให้ผู้เขียนต้องตระหนักเอาไว้เสมอว่า...ที่มาคือจุดนี้ และจุดที่อยากไป...จริงแล้วก็คือตามภาพข้างบน คือยังฝันจะได้วาดรูปบนแคนวาสใหญ่ๆ 555 


 ได้ทำงานวาดรูปในสตูดิโอที่มีแสงสว่างแบบนี้  รายล้อมไปด้วยอุปกรณ์ศิลปะมากมาย(ที่มีพร้อมตอนนี้แล้วค่ะ5555) 

จะว่าไปความอยากมันเริ่มมาอีกทีไร ก็นึกจะกดสั่งผืนผ้าใบขนาดสักหนึ่งเมตรมาละเลงสีสักหน่อยดีไหมนะ อิ อิ

ต้องรีบสกัดความคิดนั้นเอาไว้ก่อนค่ะ เพราะในห้องทำงานปัจจุบันคงไม่มีที่จะพิงผืนผ้าใบใหญ่ขนาดนั้น 

หรือว่าจะพิงไว้ก่อนในที่จอดรถก็พอได้อยู่ แต่วางไว้ข้างนอกห้องก็อาจต้องเจอฝุ่นจับเป็นแน่  แถมอากาศประเทศไทยร้อนซะขนาดนี้ จะไปยืนวาดข้างนอกคงต้องเปิดพัดลมเป่าตัวเองตลอดเวลา

ผู้เขียนเคยวาดภาพสีน้ำมันไปร่วมแสดงนิทรรศการอยู่งานหนึ่ง เมื่อประมาณปี 2541-2 ขนาดประมาณ 60 คูณ 80 เซนติเมตร ยังจำความรู้สึกได้ว่า...ทำไมมันใหญ่อย่างนี้(วะ) เมื่อไหร่จะวาดเสร็จล่ะเนี่ย...5555

ช่วงนั้นมีความคลั่งไคล้ Impressionist ค่ะ งานช่วงนั้นก็ออกมาแบบนั้นหมด

ส่วนตอนนี้อยากวาด Abstract เหมือนมันอัดอั้นตันใจอะไรหลายอย่างในชีวิต  จะดูซิว่าภาพที่วาดออกมาจะออกมาเป็นแบบไหนกันนะ

ส่วนการเขียนนิยาย...เชื่อว่าชีวิตนี้ก็คงไม่ทิ้งหรอกค่ะ

อันนี้ต้องทำอยู่ต่อไปจนกว่าจะเขียนไม่ไหว อย่าถามว่าทำไม...เพราะไม่ทราบจริงๆ รู้แต่ว่าต้องทำ  นักอ่านส่วนใหญ่มาอ่านก็ดีใจแล้วค่ะ แต่อาจจะทำน้อยลงมาหน่อยนะคะ ต้องเอาเวลาไปทำในสิ่งที่พอจะเป็นรายได้ก่อน 

ผู้เขียนจะเอาภาพสองภาพด้านบนไปแปะไว้ในสมุด  หรือที่ผู้เขียนเคยเล่าเอาไว้ใน Post เก่า post หนึ่งเรื่องการทำ Vision Board ถ้าท่านไหนอาจจะยังไม่ได้อ่าน กด link อ่านด้านล่างได้นะคะ


https://theinspiredbyart.blogspot.com/2026/06/blog-post.html


คือเอาภาพฝันของเราไว้เป็นหมุดหมายในใจค่ะ 

ความฝันเป็นของมนุษย์ทุกคน มีไว้ให้ชุ่มชื่นหัวใจ และทำให้ตัวเองมีแรงเดินต่อ

ไม่ว่าจะวัยหนุ่มสาว หรือวัยเกษียณเร็วอย่างผู้เขียน ทุกคนคงมีฝันที่ต่างกันไปเนอะ...เอาใจช่วยทุกคนนะคะ


ว่าแล้วก็ค่อยพบกันใหม่ Post (บทความ) หน้านะคะ...ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ

กรกฎาคม 09, 2569

ชีวิตไม่เคยง่าย

 


ในความเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ยอมรับว่ามีบางทีที่รู้สึกอิจฉาคนที่ได้เกษียณตอนอายุครบ 60 ปี ค่ะ

เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ๆหลายคนเริ่มทะยอยเกษียณออกจากบริษัทอย่างสวยงาม แม้ว่าผู้เขียนจะ early retire ออกมาก่อนหลายปี ก็ยังได้ติดต่อพูดคุยกับพี่ๆหลายคนที่เคยทำงานร่วมกัน  บางคนเกษียณออกมาแล้วประมาณ 5 ปี ก็ยังได้พบปะนัดทานข้าวกันบ้าง

บางคนเป็นรุ่นน้อง ก็ลาออกไปเติบโตยังองค์กรใหม่ ตำแหน่งงานใหญ่โตกว่าเดิมก็มีค่ะ

คนที่เกษียณตามรอบปกติดูจะมีความสุขกันพอดู กับจำนวนเงินที่เก็บออมมาทั้งชีวิตการทำงาน ไหนจะพวกเงินกองทุนต่างๆที่รอจ่ายให้ตอนเกษียณ ยอดเงินพอเอามากองรวมๆกันแล้วก็คงจะมีชีวิตที่ดีกันล่ะค่ะ

ส่วนผู้เขียนเองเกษียณเร็วไปหน่อย ตั้งแต่อายุ 48 ซึ่งก็เร็วจนพี่ๆหลายคนบ่นว่า เธอไม่น่าออกมาเลย

แต่เหตุผลหลายข้อ ที่บังคับให้ผู้เขียนต้องตัดสินใจอย่างนั้น  มันมีน้ำหนักที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆค่ะ 

และจนถึงทุกวันนี้ เหตุผลเหล่านั้นก็ไม่ได้เสื่อมสิ้นพลัง  แปลว่าการตัดสินใจตอนนั้นถูกต้องแล้ว ไม่ได้ตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบอย่างแน่นอน

ที่จริงจะไปอิจฉาคนที่เขาอุตส่าห์เหนื่อยจนถึงอายุ 60 ก็คงจะไม่ถูก เรามันดันออกมาใช้ชีวิตเองเร็ว เครียดน้อยกว่าคนที่เขายังต้องทำงาน  พอมาก้มมองดูเงินในกระเป๋าก็ใจหาย เพราะการใช้ชีวิตตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราต้องพึ่งตัวเองโดยสมบูรณ์  เอาเป็นว่าไม่ไ้ด้ป่วยเป็นอะไรร้ายแรงก็นับว่าบุญแล้ว

ได้เงิน กับ เสียเงิน มันเป็นของคู่กัน

คนที่เขาต้องอดทนและต่อสู้กับทั้งเรื่องงาน และการเมืองต่างๆในองค์กรก็คงต้องสมควรได้รับรางวัลไม่ใช่เหรอ  นี่มันก็ถูกต้องแล้วนะ

ถึงผู้เขียนจะกลุ้มเรื่องต้องทำมาหากินซะจนเห็นเรื่องอื่นเป็นเรื่องเล็กไปหมดก็ตาม ...

เชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าจะเป็นคนที่รวยที่สุด ชีวิตดูน่าอิจฉาแค่ไหน แต่เชื่อไหม...ไม่ได้มีใครมีความสุขตลอดเวลา  ธรรมดามนุษย์...ที่ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีไงคะ

คนมีเงิน ก็อาจจะทุกข์เรื่องอื่น  ส่วนคนมีเงินน้อยๆก็คงจะทุกข์เพราะเรื่องเงินทอง การทำมาหากิน หรือไม่ก็เรื่องอื่นพ่วงด้วย ไม่ว่าจะโรคภัยของตัวเองหรือคนใกล้ชิด  เรื่องทุกข์มันมีร้อยแปดพันเก้า 

ถึงบอกว่าชีวิตไม่เคยง่าย...โดยเฉพาะกับชีวิตผู้เขียน  

เคยนั่งมองชีวิตตัวเองย้อนหลังไปถึงวัยเด็ก ก็ไม่ได้ลำบากขนาดไม่มีกิน หรือไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ แต่ก็พบกับปัญหาเรื่องอื่นๆอยู่ดี ทว่า...ก็ต้องเต็มไปด้วยการต่อสู้ และใช้ความพยายามของตัวเอง เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้นให้จงได้

แต่แล้วช่วงชีวิตที่สวยงาม  เราก็ตะครุปมันเอาไว้ให้อยู่กับเราตลอดไปไม่ได้

หลุดมือไปแล้ว...พร้อมกับการตัดสินใจ Early Retire ออกมา แล้วทุกวันนี้ได้แต่นั่งมองความเฟื่องฟูในอดีต  อย่างน้อยสุขภาพยังปกติ5555  มีบ้านอยู่  มี passion ที่ทำให้ทุกวันมีความหมาย 

แม้จะโดดเดี่ยวบ้าง มีเหงานานๆครั้ง ที่เหลือในหัวสมองมีแต่การทำงาน ไม่ว่าจะเขียนนิยาย กับงานอีกหลายโปรเจคที่พอจะมีรายได้นิดๆหน่อยๆ  สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เขียนแทบจะไม่ได้มีเวลาคิดเรื่องอื่นเลยค่ะ

พอไม่ได้คิดเรื่องที่มันเป็นแค่สิ่งจุกจิก  เหมือนเรามีสมาธิแน่วแน่  จดจ่อ ความเว้าวอนหาเรื่องทุกข์ใส่หัวสมองตัวเองมันก็น้อยลงไป แต่ไม่ได้บอกว่าไม่มีความทุกข์นะคะ  มีน่ะมีแน่...ก็บ่นอยู่ทุกวันว่าเมื่อไหร่ชีวิตฉันจะไปรอดซะทีนะ....

มันผ่านมาหลายปีมากแล้ว นี่มันโอกาสสุดท้าย เพราะมีแต่จะแก่ตัวลงไปทุกวัน เรี่ยวแรงถดถอย แล้วนี่จะมีชีวิตอยู่ยังไงหากสักวันแย่ขนาดว่าอาจจะไม่มีกินขึ้นมา

นี่ล่ะค่ะ  ไม่มีใครทำให้เรากลัวได้เท่าความคิดตัวเราเองนี่ละ  แต่ทั้งที่รู้...มันห้ามไม่ให้กลัวก็ยากใช่ไหม

ยิ่งกลัว ก็ต้องขยันให้มากขึ้นไปอีก (ตกลงว่ามีแต่เหนื่อย กับเหนื่อยค่ะ)

ตอนนี้ผู้เขียนกำลังเขียนนิยายตอนพิเศษอยู่ค่ะ  เป็นตอนพิเศษของ เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ คือเขียนทั้งตอนพิเศษ และกำลังรวมเล่มคือเอาทุกตอน 80 ตอน มาเรียบเรียงใหม่เป็น e-book ด้วย

ใช้เวลามากกว่าที่คิด เพราะกลายเป็นว่าช่วง บทที่ 1-4 เขียนเพิ่มเข้าไปอีกเยอะ เพื่อให้เนื้อเรื่องมันแน่น และเข้มข้น ไม่งั้นมันจะมาหนักท้ายๆเรื่อง เรียกได้ว่าปรับ balanced ของเรื่องใหม่ แล้วยังไม่รู้ว่าจะแก้อีกนานแค่ไหน555  เอาเป็นว่าอยากให้ออกมาดีที่สุด 

พอยิ่งอ่านไปมันยิ่งคันไม้คันมือ อยากแก้ตรงนั้นตรงนี้ เพราะว่าพอเขียนจบแล้วจะเห็นช่องโหว่ค่ะ ว่าตรงไหนเราเขียนหลวมไป หรือบางไป

ปีนี้ผ่านมาเกินครึ่งปีแล้วสินะ  นิยายเรื่องที่สามและสี่ยังไม่ได้เริ่มซะทีเลยค่ะ  ตั้งใจว่าปี 2569 จะเขียนสองเรื่องพร้อมกัน แต่นี่ยังนั่งแก้เรื่องเก่าอยู่เลย เฮ้อ...

แต่เรื่องที่สามกับเรื่องที่สี่ก็มีโครงเรื่องที่ชัดเจนมากพอจะเริ่มเขียนได้บ้างล่ะค่ะ

....

ว่าแล้วก็ต้องฮึดสู้กันต่อไป

....

ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ 


 

มิถุนายน 18, 2569

ร้าวแล้ว-ร้าวได้อีก

 


นี่มันก็กลางปีแล้วสินะคะ รู้สึกว่าปีนี้ผู้เขียนยังเจออะไรหนักๆแบบเข้ามาเรื่อยๆ จนต้องขึ้น caption ข้างบนเอาไว้ตามนั้น คือ ร้าวแล้ว-ร้าวได้อีก

อะไรจะรุนแรงต่อใจได้เท่ากับพายุค่าใช้จ่าย  ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เริ่มด้วยเครื่อง Printer เสีย, กล้องถ่ายรูปเสีย, แมวป่วยไปสองรอบ ตอนนี้กล้องที่พึ่งซ่อมไป หมดระยะประกันการซ่อมไปแล้ว ดันมาออกอาการรวนๆอีก แถมซอฟแวร์ที่ต้องใช้งานเกี่ยวกับตัวกล้องก็ออกอาการใช้ได้ประมาณชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็ดับไปเองซะงั้น

คราวก่อนที่ส่งศูนย์ของแบรนด์กล้อง ก็ต้องจ่ายค่าเปลี่ยนเมนบอร์ดกล้องเลยทีเดียว หมดไปเยอะค่ะ นึกว่าซ่อมศูนย์อะไหล่แท้แน่นอนจะเสถียร  กลายเป็นว่าดวงชะตาของเรามันอาจไม่ดีซะเอง ดันมาทำท่าจะเสียอีกรอบ

ผู้เขียนนั่งถามตัวเองว่า แล้วคราวนี้จะเอาไงต่อ... 

ก็คิดว่าทนใช้ไปทั้งสภาพนั้นก่อน ปรับตัวนิดหน่อยใน work flow การทำงานของตัวเอง ก็พอจะแก้ปัญหาไปได้ อะไรที่มันไม่สมบูรณ์แบบก็มองข้ามมันไปเสียบ้าง

ที่ผ่านมาความที่ตัวเองชอบทำอะไรให้มันดีที่สุดเสมอๆนั้น เป็นตัวที่ทำให้เกิดความทุกข์ล่ะค่ะ

ในแง่การทำงานในองค์กรเราอาจจะขึ้นมายืนแถวหน้าๆได้ เพราะต้องอึดถึกเข้าไว้  เพื่อให้ได้คุณภาพงานอันยอดเยี่ยม แล้วก็ได้รับการมองเห็นจากคนระดับบนๆว่าคนนี้ใช้ได้  เราถึงได้ level up ตัวเอง ได้เงินเดือนขึ้นตัวเลขดีๆ ได้โบนัส ฯลฯ

แต่พอกลับมาในโลกใหม่ โลกนอกองค์กร...แม้เราจะทำเท่าไหร่  ก็เหมือนไม่ได้รับการมองเห็นจากใครเลยค่ะ

ตอนนี้เริ่มจะคิดแล้วล่ะค่ะ...อีกไม่ช้าไม่นานหรอก ฉันคงจะต้องเลิกทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำอยู่นี้  

ทุกอย่างมันมีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะโปรแกรม หรือ Knowledge ผู้เขียนนั่งคำนวณๆดู อีกหน่อย Microsoft word ก็คงต้องเลิกใช้ มาใช้ Google Docs รวมทั้งพวก Excel ด้วย ส่วนใหญ่หลัง early retire มาก็ใช้แค่สองโปรแกรมนี้ละค่ะ ที่ช่วยทำงานพวกเขียนนิยาย กับงานคำนวณทั่วๆไป ส่วน Power Point เขามีมาใน Set แต่เราก็ไม่ได้ใช้

ส่วนชุด Creative Cloud ที่ใช้ทำงานอีกด้าน ทุกวันนี้ก็ต้องจ่ายเป็นรายเดือน อีกหน่อยก็ต้องเลิก ถ้าขืนรายได้มันไม่สามารถจะเลี้ยงตัวมันเองได้ โปรแกรมฟรีก็มีให้ใช้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนค่ะ เช่น Affinity เป็นต้น 

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้เขียนจะต้องดิ้นรนในการฝึกฝนโปรแกรมมากมาย เพราะไม่รู้ว่าวันไหนเราอาจไปต่อไม่ไหวกับโปรแกรมมืออาชีพที่แสนจะสุดยอด... เราก็จะพออยู่ได้บ้าง  กับโปรแกรมฟรี 

อย่างน้อยเราใช้โปรแกรมสุดยอดที่เราเคยใช้ก็สอนอะไรให้เรามากมาย มีเทคนิควิธีที่อาจจะเหมือนกันแต่ถูกเรียกชื่อต่างกันในอีกโปรแกรม ทว่าการทำงานพื้นฐานก็เรียกได้ว่าทำได้เหมือนกัน อยู่ที่ user ว่าจะเข้าใจแค่ไหน

การสร้างทักษะให้ตัวเองจึงเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุด...และผู้เขียนก็เชื่อใน "ทักษะ" มาตั้งแต่สมัยยังทำงาน 

ไม่อยากทิ้งงานที่เรารัก แต่ถ้ามันถึงจุดที่บุญเก่าไม่เหลือจริงๆ เราก็ต้องยอมแพ้...กระมัง

ตอนนี้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทุกวัน ก็เริ่มมีเสียง Harddisk ดังคลิกๆๆ เป็นระยะ สัญญานแบบนี้ไม่ค่อยจะดี  เหมือนเขากำลังบอกเราว่า ฉันใกล้จะไปแล้วนะเธอ...เตรียมตัว เอ๊ย...เตรียมเงินไว้หรือยัง5555

กว่าจะคล่องแคล่วชำนาญการในการใช้โปรแกรม เครื่องก็กำลังจะพังพอดี แบบนี้จะไม่ได้บ่น ว่าร้าวแล้ว...ยังร้าวได้อีกได้ยังไงคะ 

คำว่าโอกาสสุดท้าย ผู้เขียนใช้เป็นประจำค่ะ ตั้งแต่ออกจากงานมา มันคือต้องตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง ใช้ชีวิตเหมือนคนหลังพิงฝา  แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็พบว่าโลกนอกบริษัทมันกว้างใหญ่ไพศาลมาก  ต่อให้สู้เต็มที่ยังไงก็เหมือนไม่ค่อยเป็นผลสักเท่าไหร่...

ในขณะที่ต้องเดิมพันด้วยทุนส่วนตัว และเวลาที่ผ่านไป อายุที่ผ่านไป และสภาพร่างกายที่ต้องเป็นไปตามอายุขัย

โลกไม่ได้โหดร้ายหรอกค่ะ  เพราะโลกก็หมุนไปตามแรงเหวี่ยงของเขา เพียงแต่เราต้องยอมรับความจริง...

เมื่อ "มี" ต้องคู่กับ "หมด"... ไม่มีสิ่งใดยั่งยืน

รู้สึกวันนี้จะออกแนวหดหู่ไปสักหน่อย ต้องขออภัยผู้อ่านค่ะ 5555

นี่เป็นความ realistic ของชีวิต ผู้เขียนกำลังพยายามทำตัวนิ่งๆให้มากที่สุด และมองโลกตามความเป็นจริง...ว่าจะอยู่ยังไงต่อไป ให้ยังได้เขียนนิยาย ได้ทำงานศิลปะต่อไป

เว้นวรรคให้กับชีวิตสักเล็กน้อย...เผื่อว่าจะมองอะไรได้ชัดเจนนะคะ




ขอบคุณทุกท่านที่กรุณาติดตามชีวิตผู้เขียนค่ะ





มิถุนายน 11, 2569

แปะรูปกันเถอะ


 นอกจากงานยามว่างที่ผู้เขียนสนใจเรื่อง scrapbooking มาตั้งแต่ราวๆปี 2010 ก็เริ่มจะเห็นว่ามีศาสตร์ใหม่ที่เหมือนจะต่อขยายมาจาก scrapbooking ก็คือการทำ vision board

คำว่า vision board ผู้เขียนว่ามันคล้ายๆกับคำว่า mood board ที่เดี๋ยวนี้ชาว creative ทั้งหลายมักจะใช้กันในการวาง concept งาน art หรือไม่ก็งานโฆษณา ซึ่งถ้าเป็นคำว่า story board ก็จะใช้เรียกภาพสเก็ตช์ที่เป็น block ต่อๆกันเพื่อสื่อสารลำดับภาพ motion หรือภาพยนตร์ ใช้วางแผนการถ่ายและลำดับภาพ ตั้งแต่ก่อนถ่ายจริงไปจนถึงขั้นตัดต่อ

เอาภาษาง่ายๆก็มีไว้ช่วยวางแนวทางการตัดต่อคลิบวีดีโอนั่นละ ว่าเราจะเอาภาพประมาณไหนขึ้นก่อน หรือมาทีหลัง

แต่ vision board ที่อยากพูดถึงในตอนนี้ เห็นใช้กันมากขึ้นในการวางเป้าหมายชีวิตให้กับตัวเอง ที่จริงก็คือเอาภาพที่เราอยากจะเป็น หรือสิ่งของที่เราอยากจะได้ แปะรวมกันไว้สักที่หนึ่ง  บางทีอาจเป็นกระดานเล็กๆ หรือไม่ก็สมุดบันทึก หรือบางคนจะแปะบนประตูตู้เย็นก็คงไม่ผิดหรอกค่ะ

แปะแบบมีสไตล์กันหน่อย คือสไตล์ใครว่าสวยแบบไหนก็ตามใจชอบ เน้นให้ตัวเองดูแล้วเกิดพลังฮึดสู้ นอกจากแปะรูปแล้วอาจจะตกแต่งด้วยวาชิเทป (washi tape) สวยๆ หรือระบายสีนิดนึง เอาเป็นว่าอยากทำอะไรก็ทำเถอะ

คนยุคก่อนๆเขามักจะนำนิตยสารมาตัดภาพสวยๆกันค่ะ แต่พอมาสมัยนี้กลายเป็นว่านิตยสารเป็นของหายาก ก็อาจจะหยิบพวก Newsletter ที่เขาพิมพ์แจกฟรีตามสถานีรถไฟฟ้า หรือที่สาธารณะก็ได้  แบบนี้ก็ไม่ผิด แต่บางทีมันก็อาจจะหารูปที่สวยถูกใจกันยากหน่อย

สมมุติว่าถ้าจะทำเกี่ยวกับเรื่องความสำเร็จ  คุณกำลังอยากจะหาคำว่า Winner คุณก็ต้องหาตัวอักษรภาษาอังกฤษให้ครบทุกตัวอักษรมาแปะต่อกัน กว่าจะครบทุกตัวคงจะเลิกแปะดีกว่า หรือไม่ก็เขียนเอาเองก็ได้นะคะ

หรือถ้าบ้านไหนมีเครื่อง printer ก็ยังต้องหาไฟล์ภาพที่ตัวเองอยากได้มาพิมพ์เองอยู่ดี สรุปแล้วถ้าอยากจะลองทำ vision board ไว้ดูเล่นเป็นแรงบันดาลใจก็ต้องออกแรงพยายามกันหน่อย  

เลยคิดว่า...ถ้างั้นทำเองเลยดีกว่า...

นี่ผู้เขียนว่าจะทำหนังสือรวมภาพสำหรับทำ vision board สักเล่ม ตอนแรกว่าจะทำไว้ใช้เอง ทีนี้สั่งพิมพ์ออกมาเล่มเดียวคงไม่คุ้ม อาจจะพิมพ์ขั้นต่ำแค่ 10 เล่ม เผื่อมีใครอยากเอาไปลองเล่นทำ vision board ด้วยกัน

เพราะท้ายที่สุด vision board มันไม่ได้แค่สวยงามค่ะ...

สำหรับใครที่อ่าน blog ของผู้เขียนก็รับไปก่อน 4 แผ่น 5555(หัวเราะอีกแล้ว) คือคนมันอยากแจกค่ะ5555

คือรูปมันล้นเครื่องคอมพิวเตอร์ คิดว่าทำแจกซะบ้างเถอะ 

แจกกันทีเดียว 4 แผ่น (รูปภาพ+พื้นหลัง+คำคม+ตัวอักษร) ก็ช่วยรับไปแบบ PDF ไฟล์นะคะ


นอกจากจะแจกรูปแล้วยังมี Layout ให้ไปดูเป็น idea อีกต่างหากว่าจะแปะตรงไหนกันได้บ้าง ถึงจะสวย ที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องทำตาม Layout หรอกค่ะ อยากแปะยังไงก็แปะไปเถอะ ว่าชีวิตแบบที่เราอยากได้นั้นมันเป็นยังไง เผื่อจะทำให้ตัวเราเห็นภาพในหัวชัดเจนมากขึ้น และนี่จะเป็นพลังให้เราขับเคลื่อนชีวิตไปต่อได้ค่ะ อย่างน้อยดู vision board ก็จะมีกำลังใจ มีความหวังเล็กๆน้อยๆบ้างแหละค่ะ

ขอออกตัวก่อนว่าภาพที่แจกเป็นภาพที่ Generated by Ai นะคะ หลายภาพอาจไม่ได้ตรงตามความต้องการของทุกคน รับไฟล์ไปแล้วก็ถือซะว่าเป็น sample ให้เอาไปลองตัดแปะสมุดดูเล่นๆก่อนค่ะ

ผู้เขียนจะทำไว้ให้หลาย theme สำหรับวันนี้เอาไปแค่ 1 Theme ก่อนนะคะ

  • Theme A : ชีวิตหรูหราที่ฟ้าประทานให้ (Luxury Girl Boss)
  • Theme B (รอติดตามใน post ถัดๆไปค่าาาา)
  • Theme C (รอติดตามใน post ถัดๆไปค่าาาา)


ขอขอบคุณสำหรับทุกการเข้ามาอ่านค่ะ ขอให้สนุกกับการทำ vision board จ้า

พฤษภาคม 28, 2569

ทางผ่าน...ไม่ใช่ทางแยก

 


หลังจากเขียนนิยายเรื่องล่าสุด เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ จบลงไปแล้ว ผู้เขียนก็พักใจได้เพียงแค่สัปดาห์หรือสองสัปดาห์ เพราะในหัวเริ่มคิดต่อว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป...เขียนเรื่องใหม่ หรือ...พักก่อน

จากที่ก่อนหน้าบ่นกับตัวเองว่าเหนื่อยมากกับการเขียนนิยายให้จบสักเรื่อง เรียกได้ว่าบนตั้งแต่เริ่มเขียนสักพักในช่วงตอนต้น  สำหรับคนเขียนจะรู้สึกมาก  ว่าเรื่องและตัวละครมันลอยๆยังไงชอบกล  อาจจะเหมือนละคร EP. แรกๆที่นักแสดงกับบท หรือด้วยเงื่อนไขอื่น ที่ทำให้ทุกคนยังไม่เข้าขากัน หรือยังไม่เข้าถึงบทบาท

สำหรับนักเขียนที่ต้องหยิบยกแง่มุมต่างๆมาเขียนเพื่อปูพื้นให้เรื่องมันดำเนินต่อไปได้อย่างมีเหตุผล  พบว่านักอ่านบางท่านก็อาจหายไปตั้งแต่สองสามบทแรก5555 เพราะว่าเหมือนเรื่องมันไม่เดิน  อาจจะน่าเบื่อ และไม่มีลุ้นอะไรให้ตื่นเต้น

ผู้เขียนก็ได้แต่นั่งมองยอดวิวอันต่ำเตี้ยเรี่ยดินตาปริบๆ แบบว่าทำอะไรไม่ได้

Let it go and Let it be

นักอ่านจะโผล่กันมาใหม่ตอนเกือบกลางเรื่อง เหมือนกลับมาเช็คว่าเรื่องนี้ไปถึงไหน และยอดจะเริ่มมากขึ้นหน่อยในช่วงใกล้ปิดปมปัญหาสำคัญ

ที่พูดไปทั้งหมดคือยอดอ่านฟรีนะคะ5555  ไม่ค่อยมียอดเงินค่ะ

ดังนี้แล้วในฐานะคนเขียน  ซึ่งเครียดทั้งสังขาร และแรงใจค่ะ คือแนวงานของเรามันไม่ใช่แนวติดตลาด เช่น นิยายจีน หรือนิยายวาย เกิดมียอดจ่ายเพื่ออ่านขึ้นมาบ้าง ก็เหลือเพียงน้อยนิด จนเรียกได้ว่า ถ้าไม่ได้รักการเขียนจริงๆ ก็ควรไปหาอย่างอื่นทำเถอะ

และยังไม่ทันที่จะหายใจได้เต็มปอด โลกภายนอกก็ไม่ได้รอให้เราเหนื่อยเสร็จก่อน เพราะไหนจะเดี๋ยวนี้มีประเด็นใหม่เข้ามา disrupt...

ก็คือมีบางคนใช้เอไอ generated นิยายออกมาโดยไม่ได้เขียนเอง ทำให้มีนิยายใหม่ๆหลั่งไหลออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว

ในทางอัลกอริทึ่มของ platform ก็จะดันงานใหม่ขึ้นให้นักอ่านได้เห็น งานที่เก่ากว่า(ที่มีทั้งมนุษย์เขียนและเอไอเขียน) จะถูกดันออก เพราะกลายเป็นงานเก่าอย่างรวดเร็ว

ใครมันจะไปเขียนทันเอไอได้ล่ะคะ...

ปรากฎการณ์คล้ายๆกันเกิดขึ้นในหลายวงการที่เกี่ยวกับงาน creative เช่น ภาพประกอบ ภาพถ่าย เพลง น่าจะทำเอาผู้สร้างสรรค์งานเจ็บจุกไปตามๆกัน

แล้วควรจะทำอย่างไรต่อไป...?

ก็คิดว่าไม่ต้องไปทำอะไรหรอกค่ะ  ปล่อยให้เป็นไปแบบนี้แหละ 

เมื่อถึงเวลาผลงานจะออกมาพิสูจน์ตัวเอง

เมื่องานที่คุณภาพไม่ตรงตามต้องการมีมากจนล้น  งานที่ดีจะค่อยๆฉายแสงค่ะ  (อันนี้ไม่ได้พูดถึงงานตัวเองนะคะ)

มนุษย์ก็มีหน้าที่แบบมนุษย์ อย่าหยุดพัฒนาตัวเองเท่านั้นพอค่ะ  แม้ว่าเราไม่ได้พัฒนาได้ก้าวกระโดด แต่ความ dynamic แบบมนุษย์จริงๆมันก็มีเสน่ห์ค่ะ คือ มากไปบ้าง น้อยไปบ้าง ที่แน่ๆคือถ้าเราหยุดพัฒนาเมื่อไหร่ เราคงจะยิ่งตามโลกไม่ทันไปกันใหญ่

เอไอก็มีส่วนดีมากมายค่ะ  มองเขาเป็นเครื่องมือ เครื่องทุ่นแรง  เหมือนเดี๋ยวนี้ใครจะไปหาเบอร์โทรศัพท์จากสมุดหน้าเหลืองหรือ yellow pages กันล่ะ เขาก็ search google กันทั้งนั้น  คนไหนอยากหาอะไรที่คำตอบมันกว้างขวางกว่าแค่เบอร์โทร  ก็ถามคุณเอไอ จะเหมือนถามเรื่องเดียวแต่ได้คำตอบกว้างขวางกว่าที่ถามไป

เราห้ามความเจริญก้าวหน้าของโลกไม่ได้  เช่นนั้นก็เหมือนสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเหมือนทางผ่านที่เราต้องพบเจอระหว่างทางค่ะ

มองเป็นทางผ่านซะงั้น...ไม่ต้องคิดแบบเลือกข้างเสมอไป ว่าฉันไม่เอาAi  หรือฉันจะมุ่งไปทาง Ai อย่างเดียว

เรียนรู้เอาไว้ก็ไม่เสียหลายสิคะ...

พูดถึงเอไอแล้วก็นึกถึงตัวเองขึ้นมา เพราะช่วงเตรียมนิยายเรื่องใหม่ของผู้เขียนก็ต้องพึ่งเขาเหมือนกันค่ะ

วกมาเรื่องของผู้เขียน  ช่วงเตรียมนิยายเรื่องใหม่ของผู้เขียนก็ต้องหาข้อมูลเยอะมากค่ะ ตั้งใจว่าเป็นนิยายแนวย้อนยุค555 ย้อนไปยุค 80s ที่ไม่มีอินเตอร์เนต ไม่มีโทรศัพท์มือถือ 

อ้าว...นั่นก็เป็นช่วงชีวิตที่ผู้เขียนเพิ่งเรียนจบและเริ่มทำงานใหม่ๆ 555 เรียกได้ว่าย้อนไปโลกสมัยตัวเองยังเป็นวัยทำงานตอนต้นสิคะ  ขนาดว่าใช้ชีวิตร่วมสมัยมาแล้ว  ถึงตอนนี้ยังลืมหลายๆเรื่องไปซะแล้วสิ

ช่วงนั้นมีเพจเจอร์ใช้ก่อนค่ะ  เวลาจะฝากข้อความต้องโทรเข้าพวกโอเปอร์เรเตอร์ แล้วเขาจะยิง text เข้าเครื่อง พอข้อความส่งเข้ามา เพจเจอร์จะสั่นและดังติ๊ดๆๆๆๆ ถ้าข้อความยาวเกินกำหนด จะตัดข้อความเป็น 2 ท่อน ต้องส่งสองครั้ง โดนคิดเงินเพิ่มอีก...😅

ขนาดว่าตัวเองร่วมสมัยด้วยแท้ๆ หลายเรื่องยังจำผิดจำถูก ก็ต้องพึ่งพาคุณเอไอเหมือนกันค่ะ แถมคุณเอไอให้ข้อมูลมาแบบเป็นระบบ แต่ก็ต้องระวังค่ะ...บางเรื่องก็ผิด 5555

ที่เรารู้ว่าผิด ก็เพราะเราอยู่ในยุคนั้นมาจริงๆน่ะสิคะ 

ประสบการณ์ตรงนี้เองที่ย้ำเตือนได้ดีที่สุดว่า... Ai can make mistake...

นิยายเรื่องใหม่ยังอยู่ในระหว่างพัฒนา Plot  และจะเขียนโดยไม่ลง platform นะคะ 

เพราะอย่างที่บอกไปข้างต้น...ว่ามันกดดันมากและเสียสุขภาพ และไม่ได้อะไรขึ้นมาค่ะ

ไว้เขียนใกล้จบ หรือจบเรื่องโดยสมบูรณ์ จะค่อยนำมาลง ซึ่งโดยเฉลี่ยผู้เขียนก็เขียนเป็นปี ฮ่าาาา  แต่จะแอบเอามาปล่อยใน Blog เป็นช่วงๆค่ะ 

เพื่อให้ทราบว่ายังเขียนอยู่นะคะ ยังไม่ได้หายไปไหน

เดี๋ยวนี้แม้แต่ Plot ก็ยังมี Case ว่ามีการขโมยได้ ไหนจะชื่อเรื่อง ชื่อตัวละคร โอ๊ยยยย อะไรมันจะขนาดนั้นล่ะวงการนี้ เอาเป็นว่าเขียนจบทีเดียวค่อยปล่อยดีกว่าค่ะ



ทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ค่ะ  Ai can make mistake...และ คนใช้ Ai ต้องมีภูมิคุ้มกันว่าสิ่งใดที่เอไอบอกมามันใช่หรือไม่ใช่


ขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านนะคะ เจอกัน Post หน้าค่ะ


พฤษภาคม 07, 2569

และแล้ว...นิยายก็จบ

 


เขียนนิยายจบไปอีกหนึ่งเรื่องแล้ว...ไชโย้

อยากจะร้องตะโกนดังๆเลยค่ะ แต่คงได้แค่คิด เพราะขืนทำอย่างนั้นออกมาก็จะอาจรับตัวเองไม่ได้5555  ปกติเป็นคนไม่ยอมแสดงออก ไม่ใช่ไม่กล้า หรือไม่มั่นใจในตัวเอง แต่เป็นเพราะพอแก่ตัวลง ก็รู้ว่า ดีใจไปก็เดี๋ยวเดียว แล้วมันก็จะผ่านไปอีก

เคยไหมคะ เวลาดีใจมากๆ พอสักพัก กลายเป็นหดหู่ อ้าว... เลยต้องนั่งมองความดีใจ 

กว่าจะจบได้  ก็เขียนมาปีเศษ ตั้งใจว่าจะเขียนให้เร็วขึ้นกว่าเดิม กลายเป็นช้ากว่าเดิมเล็กน้อย เพราะมีเหตุอันเข้ามาขัดจังหวะ  ก็ต้องฝ่าด่านอรหันต์ (สำนวนหนังจีนในยุค 80s หมายถึงด่านอุปสรรค์ที่จอมยุทธต้องแก้ปัญหาและฝ่าฟันเข้าไปในสำนักวัดเส้าหลิน)

และแล้วจอมยุทธหญิงคนนี้ก็ฝ่าด่านเข้าไปสำเร็จ ได้นิยายมาเป็นของตัวเองอีก 1 เล่ม (เดี๋ยวค่อยพิมพ์เล่ม)

ใครไปแอบส่องร้าน BooksCottage ก็คงจะพบว่าร้านนี้ยังเงียบ no change 5555 คือนิยายเรื่องปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว ยังตรวจพิสูจน์อักษรไม่เสร็จ คือ เกรงใจคนจ่ายเงินซื้อ และสงสารตัวเองที่ไม่มีทุนขนาดไปจ้างเขาตรวจให้ เพราะได้ข่าวว่าเขาคิดกันหน้าละ 5 บาท คิดดูว่านิยายหนาเกือบ 400 หน้าจะเป็นค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ สำหรับคนเกษียณไร้บำนาญ ก็นับว่าเอาเรื่องนะคะ 

หรือว่าจะทำรุ่น limited คือขออนุญาตมีคำผิดนิดหน่อยนะคะ เพราะว่าคนเขียนตรวจเอง ดีไหม อิอิ มีน้องๆที่เคยทำงานด้วยกันติดต่อขอซื้อเป็นคนแรกแล้ว 

เออ...จะขายได้แค่คนรู้จักหรือเปล่านะ แบบว่าน้องๆอยากสนับสนุนพี่ และอยากได้เป็นที่ระลึก เผื่อคนขายเกิดดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมา5555

สำหรับคนเขียนมีผลงานขึ้นมาอีกเล่มก็ดีใจมากแล้วค่ะ  พอประกาศปิดเรื่อง เปิดเครื่องหมายว่า "จบ" เท่านั้นแหละ คนเข้ามาอ่านถล่มทลาย ชนิดที่ว่าเขียนให้อ่านฟรีมาตั้งปีนึง ใยจึงไม่มาอ่านกันเน้อ

อาจเป็นเพราะนักอ่านทั้งหลายคงโดนทำให้ผิดหวังบ่อยๆ หลายเรื่องเขียนยังไม่จบ  ติดเหรียญไปด้วยระหว่างการเขียน  และน่าจะส่วนมากที่เป็นวิธีนี้  พอสุดท้ายเกิดเขียนไม่จบขึ้นมา แปลว่าเงินที่นักอ่านจ่ายไปตอนต้นเรื่อง ก็เป็นอันเก้อ แล้วอย่างที่เคยบอกค่ะ การเขียนให้จบไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเปิดเรื่องใหม่เวลาอารมณ์กำลังพุ่งปรี๊ดว่าอยากเขียนนั้นมันง่าย

หลายคนพอเขียนเรื่องหนึ่งไม่จบ ก็หนีไปเปิดเรื่องใหม่ต่อ 

ความโชคร้ายกลับไปอยู่ที่คนอ่านแทน  ดังนั้นแล้วใครประกาศว่าเรื่องนี้เขียนจบได้  นักอ่านก็เลยแห่กันมาค่ะ

โธ่ มีคนเข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ว...

ผ่านไปไม่ทันไร หลังจากเพิ่งดีใจ ความอยากเขียนเรื่องใหม่มันก็มาในทันที5555

คือเริ่มวางโครงสร้างเอาไว้บ้างแล้วค่ะ แต่ยังไม่ครบ และยังไม่รู้จะเริ่มเขียนเมื่อไหร่ และที่สำคัญคือคราวนี้จะไม่ยอมกดดันชีวิตด้วยการเขียนไปด้วย ลงรายตอนไปด้วยแล้วนะคะ (ทำเสียงจริงจังค่ะ)

คือมันไม่คุ้มกับการเสียสุขภาพ/สังขาร 

ที่สำคัญคือ ไม่ได้เป็นนักเขียนปากกาทองที่เขียนแล้วคนอ่านหลักล้านวิว และ pay ให้กันกระหน่ำจนมีกินมีใช้ มีบ้าน มีรถ


ตอนที่ 79 ของพันธนาการรัก ขอสลักเอาไว้แนบใจ (2568) ทำเอาผู้เขียนป่วยไปสองสัปดาห์ ระบบย่อยอาหารรวนค่ะ ถ้าใครติดตามไปอ่านจะเห็นว่า update ห่างกันเป็นเดือน คือช่วงนั้นทานอะไรก็ปวดท้อง เวียนหัว ผู้เขียนก็เลยเข็ด

อีกทั้งตอนเขียนเรื่อง ปลายฟ้าไม่เคยไร้ดาว (2567) ก็ทำให้ผู้เขียนปวดหลัง ปวดคอ และไมเกรนขึ้นเป็นระยะ

เดี๋ยวนี้เห็นชุมชนนักเขียนใน tiktok เขาบ่นกันมาก เรื่องมีนักเขียนบางคนให้ Ai ช่วยเขียนให้ สำนวนภาษาประหลาด และเนื้อเรื่องมีความวกวน จนนักอ่านบางคนเริ่มจับได้5555 ว่ามันดีเกินจริง และขาดความเป็นมนุษย์ คือมันดีจนแข็งทื่อ ชวนให้สงสัย

เดี๋ยวนี้ Ai ก็เข้ามามีบทบาทแทบทุกวงการ เราก็ต้องอยู่ร่วมกับเขาแหละค่ะ เขาก็มีข้อดีมากมาย และถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยมนุษย์ เราคงต้องหนีไปอยู่ดาวอังคาร (ซึ่งตอนนี้ยังไม่พร้อมให้อยู่) ถ้าจะไม่อยากให้ Ai เข้ามาอยู่ใกล้ๆ

สำหรับ ปี 2569 ผู้เขียนคงจะยังอยากมีนิยายของตัวเองไว้อีกสักเรื่อง เป็นเรื่องที่ 3 ค่ะ

และจะนำมาเล่าสู่กันฟังใน Blog นี้ไปก่อนจะลงตอนจริงใน Platform นิยายออนไลน์นะคะ คือจะได้ไม่ต้องกดดันตัวเองเกินไป จริงๆก็ทำ Facebook Fanpage เอาไว้ แต่ไม่ค่อยจะไป post อะไร (อ้าว) เพราะยังเริ่มต้นไม่ถูก5555 กับไม่ค่อยได้เข้า Facebook อันนี้เรื่องจริง

ความอยากเริ่มตอนที่ 1 ของเรื่องใหม่มันก็มีมากอยู่นะคะ แบบไฟแรง (ต้องแรงไว้ก่อน)

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร และเกี่ยวกับอะไรนั้นจะทะยอยมาหยอดให้ฟังนะคะ


ท้ายนี้ก็ขอขอบคุณที่มาอ่าน Blog เล็กๆอันนี้ค่ะ









เธอคือพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ

เมษายน 22, 2569

หลบความร้อนไปหาที่เย็น

 


อากาศกรุงเทพช่วงนี้มันช่างร้อนเเหลือเกินสิคะ ผู้เขียนต้องทนนั่งในห้องทำงานซึ่งอากาศอบอ้าวมาก

เพราะห้องนี้เเป็นส่วนต่อเติมจากตัวบ้านหลักอีกที คือเอาพื้นที่เดิมที่เป็นใต้ระเบียงมาทำเป็นห้องนั่นหละค่ะ  ก้อเห็นว่าหลายบ้านก็ต่อเติมประมาณนี้ พอดีมีส่วนพื้นที่ยื่นออกไปด้านหลังอีกหน่อย จะได้กว้างขวางมากขึ้น แล้วส่วนนั้นก็ต้องมุงหลังคาด้วยแผ่นเมทัลชีท  พอดีงบจำกัด และตอนนั้นยังไม่มีเรื่องการ early retire เข้ามาในชีวิต ผู้เขียนก็เลยคิดว่าเอาแค่นี้ไปก่อน ฝ้าก็ยังไม่ต้องมีก็ได้ เพราะว่าห้องนี้เหมือนห้องที่ต้องเดินผ่านออกจากบ้านไปสู่ที่จอดรถของบ้านอีกที  คือประมาณว่าฉันแค่เดินผ่านเพราะต้องไปทำงานทุกวัน ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรกับห้องนี้เท่าไหร่ เสาร์อาทิตย์ก็ยังออกนอกบ้านอยู่ดี  กลายเเป็นว่าห้องนี้ในตอนนั้นก็ใช้วางข้าวของที่ล้นออกมาจากห้องนอน

ทว่า...โชคดีที่ผู้เเขียนยังติดแอร์ระดับ heavy duty เอาไว้ด้วย ช่างที่มาปรับปรุงพื้นที่ถามว่าไม่ทำฝ้าเหรอ เดี๋ยวจะร้อนหน่อยนะ ผู้เขียนก็บอกว่า เอาไว้ทีหลังก่อน ห้องนี้ไม่ค่อยได้ใช้ทำอะไรเท่าไหร่ ไม่ค่อยได้อยู่ ว่างั้นเถอะ 

ตอนนี้ได้แค่นึก...ไม่น่าเลย

กลายเป็นว่าชีวิต 90 เปอร์เซนต์ของหลังเกษียณผู้เขียนนั่งทำงานในห้องนี้

คือห้องมันกว้างกว่าห้องเดิมที่เป็นห้องนอน พอให้วางโต๊ะวางทีวี วางอะไรได้เยอะอยู่ค่ะ คิดดูว่าผู้เขียนสามารถมีเตาอบขนมเตาใหญ่ได้ มีโต๊ะสำหรับทำเบเกอรี่ได้ นอกจากนี้ยังมีโต๊ะคอมพิวเตอร์ โอ๊ย...แต่ว่ามันไม่พอสำหรับคนสร้างสรรค์อย่างผู้เขียนหรอกค่ะ 5555 อย่าให้บอกเชียวว่าผู้เขียนทำอะไรบ้าง

อากาศร้อนจนทำอะไรแทบไม่ได้ จะเปิดแอร์ช่วงกลางวันก็กลัวค่าไฟแพง สรุปว่าวันๆแทบจะไม่ได้ทำอะไร บางทีต้องหนีกลับเข้าไปห้องนอน เพราะเย็นกว่า

ค่อยมาเปิดแอร์ช่วงเย็นๆค่ะ หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าจะหมดไปอีกวัน เครียด...จะออกไปตากแอร์ตามห้างสรรพสินค้าเหมือนแต่ก่อนก็ไม่อยากไป  ไหนจะเปลืองค่าน้ำมัน ไหนแมวจะต้องกินข้าว สุดท้ายก็นั่งทนร้อน เอาพวกรูปมาตัดแปะสมุดคลายเครียดค่ะ

ทั้งแปะ ทั้งระบายทับ ขนสีไม้ที่ซื้อเอาไว้สมัยยังอู้ฟู่มาใช้  โอ้โห ซื้อมาเยอะมาก ยังเคยแซวกันเเองระหว่างพี่ที่ทำงานคนหนึ่งค่ะ ว่าเราสองคนซื้ออุปกรณ์มาเรียกว่าตายไปก็ใช้ไม่หมด5555

ทุกวันนี้เห็นพี่เขาใน facebook ว่าแข็งแรงดี เห็นออกงานวิ่งมาราธอนอยู่เเรื่อยๆ 

ส่วนตัวผู้เขียนเก็บตัวเงียบเชียบ วันๆต้องคิดแต่เรื่องทำมาหากิน นี่ละ ชีวิตหลัง early retire ของคนที่ต้องเลี้ยงตัวเอง (แล้วยังจะมีแมวอีก)

ภาพตัดแปะ theme วินเทจเป็นของชอบของผู้เขียนเลยค่ะ เผื่อใครชอบเหมือนกันคอยติดตามนะคะ จะทำ collage sheet แจกฟรี  ให้มา download กันไปตัดปะสมุด




เดี๋ยวนี้เเห็นใน tiktok ก็มีคนเเริ่มมาทำพวกนี้กันมากขึ้น แต่บางทีก็เเรียก junk journal บ้าง ส่วนมากก็เอาพวกกระดาษนิตยสารบ้าง กล่องขนมบ้าง จริงๆแล้วก็กระดาษทุกชนืดแหละค่ะ แล้วแต่ใครชอบแบบไหน

พอได้ตัดกระดาษด้วยกรรไกร  จิตใจเราจะค่อยๆสงบ เลิกยุ่งกับเทคโนโลยีชั่วคราว

โลกยุคนี้มันสะดวกสบายเกินไปแล้ว ข้าวของหลายอย่างก็ถูกลงมาก โดยเฉพาะของที่มาจากประเทศจีนค่ะ

ผู้เขียนมาเริ่มทำพวกงาน scrapbook จริงจังก็ประมาณปี 2009 เป็นต้นมา ช่วงนั้นมีแต่ของจากฝั่งอเมริกา  ผู้เขียนก็ยังอุตส่าห์ดั้นด้นซื้อมาจาก ebay ราคาก็ไม่เบานะคะ  แพงอยู่  แต่ขอบอกเลยว่าคุณภาพดีมาก  คือผ่านมาปีนี้ 2026 พวกกระดาษลายสวยๆที่ซื้อเก็บเอาไว้สียังสดใหม่เหมือนเดิม  

พวก tools ต่างๆ ไม่ว่าจะกรรไกร หรือพวก paper punch นี่ก็ทนทานมาก ถ้ามาซื้อตอนนี้คงไม่มีปัญญาซื้อ ก็นับว่าตัวเองคิดถูกที่ซื้อซะเต็มที่เลยค่ะ ประมาณว่ากลัวต่อไปจะไม่ได้ซื้อ หรือซื้อไม่ได้ ยังกับมีลางสังหรณ์

เวลาไปรื้อกล่องดู ตัวผู้เขียนยังตกใจเอง ว่าทำไมมันเยอะอะไรไปหมด555  แต่ก็อุทานกับตัวเองอย่างมีความสุขนะคะ เพราะฉันชอบของพวกนี้

ฉันไม่สนใจพวกกระเป๋าแบรนด์ หรือของหรูหรา แต่ชอบเครื่องเขียน อุปกรณ์ประดิดประดอยนี่ละ



Link Free Download : JPG

https://drive.google.com/file/d/16s3yu4yZrrcHdB83-NzsN4cdklH-si1d/view?usp=sharing

ส่วนใครขี้เกียจตัดกระดาษแปะด้วยกาวแล้วกาวเลอะมือ หรือกลัวทากาวไม่ทั่วก็แนะนำให้ print ลงบนกระดาษสติ๊กเกอร์ inkjet ได้นะคะ สะดวกมาก ผู้เขียนแนะนำซื้อตาม Link ด้านล่าง เป็นเกรดปกติ ใช้แล้วสีสดและกันน้ำได้ในระดับหนึ่ง (แบบ 10 แผ่นต่อกล่องก็มีนะคะ เดี๋ยววันหลังหา link มาให้ อีกที)

https://s.shopee.co.th/BQQUjoP30

แบบพรีเมี่ยมกว่า print ออกมาสีสดกว่าก็มีค่ะ


ว่าแล้วก็ขอตัวไปตัดรูปไว้แปะสมุดต่อนะคะ...ไว้เจอกันใหม่ post หน้า


เมษายน 09, 2569

ฝึกกันต่อไป Digital Painting


 

นี่เป็นผลงานล่าสุดของผู้เขียน ที่วาดและ painting หนุ่มหน้าหวานที่เข้าใจว่าหน้าตาแบบนี้คงจะ in trend ในยุคปัจจุบัน

(แต่ไม่ใช่รสนิยมสวนตัวของผู้เขียนหรอกค่ะ)

เวลาดูซีรีส์จีนแล้วผู้เขียนออกจะตกใจเล็กน้อย(ถึงมากที่สุด)555 ว่าผู้ชายสมัยนี้ทำไมคางแหลม และแต่งหน้าจนเนียนพอๆกับนางเอก แบบแทบไม่เเห็นรูขุมขน

แถมดูไปดูมาโครงหน้าก็ละม้ายกับพระเอกในหนังสือการ์ตูน หรือ webtoon ด้วยซ้ำไป คือหน้าจะแหลมเรียว ตาก็เรียวยาวซะด้วย

แทบไม่ต้องไปดูพวกตระกูลสายนิยายวาย หรือ boy love เพราะสายนั้นผู้ชายหน้าหวานมาก คล้ายๆที่ผู้เขียนวาดออกมาข้างบนนั่นแหละค่ะ

รูปนี้รู้สึกภูมิใจมากกับการเหลาจมูกออกมาได้ดี  คือใส่เงาแล้วดูนุ่มนวล 

นี่หละค่ะ  สงสัยอีกหน่อยต้องวาดปกนิยายเอง เพราะ platform ตั้งท่ากีดกันภาพจาก Ai แล้วนี่ทำไมฉันจะต้องทำเองทุกอย่างด้วย(วะ) มันเหนื่อยนะเนี่ย

ไม่ต้องแปลกใจนะคะ รูปข้างบนยังวาดไม่เสร็จค่ะ  เอามาให้ดูตามนี้ไปก่อน แถมไม่รู้จะเสร็จเมื่อไหร่  มีอะไรต้องทำเยอะไปหมด 😅

อีกอย่างคือต้องทิ้งไว้ให้ลืมสักพัก เดี๋ยวกลับมาระบายต่อจะเห็นข้อบกพร่องที่ตอนนี้มักจะไม่เห็นค่ะ

ตอนนี้อารมณ์เห่อ ดูยังไงก็คิดว่าตัวเองวาดและระบายโอเคแล้ว 5555

หัวเราะทั้งน้ำตา เพราะค่าจ้างนักวาดแสนจะแพง แล้วนักเขียนส่วนใหญ่เขาไม่ได้เขียนนิยายแล้วได้เงินเยอะกันทุกคน  ที่เห็นว่าได้เยอะ จนผ่อนบ้าน ผ่อนรถกันได้นั้น คงมีจำนวนไม่เยอะหรอกค่ะ

อย่าให้บอกเชียวว่าที่เขียนมาสองเรื่อง ใช้เวลาเรื่องละ 1 ปี นั้น ได้เงินกี่บาท 

ใครรู้เข้าคงจะบอกว่า "ไปทำอย่างอื่นเถอะ"

เฮ้อ อากาศหน้าร้อนมันก็ต้องร้อน เมษายนจะให้เย็นได้ยังไง อากาศไม่ร้อนเปล่า  เหตุการณ์รอบประเทศก็ระอุ  น้ำมันแพง ข้าวของแพง คนอย่างเราก็ลำบากมากขึ้นไปอีก มีความสามารถอะไรก็หยิบมาใช้จนหมดสิ้น ไม่มีใครช่วยเรา เราก็ต้องพึ่งตัวเองสินะ

บ่นเรื่องอากาศสักหน่อยค่ะ ก่อนจะบ่นต่อว่านิยายวายเขาขายดีกันจริงๆ แต่ผู้เขียนคงจะได้แต่มองค่ะ ในยุคที่เติบโตมาเรื่องเหล่านี้มันช่างไกลตัวมากๆ แล้วจะขยับไปเขียนนิยายตามกระแสจะไหวเหรอ (ถามตัวเอง)

สรุป อีโรติก ก็ไม่เขียน

นิยายวาย ก็ไม่เขียน


ผู้เขียนได้แต่แหงนหน้ามองฟ้าแล้วล่ะค่ะ เบื้องบนโน้นมีเทพเทวาใช่ไหม 

รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรเยอะแยะ แต่ก็ดูจะยังไม่เป็นผลเท่าไหร่ ไหนจะต้องสู้กับโลกภายนอกที่ช่างโหมกระหน่ำลงมาใส่ 


เฮ้อ

ขอถอนหายใจค่ะ... ไว้เจอกัน Post หน้านะคะ




มีนาคม 26, 2569

ทักษะการรับฟังข่าวร้าย

 


ชีวิตก็คือชีวิตค่ะ ผู้เขียนคิดว่าอยากจะเล่าเรื่องทักษะที่ควรมีเอาไว้ติดตัว ยามเมื่อต้องพบเจอกับสิ่งที่ไม่ได้พึงปรารถนา แต่มันก็โถมเข้าหาเรา...อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับระลอกสึนามิ

เรื่องเจ้าแมวไข่เจียวเพิ่งหายจากติดเชื้อบาดทะยักได้เพียง 1 เดือน  คราวนี้สร้างเรื่องใหม่ให้ผู้เขียนต้องทำใจอีกแล้ว

อันว่าการอุปการะลูกแมวจรโดยที่โครงสร้างพื้นฐานตัวเองไม่พอนี่ก็เป็นบทเรียนสำคัญ

หมายความว่าไม่ได้คิดไกลไปว่าเวลาแมวป่วย เกิดต้องแยกขัง แล้วไม่มีที่ให้ขัง จะทำอย่างไรต่อไป

แต่ก่อนเลี้ยงสุนัข  ทางบ้านเลี้ยงเพื่อกันขโมยโดยให้อยู่นอกบ้าน ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนรับรู้ และสมัยก่อนผู้เขียนยังทำงานประจำมีรายได้  วันๆก็อยู่แต่ที่ทำงาน เสาร์อาทิตย์ก็อยู่นอกบ้าน ไปโน่นนี่ ไม่เคยได้ใกล้ชิดสัตว์เลี้ยงเท่าไหร่ เพียงแค่เห็นเขามานั่งรอหน้าประตูตอนค่ำทุกวัน กับตอนเช้าวิ่งไปส่ง แค่นี้ก็ทำให้รู้สึกว่าการมีสัตว์เลี้ยงนั้นมันดี  และเมื่อมาถึงระยะเวลาหนึ่ง เขาก็แก่ชราและจากไปตามวาระ ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรดราม่าเท่ากับการเลี้ยงแมวเลยค่ะ

วีรกรรมเด็ดของสุนัขก็มี ใช่ว่าจะราบรื่น น้องเงิน (อ่านต่อเรื่องน้องเงิน) สุนัขตัวสุดท้ายที่ทางบ้านคิดจะเลี้ยง บางทีเขาก็ออกไปกัดคนที่คิดว่าไม่น่าไว้ใจ5555 เช่น คนแต่งตัวเหมือนคนทำงานก่อสร้าง อะไรประมาณนี้ ทางบ้านต้องตามไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าทำขวัญให้อยู่หลายครั้ง

ใหญ่สุดคือไปกัดสุนัขพันธุ์เล็กที่เจ้าของอาจไม่รู้ว่ามีหมาใหญ่อยู่แถวนั้น กัดจนน้องหมาเขากลับดาว  ผู้เขียนเองก็เข้าใจว่าน้องเงินเคยนอนเล่นกับตุ๊กตาหมาน้อยตอนเขายังเด็ก  อาจจะคิดว่าเป็นตุ๊กตาไหม เข้าไปงับดู แล้วงานนั้นก็ถูกเรียกค่าชีวิตหมาพันธุ์เล็กหลักหมื่น  ผู้เขียนต้องรีบไปรับผิดชอบ เพราะทางบ้านโกรธมากบอกว่าจะไล่น้องเงินออกจากบ้าน หรือไม่ก็เอาไปปล่อย

หมาก็คือหมาค่ะ  เขาก็คงไม่รู้เรื่อง

ความธรรมดาสามัญข้างต้นที่เล่าไป ทำให้ผู้เขียนทำใจลำบากตั้งแต่น้องไข่เจียว(แมว) อยู่ดีๆติดเชื้อบาดทะยัก (Felish Tetanus) อันเกิดได้ยากยิ่งกับแมว หมดค่ารักษาไปเกินหลักหมื่น และไม่มีใครยอมรับปากว่ารักษาแล้วจะหายไหม

ใครอยากอ่านเรื่องไข่เจียวเป็นบาดทะยักรออ่านได้นะคะ

คราวนี้พอจบเรื่องบาดทะยัก เพราะในที่สุดน้องก็รอด และกลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงแมวปกติได้เพียง 1 เดือน

คือยังไม่ทันจะพาไปทำหมันเลยนะคะ  ตั้งแต่เขาเกือบหายดี เขาก็แหกกรงออกไปเที่ยวนอกบ้าน แถมกลับบ้านวันเว้นวัน  เว้นสองวัน  กลับมาก็หิวโซ  กินไม่ยั้ง  กินแล้วนอน พอหัวค่ำก็ออกไปอีกค่ะ

โครงสร้างพื้นฐานไม่เหมาะกับการเลี้ยงแมวเริ่มแสดงปัญหา คือ ไม่สามารถถถเลี้ยงแบบปิด คือให้อยู่ในห้อง หรือในบ้าน  ก็บ้านไม่มีห้องเหลือสำหรับแมวอยู่ค่ะ นอกจากต้องทำกรงใหญ่ให้อยู่นอกบ้าน ซึ่งต้องใช้เงินอีกจำนวนพอสมควรเลย แถมเราเป็นผู้อาศัยพ่อแม่อยู่  บางทีเราก็ไม่ได้มีสิทธิจะทำอะไรก็ได้ใช่ไหม

ในเมื่อออกไปนอกบ้านได้ คาดว่าคงไปเปิดศึกแย่งตัวเมียตามสัญชาตญานแหละค่ะ รอบนี้กลับมาบ้านมีแผลหลายที่ ผู้เขียนก็พยามสังเกตแผล แต่สายตาคนอย่างเราที่ไม่ใช่หมอ ก็เห็นแค่ว่าบวมไหม  น้องซึมไหม อะไรอย่างนี้แค่นั้น

เหมือนมีลางสังหรณ์ไม่ดี ก็เลยโทรไปนัดทำหมัน และพาไปหาหมอเพื่อทำมันซะเถอะ กะว่าเจอหมอก็ได้ฝากดูแผลไปด้วย

เหตุการณ์ก็ประมาณว่าแผลที่ได้มาเป็นแผลโพรง  (Pocket wound) ต้องรักษากันอย่างหนัก สรุปต้อง admit อีก ไหนจะตรวจเลือดเพิ่ม ไหนจะค่าทำหมันอีก  โอ๊ย...ผู้เขียนนั่งฟังการประเมินค่ารักษาแล้วยอมรับว่า...ทรุด

ของเดิมเมื่อคราวโรคบาดทะยักยังไม่ทันหารายได้มาเติมเลย   ต้องมาจ่ายเรื่องใหม่อีก แค่นี้ก็เครียดแล้ว

การไม่สามารถขังเขาไว้ได้มันเป็นอย่างนี้นี่เอง 

คือน้องสีส้มเขาก็มีหนีเที่ยวแบบนี้ แต่ไม่เคยต้องพาไปทำแผลหมดเป็นหมื่นๆแบบนี้เลยค่ะ ส่วนใหญ่เห็นเป็นแผลเล็กเท่านั้น

แล้วแค่นี้ยังไม่พอ ผลเลือดออกมาอีกว่าน้องไข่เจียวไปติดเชื้อลูคิเมีย มาจากแมวตัวอื่นที่กัดกันอีก

อะไรกันเนี่ย...ผู้เขียนได้แต่ยืนนิ่งอึ้งค่ะ อาจทำหน้าเฉยๆตอนได้รับฟัง แต่ข้างในใจรู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงบนหัว 

เป็นวันที่ช่างสาหัสเหลือเกินค่ะ...

        ฉันจะอยู่กับสิ่งเหล่านี้อย่างไรดี  รู้แต่ว่าฉันทำทุกอย่างเต็มที่หมดแล้ว นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนบอกตัวเองค่ะ  ยอมรับมันว่าเกิดขึ้นแล้ว มันเกิดขึ้นได้ใช่ไหมล่ะคะ เพราะปัจจัยต่างๆเราก็รู้ดี


ผู้เขียนกลับมาบ้าน นั่งบนโต๊ะทำงาน แล้วก็นั่งคิดค่ะ  ลูคิเมียทำให้แมวอายุสั้น อาจเเหลือเวลาอยู่กับเจ้าของเพียงแค่เต็มที่ 5 ปี หมอบอกอย่างนั้นนะคะ

โธ่...นิยายพันธนาการรัก ขอสลักไว้แนบใจ ตอนจบ คือตอนที่ 80 ยังไม่เสร็จซักทีล่ะค่ะ  

พายุและมรสุมชีวิตยังพัดเข้าใส่ไม่หยุด  คนเราเวลาต้องฟังข่าวร้ายควรต้องรับมือกับมันอย่างไรดีคะ...



ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ




กุมภาพันธ์ 24, 2569

ปัดฝุ่นทักษะ drawing


 

จำได้ว่าเคยเรียน drawing กับอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงทางด้านวาดภาพเหมือน อาจารย์ท่านนี้เขียนหนังสือสอนการวาดภาพอยู่หลายเล่มเหมือนกัน ปัจจุบันทราบมาว่าท่านไปเป็นช่างสิบหมู่ หรือช่างเขียนสังกัดกรมศิลปากร แอบเข้าไปส่องดูงานของอาจารย์แล้วฝีมือยังเทพเหมือนเดิม

ภาพวาดแบบ drawing เพื่อศึกษาแสงเงาในช่วงนั้นก็มีอยู่หลายภาพ ที่ผู้เขียนกำลังร้อนวิชาก็เลยวาดได้หลายรูปอยู่ รวมทั้งวาดภาพคุณพ่อเอาไว้  น่าภูมิใจที่ปัจจุบันรูปนั้นใส่กรอบแขวนไว้ในห้องนอนของคุณพ่อ เวลาขึ้นไปดูรูปนี้ทีไรก็นึกภูมิใจ ว่าฝีมือเราพอไหวนะเนี่ย5555

เรื่องโครงสร้างใบหน้าคนที่อาจารย์เคยสอนเอาไว้ตอนนี้ลืมหมดแล้วนะคะ ฮ่าาาา ที่วาดข้างบนนี้ออกแนวมั่วค่ะ แต่วาดไปวาดมา พอเอาไปกลับด้านดูใน photoshop ก็ต้องร้องว๊าวเลย เพราะหน้าไม่เบี้ยวเลยจ้าาา อะไรกันนี่ ไม่ได้วาดมาตั้งหลายปี (อาจจะถึง 10 ปีขึ้นไป) ฝีมือยังพอจะปัดฝุ่นได้อยู่นะ

ว่าแล้วก็ภูมิใจ ขอเอามาแปะโชว์ไว้ในนี้ ให้เป็น milestone ค่ะ

ตั้งแต่เกษียณมาก็ตั้งตาเอาแต่คิดเรื่องหาเงินค่ะ ไม่คิดเรื่องหาเงินแล้วจะให้คิดเรื่องอื่นหรือคะ คราวนี้ก็เลยคร่ำเครียดอยู่กับการทำมาหากิน ซึ่งที่จริงมันก็ใช้ทักษะทางศิลปะอันกระท่อนกระแท่นไปก่อน  ทว่าก็ได้เงินจากการทำพวกงานกราฟฟิกดีไซน์มาบ้างนะคะ  มันก็เครือๆหรือจักรวาลเดียวกันกับการวาดภาพแหละค่ะ

แต่เรื่องเขียนนิยายนี่ หลุดออกนอกไปอีกโลกเลย

แต่สุดท้ายก็ต้องมาจัดหน้าเอง ทำภาพประกอบเอง ทำปกเอง โอ๊ยทำอะไรเยอะแยะไปหมด ทำเองทั้งนั้นก็เลยไม่ต้องไปเสียเงินจ้างคนอื่นไงคะ  เป็นการประหยัดต้นทุนสูงสุดค่ะ

ที่จริงก็อยากจะวาดภาพปกนิยายของตัวเอง แต่ฝีมือยังต้องพัฒนาต่อค่ะ แต่จะไปจ้างนักวาดก็ไม่มีงบประมาณ เราไม่ได้มียอดขายขนาดจะไปทำอย่างนั้นได้ ขืนไปจ้างวาดมีหวังผิดหลักการทำการค้า เพราะตัวเลขติดลบแน่นอน

เดี๋ยวนี้บาง platform ให้ declare ว่าใช้ภาพประกอบจาก Ai Generative ไหม ทราบว่านักอ่านบางกลุ่มถึงขนาดต่อต้านภาพจาก Ai ประมาณว่านักเขียนคนไหนใช้ภาพเอไอจะโดนปิดกั้นการมองเห็นไหม อันนี้ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจค่ะ คือในบาง platform ที่ผู้เขียนเอางานไปลง ลงแบบสม่ำเสมอมาเป็นปีๆ แต่ยอดอ่านแทบไม่มี คือบางที 1 วิว หรือศูนย์เลยออกจะบ่อยมากค่ะ  ทำเอาท้อใจมาก แต่ไม่รู้จะทำไงค่ะ แต่ในบาง platform ก็มีนักอ่านแวะเวียนเข้ามาทุกวัน มากบ้าง น้อยบ้าง อันนี้ค่อยยังชั่วหน่อย

คือสุดท้ายที่ไม่ค่อยมียอดวิว เป็นเพราะแนวนิยายไม่ตรงจริตใน platform นั้น หรือว่าเป็นเพราะภาพที่ใช้ไม่ได้จ้างนักวาดกันแน่

เอาเป็นว่าเราสวนกระแสไม่ได้ แต่เราก็ไม่มีทุนจะไปจ้างวาดหรอกค่ะ

บางทีเห็นงาดวาดที่ขายราคาย่อมเยาหน่อย แต่ความที่ตัวเองเป็นกราฟฟิกดีไซน์ ก็พอจะมองออกว่านักวาดบางคนยังเป็น beginner แต่อาจจะใจรักการวาด คือวาดจมูกเบี้ยวจากแนว เส้นแนวสายตาผิดที่ผิดทางไปหน่อย เงาก็ดูแปลกๆอะไรยังงี้  เลยขออนุญาติบอกผ่านไปก่อนดีกว่านะคะ

สุดท้ายเราก็หนีไม่พ้นรอยเท้าเดิมของตัวเองค่ะ จุดเริ่มต้นทั้งหมดในความเป็นตัวเองคือการวาดรูป ยังไงก็ต้องกลับไปที่นั่น

ชีวิตจะดีจะร้ายก็ยังจะกลับไปค่ะ ยิ่งช่วงที่ผ่านมารู้สึกว่าโดนอะไรโหดๆฟาดเข้ามาเยอะ แต่พอได้ sketch ภาพเพียงแค่ 15-20 นาที  ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกโล่ง สงบ และเป็นสุขขึ้นมาบ้างทันทีเลยค่ะ

อย่างน้อยศิลปะก็ช่วยรักษาจิตใจของผู้เขียนได้

หวังว่าชีวิตข้างหน้าจะไม่โหดร้ายก็คงไม่ได้  ทุกอย่างยังต้องดำเนินต่อไป

แวะหยุดพัก หากำลังใจให้ตัวเอง 

และเป็นกำลังใจให้ทุกคนด้วยนะคะ


ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ